ธรรมปฏิเวธ เรื่อง ทฤษฎีธรรมวัฒนาการ (Natural Evolution)

ธรรมปฏิเวธ เรื่อง ทฤษฎีธรรมวัฒนาการ (Natural Evolution)

ธรรมปฏิเวธ เรื่อง ทฤษฎีธรรมวัฒนาการ (Natural Evolution)

“ธรรมวัฒนาการ” หมายถึง การเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ, โดยธรรมชาติ, และเพื่อธรรมชาติ ซึ่งมีสองลักษณะคือ ลักษณะที่เจริญขึ้น เรียกว่า “วัฒนาการ” และลักษณะที่เสื่อมลง เรียกว่า “วิวัฒนาการ” โดยอาศัยความหมายเฉพาะของ “วิ” หมายถึง ผกผันกลับ อนึ่ง ธรรมวัฒนาการ หมายถึง สรรพสิ่งล้วนคือธรรมชาติ ที่มีการเปลี่ยนแปลงไป ไม่หยุดนิ่ง ทั้งเจริญขึ้นและเสื่อมลง ดุจระลอกคลื่น ไม่มีวันจบสิ้น ดังจะอธิบายต่อไป   

วัฒนาการ (Uptrend Evolution)

หมายถึง การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น, เจริญขึ้น เป็นไปตามธรรมชาติที่ควรจะเป็น เช่น โลกมีการพัฒนาทางวัตถุมากขึ้น, ทางสังคมเจริญมากขึ้น หรือจิตใจมนุษย์ดีงามมากขึ้น

วิวัฒนาการ (Downtrend Evolution)

หมายถึง การเปลี่ยนแปลงที่แย่ลง, เสื่อมลง เป็นไปตรงข้ามกับธรรมชาติที่ควรจะเป็น เช่น โลกมีความเสื่อมทางวัฒนธรรม, ศาสนาเสื่อมลง, หรือชีวิตความเป็นอยู่แย่ลง

ดุลยภาพของการเปลี่ยนแปลง (Evolution equilibrium)

การเปลี่ยนแปลงของสรรพสิ่งในระบบ ตามหลักของทฤษฎีทุกขัง (Choas theory) ย่อมจะต้องมีดุลยภาพภายใน การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นกับองค์ประกอบย่อย ตัวแปรย่อย ในระบบ แต่ระบบจะคงดุลยภาพเดิมตราบเท่าที่ไม่มีปัจจัยภายนอกระบบมากระทำ ดังนั้น ระบบโดยรวมหรือผลรวมจะเท่าเดิม แต่การเปลี่ยนแปลงจะเกิดเฉพาะส่วนย่อยในระบบเท่านั้น เช่น การที่วัตถุเจริญขึ้น, จิตใจคนจะเสื่อมลง แต่เมื่อวัตถุเสื่อมลง จิตใจคนกลับเจริญขึ้น เป็นต้น โดยดุลยภาพนี้ จะเป็นในเชิงปฏิภาค (หยิน-หยาง) เช่น เรื่องวัตถุกับจิตใจ, ผู้ชายกับผู้หญิง, แข็งกับอ่อน, สงคราม กับ สันติภาพ เป็นต้น เมื่อสิ่งหนึ่งเปลี่ยน สิ่งของข้าม หรือองค์ประกอบก็ดี, ปัจจัยก็ดี, ตัวแปรก็ดี ที่เป็น “คู่ตรงข้าม” ของมันจะเปลี่ยนแปลงด้วย ดังนั้น ในโลกเรานี้ ถ้าเกิดวัฒนาการขึ้น ก็จะต้องมีวิวัฒนาการขึ้นด้วย ในส่วนย่อยอื่นๆ เช่น ถ้าวัตถุทางโลกเจริญมาก, ศาสนาและธรรมะก็เสื่อมลงคนไม่เข้าใจ หรือเข้าใจผิดมาก เป็นต้น การเจริญขึ้นและเสื่อมลงในโลกนี้ ไม่ได้มีขาเดียว ต้องมีสองขาคู่ตรงข้ามกันเสมอ โลกจึงจะคงสมดุลของระบบเดิมไว้ได้ จนกว่าโลกนั้นจะเสียสมดุล คือถึงวาระแตกดับเหมือนดาวเคราะห์ที่หมดอายุฉะนั้น ตราบใดที่ยังไม่ถึงวาระเสียสมดุล ตราบนั้น การเจริญขึ้นของสิ่งหนึ่งใดจะเกิดขึ้นพร้อมกับการเสื่อมลงของสิ่งตรงข้ามเสมอ เช่น เมื่อใดที่คนระดับรากหญ้ามีความรู้มากขึ้น ระบบกษัตริย์จะอ่อนแอลง เมื่อใดที่ระบบกษัตริย์เข้มแข็งมากขึ้น คนระดับรากหญ้าก็จะโง่ลง ถูกหลอก ถูกครอบงำ บงการได้ง่าย

วงจรของการเปลี่ยนแปลง (Evolution cyclic)

การเปลี่ยนแปลงในระบบใดๆ ไม่ว่าใหญ่หรือเล็กขนาดไหน จะเปลี่ยนแปลงเป็นวงจร คือ มีทั้งการเจริญขึ้นถึงขีดสุดแล้วผกผันกลับกลายเป็นรอบของความเสื่อม พอเสื่อมถึงที่สุด ก็เจริญขึ้นสู่รอบของความเจริญ ดังนั้น รอบแห่งความเจริญและเสื่อม จึงเกิดขึ้นวนเวียนไปเรื่อยๆ ดุจระลอกคลื่น ที่มีขึ้นแล้วลง ลงแล้วขึ้น ไปมาอย่างนี้ไม่มีวันจบสิ้น โลกของเราก็เหมือนกัน มีการเจริญขึ้นและเสื่อมลง ไปเรื่อยๆ ไม่มีวันจบสิ้น ไม่ใช่ว่ายุคนี้คือยุคแรกของมวลมนุษย์โลกที่มีความเจริญทางวัตถุมาก เพราะหากย้อนกลับไปในยุคอียิปต์ เราก็ค้นพบว่าวัตถุในสมัยอียิปต์เจริญไม่น้อยเหมือนกัน ทั้งจากพีรามิดที่ยังหลงเหลืออยู่ และภาพวาดที่คล้ายเฮลิคอปเตอร์, ยวดยานพาหนะต่างๆ ฯลฯ แต่ของต่างๆ เหล่านี้ไม่มีหลักฐานเหลือให้พิสูจน์แล้ว การเจริญขึ้นและลงมีอยู่เรื่อยๆ ดังนั้นก่อนความเจริญของโลกในปัจจุบันนี้ โลกก็เคยเจริญทางวัตถุมาเช่นกัน แล้วเสื่อมลงจนแทบเข้าสู่ศูนย์ ก่อน ที่จะมีการฟื้นฟูขึ้นใหม่ ดังนั้น เราสามารถเขียนเป็นเส้นกราฟได้เป็นรูปคลื่นขึ้นและลงไม่มีที่สิ้นสุด โดยจะมีสิ่งตรงข้ามที่เจริญขึ้นและลงสลับกันด้วย กล่าวคือ ถ้าเราเอาความเจริญทางวัตถุของโลกมาเขียนกราฟ จะขึ้นและลงสลับกับความเจริญทางจิตใจ นั่นเอง

สัมพัทธ์ภาพของการเปลี่ยนแปลง (Evolution relationship)

การเปลี่ยนแปลงของสิ่งหนึ่งจะกระทบต่อสิ่งหนึ่ง และทุกสรรพสิ่งในระบบ ย่อมกระทบถึงกันตามหลักทฤษฎีทุกขัง (Choas theory) แต่ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงนั้นมีอยู่สองลักษณะคือ ลักษณะที่ได้รับการสนับสนุนหรือแบบคล้อยตาม (Follow up) และลักษณะที่ต่อต้านและถูกทำลาย (Anti change) เช่น เมื่อวัตถุเจริญขึ้น คุณค่าทางจิตใจก็ลดลง อันนี้เป็น แบบต่อต้านและถูกทำลาย แต่ถ้าวัตถุเจริญขึ้นแล้วคนก็บริโภคมากขึ้นด้วย อันนี้เป็นแบบ สนับสนุนหรือคล้อยตาม สิ่งต่างๆ ในระบบ, ตัวแปรแต่ละตัวแปรจะมีลักษณะที่เข้าข่ายอยู่ในกลุ่มต่อต้าน (Anti group) และกลุ่มคล้อยตาม (Follow group) ต่อการเปลี่ยนแปลงของตัวแปรหรือองค์ประกอบใดองค์ประกอบหนึ่งในระบบ เช่น การเปลี่ยนแปลงตำแหน่งของกรมตำรวจเพื่อปรับโครงสร้างการทำงานใหม่ ปฏิรูปใหม่ให้ดีขึ้น ก็จะมีทั้งคนที่ต่อต้าน และคนที่สนับสนุน ไม่ว่าการต่อต้านจะเกิดขึ้นทางตรง หรือทางอ้อม คือ แอบต่อต้านเพราะกลัวถูกจับได้ก็ตาม การเปลี่ยนแปลงสิ่งหนึ่งสิ่งใดย่อมส่งผลกระทบทั้งสองลักษณะนี้เสมอ จนกระทั่งฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้รับชัยชนะ ก็จะเข้าสู่ดุลยภาพใหม่ในระดับย่อยนั้นๆ แต่โยภาพรวมจะคงเดิม เช่น การเปลี่ยนแปลงการทางเมืองของประเทศหนึ่ง อาจทำให้เกิดกลุ่มอำนาจใหม่ขึ้นมาแทนที่กลุ่มเก่า แต่ถ้ามองภาพรวมทั้งโลกแล้ว ดุลยภาพยังคงเดิม ถ้ามีจุดใดเจริญขึ้น ต้องมีบางจุดเสื่อมลง ถ้าในประเทศเฮติกำลังเสื่อมลง ในบางประเทศก็จะเจริญขึ้น จนรักษาดุลยภาพโดยรวมไว้ได้

กลุ่มตัวแปรที่คล้อยตาม (Follow group)

คือ ทุกสิ่งที่ปรับตัวตามการเปลี่ยนแปลงของตัวแปรต้น เช่น ถ้าเรากำหนดให้รัฐบาลเป็นตัวแปรต้น สิ่งที่เปลี่ยนแปลงตามรัฐบาลทั้งหมด นับเข้าเป็นกลุ่มตัวแปรที่คล้อยตาม ไม่ว่าจะเป็นพรรคการเมือง, บุคคล, กลุ่มบุคคล ฯลฯ ก็นับเป็นตัวแปรที่คล้อยตามได้ทั้งสิ้น

กลุ่มตัวแปรที่ผกผันตรงข้าม (Anti group)  

คือ ทุกสิ่งที่ปรับตัวตรงข้ามการเปลี่ยนแปลงของตัวแปรต้น เช่น ถ้าเรากำหนดให้รัฐบาลเป็นตัวแปรต้น สิ่งที่เปลี่ยนแปลงตามรัฐบาลทั้งหมด นับเข้าเป็นกลุ่มตัวแปรที่คล้อยตาม ไม่ว่าจะเป็นพรรคการเมือง, บุคคล, กลุ่มบุคคล ฯลฯ ก็นับเป็นตัวแปรที่ตรงข้ามทั้งสิ้น

การเกิดขึ้นและดับลงของตัวแปร (In and out of factor)

ทุกสรรพสิ่งมีการเกิดขึ้น, ตั้งอยู่ และดับไป เมื่อเราพิจารณาสิ่งหนึ่งสิ่งใด ในรูปตัวแปร เราจะสามารถติดตามดูการเกิดขึ้น, ตั้งอยู่ และดับไปของสิ่งนั้นๆ ได้ ในการพิจารณาตัวแปรที่คล้อยตาม และตัวแปรที่ผกผันตรงข้ามนั้น กระบวนการเปลี่ยนแปลงจะดำเนินไปเรื่อยๆ กระทบกระทั่งกันเรื่อยๆ จนทำให้ตัวแปรบางตัวดับลง ถูกทำลายลงไป และอาจเกิดตัวแปรใหม่ๆ ขึ้นมาได้เสมอ เช่น การปราบฝ่ายตรงข้ามลงไปหนึ่งราย อาจส่งผลให้เกิดฝ่ายตรงข้ามรายใหม่มาแทนที่รายเก่าได้ ในประวัติศาสตร์จีน เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเช่นการก่อตั้งราชวงศ์ใหม่ ก็จะมีการกวาดล้างขั้วอำนาจเก่าจนหมดเกลี้ยง ไม่เหลือเลย ผลที่เกิดขึ้นคือ ตัวแปรใหม่ที่ไม่แสดงตัว ได้เริ่มก่อตัวขึ้นเหมือนสิ่งมีชีวิตที่ค่อยๆ เติบโตทีละน้อยและรอวันผงาดขึ้นมาทำหน้าที่ทำลายล้าง ทำให้ทุกๆ ราชวงศ์ไม่มีเลยที่จะอยู่ยืนยงยาวนาน แม้การกวาดล้างสิ่งตรงข้ามจนหมดสิ้นในยุคสมัยหนึ่งลงไป แต่เมื่อผ่านไปนานวันเข้าถึงจุดหนึ่ง ตัวแปรใหม่ๆ ได้ก่อตัว, เจริญขึ้น และทำหน้าที่ปรับสมดุลเดิมคือทำลายล้างสิ่งที่เกิดขึ้นนั้น จึงก่อให้เกิดกระบวนการเกิดขึ้นและดับไปอย่างนี้ไม่จบสิ้น ไม่มีใครสามารถสร้างสิ่งที่ยืนยงเป็นนิรันดรได้ในโลกนี้ ทุกอย่างเป็นอนิจจัง

ตัวแปรใหม่ที่ไม่แสดงตัว (Absent factor)

ตัวแปรที่ไม่แสดงตัวคือ ตัวแปรที่เราไม่อาจจับสังเกตได้ เช่น การก่อตัวของเชื้อโรคชนิดใหม่ๆ ตัวแปรเช่นนี้ จะใช้เวลาในการฟักตัว และเจริญเติบโตยาวนาน เมื่อถึงจุดหนึ่ง ก็จะแพร่ขยายและมีอานุภาพในการทำลายล้าง เมื่อนั้นจึงจะแสดงตัวให้จับสังเกตตัวแปรได้  

กฎของธรรมวิวัฒนาการ (Law of Natural Evolution)

๑)   Parallel evolution (กฎของการเปลี่ยนแปลงแบบคู่ขนาน)

สิ่งต่างๆ จะเปลี่ยนแปลงอย่างมีความสัมพันธ์ต่อกัน สิ่งมีชีวิตในโลกก็เปลี่ยนแปลงตามการเปลี่ยนแปลงของโลกด้วย ถ้าสิ่งมีชีวิตชนิดใดปรับตัวตามการเปลี่ยนแปลงของโลกไม่ทัน ก็จะต้องสูญพันธุ์ การใช้วัตถุมากมายมาช่วยในการดำรงชีพของมนุษย์ เป็นการขัดขวางกระบวนการเปลี่ยนแปลงตามกันของมนุษย์และโลก เช่น เมื่อโลกร้อน ก็ใช้แอร์ แบบนี้จะทำให้การปรับตัวของมนุษย์กับอุณหภูมิของโลกที่เปลี่ยนไป ขาดลง และทำให้ลูกหลานไม่มีพัฒนาการ อุปมาเหมือนการเพาะเลี้ยงพืชในหลอดทดลอง ย่อมไม่อาจจะปรับตัวได้เท่ากับการเพาะพันธุ์ในแปลงนาจริงๆ แม้จะสามารถตัดต่อเลือกสารพันธุกรรมได้ แต่สารพันธุกรรมที่เราคิดว่าดีในวันนี้ อาจจะกลายเป็นเสียในวันหน้า พืชและสัตว์บางชนิด แม้พ่อแม่ดูไม่ดี แต่ลูกหลานกลับดูดีก็มีมาก ในขณะที่พ่อแม่พันธุ์ดูดี แต่ได้ลูกไม่ดี ก็มีมาก การตัดต่อพันธุกรรมให้ได้ดังใจ หรือได้ตามคำสั่งซื้อของลูกค้านั้น ไม่เป็นผลดีในระยะยาวเลย ดังนั้น พืช GMO จึงไม่ใช่คำตอบที่ดีตามหลักการนี้ เพราะโดยหลักการนี้ เชื่อว่าการปรับตัวตามการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติตามปกติ ย่อมดีกว่าการดัดแปลง หรือการทดลองของมนุษย์ นอกจากนี้ยังเชื่อว่าพืชและสัตว์นอกโลก ไม่อาจดำรงชีพอยู่ได้ในโลกด้วยวิธีการใช้วัตถุชนิดใดๆ หรือการตัดต่อพันธุกรรมใดๆ การที่พืชหรือสัตว์จะดำรงอยู่บนโลกได้แท้จริงนั้น ต้องเกิดจากการปรับตัว วิวัฒนาการตามการเปลี่ยนแปลงของโลกเท่านั้น แม้สัตว์ที่พัฒนาตัวเองตามโลก บางชนิดยังต้องสูญพันธุ์ไปเพราะปรับ ตัวตามไม่ทัน ดังนี้ ความหวังที่พืชหรือสัตว์ต่างดาวจะมาอาศัยบนโลก หรือมนุษย์โลกจะไปอาศัยอยู่ต่างดาวนั้น จึงเป็นศูนย์ คือ ไม่มีความเป็นไปได้เลย การไปเหยียบดวงจันทร์ การเดินทางไปต่างดาว จะเป็นไปได้แค่ชั่วขณะ แต่การอยู่อาศัยจริงๆ คือ ดำรงชีพและสืบพันธุ์อยู่บนดาวอื่นๆ นั้น ไม่มีทางเป็นไปได้ เราไม่ควรหลงคิดว่าการหนีออกนอกโลก เมื่อโลกเจ็บป่วย หรือโลกพินาศคือคำตอบ แต่เราควรกล้าหาญที่จะยืนหยัดอยู่บนโลกนี้ ด้วยการปรับตัวเองเข้ากับโลกให้ได้ ไม่ใช่การพึ่งพาวัตถุหรือการดัดแปลงพันธุกรรมของเรา ดังนั้น ทฤษฎีนี้ จึงไม่เชื่อเรื่องมนุษย์ต่างดาว และมองว่าเป็นการลวงโลกเพื่อหวังได้งบประมาณในการเดินทางไปนอกโลกเท่านั้นเอง เพราะแม้แต่สัตว์ในโลกเอง ถ้าย้ายที่อยู่ก็อาจตายได้ง่ายๆ ปลาย้ายจากน้ำเค็มมาน้ำจืดก็ยังตาย, ย้ายจากน้ำมาบนบกก็ตาย คนแม้ย้ายจากที่เขตร้อนไปหนาวมากๆ ก็อาจตายได้ จากที่หนาวมากมาร้อนก็อาจตาย เช่นกัน ซึ่งคนเรานี้มีพันธุกรรมที่นับว่าแข็งแรงมากและอดทนมากแล้วก็ยังต้องตาย แม้ย้ายที่อยู่บนโลก ดังนั้น จึงไม่มีทางเป็นไปได้เลยที่มนุษย์โลกเราจะย้ายไปอยู่ต่างดาว    

๒)   Short adaptation (กฎของการปรับตัวระยะสั้น)

การปรับตัวต้องใช้เวลายาวนานไม่อาจปรับตัวได้ฉับพลัน แต่ก็มีข้อยกเว้นบางกรณีที่พืชและสัตว์ใช้เวลาสั้นๆ เพื่อกลายพันธุ์ ในกรณีโลกร้อนกินเวลานานหลายปี การปรับตัวและวิวัฒนาการจะเกิดได้มาก นี่คือการปรับตัวในระยะที่สั้นที่สุด แต่ถ้าโลกเปลี่ยนแปลงฉับพลันพืชและสัตว์จะไม่มีโอกาสปรับตัวได้ทันเช่นการระเบิดของภูเขาไฟเป็นต้น เรียก ว่ากฎของการปรับตัวกะทันหันคือต้องใช้เวลา ไม่สามารถทำได้เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงของโลกแบบฉับพลันนั่นเอง การปรับตัวแบบระยะสั้นนี้ ต้องการเวลา ไม่อาจทำได้แบบฉับพลัน ถ้าโลกมีการเปลี่ยนแปลงแบบฉับพลัน สิ่งมีชีวิตมีโอกาสตายสูงมาก แต่ถ้าการเปลี่ยนแปลงนั้นไม่ใช่ฉับพลัน แต่มีระยะเวลาอยู่บ้างแม้จะระยะสั้นๆ ก็ตามเช่น โลกร้อนที่กินเวลานานหลายปี เช่นนี้ คนจะไม่ตาย แต่สามารถปรับตัวเข้ากับโลกได้ทัน ส่วนคนที่ไม่ยอมออกจากห้องแอร์ จะทำให้สารพันธุกรรมอ่อนแอ และลูกหลานไม่อาจปรับตัวเข้ากับโลกที่เปลี่ยนแปลงไปได้ การที่โลกร้อน ไม่ได้ทำให้คนตายหรือสูญพันธุ์ เพราะไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงแบบฉับพลัน แต่การที่คนเรากลัวโลกร้อนและหนีเข้าไปอยู่ในห้องแอร์ ฯลฯ ทำให้ขาดการปรับตัวที่ดีซึ่งส่งผลต่อความแข็งแรงของลูกหลานได้ กฎข้อนี้ จึงบอกว่าถ้าไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงถึงขั้นฉับพลันแล้ว มนุษย์ควรยอมลำบากบ้าง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น