รวมบทความเกี่ยวกับการพิจารณาธาตุ (ธาตุมีได้มากกว่าสี่ มีได้คณานับ)
มหาธรรม เรื่อง ธาตุไม่ได้มีแค่สี่ชนิด แต่มีได้คณานับ
แม่ธาตุหลักๆ คือ ธาตุดิน, ธาตุน้ำ, ธาตุลม, ธาตุไฟ ผสมผสานเป็นสรรพสิ่งต่างๆ ทั้งนี้ในมนุษย์ยังมี มโนธาตุ และวิญญาณธาตุ จึงธาตุทั้งสองนี้เดิมทีไม่ใช่ธาตุบนโลกใบนี้ ในยุคที่โลกยังเป็นดาวเคราะห์ที่ไร้สิ่งมีชีวิตนั้น มันมีสภาพไม่ต่างอะไรกับดาวเคราะห์ดวงอื่นๆ คือ โล่งและว่างเปล่า จากนั้น พลังธาตุสองชนิดเข้ามาผสานในโลกใบนี้ คือ พลังวิญญาณธาตุ และมโนธาตุ จิตวิญญาณมากมายจากโลกทิพย์แหล่งอื่นๆ เช่น พรหมโลก สุขาวดีโลกธาตุ เข้ามายังดาวเคราะห์โลก เพื่อเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ ทำให้ดินแตกแยก ทำให้ไฟใต้ดินระเบิดออกมา ทำให้ก๊าซจำนวนมากมายขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ ทำให้ลมในบรรยากาศกำเนิดขึ้น ทำให้เย็นตัวลงและกลั่นตัวแยกเป็นน้ำ โลกก็ค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไปเพราะพลังวิญญาณธาตุ และมโนธาตุ หรือเป็นไปด้วยพลังแห่งจิตวิญญาณของเทพพรหมที่กระทำต่อโลกนี้ จนโลกมีสภาพที่เหมาะแก่การมีสิ่งมีชีวิตอาศัย กล่าวในมุมมองวิทยาศาสตร์คือ โลกถูกเคลื่อนพลังงานบางอย่างจากนอกโลก กระทำอย่างต่อเนื่องและรุนแรง จนกลายสภาพจากที่เป็นเหมือนดาวเคราะห์ดวงอื่นๆ ในระบบสุริยจักรวาล ซึ่งในความเป็นจริง ดาวเคราะห์ทุกดวงในระบบสุริยจักรวาล น่าจะมีสภาพคล้ายๆ กัน ไม่น่าจะต่างกันมากเกินไป แต่โลกแตกต่างจากดาวเคราะห์ดวงอื่นๆ มากเกินไป มากเกินกว่าจะบอกว่ามันเกิดเองโดยหาสาเหตุอื่นๆ อธิบายไม่ได้ การที่โลกเปลี่ยนแปลงนี้ จะเกิดจากดาวเคราะห์พุ่งมาชนก็ไม่ใช่ เพราะการชนอย่างน้อย ย่อมให้ผลได้ไม่มาก การชนอย่างมากก็ให้ผลมากเกินไป การที่โลกมีแผ่นดินที่แยกเป็นชิ้นๆ มีน้ำทั้งในบรรยากาศ ในยอดเขา และในแม่น้ำมหาสมุทรได้นั้น ไม่ใช่ของที่จะเกิดได้แบบหยาบๆ แต่จะต้องเกิดจากพลังงานละเอียดที่กระทำต่อโลกอย่างยาวนาน ซึ่งก็คือพลังปราณชีวิตเริ่มแรก ได้แก่พลังมโนธาตุ และวิญญาณธาตุ ที่เรียกว่า “ออร่า” ในทางวิทยาศาสตร์นั่นเอง
จากธาตุของโลกทั้งสี่อย่างพื้นฐานนั้น ยังมีมโนธาตุและวิญญาณธาตุที่มาจากภายนอกโลกอีกด้วย ผสมผสานกันเป็นสิ่งต่างๆ ทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต ในสิ่งไม่มีชีวิตบางชนิด ก็มีพลังวิญญาณธาตุด้วย อาจเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงของโลกในช่วงยุคแรกๆ และพลังงานเหล่านั้นยังคงเหลือตกค้างอยู่ เช่น พลังธาตุเหล็กไหล, พลังธาตุอัญมณีต่างๆ เป็นต้น พลังธาตุพิเศษเหล่านี้ เกี่ยวข้องและสัมพันธ์กับสิ่งมีชีวิต มาจากสิ่งมีชีวิต และเกื้อหนุนสิ่งมีชีวิตได้ ในลัทธิเต๋า กล่าวถึงฐานพื้นฐานไว้ห้าชนิด คือ ธาตุดิน, น้ำ, ลม, ไฟ, ไม้ และทอง ซึ่งก็สามารถสังเกตและศึกษาได้ด้วยวิธีทางจิต ซึ่งแม้แม่ธาตุของเต๋าจะแตกต่างจากแม่ธาตุของพุทธ แต่ก็มีอยู่ทั้งคู่เหมือนกัน เพราะธาตุในโลกนั้นมีมากมายนับไม่ถ้วน แต่การศึกษาธาตุจำต้องศึกษาแม่ธาตุ อันเป็นธาตุพื้นฐานก่อนก็จะแตกแขนงไปสู่ความเข้าใจในธาตุอนุพันธุ์อื่นๆ ได้อีกมากมายนับไม่ถ้วน ดังนั้น บุคคลจะเริ่มศึกษาธาตุแม่ในแบบเต๋าหรือพุทธก่อนก็ได้ตามความถนัดของตน เมื่อศึกษาถึงจุดหนึ่ง ก็ย่อมเข้าใจในสิ่งเดียวกันได้ไม่ยากนัก จากธาตุทั้งสี่ก็ดี ห้าก็ดี หรือเจ็ดก็ดี ผสมผสานกันได้มากมายนับไม่ถ้วน ทำให้ธาตุบนโลกมีลักษณะแตกต่างกันออกไป คุณสมบัติก็แตกต่างกันออกไปด้วย ผู้ฝึกจิตคุมธาตุ เล่นแร่แปรธาตุ สามารถผสมผสานธาตุต่างๆ ให้กำเนิดธาตุชนิดใหม่ๆ ได้ไม่ถ้วน ตามแต่จะคิดค้นกัน โดยธาตุที่แปรง่ายนั้นจะเป็นวิญญาณธาตุหรือปราณนั่นเอง ซึ่งปราณนี้ ถูกแปรได้ด้วยจิต จิตเปลี่ยนแปลง ปราณก็ปรับตามด้วย
ยกตัวอย่างเช่น พลังธาตุทอง เกิดจากความแข็งแกร่งของพลังธาตุดิน, และความสว่างไสวของพลังธาตุไฟผสมกัน หรือมองในมุมของจิต คือ จิตใจของผู้ที่มีคุณธรรมมั่นคงนั่นเอง ยกตัวอย่างบุคคลเช่น นายกอภิสิทธิ์มีพลังธาตุทองสูง จิตใจมีคุณธรรม แต่จะแข็งกร้าวเกินไป ธาตุทองมีทั้งความแข็งแกร่ง และคุณค่าในตัว ทำให้คนนิยมชมชอบ แต่ก็มีข้อเสียที่แข็งแกร่งเกินไป ไม่ยืดหยุ่น แม้ทองจะโดนไฟไหม้ ทองก็ไม่สูญสลาย เพียงแต่หลอมตัว เมื่อเย็นลงก็ก่อรูปใหม่ได้ ในตัวคุณเฉลิมมีพลังธาตุไฟมาก ทำให้ดูใจร้อนฉุนเฉียว แต่ฉลาดดุจเปลวไฟ แต่ไฟไม่อาจทำลายทอง คุณเฉลิมจึงไม่อาจชนะคุณอภิสิทธิ์ได้ อันนี้ คือ ตัวอย่างของพลังธาตุภายในของคน อันส่งผลต่อการแพ้ชนะกัน
ในบางท่านมีพลังธาตุน้ำแข็ง ใจจะแข็งและเย็น ดูเป็นคนใจเย็น และใจแข็ง มีความแข็งคล้ายธาตุทอง แต่ไม่เปล่งประกายสีทอง จึงดูเป็นคนไม่โดดเด่น มีคุณค่าไม่เสน่ห์ไม่เท่าคนที่มีพลังธาตุทอง แต่เด่นด้านใจเย็น ดูภายนอกเหมือนคนไม่มีกิเลส แต่ภายในก็ยังมีอยู่ ในประเทศไทยก็มีคนที่มีพลังภายในเป็นธาตุน้ำแข็งด้วย เขาเหล่านี้ จะเปิดรับและเชื่อใจใครได้ยาก เหมือนมีกำแพงน้ำแข็งกั้นอยู่ ขาวขุ่นแต่ไม่ใสจริง ทำให้แม้ฟังคนอื่น แต่ไม่จริงใจ อาจไม่เปิดใจ ไม่เชื่อใจใครง่ายๆ คนที่มีลักษณะเช่นนี้ก็มีอยู่เช่นกัน หากต้องการให้เขายอมรับและเชื่อใจจริงๆ ต้องอาศัยคนธาตุไฟ หลอมธาตุน้ำแข็งให้กลายเป็นน้ำก่อน ใจจึงจะอ่อนลง และเปิดใจรับฟังการเจรจาต่อรองได้ในขั้นต่อไป
ในบางท่านมีพลังธาตุไอน้ำ หรือ ธาตุเมฆา ทำให้เป็นคนที่เดาใจได้ยาก จับตัวได้ยาก บางครั้งเย็นเหมือนหมอก บางครั้งก็ร้อนเหมือนไอน้ำร้อน หากจะปรับตัวให้เข้ากันได้ต้องอาศัยคนมีพลังธาตุน้ำแข็ง ใช้ความเย็นของธาตุน้ำแข็ง ในการจับไอน้ำหรือเมฆาให้กลั่นตัวเป็นหยดน้ำก่อน จึงจะเห็นตัวเห็นตน เห็นรูปร่าง ก็จะเกิดความเข้าใจกัน ไม่เป็นคนคลุมเครือ จับอะไรไม่ได้เหมือนหมอกลอยเลื่อนอีกต่อไป การฝึกจิตให้มีปราณธาตุเมฆาหรือไอน้ำนี้ ต้องมีพลังธาตุทั้งร้อนและเย็นเป็นพื้นฐานเบื้องต้น จากนั้น ฝึกธาตุน้ำเป็นธาตุหลัก เมื่อเร่งพลังธาตุร้อน ก็แปรธาตุเป็นไอร้อน เมื่อเร่งพลังธาตุเย็น ก็แปรธาตุเป็นเมฆาลอยเลื่อน ใช้ไอร้อนในการทำลายล้าง ใช้เมฆหมอกหมอกในการสร้างสรรค์
ในบางท่านมีพลังธาตุหยกเย็น คล้ายพลังธาตุน้ำแข็ง แต่แตกต่างกันตรง หยกสามารถแกะเป็นรูปลักษณ์ต่างๆ ได้ มีความอ่อนหยุ่นอยู่บ้าง ไม่เปราะแตกง่ายเหมือนน้ำแข็ง และคงตัวได้ดีกว่าน้ำแข็ง ไม่สลายตัวง่ายๆ เมื่อถูกความร้อน ทั้งยังมีคุณค่ามากกว่าจึงเด่นด้านเมตตามหานิยมด้วย คนที่มีพลังหยกเย็นนี้ จะเป็นคนใจเย็น เข้มแข็ง มั่นคง และมีความงดงามพอประมาณ มีคุณค่าในตนเอง คนอยากได้ครอบครอง และเห็นว่าเป็นคนที่มีคุณงามความดี อย่างไรก็ตาม พลังธาตุหยกเย็น ไม่แข็งแกร่งเท่ากับพลังธาตุเพชร (วัชระ) หากปะทะหรือชิงชัยกันโดยตรงแล้ว ผู้ที่สำเร็จพลังธาตุวัชระย่อมเป็นผู้มีชัย
ในบางท่านมีพลังธาตุน้ำกรด เป็นธาตุน้ำที่มีพิษกัดกร่อนได้ น้ำกรดบางชนิดกัดกร่อนสิ่งที่ไม่แข็งมาก เช่น เนื้อเยื่อ แต่บางชนิดก็มีฤทธิ์กัดกร่อนได้แม้แต่เหล็ก ท่านที่มีพลังธาตุลักษณะนี้หากฝึกจิตในเชิงทำลายล้าง คือ เพิ่มความรุนแรงของการกัดกร่อนแล้ว แม้แต่พลังธาตุทองก็อาจสลาย พ่ายแพ้ได้ การฝึกพลังธาตุน้ำกรดนั้น ผู้ฝึกต้องฝึกธาตุน้ำเป็นพื้นฐานก่อน แล้วเพิ่มธาตุไฟแทรกเข้าไปในธาตุน้ำ เพื่อเพิ่มคุณสมบัติในการทำลายล้าง หรือกัดกร่อนให้ธาตุน้ำนั้น เป็นคนที่มีธาตุน้ำซ่อนไฟ หรือไฟใต้น้ำ เปลือกนอกดูใจเย็นยืดหยุ่นลื่นไหล แต่เบื้องลึกกัดกร่อนทำลายล้างผลาญดุจไฟ อันนี้ฝึกยาก เพราะจะต้องประสานธาตุตรงกันข้ามสองชนิดในสำเร็จ คือ ธาตุน้ำและธาตุไฟ ซึ่งไม่เข้ากันเลย ในกลุ่มนักการเมือง ก็มีท่านหนึ่งที่มีพลังธาตุน้ำกรดนี้ ทำให้เปลือกนอกดูเป็นคนใจเย็น ใสซื่อ และยืดหยุ่นปรับตัวง่าย แต่เบื้องลึกแล้ว เขามีพลังทำลายล้าง กัดกร่อนทีละน้อย
ในบางท่านมีพลังธาตุอสุนิบาต(สายฟ้า) คือ มีลักษณะของไฟเย็น แต่เผาไหม้ได้รวดเร็วฉับพลัน (บวกลม) ผู้มีพลังธาตุชนิดนี้ ยกตัวอย่างเช่น รามสูร ซึ่งเป็นภาคแบ่งหนึ่งของพระนาราย (รามบวกอสูร กลายเป็นรามสูร) เป็นภาคทำลายล้างของพระราม ท่านจึงดูภายนอกเหมือนคนใจเย็น เพราะอสุนิบาตนี้ เป็นไฟเย็น แต่สามารถกระทำการณ์รวดเร็วได้ดังสายฟ้าฟาด เช่น การปฏิวัติปลดผู้มีอำนาจได้อย่างรวดเร็วฉับพลัน นี่คือ ลักษณะของพลังธาตุอสุนิบาต พลังชนิดนี้ ถ้าเป้าหมายเผลอ ก็ถึงหายนะทันที แต่ถ้าเป้าหมายรู้ตัวก่อน ก็จะหลบเลี่ยงจากอสุนิบาตได้ทัน เพราะสายฟ้านั้น เป็นสิ่งที่หลบเลี่ยงได้ไม่ยาก ถ้าเข้าใจ ในคนที่มีพลังธาตุลม สามารถหลบเลี่ยงพลังอสุนิบาตได้ไม่ยาก ในคนที่มีพลังธาตุบางชนิด พลังอสุนิบาตก็ไม่มีผล เช่น เหล็กไหล ถูกฟ้าผ่าก็ไม่เป็นอะไร ในคนที่มีพลังธาตุเมฆานั้น ย่อมอยู่กับสายฟ้าฟาดได้ (คลุมเครือ จับไม่ถูก ฟาดไม่ถูก)
มหาธรรม เรื่อง กายสังขารของแต่ละคนฝึกพลังธาตุได้ไม่เหมือนกัน
การฝึกพลังธาตุชนิดต่างๆ นั้น จะต้องพิจารณาทั้งจิตใจและกายสังขารของผู้ฝึกด้วย เพราะส่งผลอย่างมากต่อการเปลี่ยนแปลงของกายสังขารและจิตใจของผู้ฝึก ดังนั้น ปรมาจารย์เซียนผู้ถ่ายทอดวิชชา จะพิจารณาลักษณะสรีระและจิตใจของศิษย์ก่อนที่จะมอบวิชชาที่เหมาะสมให้ ยกตัวอย่างง่ายๆ ผู้ชายเหมาะสมที่จะฝึกพลังสายเอี้ยง (ร้อน, แข็ง, และถ่ายเทออก) ส่วนผู้หญิงเหมาะสมที่จะฝึกพลังสายอิม (เย็น, ยืดหยุ่น, และดูดซับเข้า) ในเด็กวัยรุ่นไม่ควรเร่งฝึกโยคะ เพราะมีผลต่อการหยุดการเจริญเติบโต ทำให้ดูเป็นเด็กทั้งๆ ที่อายุมากขึ้นแล้วได้ โยคะควรฝึกเต็มที่เมื่อเติบโตเต็มที่แล้วจะเหมาะสมกว่า ในคนใจร้อนมีพลังธาตุไฟเป็นพื้นฐาน ถ้าฝึกเพิ่มพลังธาตุไฟ ร่างกายจะถูกเผาด้วยธาตุไฟ ทำให้เป็นแผลร้อนใน แผลในเนื้อเยื่ออ่อนได้ง่าย ดังนั้น คนที่มีพลังธาตุไฟมากอยู่แล้ว ไม่ควรฝึกพลังธาตุไฟเพิ่ม ควรฝึกพลังธาตุผสมผสานให้กลมกลืนสมดุล เช่น พลังธาตุไอน้ำร้อน, พลังธาตุทองไหล, พลังธาตุอสุนิบาต ฯลฯ แทน ดังนั้น อาจารย์ผู้ถ่ายทอดพลังธาตุนั้น จึงต้องพิจารณาให้ถี่ถ้วนก่อนถ่ายทอดพลังธาตุชนิดใดชนิดหนึ่ง
กายสังขารชนิดต่างๆ
๑) กายสังขารที่มีความเสถียรมาก
กายสังขารแบบนี้ สามารถฝึกพลังธาตุได้มาก แต่ต้องใช้เวลานาน การเปลี่ยนแปลงจะช้า ทำให้สำเร็จวิชชาได้ช้า ในการฝึกอาจเลือกพลังธาตุที่สำเร็จเร็ว เพื่อแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงได้ช้าของร่างกายนั้นๆ เช่น การฝึกเน้นธาตุลม จะช่วยทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเร็วกว่า ทำให้พิจารณาธาตุได้เร็วขึ้น เข้าใจเรื่องธาตุเร็วขึ้น และบรรลุธรรมได้เร็วขึ้น มากกว่าการพิจารณาธาตุดิน อนึ่ง การเริ่มต้นในการพิจารณาธาตุนั้น เริ่มจากธาตุใดธาตุหนึ่งก่อน ปกติ จะเริ่มจากธาตุไฟเพราะเปลี่ยนแปลงง่าย จากนั้น ไล่ลงไปธาตุลม, ธาตุน้ำ และธาตุดิน จากสิ่งที่แปรปรวนเปลี่ยนง่าย ลงไปสู่สิ่งที่มั่นคงเปลี่ยนยาก จากนั้น ก็ย้อนถอยกลับจากดินไปน้ำ, น้ำไปลม, ลมไปไฟ แปรธาตุกลับไปกลับมาจนชำนาญ ก่อนที่จะพิจารณาธาตุอนุพันธุ์ หรือธาตุพันธุ์ผสมจากธาตุชนิดต่างๆ ต่อไป
๒) กายสังขารที่มีความแปรปรวนง่าย
กายสังขารแบบนี้ สามารถฝึกพลังธาตุได้น้อย ถ้าฝึกมากจะส่งผลกระทบต่อสังขารทำให้ป่วยหรือตายได้ง่าย เป็นลักษณะคนที่ไม่เหมาะสมต่อการฝึกกังฟูหรือฝึกบู้ แต่เหมาะสมกับการฝึกปัญญาหรือฝึกบุ๋น เพราะมีการเปลี่ยนแปลงง่าย ทำให้พิจารณาธาตุเห็นความเปลี่ยนแปลง, เข้าใจเร็ว บรรลุธรรมเร็ว พิจารณาธาตุไม่นาน ธาตุในกายก็เปลี่ยนแปลงแล้ว และอาจนำไปสู่การป่วยและตายได้เร็ว ดังนั้น จึงเข้าสู่การปลงสังขารได้เร็วด้วย ในคนที่มีลักษณะเช่นนี้ หากอินทรีย์อ่อน หรือปัญญาด้อย ไม่ควรให้ฝึกธาตุที่แปรปรวนง่าย เช่น ธาตุไฟ, ธาตุลม เพราะจะส่งผลต่อร่างกายเร็วจนรับไม่ทัน และอาจไม่ทันบรรลุธรรม แต่ตายก่อนก็ได้ ควรเริ่มจากการพิจารณาธาตุดิน ซึ่งแปรปรวนน้อยกว่า ค่อยๆ พิจารณาไปอย่างช้าๆ ไม่ควรเร่งรีบเกินไป (สำหรับตัวผู้เขียนเอง จัดเข้าเป็นคนลักษณะนี้ด้วย)
นอกจากนี้ กายสังขารของแต่ละคนยังมีลักษณะที่เกื้อหนุนต่อการฝึกพลังธาตุต่างชนิดกันด้วย ในคนบางคน ก็มีสังขารที่อุดมด้วยพลังธาตุดินคือ อ้วนดำดูดซับและรับพลังงานได้มากมาย แต่เชื่องช้าและดูทึบทึม จึงเหมาะสมที่จะฝึกบู้มากกว่าบุ๋น บุคคลลักษณะนี้ผู้เขียนเคยได้พบมาคนหนึ่ง เคยถ่ายปราณให้ปรากฏว่าพลังภายในของตนเอง ลดฮวบลงอย่างรวดเร็วจนน่าตกใจ บางคนกายสังขารมีลักษณะคล้ายธาตุน้ำ คือ อ้วนอ่อนขาว ยืดหยุ่น แต่ไม่ทึมทึบ ไม่เชื่องช้าเกินไป มีความสามารถในการดูดซับน้อยกว่าธาตุดิน แต่ปรับตัวได้ดีกว่า จึงเหมาะทั้งการฝึกบู้และบุ๋น แบบนี้ผู้เขียนก็เคยพบและได้ถ่ายทอดวิชชาให้ด้วย แต่จะเน้นบู้มากกว่าบุ๋น เนื่องจากอายุเขายังน้อย สมองยังไม่พร้อมที่จะรับข้อมูลมากๆ และมีเวลาจำกัดนั่นเอง บางคนที่ผู้เขียนพบ มีลักษณะผอม, ขาว อุดมด้วยธาตุลม เด่นด้านบุ๋นมากกว่าบู้ก็มี สำหรับบทความฉบับนี้ขอจบลงแต่เพียงเท่านี้
มหาธรรม เรื่อง สูงสุดของการเล่นแร่แปรธาตุคือเดินธาตุสุญตา
แม่ธาตุหลักๆ คือ ธาตุดิน, ธาตุน้ำ, ธาตุลม, ธาตุไฟ แล้วยังมีอีกสามธาตุ คือ มโนธาตุ, วิญญาณธาตุ และอากาสธาตุ หรือ ธาตุที่นำไปสู่ภาวะ “สุญตา” ได้ ในการเดินธาตุ เล่นแร่แปรธาตุไปเรื่อยๆ ให้ถึงจุดสูงสุดนั้น ต้องเดินไปสู่ “อากาสธาตุ” คือ ธาตุที่ไม่มีอะไร ไม่เนื่องด้วยอะไร ไม่มีเหตุ ไม่มีผล ไม่มีอะไรต่ออะไรทั้งสิ้น ว่างหมดทุกสิ่ง เมื่อเดินธาตุถึงจุดนี้แล้ว ธาตุจะมีความ “ใส” มีเหมือนไม่มี ไม่มีเหมือนมี อากาสธาตุ หรือความว่างนั้น เป็นธาตุที่ละเอียดที่สุด เป็นพื้นฐานของธาตุทุกชนิด ไม่ถูกทำลายได้ด้วยธาตุชนิดใด ไม่ว่าธาตุใดๆ ก็ตาม อากาสธาตุ หรือความว่างย่อมรองรับไว้ได้หมดเสมอ เพราะทุกธาตุมีความว่างเป็นพื้นฐานก่อนเสมอ ดังนั้น คนที่ฝึกจิตสำเร็จอากาสธาตุแล้ว ย่อมรับได้กับคนทุกประเภท ไม่ว่าใครจะฝึกจิต ฝึกธาตุ เล่นแร่แปรธาตุ ฝึกพลังปราณชนิดใดมาก็ตาม อากาสธาตุย่อมรับได้ทั้งหมด และไม่มีกระทบต่ออากาสธาตุเลย จึงเป็นการฝึกธาตุขั้นสูงสุด เหนือกว่าธาตุชนิดใดๆ เมื่อถึงจุดนี้ กายทิพย์จะใส เป็นกายแก้วประกายพรึก หรือวัชระกาย ซึ่งก็คือ การบรรลุอรหันต์นั่นเอง ซึ่งในบทความฉบับนี้จะกล่าวต่อไป
อนึ่ง การบรรลุอรหันต์นั้น จิตใสได้หลายระดับตั้งแต่พลังธาตุทองก็สามารถสำเร็จอรหันต์ได้ เรียกว่า อรหันต์ทองคำ ต่อมาก็พลังธาตุขาวบริสุทธิ์ บริสุทธิ์เหนือธาตุทองขึ้นไปอีกขั้น ต่อมาก็พลังธาตุแก้ว หรือธาตุเพชร (วัชระ) คือ นอกจากจะใสแล้วยังเปล่งประกายด้วย ดังนั้น จิตของพระอรหันต์แม้บรรลุอรหันต์เหมือนกัน แต่ก็มีระดับจิตที่แตกต่างกันอีกด้วย จิตวิญญาณที่ต่างกันนั้นจะส่งผลต่อกายทิพย์ เมื่อเพ่งด้วยตาทิพย์ก็พบกายทิพย์ที่แตกต่างกันได้ไม่ยาก ก็ทราบทันทีว่าระดับจิตของแต่ละท่านสูงและต่ำแตกต่างกันไป
การพิจารณาธาตุในกายทิพย์ (กายในกาย) ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของลมปราณในร่างกาย และส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของกายทิพย์ในที่สุด เป้าหมายสูงสุด คือ การเข้าสู่ภาวะไม่ใช่อะไรสักอย่างเลย คือ การเดินธาตุไปสู่ อากาสธาตุ หรือการพิจารณาภาวะสุญตาก็ให้ผลได้เช่นกัน แต่ขณะพิจารณานั้น ให้ทำการเดินธาตุ ฝึกลมปราณในร่างกายไปด้วย เมื่อใช้เคล็ดสุญตา ความไม่ใช่อะไรเลยสักอย่าง จิตค่อยๆ น้อมนำไปสู่ความไม่ใช่อะไรเลยสักอย่าง จิตจะค่อยๆ ใสขึ้น วิญญาณก็ใสขึ้น ในที่สุด กายทิพย์ก็ใสเป็นประกายพรึกดุจเพชรคือวัชระกายนั่นเอง การฝึกจิตแบบนี้ ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงทั้งจิตใจ และวิญญาณ หรือลมปราณด้วย แต่ไม่ถึงขั้นเปลี่ยนแปลงในเชิงสังขารร่างกายหยาบ หากต้องการให้เกิดเปลี่ยนแปลงถึงกายหยาบด้วย ก็ต้องฝึกจิตควบคุมกายหยาบ แล้วน้อมนำจิตคุมวิญญาณขันธ์ ต่อเนื่องด้วยสังขารขันธ์ ร่างกายก็จะเปลี่ยนแปลงตามไปในที่สุด สำหรับร่างกายมนุษย์นั้นในปัจจุบัน ไม่จำเป็นต้องฝึกถึงขั้นฟันแทงไม่เข้าก็ได้ เพราะปัจจุบันไม่ค่อยมีสงครามกันแล้ว อีกทั้งการฝึกนั้น ยังต้องใช้เวลานานในการเปลี่ยนแปลงจากจิตไปวิญญาณ และส่งผลต่อร่างกายในที่สุด จึงไม่มุ่งเน้นให้ฝึก
อนึ่ง สำหรับท่านที่ต้องการฝึกทั้งจิตใจและร่างกาย ให้ฝึกร่างกายพื้นฐานก็พอ คือ การชะลอความแก่ ชะลอการเจริญเติบโตของเซลในร่างกาย แบบนี้ สามารถฝึกได้ด้วยวิธีโยคะ วิธีโยคะคือการหลอมรวม ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งหมด ทั้งจิตใจ วิญญาณ (กายทิพย์) และร่างกายเนื้อ ปกติ จะไม่มุ่งเน้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมากเกินไป จะใช้การเจริญฌาน เพื่อยืดอายุขัยของร่างกาย และทำให้อายุเซลลดลง ทำให้ร่างกายแก่ช้า สำหรับท่านที่สำเร็จโยคะตั้งแต่วัยเด็ก อาจทำให้ร่างกายเจริญเติบโตไม่เต็มที่ มีสภาพคล้ายเด็กอยู่ตลอดเวลา เช่น สำเร็จวัย ๑๕ ปี ก็อาจส่งผลให้เหมือนคนอายุ ๑๕ ปี ไปเรื่อยๆ ได้ (แบบนี้ มีให้เห็นได้เหมือนกัน ไม่ใช่ว่าจะไม่มีคนสำเร็จ) ทั้งนี้ ไม่ใช่เพราะใช้วิทยาการสมัยใหม่ เช่น การดึงหน้า, ทำเบบี้เฟส หรือเครื่องสำอางใดๆ เลย บางท่านฝึกจิตเหนืออายุขัย เด็กก็ได้ แก่ก็ได้ บางท่านมีรอบวัน ที่เหมือนคนแก่ลงเรื่อยๆ และค่อยๆ กลายเป็นเด็กลงเรื่อยๆ ก็มี การฝึกโยคะจนสำเร็จ จนส่งผลต่อกายสังขารโดยพิสดารนี้ เกิดขึ้นได้จริง ซึ่งโยคีโบราณจะแข่งกันฝึกร่างกายจนกลายเป็นทุกขกริยาก็มี
มหาธรรม เรื่อง พลังธาตุเพชรไหล
เรารู้จักพลังเหล็กไหลกันดีว่าโดดเด่นด้านคลาดแคล้ว (ไหล) และคงกระพันชาตรี (เหล็ก) แต่เราอาจยังไม่รู้จักพลัง “เพชรไหล” บทความนี้จะขอแนะนำให้รู้จักกัน
ปราณและวิญญาณธาตุ
ปราณและวิญญาณธาตุ เป็นธาตุที่ค่อนข้างละเอียด แต่หยาบกว่ามโนธาตุ (จิต) และอากาสธาตุ (ความว่าง) ปราณและวิญญาณธาตุละเอียดกว่าธาตุทั้งสี่ คือ ดิน, น้ำ, ลม, ไฟ ทำให้วิญญาณธาตุหรือปราณ สามารถกำหนดและควบคุมความเปลี่ยนแปลงของธาตุทั้งสี่ในร่างกายของเราหรือสิ่งแวดล้อมภายนอกได้ ในขณะเดียวกันมโนธาตุหรือจิตซึ่งมีความละเอียดกว่าปราณหรือวิญญาณธาตุ ก็สามารถควบคุมการเปลี่ยนแปลงของปราณหรือวิญญาณธาตุได้ ดังนั้น การฝึกจิต จึงสามารถควบคุมและเปลี่ยนแปลงลมปราณและวิญญาณธาตุในร่างกายของเราทั้งหมดได้ หรือหากฝึกขั้นสูงก็สามารถเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ รอบตัวได้ด้วย ซึ่งบทความฉบับนี้จะได้อธิบายถึงวิธีฝึกจิตควบคุมธาตุเหล่านั้น
การเล่นแร่แปรธาตุ
ธาตุนั้นมีแม่ธาตุอยู่สี่ชนิด คือ ดิน, น้ำ, ลม และไฟ แต่จากแม่ธาตุทั้งสี่นี้ ได้ผสมผสานกลายเป็นธาตุอนุพันธุ์ได้อีกมากมายนับไม่ถ้วน อันมีคุณลักษณะและสมบัติที่แตกต่างกันไป เช่น พลังธาตุน้ำ ผสมธาตุไฟ เกิดเป็น ธาตุน้ำร้อน, ไอร้อน อันนี้ ไม่ใช่ไม่มี พบได้ในคนบางคนที่ฝีกพลังธาตุสองชนิด แล้วผสมผสานเข้าด้วยกันกลายเป็นแบบนี้ได้ หรือจากพลังธาตุน้ำ ผสมพลังธาตุดิน กลายเป็น ธาตุน้ำแข็ง นี่ก็พบได้ในคนบางคนเช่นกัน ใช่ว่าจะไม่มี การผสมผสานของพลังธาตุนั้น เกิดขึ้นได้เสมอ เรียกว่าการ “เล่นแร่แปรธาตุ” ในการเล่นแร่แปรธาตุนี้ สามารถทำได้มากมายหลายรูปแบบไม่ซ้ำกันเลย แล้วแต่จิตจะฝึก จะกำหนดให้เป็นไป แล้วแต่จะหยิบเอาธาตุใดมาผสมผสานพิจารณาร่วมกัน ก็ทำได้
พลังธาตุเหล็กไหล
พลังธาตุเหล็กไหลมีอยู่ในเหล็กไหลตามธรรมชาติ ซึ่งค่อนข้างหายาก แต่ในมนุษย์ ก็สามารถทำให้มีขึ้นมาได้ ด้วยการใช้จิตควบคุมและเล่นแร่แปรธาตุในร่างกายตนเอง ให้ปราณภายในร่างกายของตนแปรสภาพกลายเป็นธาตุเหล็กไหลก็สามารถทำได้ แต่การจะทำได้เช่นนั้น ต้องฝึกพิจารณาธาตุแม่ทั้งสี่จนชำนาญก่อน จากนั้น ก็ฝึกเล่นแร่แปรธาตุ กลับไปมาจากดิน, น้ำ, ลม, ไฟ ไป ไฟ, ลม, น้ำ, ดิน วนเวียนเป็นวงจรจนชำนาญดี จากนั้น ก็ฝึกผสมแม่ธาตุ เช่น ดินผสมน้ำ กลายเป็นน้ำแข็ง, น้ำผสมไฟ กลายเป็นไอน้ำ เมื่อชำนาญดีแล้ว ก็พิจารณาธาตุเหล็กไหล ว่าธาตุเหล็กไหล มีลักษณะอย่างไร ง่ายๆ คือ แข็งเหมือนเหล็ก และไหลได้เหมือนน้ำ นั่นคือ มีแม่ธาตุจากน้ำ ผสมดิน นั่นเอง แต่ผสมโดยเอาความยืดหยุ่นของน้ำ ผสมความแข็งแกร่งของดิน พิจารณาอย่างนี้แล้ว ก็กำหนดที่จิต จิตน้อมไปทางความยืดหยุ่นลื่นไหล เช่นน้ำ และความแข็งแกร่งดุจดิน เช่นนี้ทุกวันๆ พลังปราณในร่างก็จะค่อยๆ ปรับเปลี่ยน ธาตุในกายจะแปรสภาพไปเรื่อยๆ ให้สำรวจดูปราณทั่วร่างว่าเปลี่ยนแปลงหรือไม่ การขยับเขยื้อนกายในท่าร่างต่างๆ เพื่อให้สอดคล้องกับคำว่า “เหล็กไหล” คือ ความแข็งแกร่งและยืดหยุ่นในขณะเดียวกัน จะทำให้ช่วยน้อมนำปราณหรือวิญญาณธาตุในร่างกายได้ดีกว่าการใช้การกำหนดเพียงจิต เพราะวิญญาณธาตุ เป็นธาตุระหว่างกลางเชื่อมประสานกายและใจ ดังนี้ การใช้กายและจิตประสาน เหนี่ยวน้ำวิญญาณธาตุ จึงได้ผลเร็วกว่า อนึ่ง พลังธาตุเหล็กไหล เป็นพลังอิทธิฤทธิ์สายดำ มีสีดำ จึงใช้กิเลสเป็นพลังขับเคลื่อน ไม่ใช่สายขาว เมื่อฝึกแล้วจะมีกิเลสมาก เพราะจิตจะมีพลังดำมาก แต่หากใช้ไปในทางที่ดี ก็ไม่เสียหายอะไร เช่น การใช้พลังเหล็กไหลในการกอบกู้เอกราช การต่อสู้ข้าสึกรักษาประเทศเอาไว้ เป็นต้น ดังนั้น ในการได้ครอบครองพลังเหล็กไหลก็ดี การฝึกพลังธาตุเหล็กไหลก็ดี ควรคิดก่อนว่าจะนำพลังนี้ไปใช้ทำอะไร เพราะหากใช้ไปในทางที่ผิดแล้ว กรรมย่อมสนองเช่นกัน
พลังธาตุเพชร (วัชระ)
พลังธาตุวัชระ หรือธาตุเพชร มีลักษณะคล้ายธาตุน้ำ ผสมธาตุดิน และธาตุไฟ คือ มีความใสเหมือนน้ำ, มีความแข็งแกร่งเหมือนดิน, มีประกายจรัสดุจไฟ การฝึกพลังธาตุวัชระ จะส่งผลให้สำเร็จ “วัชระกาย” ได้ คือ มีกายทิพย์ใสดุจเพชร และส่งผลให้ถึงขั้นบรรลุธรรมได้ด้วย การจะได้กายทิพย์ใสดุจเพชรนั้น ต้องฝึกจิตให้บริสุทธิ์ขาวรอบก่อน จากนั้นก็เปลี่ยนจากขาวเป็นใส เป็นการฝึกจิตเดินทางสายขาวอย่างเดียว ตรงกันข้าม กับพลังเหล็กไหล ข้อดีของพลังธาตุวัชระ คือ แข็งแกร่งไม่อาจทำลายได้ และมีความงดงามเปล่งประกาย ใครๆ ก็อยากได้ครอบครอง (เพชร) จึงเปี่ยมด้วยปัญญาเจิดจรัส มีประกายเจ็ดสีแห่งปัญญาดุจไฟที่สว่างไสว ธาตุวัชระจึงโดดเด่นด้านคงกระพันชาตรี และเมตตามหานิยมไปด้วย จุดนี้ ไม่มีในพลังเหล็กไหล พลังเหล็กไหล ด้อยด้านเมตตามหานิยม ไม่ค่อยมีคนชอบนัก พลังดำของเหล็กไหล จะดึงดูดศัตรูมากมายให้มาเล่นงาน และชำระกรรมกัน ทำให้ผู้มีพลังเหล็กไหล จะต้องพบกับศัตรูมากมายมาลองวิชชาก็ดี มาทำร้ายก็ดีอยู่เสมอ แม้จะคลาดแคล้วปลอดภัยแต่ก็หาความสงบไม่ค่อยได้ ทั้งยังไม่ได้รับความนิยมจากผู้คนอีกด้วย คือ ผู้คนมักมองว่าเป็นคนไม่ดี เพราะพลังดำของเหล็กไหลนั่นเอง พลังวัชระ จึงเด่นกว่าในเชิงนี้ ในการฝึกพลังวัชระนั้น ทำได้ด้วยการเดินธุดงค์ ฝึกฝนจิตใจ ให้มุ่งเน้นดังนี้ ๑) จิตใจต้องใสซื่อบริสุทธิ์ ๒) จิตใจต้องเข้มแข็งกล้าหาญ ๓) จิตใจต้องพลิกแพลงและปรับตัวได้ดี ดุจเพชรที่มีหลายเหลี่ยม และเปล่งประกายแห่งปัญญาในที่สุด ฝึกจิตสามแบบนี้ นานวันเข้า ปราณและกายทิพย์ก็เปลี่ยนตามในที่สุด ก็สำเร็จพลังวัชระ มีกายวัชระ ใสเหมือนแก้ว มีรัศมีประกายพรึกดุจเพชร
พลังธาตุเพชรไหล
พลังธาตุเพชรไหลนั้น เป็นพลังผสมผสานระหว่างพลังธาตุวัชระ และพลังเหล็กไหลอีกต่อหนึ่ง ข้อดีของพลังเพชรไหล คือ ๑) ยืดหยุ่นลื่นไหล ปรับตัวได้ดี ๒) สามารถดูดซับพลังดำเข้ามาใช้ทำกิจ เพิ่มพูนอิทธิฤทธิ์ได้ ๓) สามารถชำระพลังดำให้ใสกลับสู่สภาพเดิมได้ ข้อดีสามประการนี้จึงอุดรอยโหว่ของพลังธาตุเหล็กไหล และพลังวัชระ อนึ่ง พลังวัชระนั้นมีข้อเสียคือ แข็งแกร่งเกินไป และมีค่ามากเกินไป จึงมักถูกครอบงำและผู้คนทั้งหลายมักจับตัวไว้ เพื่อครอบครอง ยกตัวอย่างเช่น หลวงปู่หลวงพ่อทั้งหลายที่เก่งด้านธุดงค์ มักถูกผู้คนล้อมรอบแล้วต้องยึดอยู่กับผู้คนมากมาย ไม่อาจเอาตัวสลัดออกมาได้จากหมู่ชนนั้น นี่ด้วยเพราะมีพลังวัชระ (เพชร) คนจึงนิยมชมชอบมาก แต่ก็ไม่มีอิสรเสรี ปลีกตัวออกจากสานุศิษย์ไปอยู่อย่างสงบก็ไม่ได้ หากได้ความลื่นไหลอย่างเพชรไหลด้วย ก็จะสามารถเอาตัวหลบเลี่ยงหลุดรอดคลาดแคล้วจากหมู่คนทั้งหลายได้ เมื่อจิตบริสุทธิ์มากๆ จะไม่อยากทำ อยากมี อยากเป็น อยากได้ อะไรเลย ทำให้ละวางหน้าที่ของพระโพธิสัตว์ไปด้วย ก็สามารถดูดซับพลังดำของมารและอสูรเข้ามาเป็นพลังในการขับเคลื่อนทำกิจทางโลก โปรดสัตว์ได้ด้วย ถึงเวลาก็ชำระพลังดำภายในให้ใสคืนกลับอีกครั้งหนึ่ง การฝึกพลังธาตุเพชรไหล นี้ ต้องเริ่มจากแม่ธาตุทั้งสี่ก่อน แล้วฝึกเล่นแร่แปรธาตุ จากนั้น ก็ฝึกพลังธาตุวัชระ และพลังธาตุเหล็กไหล ผสมผสานสองอย่างเข้าด้วยกัน แปรธาตุกลับไปกลับมา ก็จะสำเร็จพลังธาตุเหล็กไหล ก่อนจะสำเร็จ ร่างกายจะแปรปรวนมาก มีธาตุดิน, น้ำ, ลม, ไฟ แปรปรวนในร่างกายอย่างสูง ป่วยแปลกๆ เช่น เป็นแผลร้อนในประจำๆ, หนาวผิดปกติ, ลมหมุนในท้อง, น้ำล้นจากจมูก (แพ้อากาศเกิดน้ำมูกง่ายผิดปกติ) ฯลฯ กว่าจะแปรธาตุในร่างกายทุกส่วนให้กลมกลืนเป็นธาตุเพชรไหลได้ ก็ต้องผ่านด่านมากมาย ด่านที่ยากคือ การแปรกลับไปมาระหว่างธาตุเพชรและธาตุเหล็กไหล จนกลายเป็นเพชรไหล จากนั้น ยังต้องฝึกดูดซับพลังดำเข้าตัว ทำให้เพชรไหลดำ (กลายเป็นเพชรดำ) แล้วซักฟอกพลังดำนั้นให้ขาวและใสอีกครั้ง จนชำนาญ ก็จะสามารถใช้พลังได้ทุกสถานการณ์ ในประวัติศาสตร์ไทย สมเด็จพระนเรศวร ก็เคยมีพลังธาตุเพชรดำอยู่ มีผู้ค้นพบพลังธาตุนี้ในสถูปที่ปลงพระศพของท่าน การฝึกพลังธาตุเพชรไหลไม่ใช่ของง่ายเลย จะต้องฝึกจนจิตบริสุทธิ์ใส แล้วยังต้องดูดซับพลังดำกลับเข้ามาอีก กลับไปกลับมา จนชำนาญ เรียกว่าจะให้มีกิเลสก็ได้ ไม่มีก็ได้ ตามแต่ใจท่านต้องการ อยู่เหนือทั้งการมีและไม่มีกิเลสอย่างแท้จริง บทความนี้ขอจบเพียงเท่านี้