มหาธรรม เรื่อง อ่านธรรมะให้เหมือนน้ำล้างใจ แต่ไม่ต้องไปให้ความสำคัญ

มหาธรรม เรื่อง อ่านธรรมะให้เหมือนน้ำล้างใจ แต่ไม่ต้องไปให้ความสำคัญ

มหาธรรม เรื่อง อ่านธรรมะให้เหมือนน้ำล้างใจ แต่ไม่ต้องไปให้ความสำคัญ

เวลาเราต้องการทำความสะอาดสิ่งของ เราใช้น้ำราดลงไป เราไม่เคยสนใจน้ำที่เหลือนั้น เราย่อมทิ้งน้ำที่เหลือจากการชะล้างนั้นเสีย แล้วหยุดอยู่กับความสะอาดของสิ่งที่เราล้าง ธรรมะ กับ ใจ เราก็เหมือนกัน เราใช้ธรรมะเป็นเหมือนน้ำล้างใจ เมื่อใจเราสะอาดใสแล้ว ธรรมะก็ไม่ใช่สิ่งสำคัญเลย เวลาเราอ่านธรรมะ เราอ่านให้เหมือนคนเอาน้ำล้างใจอย่าทำเหมือนคนเก็บน้ำล้างใจนั้นไว้ ไม่เช่นนั้นความสกปรกก็ยังคงอยู่เหมือนเดิม ยิ่งเราไปเก็บ ไปจำ ไปทำความเข้าใจ เพื่อจะได้บอกต่อ, อธิบายต่อ ใช้กับคนอื่นต่อนั้น เป็นวิธีที่ผิด ไม่ทำให้สิ่งสกปรกที่หมักดองในใจเราออกไปได้ อ่านแล้วเห็นว่าดีไม่ดีก็ช่าง ทิ้งมันไป เหมือนเราเอาน้ำสะอาดสาดใส่ของที่สกปรก เราสาดน้ำผ่านไป ทิ้งน้ำสะอาดนั้นไป น้ำนั้นไม่ใช่ของเรา เราต้องการแค่ทำความสะอาดของที่สกปรกอันหนึ่งเท่านั้น คือ ใจเราเอง ให้สะอาดใส เราอ่านธรรมะ ก็อ่านเหมือนน้ำล้างใจ สาดผ่านใจเรา แล้วทิ้งไปฉะนั้น

ธรรมะที่พูดได้, เขียนได้, อธิบายได้ เป็นธรรมะของใครไม่รู้ ไม่ใช่ธรรมะของเรา เมื่อเราไปอ่าน ไปจำ ไปทำความเข้าใจ แล้วหมายมั่นสำคัญว่าเป็นธรรมะของเราแล้ว เรารู้แล้ว เราเข้าใจแล้ว, เราอธิบายได้แล้ว, บอกต่อคนอื่นได้แล้ว, สอนคนอื่นได้แล้ว ด้วยธรรมะของใครก็ไม่รู้นั้น เป็นความหลงผิดอันยิ่ง ธรรมะที่ไม่ใช่ของเรา เรายังไม่หมายเอาว่าเป็นของเรา พยายามไปบอกต่อ ไปสอนต่อคนอื่น ราวกับว่าเราได้ตรัสรู้เอง รู้มาเอง หยั่งรู้ได้เองได้ฉะนั้น นี่เป็นการแสดงความโง่ให้คนอื่นเห็นต่างหาก ไม่ต่างอะไรกับคนที่พยายามเก็บน้ำที่เหลือจากการชะล้างของสกปรก น้ำสกปรกที่เหลือนั้น ไม่ใช่ของดีอะไรเลย

ถ้าเราต้องการน้ำสะอาด เราต้องไม่ให้มันผ่านใจเราที่ยังไม่บริสุทธิ์นี้ เราอยากให้เพื่อนรู้ว่ามีธรรมะที่บริสุทธิ์อยู่ที่ใด เราไม่ควรอธิบายหรือสอนเองในสิ่งที่ไม่ใช่ธรรมะของเรา มีหลายคนทำแบบนี้ ผู้เขียนท่องเที่ยวไปยังสำนักธรรมต่างๆ มีคนที่เข้าไปศึกษาไปปฏิบัติพยายามเอาธรรมะของคนอื่น ของครูบาอาจารย์มาสอนคนอื่นราวกับว่าตนเองรู้เองฉะนั้น ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง แม้แต่พระอรหันต์รูปหนึ่งได้พบพระสารีบุตรซึ่งตอนนั้นพระสารีบุตรยังไม่ได้บวชเป็นพระ ท่านถามถึงธรรมะของพระพุทธเจ้า ท่านยังไม่กล้าตอบตรงๆ ท่านก็บอกว่าท่านก็พอเข้าใจแต่เพียงเล็กน้อย ในส่วนธรรมใดเกิดแต่เหตุ และการดับไปของธรรมที่เหตุนั้น แล้วให้พระสารีบุตรไปพบพระพุทธเจ้าเอง อย่างนี้ไม่เป็นไรเพราะเป็นการแสดงความเห็นแต่เพียงน้อย แล้วขอให้เขาไปพบแหล่งต้นตอของธรรมนั้นเองเท่านั้น

ก็เมื่อเราได้ให้น้ำสะอาดล้างใจที่สกปรกของเราจนหมดจรดแล้ว ไม่เสียดายน้ำสะอาดที่ผ่านใจของเราแล้วหายไป หายไป ลงดินหายไป ไม่เสียดายไปเก็บ ไปจำเอามาอีก แต่ ปล่อยให้ใจสะอาดใสอย่างนั้น ก็ใจที่สะอาดใสอย่างนั้นเองนั่นแหละที่เป็นที่มาของธรรม กลายเป็นดุจดั่ง “ตาน้ำ” ที่ทำให้น้ำบริสุทธิ์สะอาดไหลออกมาหล่อเลี้ยงใจผู้คนได้ ดังนี้ การปฏิบัติธรรม จึงต้องไม่เสียดายธรรม ต้องปล่อยให้มันไหลผ่านไป ทิ้งมันไป แล้วไม่เหลืออะไรเลย จากนั้น จิตญาณจะแจ่มใสขึ้นมา ความคิดเห็นย่อมตรงเองเป็นสัมมาทิฐิ เมื่อแสดงความคิดเห็น, อธิบายหรือพูดอะไรก็กลายเป็นธรรมะได้ทั้งหมด แม้ไม่ใช่คำพูดที่สวยหรู ดูไม่มีหลักการ, ไม่มีศัพท์ธรรมะที่ถูกต้อง แต่เพราะใจที่ใสสะอาดนั่นแหละ คือ “ตาน้ำ” ที่มาของสายธารธรรมอันบริสุทธิ์ที่แท้จริง เราต้องอาศัยธรรมะของผู้อื่นที่เป็นดังน้ำสะอาดชะล้างใจเราให้บริสุทธิ์ เมื่อใจเราบริสุทธิ์แล้ว นั่นแหละ ใจเราคือตาน้ำอันเป็นที่มาของน้ำบริสุทธิ์ แล้วเราจะมาสนใจอะไรกับน้ำสะอาดที่สาดผ่านใจอันเคยสกปรกของเราลงดินไปนั่นเล่า ดังนั้น ธรรมะของใครก็ช่าง เขาสาดใส่ใจเราแล้ว เขาเองก็ยังทิ้งแล้วเสียด้วย เราเองจะเอาไปทำไม ไม่มีสาระ (อันนี้ ไม่เกี่ยวกับการก้อปปี้ หรือนำไปโพสต่อ หรือพิมพ์ให้ผู้อื่นอ่านเป็นวิทยาทาน ทำได้ หมายถึงใจเราไม่เก็บไปเป็นสาระเท่านั้น) แม้ แต่คำพูดที่ดูไม่มีความจริง, ไม่มีหลักฐาน, ไม่มีเหตุผล, ไม่มีความน่าเชื่อถือ ฯลฯ ถ้ามาจากใจที่บริสุทธิ์แล้ว นั่นก็คือ “ธรรมะ” แต่ต้องมาจากใจที่บริสุทธิ์จริงๆ ไม่ใช่ใจที่มีความอยากให้เขาเป็นอย่างนั้น ทำอย่างนี้ คิดอย่างโน้น เมื่อถึงจุดนี้แล้วตำราก็ไม่จำเป็น

มหาธรรม เรื่อง ทำใจให้เหมือนตาน้ำ แต่ไม่ต้องไปสนใจความถูกผิด

คนเรามักติดตำราเพราะกลัวความผิด กลัวว่าจะพูดผิดจากตำรา กลัวจะถูกคนอื่นเขาจับผิดแล้วจะหน้าแตกเอาได้ เสียหน้าได้ จึงทำให้เรายึดติดตำรา, ยึดติดหลักการ, ยึดติดครูบาอาจารย์, ยึดติดแหล่งอ้างอิง ฯลฯ ติดสารพัด เพราะความกลัวผิด จริงๆ แล้วโลกนี้ไม่มีอะไรที่ถูกแท้ หรือผิดถาวร เพราะแม้แต่ความถูกผิดก็ไม่เที่ยง อันนี้คงไม่ต้องอธิบายเพิ่มนะ ปัญหาของนักปฏิบัติคือ “กลัวความผิด” เมื่อกลัวผิดก็ติดอยู่ในธรรมะที่ไม่หลุดพ้นจากความถูกและความผิด เดี๋ยวถูกบ้าง เดี๋ยวผิดบ้าง ก็ในเมื่อทุกอย่างเป็นธรรมะอยู่แล้ว แล้วเรากลัวอะไรละที่จะผิดไปจากธรรมะ มันไม่มีอะไรผิดหรอก มันมีก็แต่พูดกันไม่รู้เรื่อง เข้าใจคนละอย่างกัน หรือไม่อาจคลี่คลายแก้ปัญหาให้ได้ ฯลฯ ซึ่งมันก็ไม่ผิด เป็นธรรมดาของโลกที่จะมีสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น เกิดแล้วดับๆ ไปอย่างนั้น เมื่อเราไม่กลัวที่จะผิด เราจึงไม่ยึดว่าเราจะต้องถูกต้องเสมอ หรือทำแต่สิ่งที่ถูกต้อง เมื่อนั้น เราจะไม่มีทั้งถูกและผิด เมื่อหลุดพ้นจากลูกตุ้มที่แกว่งไปมาระหว่างความถูกและผิดนั้นได้ ก็แม้แต่สิ่งที่เราใช้สื่อสารกันนี้ ก็ล้วนเป็นสมมุติบัญญัติทั้งนั้น เราพูดอะไรออกมาก็เป็นสมมุติหมด อย่างนี้ จะว่าเป็นธรรมะอยู่แล้วก็ใช่ เป็นสมมุติทั้งนั้นก็ใช่ ดังนั้น ความถูกและผิด จึงไม่ใช่สาระสำคัญที่จะเอามายึดมั่นถือมั่น พูดอย่างนี้ บางคนกลับไม่กลัวแล้ว ที่จะทำความผิด เลยไปทำความผิดเสียเลย อันนี้ไม่ใช่แล้ว ยังไม่หลุดพ้นจากวังวนของความถูกและผิด ถ้าคนเราหลุดพ้นจากวังวนของความถูกและผิดได้ มันจะไม่เหลือทั้งถูกและผิดอีกเลย ดับทั้งสองด้าน ถูกก็ดับไป ผิดก็ดับไป ไม่ต้องสารวนกับการถูกบ้าง ผิดบ้างอีก คือ จะไม่ผิดอีกเลย และจะไม่ติดกับความถูกต้อง เป็นอิสระ เป็นนายเหนือถูกและผิด

สิ่งสำคัญไม่ใช่ความถูกหรือผิด เราอาจพูดมั่วๆ ออกมา เขียนมั่วๆ ออกมา เป็นนิทานบ้าบออะไรก็ช่าง แต่ถ้าใจของเราใสบริสุทธิ์อย่างแท้จริง เราจะกลัวอะไรกันละ เราบริสุทธิ์ใจไหมที่เราจะสื่อสารกับคนอื่น ถ้าใจเราบริสุทธิ์ มันก็เหมือนน้ำบริสุทธิ์ เมื่อใจคนอ่านยังมีตะกอนนอนก้นอยู่ ถ้าน้ำของเราไปชะล้างโดนตะกอนนอนก้นนั้นๆ เข้า สะกิดออกแล้ว คลายให้แล้ว ล้างเกลี้ยงแล้ว ปัดพ้นแล้ว ก็หายไป ก็ดับไป ก็สูญไป ความสกปรกของใจเดิมนั้นก็ไม่มีแล้ว นั่นแหละ เท่านี้เอง ไม่มีสาระหรอกว่าสิ่งที่เราสื่อสารกันนั้น จะถูกหรือผิด จะจริงหรือเท็จ เพราะใจเราโล่ง, ใจเราสบาย, ใจเราสะอาด, ใจเราหลุดพ้นแล้ว แค่นี้ก็พอ ส่วนคำพูดที่ถูกต้อง และเป็นจริงนั้น ถ้ามันทำให้เกิดการฝังใจ ตกตะกอนนอกก้น หรือฝังรากลึกลงในใจนั้น คิดว่าแบบนี้ไม่ใช่การปฏิบัติจิต เจริญภาวนาแล้ว แม้ว่าจะถูก จะจริงเท่าไรก็ตาม แต่หากไม่ได้ทำให้ใจใสขึ้นบริสุทธิ์ขึ้น ก็ไม่ใช่ทางสู่ความหลุดพ้น

 

ในสมัยเด็ก ผู้เขียนเคยนั่งสะอึกจนกินข้าวไม่ได้ พ่อของผู้เขียนก็กล่าวหาผู้เขียนว่าไปลักไก่ใครเขามาหรือเปล่า ผู้เขียนไม่ได้ขโมย จึงเถียงพ่อมากมาย จะเอาชนะให้ได้ แต่ปรากฏว่าผู้เขียนมารู้ตัวอีกที ก็หายสะอึกแล้ว ส่วนที่พูดกันมา เถียงกันมามากมายนั้น ไม่มีสาระอะไรเลย ถูกหรือ ผิดหรือ จริงหรือ เท็จหรือ มันจะสำคัญอะไร ในเมื่อเราหลุดพ้นจากความทุกข์ที่ได้รับจากการสะอึกนั้นแล้วนี่นา ธรรมะก็เป็นฉันนั้นคือ ธรรมะที่เน้นความจริงและถูกต้อง ไม่ใช่ธรรมะที่แท้จริง สัจธรรมที่อธิบายได้ ย่อมไม่ใช่สัจธรรม สิ่งที่เราอธิบายกันนั้นเป็นเพียงน้ำล้างใจ ที่เราต้องปล่อยให้มันผ่านใจเราไปแล้วปล่อยให้มันไปตามทางของมัน หาสาระอะไรกับสมมุติบัญญัติที่กล่าวนั้นไม่ได้ ใจเรานั้นแหละที่บริสุทธิ์หรือยัง ถ้าบริสุทธิ์แล้วก็ทำหน้าที่ “ตาน้ำ” ปลดปล่อยน้ำออกมาหล่อเลี้ยงมวลสรรพสัตว์ต่อไป แต่ถ้ายังไม่บริสุทธิ์ ก็ไปหาน้ำมาชำระล้างต่อไปจนกว่าจะบริสุทธิ์ก่อนเท่านั้นเอง

การทำใจให้บริสุทธิ์ได้แล้ว ยังต้องรู้จักการทำให้ธรรมะไหลออกมา อย่างที่เราเรียกกันตามศัพท์เท่ห์ๆ ว่า “ปฏิสัมภิทาญาณ” ซึ่งมันไม่ได้มีอะไรเลย นอกจากการทำให้ตาน้ำ ไหลออกมา ไหลออกมาเหมือนน้ำ, ลื่นไหล, ใสสะอาด, รวยริน, ระริกระรี้, เป็นคลื่นเป็นจังหวะ, ซัดกระหน่ำ, สาดกระจาย, ต่อเนื่องไม่ขาดสาย, ไม่มีที่สิ้นสุด ฯลฯ ก็คือ การไม่กลัวความถูกผิด, จริงเท็จ ทำใจให้ใส แล้วปลดปล่อยความใสออกมาอย่างเต็มที่

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น