รวมบทความมหาธรรม เรื่อง ติดความว่าง จนไม่ทำอะไรเลย ทิ้งมรรคหมด
มหาธรรม เรื่อง อนาคามีที่ติดนิโรธแล้วไม่ได้นิพพานเป็นไฉน?
พระอนาคามีเมื่อปฏิบัติจิตจนเข้าสู่ภาวะนิโรธแล้วจิตจะแจ้งถึงนิพพานได้เมื่อเกิดปัญญา แต่ถ้ายังไม่เกิดปัญญาจิตแช่ที่นิโรธคือไปค้างที่ความว่าง คิดเอาว่าว่างคือใช่ ว่างเท่านั้น ไม่ว่างคือความผิด อันนี้คืออาการติดค้างที่ภาวะนิโรธ ช่วงนี้ จิตยังไม่ได้ปัญญา อาสวขยญาณยังไม่เกิด ยังทำนิพพานให้แจ้งไม่ได้ ไม่สำเร็จอรหันต์จริง แต่การทำสมาธิเข้าทางแล้ว เป็นสมาธิจดจ่อตรงเป้า คือ ตรงนิพพานแล้ว แต่ไม่แทงตลอด ไม่หยั่งทะลุทะลวงจนชำแรกธรรมได้ ตีธรรมไม่แตก ติดเนื้ออยู่ คือ เนื้อหาของความว่าง ดังนั้น เขาเหล่านี้ จะพูดและสอนธรรมเรื่องความว่างเป็นวรรคเป็นเวร เข้าใจเรื่องความว่างมากมาย อะไรๆ ก็ว่าง ปฏิเสธไปหมดทุกอย่างที่ไม่ใช่ความว่าง ลักษณะนี้คือ ยังไม่เกิดอาสวขยญาณ คือ จิตตรงนิพพานจ่อนิ่งอยู่อย่างนั้น ไม่ขยับไปไหน แต่ก็ไม่ได้แทงตลอดถึงนิพพาน
เมื่อเราปฏิบัติจิตถึงนิโรธแล้ว เหมือนเราเล็งธนูตรงเป้าแล้ว เราเล็งแล้วยิงทะลุเป้า นั่นคือ เราเข้าถึงธรรมได้ อาสวขยญาณเกิดแล้ว ปัญญาแจ้งแล้ว ทำนิพพานให้แจ้งแล้ว นี่ต่างหากจึงนับเป็น “บรรลุอรหันต์” ถ้ายังติดค้างที่ความว่าง แต่อาสวขยญาณยังไม่เกิด อันนี้ยังไม่บรรลุธรรม ยังอยู่ในอรหันตมรรคอยู่ นับเป็นพระอรหันต์ได้เหมือนกัน สำหรับท่านที่อยากจะนับแบบหยาบๆ แต่ถ้าท่านไหนพิจารณาละเอียดท่านก็จะนับให้เพียงพระอนาคามี ก็หมดเรื่องไม่ต้องเถียงกัน พระอนาคามียังมีรูปแบบ ยังมีฟอร์มอยู่ ยังมีเต๊ะท่าเป็นพระอรหันต์อยู่ แต่ท่านยังไม่ได้สำเร็จอรหันต์ ไปคิดเอาว่าตนสำเร็จอรหันต์แล้ว จึงไม่รู้ว่าอาสวขยญาณยังไม่เกิด และค้างอยู่แต่เรื่องความว่าง จริงๆ การบรรลุธรรมนั้นไม่มีหรอก ธรรมะก็ไม่มีอะไร แต่เมื่ออาสวขยญาณเกิดแล้ว เราจะเข้าใจตัวเองว่าเรายึดติดอะไร และพลาดตรงไหน เราไม่ได้รู้อะไรนักหนาหรอก รู้แต่ตัวเรายึดติดอะไรแกะไม่ออกเท่านั้น เพราะเราไม่ได้ไปสนใจเรื่องอะไรอื่น นอกเสียจากพิจารณาอยู่เนืองๆ ว่าเรายึดติดอะไร ดังนั้น จะไม่มีธรรมะมาสอนหรอก มีแต่ประสบการณ์ว่าเคยไม่ผ่าน เคยยึดติดนั้น ติดอะไร ติดอย่างไร และผ่านได้อย่างไรเท่านั้นเอง คนที่ขาว ก็คิดว่าตนหมดกิเลสแล้ว พอไปพบคนที่ใส ก็พบว่าตนเองยังขาวแต่ขุ่นอยู่ คือ ยังไม่ใส ยังมีความขาว ยังยึดติดความว่างอยู่ นี่ละ ลักษณะของพระอนาคามี ท่านจะทำตัวเป็นอรหันต์ผู้บริสุทธิ์ แต่พระอรหันต์นี่ไม่ได้ทำตัวให้ดูดีอะไร ไม่มีสาระอะไร มีก็ผ่านไปๆ เท่านั้น หาสาระอะไรในสิ่งที่มี สิ่งที่ได้ สิ่งที่เป็นไม่ได้ เลยไม่ได้ให้ความสำคัญแม้แต่การเป็นพระ, การเป็นอรหันต์, การเป็นครูสอนธรรม เพราะธรรมะแท้ๆ มันก็เป็นของมันอย่างนั้น ไม่ต้องไปอธิบาย ไม่มีอะไรจะอธิบายมัน เราเองต่างหากที่คิดเอา ยึดเอา หลงเอา ติดเอา และเราเองนั่นแหละ ที่จะเอาความคิดหลง, ยึดติดออกไป จนสิ้นตัวเรา ของเรา ทั้งหลายเสีย ไม่มีอย่างอื่น
คนที่ทำนิพพานให้แจ้งแล้วจิตจะไม่จ่อค้างอยู่แค่นิโรธหรือแค่ความว่างเท่านั้นแต่ปัญญาจะเกิด และตัวปัญญานี่แหละที่จะบอกเราว่า “มรรค” ที่จะทำให้ถึงนิพพานคืออะไร อะไรที่เราควรละเว้นได้แล้ว (ศีล) อะไรที่เรายังต้องไปทำกิจที่คั่งค้างให้เสร็จ หรือว่ากิจที่คั่งค้างนั้นไม่มีแล้ว และอะไรที่เราต้องรับวิบากกรรมให้หมด รับหมดหรือยัง หรือยังไม่หมดต้องไปรับวิบากกรรมชำระให้หมดก่อน โดยจะออกมาในรูปความคิดเห็นที่ตรงต่อนิพพาน หรือ “สัมมาทิฐิ” ส่วนคนที่ยังไม่เกิดมรรคยังค้างอยู่ที่นิโรธนั้นจิตจะปฏิเสธการมีความคิด และมองว่าความคิดเป็นภัย เป็นโทษไปหมด ไม่เว้นแม้แต่ความคิดใดๆ ซึ่งผิดธรรมชาติของมนุษย์ มนุษย์เรามีความคิดเห็นได้เป็นธรรมดา แต่มนุษย์ที่จะได้นิพพานนั้น ความคิดเห็นของเขาย่อมตรงต่อนิพพาน ใช่หรือไม่ ท่านลองคิดดู ของง่ายๆ เรียบๆ คนที่ยึดความว่าง และปฏิเสธการมีความคิด จะสอนคนให้ห้ามคิด อย่าคิด คิดมากผิด คิดไม่ได้ อย่างนี้เพราะเขายังไม่เข้าถึงคำว่า “สัมมาทิฐิ” เขาจึงไม่ทราบว่าความคิดเห็นนั้นมีกันได้ ถ้าความคิดเห็นนั้นตรงต่อนิพพาน ดังนี้ เขาย่อมไม่ได้เดินมรรคสู่นิพพาน คนเราไม่เดิน หน้าจะถึงเป้าหมายได้อย่างไร เห็นเป้าหมายแล้ว หยุดนิ่งทันที ไม่เดินมรรคต่อ คิดว่าอยู่เฉยๆ ก็ถึงนิพพานแล้ว คนเหล่านี้จะไม่ทำอะไร แม้แต่อาชีพสุจริตก็ไม่ทำ เพราะหลงว่าต้องไม่ทำอะไรเลยทั้งๆ ที่มรรคแปดก็มี “สัมมาอาชีวะ” อยู่ จึงดำเนินถึงนิพพานได้
มหาธรรม เรื่อง การบำเพ็ญสมันตภัทรกายดำและกายทองคำ
พระโพธิสัตว์มีรูปกายแตกต่างกันหลายแบบ เหมือนเทวดาชั้นที่หนึ่ง มีหลายเหล่าพันธุ์ เช่น พันธุ์นาค, พันธุ์ครุฑ ในชั้นดุสิตก็เหมือนกัน พระโพธิสัตว์จะมีหลายแบบเช่น แบบ อวโลกิเตศวร จะคล้ายพระกวนอิม, แบบเมตตรัย จะคล้ายกับพระสังขจายน์ เป็นต้น ในบทความฉบับนี้ จะกล่าวถึงแบบ “สมันตภัทร” ซึ่งมีบารมีเทียบได้ ๑๗ อสงไขย มากกว่าพระเมตตรัยโพธิสัตว์ ที่มีอยู่ ๑๖ อสงไขย อนึ่ง พระโพธิสัตว์สายพันธุ์สมันตภัทร และเมตตรัยนี้มีความคล้ายคลึงกันมาก เช่น มีภรรยาหลายคน เป็นต้น แต่แบบเมตตรัยจะถูกผู้หญิงหลอก และโง่ยอมผู้หญิงก่อน ก่อนที่จะใช้ผู้หญิงทำงานภายหลัง แต่แบบสมันตภัทรจะไม่ค่อยถูกผู้หญิงหลอก จะคุมผู้หญิงได้ดีกว่า แต่ไม่ใช้ผู้หญิงทำงาน เวลาปราบมารจะลุยเดี่ยว ซึ่งจะต้องต่อสู้ท่ามกลางมารจำนวนมาก เช่น พระนเรศวร ก็ทรงบำเพ็ญแบบสมันตภัทร อนึ่ง กายทิพย์ทั้งสองแบบเป็นที่นิยมชมชอบของคนที่อยากมีอำนาจมาก เพราะได้บุญมาก ทั้งทรัพย์ก็มาก ไม่น้อยกว่ากัน ผู้หญิงก็ชอบมากมาย ดังต่อไปนี้
สมันตภัทรกายดำและกายทองคำต่างกันไฉน?
พระโพธิสัตว์แบบสมันตภัทร แบ่งได้สองแบบคือ แบบกายดำภาคปราบ และแบบกายทองคำภาคโปรด แบบกายดำ เช่น พระนเรศวร มักทำงานทางโลก อยู่ท่ามกลางหมู่มารจำนวนมากและมีฉากต้องลุยสู้เดี่ยว ส่วนพระสมันตภัทรกายทองคำ จะทำงานทางธรรม โดยเป็นองค์อุปัฏฐาก เช่น พระอานนท์ ความแตกต่างกันของการบำเพ็ญคือ พระสมันตภัทรกายดำ จะไม่ถูกพระมัญชุศรีโพธิสัตว์สั่งสอนต่อว่า อาจเพราะฐานะสูงส่ง เช่น ตอนที่พระนเรศวร จะทรงประหารทหารที่ตามท่านไม่ทัน พระอาจารย์ของท่านไม่ได้ต่อว่า แต่กล่าวทูลขอเท่านั้น ทำให้ไม่ขึ้นกายทองคำ แต่พระอานนท์ ถูกพระมหากัสสปะต่อว่า จึงได้ขึ้นกายทองคำ ซึ่งพระมัญชุศรีโพธิสัตว์นั้น จะมีพลังธาตุไฟในกายสะสมเยอะมาก เมื่อต่อว่าแล้ว พลังธาตุไฟจะเข้าสู่ร่างพระสมันตภัทร ทำให้ขับไล่พลังมารออกหมดได้ และจะทรงสำนึกผิด แล้วตั้งปณิธานเพื่อทำคุณไถ่โทษ แบบนี้ จะได้กายทองคำ มีสีทองแห่งคุณธรรม แต่แบบแรกจะได้กายดำ ใช้พลังมารเป็นพลังในการทำกิจ เช่น พลังความโกรธแค้นพวกพม่าที่ทำลายล้างอยุธยา แบบนี้ พระนเรศวรจึงเป็นสมันตภัทรมีกายดำ
อนึ่ง สมันตภัทรกายดำ ทำหน้าที่ทางโลกได้ดี เป็นได้ถึงพระเจ้าจักรพรรดิ เก่งทางรบมาก แต่จะดุร้ายอารมณ์รุนแรง เพราะใช้พลังมารทำกิจ เมื่อทรงสูญเสียพลังมารก็ต้องอาศัยพลังธาตุไฟแทน ทำให้เปลี่ยนสีกายทิพย์เป็นสีทอง จึงจะอยู่ต่อไปได้ และจะทรงทำกิจทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ในชาติที่พระนเรศวรมาเกิดนั้น ท่านไม่ถูกต่อว่าด้วยผู้ที่มีพลังธาตุไฟ เพราะว่าท่านมีอำนาจและรบเก่ง คงไม่มีใครกล้าตำหนิท่าน ทำให้ท่านไม่อาจบำเพ็ญขึ้นกายทองคำได้ เมื่อนั้น ทำให้ท่านทำหน้าที่ได้แต่ทางโลก พอหมดเรื่องรบ จะทำหน้าที่ฟื้นฟูประเทศ ทำนุบำรุงพระศาสนาก็ไม่สามารถทำได้แล้ว และต้องเสด็จสวรรคตไป ถ้าทรงได้รับการตำหนิอย่างแรงจากผู้มีพลังธาตุไฟที่มีบารมีระดับมัญชุศรี จะทรงสำเร็จกายทองคำ และอยู่ต่อเพื่อทำกิจทำนุบำรุงพระศาสนาได้ นี่คือข้อแตกต่าง
จะทำให้สำเร็จกายสมันตภัทรนั้น ก็ต้องทำบุญสร้างบารมีด้วยแรงกายแรงใจอย่างยิ่งยวด เช่น การไถพรวนปลูกพืชด้วยมือตนเองอย่างเหนื่อยยาก แล้วเอาผักที่ได้ไปทำบุญให้แก่ผู้คนหรือถวายพระ ทำอย่างนี้ จนเหงื่อไหลไคลย้อย หนักหนาสาหัส ร่างกายก็กำยำเลยทีเดียว กว่าจะได้สำเร็จสมันตภัทร ถ้าไม่ถึงระดับก็ไม่ได้กายสมันตภัทร อาจหย่อนลงได้เพียงเมตตรัยแทน ทำให้ส่งผลต่อวิธีปราบมารด้วย คือ เมตตรัยจะใช้ผู้หญิงปราบมาร ใช้วิธีนุ่มนวลไม่รุ่นแรง แต่สมันตภัทรจะลุยเดี่ยวเข้าปะทะตรงๆ ซึ่งค่อนข้างรุนแรงและเสี่ยงต่อการมีสงคราม อนึ่ง เมื่อทำกิจอย่างไม่คำนึงถึงความถูกผิด เพราะใช้พลังมารเป็นพลังแล้ว ก็ต้องหาคนที่มีพลังมัญชุศรีที่มีธาตุไฟมากมาขับพลังดำออกดูดซับพลังธาตุไฟเข้าไปแทน ก็จะสำเร็จสมันตภัทรกายทองคำเมื่อสำนึกผิดแล้วจึงกลับตัวกลับใจ หันมารับใช้พุทธศาสนาได้ ส่วนเมตตรัยจะไม่ทำผิด ไม่ทำเกินเหตุ แต่ต้องเสียสละคนรักเป็นทาน
มหาธรรม เรื่อง จิตวิญญาณหลายดวงในกายจะอยู่ร่วมกันได้อย่างไร
จิตวิญญาณแต่ละจิตวิญญาณ มีความเป็นตัวของตัวเองในระดับหนึ่ง เมื่อวิญญาณสลายทั้งหมด จิตทั้งหมดจะจุติออกจากร่างกายสังขารนั้นก็สิ้นชีพแต่ถ้าวิญญาณสลายไม่หมด จิตวิญญาณบางดวงยังเหลืออยู่ในร่างนั้น คนผู้นั้นจะไม่ตาย ซึ่งปกติแล้วเป็นไปได้ยากมาก ที่เป็นไปได้คือ คนผู้นั้นเคยสร้างบุญบารมีมาด้วยการถวายชีวิตให้แก่พระพุทธเจ้า จึงได้อาศัยบุญบารมีนี้ต่ออายุได้ นั่นคือ เขาถึงวาระชะตาถึงฆาตแล้ว แต่เพราะมีบุญเก่าเลี้ยงอยู่ ก็สามารถต่ออายุไปได้ ด้วยการที่จิตวิญญาณดวงอื่นๆ เข้ามาเสริมต่ออายุแทน ในคนป่วยที่ใกล้ตายบางคนนั้น มีผีปอบมาอยู่ด้วย ทำให้ไม่ตายเสียที ทั้งๆ ที่นอนซมอยู่นาน ไม่กินข้าวกินปลา บางคนนอนป่วยเป็นปีไม่ตาย เพราะเหตุนี้ คนไทยโบราณจะดูว่าใครมีผีปอบมาอยู่ด้วย ก็ดูได้ไม่ยาก สังเกตเอาแบบนี้ ว่าคนปกติป่วยนานๆ น่าจะตายไปตามธรรมชาติแต่นี่ผิดธรรมชาติ ป่วยไม่กินอะไรเลยแต่อยู่รอดได้อย่างไรตั้งนาน นี่เพราะมีผีมาอยู่ด้วย ผีเป็นจิตวิญญาณชั้นต่ำ ทำให้คนป่วยไม่ตาย อายุยืนต่อไป แต่เพราะเป็นจิตวิญญาณชั้นต่ำ ทำให้ต้องเสวยกรรมนอนป่วย กินอะไรไม่ได้ มีชีวิตแต่ไม่มีความสุข
ในบทความนี้จะกล่าวถึงการที่กายสังขารมีจิตวิญญาณมาอยู่ร่วมกันหลายดวงจิต จะทำอย่างไร จึงจะอยู่ร่วมกันเหมือนคนปกติ เพราะในคนที่มีปอบมาอยู่ มักปรับตัวเข้ากับคนอื่นไม่ได้ และสังคมก็กลัวและรังเกียจ แต่ว่าปอบก็คือจิตวิญญาณที่น่าสงสารอย่างหนึ่ง ที่เคยเป็นคนมาก่อน แล้วตายไปเป็นปอบ ต้องมาขออาศัยร่างคนอยู่ คนปัจจุบันไม่รู้ตัว พวกเขาเองก็มีสิ่งที่คล้ายปอบมาอยู่ด้วยมากมายหลายชนิดคือ จิตวิญญาณอื่นๆ ที่ไม่ใช่พวกปอบ เช่น ผีมาร ที่เราเรียกกันในหมู่นักปฏิบัติธรรมว่า “มารแทรก” อย่างนี้มีได้บ่อยๆ
การปฏิบัติธรรมยิ่งยวดทำให้จิตวิญญาณนิพพานได้ แต่กายสังขารยังอยู่
กล่าวคือ วิญญาณจะสลายก่อน เรียกว่า “ขันธปรินิพพาน” จากนั้น จิตหรือมโนธาตุจะดับสลายตาม คือ “ธาตุนิพพาน” ในขั้นตอนของธาตุนิพพานนี้ จะนิพพานหมด คือ ดับสลายหมดทั้งธาตุดิน, น้ำ, ลม, ไฟและอีกสามธาตุละเอียดคือ อากาศธาตุ, วิญญาณธาตุ และมโนธาตุ เช่นนี้ จึงนับว่าจิตวิญญาณดวงนั้นๆ นิพพานโดยสมบูรณ์ ซึ่งเกิดได้เมื่อกำลังจะตาย หรือก่อนที่กายสังขารนั้นจะตายก็ได้ กล่าวคือ กายสังขารยังอยู่ แต่จิตวิญญาณดวงเก่านิพพานแล้วมีจิตวิญญาณดวงใหม่จรเข้ามาต่ออายุขัยให้ก็มี เมื่อถึงจุดนี้ จิตวิญญาณหลายดวงมักแย่งกันเข้ามาอาศัยในร่างกายนั้น ทำให้กายสังขารนั้น สับสน ทำตัวไม่ถูก เหมือนคนบ้าได้ดังนั้นจึงต้องทำการฝึกที่จะอยู่ร่วมกันของจิตวิญญาณแต่ละดวงโดยการปฏิบัติจิตวิญญาณให้แต่ละดวงละวางสิ่งที่ยึดมั่นถือมั่นเฉพาะส่วนที่เป็นปัญหาทำให้เกิดความขัดแย้งภายในกายสังขารนั้นๆ เช่น จิตวิญญาณโพธิสัตว์อาจอยากโปรดสัตว์ขณะที่จิตวิญญาณอสูรอยากเสพสุขกับกาม เช่นนี้ต้องโปรดให้จิตวิญญาณอสูรละความคิดที่จะใช้ร่างกายนั้นไปเสพกาม เพราะอาจเป็นปัญหาเมื่อต้องสอนธรรมะแก่คน อาจตกลงกันว่าให้เสพกามได้ด้วยการถอดจิตวิญญาณไปเท่านั้น แต่ห้ามนำกายสังขารนี้ไปเสพกาม เช่นนี้ จิตวิญญาณที่ขัดแย้งกันภายในก็จะอยู่ร่วมกันได้ ถ้าทำเช่นนี้กับทุกจิตวิญญาณที่อาศัยในกายสังขารนั้น ก็จะทำให้กายสงบระงับ (ศัพท์ธรรมะน่าจะใช้คำว่า กายปัสสัทธิ) เพราะจิตวิญญาณแต่ละดวงสงบระงับ (ศัพท์ธรรมะ น่าจะใช้ว่า จิตปัสสัทธิ) เมื่อจิตแต่ละดวงสงบระงับ ก็ส่งผลให้กายทั้งกายสงบระงับดังกล่าว ในคนที่ปฏิบัติจิตได้ผลดี มักมีจิตวิญญาณดวงอื่นๆ มาอาศัยอยู่ด้วย ในกรณีที่ยังไม่ถึงวาระนิพพาน แต่ถ้าจะได้นิพพานในชาตินั้นๆ จะไม่มีจิตวิญญาณเข้าร่วมหรือเข้าแทรก แต่เมื่อถูกแทรกแล้ว ก็ต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันต่อไป ด้วยวิธีดังกล่าว เมื่อผู้ถูกจิตวิญญาณแทรกใหม่ๆ จะเกิดความคิดสับสนได้มาก ช่วงนั้นจะปั่นป่วนและอาจเดินทางผิดจึงต้องรีบเร่งปฏิบัติธรรมเพื่อให้ภายในสงบ การขจัดสิ่งที่คั่งค้างในใจของแต่ละจิตวิญญาณไปทีละหนึ่ง ทำให้สามารถอยู่ร่วมกันได้ในกายเดียวกันอย่างสงบ ไม่เกิดปัญหาความคิดสับสน, ลังเล และ ขัดแย้งในตัวเองอีกต่อไป เมื่อทำได้เช่นนี้ ก็เปรียบเหมือนดวงดาวทั้งหลายที่อยู่ร่วมกันในระบบสุริยจักรวาล แม้มีวงโคจรเป็นของตัวเอง แต่ไม่เคยชนกัน เหมือนดาวนพเคราะห์ทั้งเก้านั่นเอง
มหาธรรม เรื่อง วิชชาสลายพลัง
ผู้ฝึกลมปราณส่วนใหญ่จะฝึกเพื่อให้มี ไม่ค่อยปรากฏว่าจะฝึกให้สูญสลาย แต่ความมี ก็ตรงข้ามกับการสูญสลาย วิชชาลมปราณเกือบทั้งหมด เป็นวิชชาสายมี ไม่ใช่สายการดับ หรือสายสูญสลาย ในบทความฉบับนี้ จะกล่าวถึงวิชชาลมปราณสลายพลัง ผู้เขียนเคยเกิดปัญหาในใจว่ามีคนมีฤทธิ์เดชเยอะมากในปัจจุบัน ทั้งสายขาวและสายดำ ทำให้คนลุ่มหลง และยากแก่การเผยแพร่ธรรมที่ถูกต้อง จึงถามพระกวนอิมถึงการฝึกให้ตนเองสามารถทำให้วิชชาและอิทธิฤทธิ์ของผู้อื่นเสื่อมสูญ จะได้ไม่ต้องต่อสู้กัน ไม่ต้องทำคุณไสยใส่ใคร ไม่ต้องไปรับคุณไสยที่ใครเขาทำใส่เรา คือ สูญสลายหายไปหมดเลย ก็จบกันด้วยสันติวิธี ท่านตอบว่าต้องฝึกสลายวิชชาตนเองให้ได้ก่อน ถึง “หกครั้ง” เมื่อนั้นก็จะทราบถึงวิธีทำให้สลายและฟื้นคืนสภาพขึ้นใหม่ ผู้เขียนฟังแล้วเลยเลิกล้มความตั้งใจ ถ้ามันยากขนาดนั้นก็เอาอย่างอื่นดีกว่า เลยเริ่มฝึกวิชชาสายฤทธิ์คู่กับสหายธรรมคนหนึ่งซึ่งเขามีปัญหาเมื่อฝึกสำเร็จก็เสื่อมลงในเวลาไม่นาน เขาฝึกแล้วเสื่อมผู้เขียนให้กำลังใจให้ฝึกให้อีกถึงสามครั้ง จนเขาโมโหและสาปแช่งเทวดาฟ้าดิน แล้วในที่สุด แม้จะฟื้นคืนสภาพได้ถึงสามครั้ง วันหนึ่งเขาก็จากไป ภายหลังผู้เขียนได้โทรไปคุยด้วยและทดสอบดู จึงรู้สึกได้ว่าเขาได้เสื่อมสภาพไปเองอีกครั้ง แต่เพราะไม่ได้ฝึกด้วยกันจึงไม่ได้หาวิธีฟื้นคืนอิทธิฤทธิ์ให้อีก ส่วนผู้เขียนก็ฝึกวิชชาอื่นๆ เองอีกต่อไปเรื่อยๆ เพราะไม่มีอะไรจะทำ ซึ่งก็เหมือนเดิมคือฝึกแล้วร่างกายมีปัญหา ก็เสื่อมจากวิชชาที่ฝึกนั้น แล้วก็ฝึกวิชชาใหม่ ทำอย่างนี้เรื่อยๆ เพราะไม่มีอะไรจะทำ ไม่ได้นับว่าฝึกอะไรไปบ้าง เท่าไร และที่เสื่อมไปเป็นอะไรบ้าง ฝึกเพราะอยากรู้ว่ามันเป็นยังไงเมื่อเสื่อมแล้วก็เสื่อมไปไม่สนใจ จนกระทั่งค้นพบธรรมชาติของความเสื่อมของลมปราณกลายเป็นวิชชาใหม่ ดังจะได้เล่าต่อไปนี้
ลมปราณสลายตัวจากหยาบไปละเอียด
ลมปราณที่หยาบที่สุดจะมีสีดำ เป็นพลังมาร มีฤทธิ์มาก แต่ทำให้จิตใจไม่ผ่องใส เครียด รองลงไปจะมีสีแดง มีฤทธิ์รองจากมาร เป็นพลังโกรธ ธาตุไฟ ความเครียดลดลงหน่อย รองลงไปจะมีสีส้ม มีฤทธิ์รองลงไป เป็นพลังอบอุ่นแห่งความเมตตา เครียดลดลงไปอีกรองลงไปจะมีสีทอง มีฤทธิ์ลดลงไปอีก เป็นพลังคุณธรรม ยึดความถูกต้อง เครียดลดลง รองลงไปจะมีสีขาว มีฤทธิ์ลดลงไปอีก เป็นพลังบริสุทธิ์ ยึดความไม่ปรุงแต่ง จะสุขสงบ
รองลงไปจะใสไม่มีสี มีฤทธิ์ลดลงไปอีก เป็นพลังปล่อยวางไม่ยึดแท้จริง ไม่ทุกข์ไม่สุข
ท้ายที่สุด จะสลายทั้งวิญญาณ (ขันธปรินิพพาน) และจิตหรือมโนธาตุ (ธาตุนิพพาน) ผู้ฝึกสลายพลัง ให้ฝึกสลายพลังจากพลังมาร เป็นพลังธาตุไฟ จากพลังธาตุไฟเป็นพลังเมตตา, จากพลังเมตตาเป็นพลังคุณธรรม, จากพลังคุณธรรมเป็นพลังสงบสุข, จากพลังสงบสุข เป็นพลังบริสุทธิ์หลุดพ้น จากพลังบริสุทธิ์หลุดพ้น ถ้าฝึกต่อจะละสังขารตายไปเองและนิพพาน ณ เวลานั้น ถ้าจะอยู่ต่อเพื่อทำกิจก็ต้องหยุดฝึก หรืออาศัยพลังหยาบอื่นๆ เข้าผสมในร่างกาย เพื่อให้สามารถขับเคลื่อนทำกิจได้ต่อไป เมื่อพลังภายในชั้นในสุดมีความละเอียดมาก ละเอียดสุดละเอียดแล้ว พลังชั้นนอกสามารถรับเข้ามาได้โดยให้เป็นพลังหยาบคลุมทับไว้ ก็จะดำรงชีพ ดำเนินกิจกรรมต่างๆ ต่อไปได้ ปกติ ถ้าผู้ฝึกแบบนี้ไม่คุ้นเคยกับการดูดซับหรือรับพลังปราณจากภายนอกเข้าร่างกาย เมื่อฝึกสลายพลังก็จะดับขันธปรินิพพานตายไปเลย ถ้าไม่อยากให้เป็นเช่นนั้นต้องฝึกรับพลังปราณจากภาย นอกก่อน เช่น คนที่ฝึกเปิดจักระรับพลังจักรวาล, คนที่ฝึกรับขันธ์เข้าทรง, คนที่ฝึกรับจิตวิญญาณเข้ามาอยู่ในกายของตน เหล่านี้ ถ้าฝึกสลายปราณ, สลายพลัง ก็จะอาศัยพลังชั้นนอกที่หยาบกว่าดำรงชีพอยู่เหมือนคนทั่วไปได้ กายทิพย์ที่ซ้อนกันเป็นชั้นๆ ชั้นในที่ สุดละเอียดสุดจะคอยดูแลและเป็นพุทธะ เป็นแหล่งปัญญาให้จิตวิญญาณทุกดวงในกาย ส่วนกายทิพย์ชั้นนอกจะหยาบเป็นธรรมดา จึงสามารถทำกิจกับคนในสังคมได้ เวลาพลังแต่ละขั้นสลายลงนั้น เราจะรู้สึกเหมือนตายได้ เช่น ร้องไห้สะอึกสะอื้นสะเทือนใจรุนแรงเหมือนใจจะสลาย, หมดเรี่ยวแรงอ่อนล้าง่วงนอนไม่อยากทำอะไร, จากที่ร้อนกลายเป็นหนาว, จากความสุขเป็นความไม่สุขไม่ทุกข์ ฯลฯ นี่เป็นอาการปกติที่จะสังเกตได้
วิชชานี้มีประโยชน์อย่างไร
ถ้าคนไม่ดีมีอำนาจมาก จะส่งผลต่อคนส่วนใหญ่ เช่น ถ้าผู้นำประเทศหลงตัวเองและทำให้ชาติบ้านเมืองแย่ลง ไม่มีใครปราบลงได้ เพราะเขามีฤทธิ์เดชจากภายใน เช่น เมตตามหานิยม พูดอะไรใครก็เชื่อไปหมดทั้งๆ ที่ไม่จริงก็ยังเชื่อ ฯลฯ แบบนี้ เราฝึกวิชชาสลายพลังมาแล้ว ก็ใช้ได้เลย แต่เราไม่ควรใช้ไปในทางลบ หรือเพื่อทำลายล้างกัน เพราะจะเป็นกรรมแก่ตัวเรา การสลายพลังให้คนอื่นไม่ค่อยดีนัก เพราะมีกรรมแก่ตัวเรา แต่เราจะสอนให้คนอื่นสลายพลังตัวเองได้ เพื่อให้เขาพ้นทุกข์, พ้นจากปราณหยาบ เข้าสู่ความละเอียด จิตก็จะสัมผัสสิ่งที่ละเอียดได้มากขึ้น และท้ายที่สุดคือสลายฤทธิ์เป็นปัญญา
การฝึกวิชชาสลายพลัง
ก็คือ การฝึกพิจารณาธาตุของลมปราณในร่างกาย จากปราณแบบหนึ่งไปแบบหนึ่ง เช่น การทำสมาธิพิจารณาดูพบว่าพลังในร่างกายเป็นพลังมารสีดำ ที่เป็นเช่นนี้เพราะเหตุจากความแค้น ก็สลายความแค้นในใจตนเอง เมื่อใจเราสลายจากความแค้นได้ ลมปราณจะเปลี่ยนแปลง พลังมารสีดำจะสลายทันที ถ้าทำได้ไม่มาก จะลดลงเป็นพลังธาตุไฟสีแดง ทำให้มีโกรธมากแต่ไม่แค้น เมื่อสลายความโกรธต่อไปจะพบว่าใจเราไม่เพ่งโทษคนอื่น เมื่อสลายความยึดมั่นตรงนี้ได้ พลังจะสลายเป็นพลังเมตตาสีส้มหรือชมพู (แดงไปชมพูแล้วมาส้ม) กลับไปสู่การสงสารคนเมื่อสลายต่อไปจะกลายเป็นพลังคุณธรรมสีทองความแดงลดลงแต่ไม่ถึงกับเหลือง เมื่อสลายความสงสารได้ ทำเพื่อความถูกต้องไม่ทำเพราะความเลือกที่รักมักที่ชัง แม้คนเลวน่าสงสารแต่ต้องลงโทษเพื่อคุณธรรม อันนี้ได้พลังสีทอง ต่อมาสลายพลังคุณธรรมที่ยึดมั่นในความถูกต้องอีก จะได้พลังสีออร่า หรือปราณสีขาว คือ ความสุขสงบ ใจที่บริสุทธิ์ ใจที่มีสมาธิ มีฌาน แต่ยังไม่เกิดปัญญาอย่างแท้จริง ดังนั้น สลายความยึดมั่นในความสุขสงบ คือ ยอมเสียความสุขสงบไป ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปอย่างที่มันเป็นจะสงบหรือไม่ก็ช่าง ความสุขสงบไม่เที่ยง มีการเกิดและดับไปเป็นธรรมดา เรายอมรับได้ เพราะปล่อยวางความยึดมั่นในความสุขสงบแล้ว ทำให้สลายพลังขาวแห่งความสุขสงบได้ เหลือแต่พลังใสไม่มีสี อันนี้นับเป็นการจบกระบวนการ ปัญญาจะเกิดตรงนี้ เมื่อจิตใสอย่างแท้จริง ไม่ขุ่น ไม่มีอะไรเกี่ยวข้อง ไม่มีอะไรเจือปนได้
การฝึกวิชชาสลายพลังคือวิปัสสนาญาณที่มีฐานเป็นฤทธิ์
เพราะเริ่มต้นจากการฝึกธาตุ และเล่นแร่แปรธาตุมาก่อนเป็นพื้น จากนั้น ก็มาเล่นแร่แปรธาตุที่ละเอียด ไม่ใช่ธาตุของสสาร ดิน, น้ำ, ลม, ไฟ แต่เป็นวิญญาณธาตุ หรือลมปราณ เมื่อลมปราณละเอียดลงเรื่อยๆ กายทิพย์จะอยู่สภาพเดิมไม่ได้ กายทิพย์เดิมนั้นจะสลายแล้วเกิดใหม่ เช่น จากพลังปราณมารสีดำ ถ้าสลายหมดเป็นสีแดง กายทิพย์เดิมอาจดับสลายแล้วเกิดใหม่เป็นเทพธาตุไฟ นี่เป็นตัวอย่างสมมุติให้เห็นภาพเข้าใจง่ายๆ ทำให้ดับก่อนดับ ด้วยการเดินธาตุจากหยาบไปละเอียด แปลงปราณจากดำไปสว่าง ซึ่งจะทำได้ ใจต้องมีฤทธิ์เป็นสำคัญคือมโนมยิทธิต้องมีกำลังมากพอที่เมื่อเราพิจารณาละความโกรธแค้นแล้ว พลังดำของมารจะสลายตามไปด้วยได้ การจะให้จิตใจเราเปลี่ยนแล้วลมปราณเปลี่ยนตามอย่างนี้ ต้องฝึก “โยคะ” คือ การหลอมรวมกาย, วิญญาณ (ปราณ) และจิต เป็นหนึ่งเดียวกัน จิตใจเปลี่ยน, วิญญาณและปราณก็เปลี่ยน, กายสังขารจะเปลี่ยนตามด้วย อันนี้ เพราะได้ฝึกมาแล้วอย่างนี้ เป็นวิชชาโบราณมีอ้างอิงถึงสรรพคุณไว้ แต่เรานำมาใช้ต่อยอดวิชชาเพื่อนำไปสู่การดับสลายเท่านั้น อนึ่ง การทำให้พลังตัวเองสลายนั้นเป็นกรรมเหมือนกัน จริงๆ ต้องปล่อยไปตามธรรมชาติ ให้มันสลายไปเองตามวาระ การไปทำให้พลังคนอื่นสลายก็เป็นกรรมมากกว่า การสอนคนอื่นให้สลายพลังตัวเอง ก็เป็นกรรม แต่การสอนให้คนอื่นพิจารณาแล้วปล่อยวาง ปล่อยให้พลังสลายไปเองตามธรรมชาตินั้น ไม่เป็นกรรม คนที่เคยฆ่าตัวตายถวายพระพุทธเจ้า จะมีบุญบารมีฝึกวิชชานี้ได้สำเร็จ เพราะกรรมที่เคยฆ่าตัวตาย ทำให้ได้วิชชาดับสลายจิตวิญญาณตัวเอง ดับก่อนดับ และเพราะบุญบารมีที่ให้แก่พระพุทธเจ้าจึงยังไม่ตายมีชีวิตอยู่ต่อได้คนที่จะฝึกวิชชานี้ ขอให้พิจารณาเอง ฝึกแล้วยังไม่นิพพานเพราะกรรมที่สลายวิญญาณตัวเองแต่สอนคนให้รู้ถึงกระบวนการนิพพานได้เพราะเห็นกระบวนการ ขันธปรินิพพานได้ก่อนตาย