รวมบทความ ชุด พระแท้ไม่มีในโลก เพราะพระเป็นแค่สมมุติ
อนุตรธรรม เรื่อง เมื่อสุญตากลายเป็นยาพิษ กรณีศึกษา จ. เลย
ตอนนี้มหายานกำลังเจริญมากในประเทศไทยเชียว คนพูดถึงกระแสการบำเพ็ญบารมี และเรื่องโพธิสัตว์กันมาก และเลยไปถึงการปฏิบัติจิตแบบมหายาน ที่ไม่พูดไม่ได้เลย คือ เรื่อง สุญตา และเพราะความรู้ไม่ถึงที่สุดนั้น ทำให้ “สุญตา” กำลังกลายเป็นยาพิษ ที่ตอนนี้ระบาดไปทั่วแล้ว กล่าวคือ ไปศึกษาเรื่องความว่างกัน แล้วมีทิฐิเห็นว่าอะไรก็ไม่ใช่ ปฏิเสธไปหมดทุกอย่าง ไม่เอาสมมุติทางโลกแล้ว และไม่ทำงานทำการกันด้วย ไปออ ไปอยู่รวมกันตามสถานธรรม กลัวว่าโลกจะแตก จะเกิดเหตุเภทภัย ไม่ทำตัวให้ปกติ ไม่ทำงานตามปกติเขา เพราะทำตัวว่ารู้มากเกิน รู้ไปหมด อะไรก็ไม่ใช่ ไม่เอา ใครจะพูดอะไรก็ปัดหมด ปฏิเสธหมด สอนไม่ได้เลย อย่าว่าแต่สอนเลย แค่พูดกันเหมือนคนธรรมดาก็แทบจะไม่ได้ เพราะเขาเหล่านี้เอาแต่จะสอนเรา จับผิดเรา ทุกอย่างที่เราเอ่ยหรือพูดออกมาก็ผิดหมด เพราะมันไม่ใช่ความว่าง พอเราไม่พูดแล้ว เงียบแล้ว ก็หาว่าเราโง่ต่อ ต้องไปฟังเขาพูด ต้องไปทำตามเขา ปฏิบัติตามเขาให้มากๆ ไปเป็นศิษย์เขาอีกมาก เอากันแบบนี้เลย จึงเรียกว่า “สุญตาเป็นพิษ” กำลังระบาดมาก แถวๆ จ.เลย
คือ การสอนให้คนจิตตรงต่อนิพพาน ตรงต่อความไม่ปรุงแต่ง และไม่ใช่อะไรเลยนั้น ก็นับว่าถูกต้องตรงธรรมข้อ “นิโรธ” แต่นิโรธไม่ใช่ทั้งหมดของธรรม บุคคลจะบรรลุธรรมได้ด้วยอริยสัจสี่ประการเท่านั้น แม้แต่พระพุทธเจ้าไม่ว่ากี่พระองค์ก็เป็นอย่างนี้เหมือนกัน อริยสัจสี่ ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นสัจธรรมความจริงสี่ข้อ ไม่ใช่นิโรธข้อเดียว และนำไปสู่ความเป็นอริยบุคคล คือ บรรลุได้ตั้งแต่โสดาบันขึ้นไป มีหลายคนไปยึดเอานิโรธ ไปยึดเอาความว่าง ความไม่ใช่อะไร ไม่มีอะไรเลยมาเป็นทั้งหมด ซึ่งมันไม่ใช่ อันนี้จึงเรียกว่าหลงซ้อนธรรม มีธรรมแล้วหลงธรรม ยึดธรรม จึงเดินธรรมต่อไม่ได้ คือ ได้ถึงนิโรธแล้ว ติดหล่ม ค้างอยู่อย่างนั้น ไปต่อไม่ได้ คนเราจะได้ถึงนิพพาน ไม่ใช่เพียงเพราะว่าอะไรก็เป็นธรรมชาติอยู่แล้ว ไม่มีเหตุผล นิพพานมีอยู่แล้ว ทุกคนนิพพานอยู่แล้ว อันนี้มันพูดกว้างเกิน นิพพานอยู่แล้ว แต่ถ้าคนฟังเขาเข้าใจไปว่าเขาได้นิพพานแน่ในชาตินี้ละ ก็เป็นการเข้าใจผิด หลอกลวงกัน พอขยายธรรมไปมากเข้าก็ลวงโลกนั่นเอง มันคงง่ายดีนะ ถ้าพูดว่านิพพานอยู่แล้ว อะไรก็ไม่ใช่ ทุกอย่างเป็นอย่างนั้นของมันเอง อันนี้ใครก็พูดได้ มันง่ายดี มันเหมือนถูกแหละ และมันก็ถูกเหมือนกัน แต่มันไม่ใช่ทั้งหมด แล้วคนพูดตอบได้ไหมละว่าในเมื่อนิพพานอยู่แล้ว แล้วทำไม ฉันถึงมาได้ในชาตินี้ละเนี่ย หวังว่าคงไม่ตอบว่าเธอต้องมาพบฉัน อาศัยฉัน เพราะฉันมีบุญบารมีมากหรอกนะ ตอนนี้ คนติดกันมาก หลงความว่าง หลงสุญตา ไม่ทำอะไรเลย เอาแต่หยาดน้ำแล้วคิดว่าจะนิพพานกันได้ ไปคิดเอาเองนะว่าหมายถึงสถานธรรมที่ไหน ว่ากันว่าครูใหญ่เป็นพ่อขุนรามมาเกิดด้วย ก็ไม่ได้ว่าอะไรนะ จะเป็นก็ไม่ผิดนี่ แต่ควรเคารพพระธรรมวินัยหน่อยไม่ควรปรามาสพระธรรมวินัย คือ ไม่เคารพพระธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ ใช้ธรรมะที่มีในตนซึ่งเขาก็มีจริง ครูใหญ่ก็เป็นมหาโพธิสัตว์ใหญ่องค์หนึ่ง แต่เรื่องแบบนี้มันเคยเกิดมาแล้ว ตอนพระพุทธองค์ทรงมีพระชนม์ชีพอยู่ทรงเรียกพระสาวกมาพูดเช่นมีสาวกรูปหนึ่งไปอธิบายว่าการเวียนว่ายตายเกิดเหมือนสวมเสื้อ ถอดเสื้อ ซึ่งในมุมหนึ่งมันก็อาจใช่ง่ายดีและเห็นภาพดี แต่ในมุมหนึ่ง มันสุ่มเสี่ยงที่จะทำให้จิตไม่ตรงนิพพาน เข้าใจว่าท่านที่พูดไม่ได้เข้าใจผิดมากหรอก แต่คนเราฟังแล้วเข้าใจอย่างพระอรหันต์รูปนั้นๆ หรือไม่ อันนี้ ก็เกิดได้ ที่พระอรหันต์เข้าใจธรรม แต่สื่อสารแล้วทำให้คนฟังเข้าใจผิด อันนี้พระพุทธเจ้าเคยเรียกมาคุยแล้ว ท่านให้พยายามสอนให้ตรงกันกับท่าน ก็พุทธเหมือนกันนี่ แต่พระสาวก ท่านจำศัพท์ไม่ค่อยได้ แม้อรหันต์แล้วก็ใช้คำพูดและศัพท์ของตนเองง่ายกว่า ตอนหลังมีปัญหาอีก เผยแพร่ธรรมช้า เพราะกังวลคำศัพท์ พระพุทธองค์ก็ให้นัยยะบางอย่าง คือ อย่ากังวลเรื่องศัพท์ แต่ก็ต้องระวังในการใช้ด้วย อย่างสุญตานั้น ช่วยคนทำสมาธิให้ตรงนิพพานได้ แต่ถ้าจิตไม่ถึงวิปัสสนาญาณจริง อาสวขยญาณไม่เกิด ปัญญาไม่แจ้ง ถึงแม้เข้าใจนิพพานแต่ไม่เกิดมรรคไม่รู้มรรคแปดก็จะยึดนิโรธวันๆ ไม่ทำอะไรกัน สัมมาอาชีวะก็ละทิ้ง ละทิ้งได้อย่างไรละ ในเมื่อยังไม่ได้บวช ก็แสดงว่าต้องมีกิจทางโลกให้ไปชดใช้ชำระกันก่อน ละทิ้งสัมมาอาชีวะก็คือละทิ้งมรรค แล้วจะถึงนิพพานได้อย่างไรกัน
อนุตรธรรม เรื่อง พระแท้ไม่มีในโลกเพราะพระเป็นสมมุติ แต่ธรรมะเป็นปัจจัตตัง
เรามักเบื่อที่เห็นพระไม่ได้ดังใจเราหวัง จึงคิดหา “พระแท้” และก็มีพระสงฆ์กลุ่มหนึ่ง สร้างสมมุติบัญญัติคำว่าพระแท้ขึ้นมา จำกัดความ แล้วสร้างรูปแบบว่าพระแท้ต้องเป็นแบบนี้ อย่างนี้ ซึ่งก็ได้ผล คนชอบกันมาก ศรัทธาพระแท้ในแบบนั้นๆ มาก ต่อมาไม่นาน คนอีกกลุ่มหนึ่ง ศึกษาเชิงปัญญาลึกซึ้ง ก็มาต่อต้านว่าพระสงฆ์เหล่านั้นเป็นธรรมะกลายพันธุ์ เพราะดูดีงามแต่เปลือกนอก แต่จิตไม่ตรงทาง ไม่ได้บรรลุธรรมแท้จริง ไม่นานนัก ศึกระหว่างวัดและผู้มีอำนาจดูแลวัดก็เกิดขึ้น ยาวนาน และหาจุดจบไม่ได้เสียทีดังนี้ เราให้ความสำคัญกับคำว่าพระแท้มากไปไหม มากเกินไปกว่าคำว่า “พระก็คือคนๆ หนึ่ง” เป็นสัตว์โลกที่น่าสงสาร ต้องมีที่อยู่ ที่กิน มีกริยามารยาท ตามแต่ร้อยพ่อพันธุ์แม่จะสอนมา ก็ย่อมต้องแตกต่างกันไปเป็นธรรมดา เราเห็นพระไม่งามด้วยเปลือกนอก บวชแล้วไม่ได้เป็นพระอรหันต์ดังใจเราหวัง เราจึงเล่นงานพระ หาทางจับผิดพระ และ ฯลฯ เพราะเราอาจเคยหวังมากกับพระ ทำบุญมากกับพระ หรือบางคน ไม่ได้ทำบุญ ไม่ได้สนับสนุนพระพุทธศาสนาเลย แต่มีจิตใจชอบเหยียบย่ำคนอื่นให้ต่ำ เพื่อทำตัวเองให้ดูสูงขึ้นอยู่แล้วเท่านั้นเอง เช่นนี้ จึงมีพระกำมะลอ ที่ดีแต่เสแสร้งให้เปลือกนอกดูงามเกิดขึ้นมาก เพราะทางโลกบีบให้คำว่า “พระต้องดูดีกว่าคำว่าธรรมดาของสัตว์โลก” ดังที่กล่าวมานี้
เราเข้าใจคำว่า “ธรรมะ คือ ธรรมชาติ เรื่อง ธรรมดา” ใช้ชีวิตแบบธรรมดา ทำธรรมดาให้เป็นได้หรือยัง หรือเรายังมีโลกแห่งความฝันอันสมบูรณ์เลอเลิศมากอยู่ เราตั้งเกณฑ์ว่าพระต้องดี พระต้องเลี้ยงไม่เสียข้าวสุก พระต้องทำสิ่งต่างๆ ตอบแทนสังคมเช่นนี้ เท่ากับ เราไม่ได้ให้ทานแก่พระ เราให้เงินเดือนจ้างพระให้เป็นไปอย่างที่เราหวัง ทำอย่างที่เราต้องการ เราไม่ได้ทำทานอย่างแท้จริง เราให้แล้ว ตามไปจับผิดอีกว่าเขาจะหลอกเราไหม เขาจะเอาทรัพย์เราไปทำอะไร เขาจนจริงหรือเปล่าที่มาขอทาน เขาเป็นพระแท้ไหม เขาปฏิบัติถูกต้องหรือเปล่า ซื่อตรงต่อเราไหม เรากำลังจ้างพระให้เป็นไปอย่างเราต้องการ ด้วยการให้ปัจจัยบ้าง, เงินบ้าง, อาหารบ้าง แก่พระ เพื่อให้ได้เห็นพระเป็นไปอย่างใจหวังนั้น ไม่เพียงเท่านั้น บางคนไม่มีใจเป็นทานอันแท้เลย เขาให้เงินพระ ให้ของพระ ให้ตำแหน่งพระ เพียงเพื่อให้พระทำงานตอบแทนเขา เมื่อเขาต้องการเรียกใช้ตัวเท่านั้น ดังนี้ เขาจึงตระหนี่มาก ไม่มีใจเป็นทานเลยแม้แต่น้อย เพราะทุกอย่างที่ทำ ต้องได้คืนมาเสมอ ไม่เคยคิดเลยว่าให้ไปเถอะ เหมือนโยนทิ้งแล้วตัดใจที่ยึดมั่นในทรัพย์นั้นเสีย เป็นการฝึกตน อย่างนี้ก็หาไม่ ความอาลัยอาวรณ์ในทรัพย์ที่ให้แก่ผู้อื่นนั้นมีมาก การให้จึงไม่มีเจตนาอันบริสุทธิ์ ให้เพราะหวังผล ให้เพราะต้องการให้ผู้รับตอบสนองทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งดังใจเราคิด เช่น ฉันทำบุญพระแล้ว พระต้องให้พรฉันนะ ถ้าพระรูปไหนท่องไม่เก่ง ท่องบทให้พรสั้นๆ ยังไม่ได้เลย ฉันจะเอาไปว่าว่าพระนี่อะไรกัน แค่บทสั้นๆ บวชเรียนมาแล้วยังให้พรฉันไม่ได้เลย อันนี้ละ จิตที่หวงทรัพย์ ต้องการสิ่งตอบแทน คือ พร คือ การได้เห็นพระทำได้ดังใจที่เขาหวังตั้งไว้นั้น พระก็คือคน พระก็คือสัตว์โลก โปรดเมตตาต่อสัตว์โลก คือ เมตตาต่อคนที่ไปบวชพระนี้ด้วยเถิด แต่เราไม่ต้องการให้ท่านหลงพระ ไปหลงพระว่ามีบุญบารมีมาก, พระมีฤทธิ์เดชมาก, พระมีชื่อเสียงมาก ฯลฯ จิตที่เป็นกลางจริงๆ อุเบกขาจริงๆ ไม่รัก ไม่ชัง นั้น เขาไม่มองว่าพระดีน่าศรัทธาหลงใหลและไม่ได้มองจับผิดพระแต่เขาเห็นเรื่องธรรมดา คือ พระก็คือคนธรรมดา พระก็คือมนุษย์ มนุษย์ก็คือสัตว์โลก ดังนั้นก็ต้องมีที่อยู่ที่กินแต่พอเพียงไม่ได้ต้องการให้ใครมาหลงใหล ดั่งเป็นเทพเจ้ากัน ไม่ใช่พระศาสดา เป็นแค่สาวกเล็กๆ คนธรรมดาคนหนึ่งที่ละแล้วทางโลก มาอาศัยผ้าเหลืองซึ่งก็เป็นแค่ของสมมุตินี้ ในการอยู่ต่อไปบนโลกร่วมกับชาวโลกได้แค่นั้น อันพระอรหันต์นั้นเกิดก่อนผ้าเหลือง เกิดก่อนพระ เกิดก่อนการมีภิกษุ เพราะแม้แต่พระพุทธเจ้าก็บรรลุเมื่อตอนบวชพราหมณ์ ปฏิบัติแบบพราหมณ์อยู่แล้วบรรลุ ก็มาหาสมมุติเป็นภิกษุใส่เข้าไป พระอรหันต์รูปแรกและหลายรูปก็เป็นอย่างนี้ทั้งสิ้น บรรลุอรหันต์แล้วท่านก็ให้ใช้สมมุติมาบวชเป็นภิกษุ หลังๆ เรายืมสมมุติภิกษุมาก่อนที่จะได้ธรรม เลยลืมไปว่า “ภิกษุ” เป็นแค่สมมุติ ส่วนคำว่า “พระ” เกิดเพราะวัฒนธรรมไทยยกย่องพระพุทธศาสนา ประเทศอื่นไม่ได้ให้คำว่าพระแก่ภิกษุก็มี เพราะนี่ก็สมมุติ
อนุตรธรรม เรื่อง อรหันต์, ภิกษุ และพระ อะไรเกิดก่อนกัน
อรหันต์, ภิกษุ และพระ ไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกัน ในครั้งพุทธกาล พระพุทธเจ้าไปบวชพราหมณ์แล้วปฏิบัติจิตหกปี จากนั้นก็ตรัสรู้อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นพระอรหันต์ จากนั้น จึงไปหาวิธีอยู่ร่วมกับมนุษย์โลก โดยหยิบยืมสมมุติทางโลกมาใช้แต่พอควร เพื่อลดกรรม อาศัยเสวยเศษกรรมให้หมดไปเพียงชาติหนึ่งเท่านั้น จึงมีการใช้ผ้าห่มศพมาห่มกายเรียกว่า “บังสุกุล” และกลายเป็นต้นแบบของจีวรซึ่งถูกประดิษฐ์และออกแบบโดยพระอานนท์ในภายหลัง จากการพิจารณาดูผืนนาหลายๆ แปลงที่ติดกัน กลายเป็นผ้าแปะติดกันจากเศษหลายๆ ชิ้น เป็นชิ้นใหญ่ใช้ห่มคลุมกาย แม้แต่การโกนผมก็ได้คิดมาภายหลัง เพราะตอนพระพุทธเจ้าสละทางโลกหนีออกบวช ท่านไม่ได้โกนผม ท่านเพียงตัดมวยผมแล้วซัดขึ้นไปกลางอากาศ เพื่อแสดงความตั้งพระทัยเด็ดเดี่ยวว่าจะไม่ไว้มวยผมขึ้นรับมงกุฎกษัตริย์ จึงตัดมวยผมที่คนโบราณ เขาถือว่าการตัดมวยผมนั้นเป็นอัปมงคล ท่านก็ทำแต่ไม่ได้โกน ภายหลังมีผู้บวชมากขึ้นก็เริ่มใช้การโกนผมออกทั้งหมด แม้แต่การบิณฑบาตหาเลี้ยงชีพนี้ ไม่ได้ทำตั้งแต่แรก เพราะเดิมทีพระพุทธเจ้าทรงไม่รับบิณฑบาต ไม่เสวยอะไรเลยหกปี ต่อมาก็คิดหาบาตรมาเพื่อเดินขออาหาร คำว่า “ภิกษุ” แปลว่าผู้ขอ ไม่ได้แปลว่านักบวช คำว่านักบวช เขาเรียกรวมๆ กันว่า “พราหมณ์” คือ ชนชั้นหนึ่งของสังคมในสมัยนั้น แต่การปฏิบัติของพราหมณ์เทียบกับภิกษุไม่ได้ ภายหลังคนจึงไม่นิยมนับถือพราหมณ์ พระราชาเจ็ดแว่นแคว้นล้วนหันมานับถือพระพุทธศาสนาที่ไม่มีระบบชนชั้นวรรณะทั้งหมด แล้วพราหมณ์ก็ค่อยๆ เสื่อมไป ดังนั้น คำว่าภิกษุจึงเกิด ขึ้นภายหลังคำว่าอรหันต์ ภิกษุเป็นคำเรียกของคนในสังคมยุคนั้น เป็นคำที่ไม่สูงส่งเลย เหมือนขอทานนั่นเอง ภายหลัง พระพุทธศาสนาเข้ามาในประเทศไทยสมัยสุโขทัย คนไทยนับถือและยกย่องกันมาก จึงเอาคำว่า “พระ” มาใส่นำหน้าคำว่า “ภิกษุ” รวมเรียกว่าพระภิกษุ ส่วนคำว่า “สงฆ์” มาจาก สังฆะ หมายถึง หนึ่งในรัตนตรัย ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้สืบทอดพระพุทธศาสนาต่อจากพระศาสดาคือพระพุทธเจ้า เราเรียก “สงฆ์” ได้เมื่อผู้นั้น ได้เป็นหนึ่งในรัตนตรัยแล้วจริงๆ การที่คนไปบวชเป็นภิกษุมากมาย ไม่ได้เป็นสงฆ์กันหมด คนที่ได้เป็นสงฆ์เพราะบรรลุอริยบุคคลและทำหน้าที่สืบทอดพระศาสนาต่อไปได้ บางคนบรรลุอรหันต์แต่ทำหน้าที่ต่อไม่ได้ พระพุทธเจ้าทรงลงพรหมทัณฑ์ตัดขาดจากหมู่สงฆ์ก็มี เช่น พระฉันนะ อย่างนั้น เป็นอรหันต์ที่ไม่นับเข้าในรัตนตรัย ไม่นับเข้าในหมู่สงฆ์ของพระพุทธเจ้า เพราะท่านตัดแล้ว ต้องไปรอนิพพานในศาสนายุคอื่นแม้อรหันต์แล้วก็ตาม ด้วยผลกรรมของ “พรหมทัณฑ์” นั้นยังไม่สิ้นสุดลงเพียงชาติเดียว นี่คือไม่ใช่สงฆ์ ไม่รวมอยู่ใน “รัตนตรัย” ส่วนคำว่า “สาวก” หมายถึง พุทธบริษัทหรือบริวารอันได้บำเพ็ญบุญสร้างบารมีมาเพื่อเป็นสาวกของพระพุทธเจ้าและได้สมปรารถนา ในช่วงแรกของกึ่งกลางพุทธกาลนั้น เหล่ายักษ์อสูร, มาร, เทพ, พรหม ไม่นับเข้าในพุทธบริษัทของพระพุทธเจ้า พุทธบริษัทของพระพุทธเจ้านั้น ส่วนใหญ่เป็นเทวดาธรรมดา ผู้น้อยอยู่ที่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์เป็นส่วนใหญ่ เป็นที่ๆ พระพุทธมารดาเคยประทับอยู่ก่อนลงมาจุติ และพุทธบริษัทมากมายเป็นเทวดาอยู่ที่นั่น ยังไม่ได้ชั้นเทพหรือมหาเทพเลย ดังนั้น ถ้ามีคนจุติลงมาจากพรหมโลกแล้วบวชพระ สอนสมาธิคนได้เก่งมาก มีสานุศิษย์มากมาย อันนี้ไม่เรียกว่า “สาวก” เพราะไม่ใช่พุทธบริษัทของพระพุทธเจ้านั่นเอง อย่าคิดว่าเราใจแคบ เป็นบริษัทจำกัด เราไม่ได้จำกัดใคร แต่เรื่องแบบนี้ เป็นเรื่องของการบำเพ็ญบุญสร้างบารมีร่วมกันมา คนที่มีบุญบารมีมากไม่ได้เป็นพุทธบริษัทของพระพุทธเจ้าสมณโคดมหรอก เพราะพระพุทธเจ้าองค์นี้ บุญน้อยมาก องค์อื่นเกิดในยุคที่มนุษย์มีอายุเป็นพันเป็นหมื่นปีกัน แต่ท่านเกิดในยุคที่มนุษย์มีอายุร้อยปีเอง นี่คือ “ธรรมะจัดสรร” ตามบุญกรรมตามบารมีต่างหากขอให้เข้าใจด้วย ดังนั้น พระสาวก นับเฉพาะท่านที่เป็นพุทธบริษัทเท่านั้น สงฆ์นับเฉพาะท่านที่บรรลุอริยบุคคลและทำหน้าที่สืบทอดศาสนาเท่านั้น คนที่ได้ทั้งอรหันต์, ภิกษุ, พระ, สาวก และสงฆ์ นั้น ไม่ใช่ทุกคน เราเข้าใจกันหรือไม่ในการใช้คำเรียกนี้ เราไม่จำเป็นต้องสนใจศัพท์หรือสมมุติบัญญัติมากหรอก แค่เข้าใจในเนื้อหาของมันก็พอ ไม่เช่นนั้น เราจะสับสน และรู้จักพระพุทธศาสนาแต่เพียงเปลือกนอกเท่านั้นเอง ที่เขียนมานี้ไม่ได้จะต้องการเน้นการจดจำคำศัพท์เฉพาะทางแต่อย่างใด
ความหมายของคำว่า “อรหันต์, ภิกษุ, พระ, สาวก และสงฆ์”
คำว่าพระใช้เรียกได้หมดเพราะเป็นคำที่มาจากวัฒนธรรมไทย เช่น คนดีก็เรียกพระได้ พระราชาก็เรียกพระได้ ตัวเอกของละครก็เรียกพระได้ เช่น พระเอก ดังนั้น ใครที่หลงตัวเองว่าเป็นพระ ก็ตื่นเถิดชาวไทย มันไม่ได้มีอะไรพิเศษหรอก ชาวบ้านคนไทยเขายกย่องให้ไปอย่างนั้นเอง ไม่ต่างจากพระเอกลิเกหรอก พระเอกลิเกทำตัวดีตอนแสดงแล้วก็ออดอ้อนได้เงินแม่ยกไป ส่วนพระบางรูปทำตัวดีตอนเทศน์ แล้วออดอ้อนแบบแนบเนียนก็ได้เงินเหมือนกัน อันนี้รวมเรียกว่า “พระ” ทั้งนั้น ไม่ต่างกันเลยจริงๆ ในความรู้สึกของคนไทย เวลาเรียกผู้ห่มเหลืองว่าพระ ก็รู้สึกเหมือนกับเห็นพระเอกลิเกนั่นแหละ พอจะเข้าบ้านโยมก็โหมโรง เพลงระนาดรับกันยกใหญ่ เหมือนพระเอกลิเกจะออกโรงแล้วอย่างนั้น นี่เขาใช้คำว่าพระ มาเกร่อมาก แม้เดิมคำว่าพระนั้น ใช้เป็นคำสูง เรียกเฉพาะคนที่ดี ปฏิบัติได้งามน่าศรัทธา จึงยกให้เป็น “พระ” แต่หลังๆ เรามาใช้กันเกร่อมาก อะไรก็เรียกพระกันได้ทั้งนั้น ดังนั้น คำว่าพระจึงเป็นคำรวมๆ ไว้ เหมายกเข่ง อะไรที่เราระวังหน่อยกลัวจะล่วงเกินก็เรียกพระเอาไว้ก่อน กลัวจะเสียมารยาทหรือทำผิดพลาดไป
คำว่าสาวกนั้น เขาไม่เอามาเรียกกันง่ายๆ เพราะเป็นที่รู้กันเองในหมู่ของพระพุทธบริษัทของพระพุทธเจ้าว่าใครบ้างนับเป็นพระสาวก อย่างพระฉันนะ ได้อรหันต์ แต่เขายังไม่ยอมรับกันเลย จนพระอานนท์ไปลงพรหมทัณฑ์ไว้ให้ท่านรู้ตนนั่นเทียว แท้จริงแล้วท่านฉันนะไม่ใช่คนเลว ท่านชอบทดสอบปัญญาคน ตอนพระพุทธเจ้ายังไม่รู้ทันโลก ก็ฉันนะนี่แหละที่แอบบอกเป็นนัยๆ เรื่องคนแก่, คนเจ็บ, คนตาย และภิกษุ หลายทีที่พระองค์ได้สติ ก็เพราะฉันนะ ดังนี้ ฉันนะไม่ได้เลวร้าย ฉันนะมีบุญบารมีมาก แต่ท่านไม่ได้สร้างบุญบารมีมาเป็นพุทธบริษัทสาวกของพระโคดม ท่านปรารถนายุคพระศรีอาริยเมตตรัยนั่น จึงถูกพุทธบริษัทสาวกของพระพุทธเจ้าเอาเรื่อง และอยู่ร่วมกันไม่ได้ ดังนั้น ท่านฉันนะจึงไม่ใช่สาวก, ไม่ใช่สงฆ์, ไม่ใช่พระ (เพราะสมัยนั้นคนไทยยังไม่ได้เอาคำว่าพระมายอยกพระพุทธศาสนา) ท่านเป็นภิกษุที่ได้อรหันต์อยู่บนโลกไปอย่างสงบสันโดษไม่ยุ่งกับใครไปชาติหนึ่งก็เท่านั้นเอง เพราะทำหน้าที่สมบูรณ์ดีแล้ว คือ การช่วยเหลือพระพุทธเจ้า
ท่านฉันนะไม่ต้องสึก ถือว่าเป็นภิกษุโดยสมบูรณ์ด้วยการบวชตามจารีตที่พระพุทธองค์ทรงให้ไว้ ณ เวลานั้น ท่านจึงไม่โดนให้สึกแต่ให้รับพรหมทัณฑ์ ส่วนพระบางรูปท่านได้มากกว่าคำว่า “ภิกษุ” เช่น พระมหากัจจายนะ, พระอชิตะ สองรูปนี้เราเชื่อว่าท่านใดท่านหนึ่งน่าจะเป็นพระศรีอาริยเมตตรัยในอนาคต ดังนั้น เราจะนับว่าท่านเป็นสาวกแท้ไม่ได้ ท่านบวชเป็นภิกษุ ไม่ได้บวชเป็นพราหมณ์ จากนั้น ก็ทำหน้าที่สืบทอดพระพุทธศาสนา จึงนับเป็นหนึ่งในรัตนตรัยคือเป็นสงฆ์หรือสังฆะได้ แต่ไม่นับเป็นสาวก ท่านเป็นโพธิสัตว์ ไม่ใช่สาวกของพระพุทธเจ้าแต่มาเพื่อช่วยเหลือกิจของพระพุทธเจ้าในฐานะสมมุติสาวกไปก่อน โดยวิมุติแล้วไม่ใช่สาวก ดังนั้น เรียกท่านว่า “สมมุติสาวก” ก็นับว่าเข้าใจตรงดี แต่ถ้าจะเรียกว่า “สาวก” นับว่ายังไม่ตรงความจริงนัก ถ้าจะให้เรียกกันตรงๆ ก็คือ “ภิกษุสงฆ์สมมุติสาวกอรหันตสัมมาสัมพุทธะ” เนื่องจากท่านบรรลุอรหันต์ และมีบุญบารมีได้กายทิพย์ถึงยูไล คือ พุทธะ นั่นเอง จึงเรียกต่อท้ายว่า อรหันตสัมมาสัมพุทธะ ไม่มีเจ้า
นอกจากนี้ยังมีอีกคำ คำว่า “สมณะ” ใช้เรียกผู้ถือบวชที่ไม่ใช่พราหมณ์ เป็นคำรวมๆ เช่น คำว่า “สมณเพศ” หมายถึงผู้ถือเพศแห่งการบวช เป็นนักบวชนั่นเอง เป็นคำรวมๆ ใช้ได้ในทุกๆ ศาสนา สมณะในประเทศไทยก็มี เช่น สมณะกลุ่มของโพธิรักษ์ ซึ่งแยกออกจากสมาเถรสมาคม อันนี้ ในสมัยหลังพุทธกาล ๒๐๐ ปี ก็เคยมีเกิดขึ้น คือ พระส่วนใหญ่ไปรวมตัวกันเพื่อรวมลัทธิ แล้วยินดีกับการผ่อนปรนศีล กลุ่มที่ปฏิบัติเถรตรงไม่มีนิกาย ไม่ผ่อนปรนศีล ไม่เพิ่มอะไรใหม่ ก็ขอแยกตัวออกไป อันนี้ไม่ผิด เพราะการแยกตัวออกจากสิ่งที่ผิดนั้น ไม่ใช่ความผิด แต่ถ้าไปตั้งกลุ่มใหม่ มีแบบแผน ให้คนที่เข้ามาใหม่ ต้องทำตามแบบแผนของตน แล้วแบบแผนของตนกลับไม่ตรงกับแนวทางดั้งเดิมของพระพุทธ ศาสนาจริงๆ เข้า ก็จะกลายเป็น “ลัทธิใหม่” ซึ่งก็เกิดขึ้นได้ไม่ผิดตามหลักประชาธิปไตย
ไม่มีใครบอกได้ว่าลัทธิเก่า คือ นิกายเถรวาท ลัทธิลังกาวงศ์ของมหาเถรสมาคมจะต้องถูกต้องเหมือนสมัยพุทธกาล และไม่มีใครบอกได้ว่าลัทธิใหม่ของกลุ่มสมณะโพธิรักษ์จะผิดหรือถูก ตามหลักประชาธิปไตยอันไม่ใช่เผด็จการนั้น ยอมรับทุกความเชื่อทางศาสนา ตราบเท่าที่ไม่ละเมิดกฎหมายเพราะความเชื่อของคนนั้นไม่อาจตีค่าได้ว่าถูกหรือผิดด้วยการให้ผู้อื่นมาตัดสิน เพราะนี่ไม่ใช่ประเทศคอมมิวนิสต์ ในทางโลกทุกคนมีเสรีภาพในการนับถือศาสนา แต่ในทางธรรม เป็นเรื่อง “ปัจจัตตัง” สิ่งนี้เราต้องเข้าใจอยู่เสมอ คือ ในทางโลกทุกคนมีเสรีภาพทำได้ทุกอย่าง ถูกผิดก็ว่ากันไปตามทางโลก แต่จะเอาทางธรรมมาวัดทางโลกไม่ได้ เอาทางโลกมาวัดทางธรรมไม่ได้ เพราะในทางธรรม เป็นเรื่องปัจจัตตัง เราไม่อาจทราบได้ว่าใครได้มรรคผลจริง เราเอาหลักฐาน, เอาตำแหน่ง, เอายศ, เอาสมณศักดิ์, เอาจำนวนพรรษา, เอาระดับการศึกษา ฯลฯ อะไรมาเป็นสิ่งวัดทางธรรมของใครคนใดคนหนึ่งไม่ได้เลย เราต้องยอมรับในความเป็นปัจเจกชน ในความคิดที่หลากหลายทางธรรมชาติ ดังนั้น เราจะไม่ตีค่า ไม่เป็นผู้พิพากษาหรือวัดใครว่าใครได้ดีกว่าใครในทางธรรม ยกให้เป็นเรื่อง ใครทำใครได้ ตัวใครตัวมัน เรื่องปัจจัตตังนั่นเอง
การเคารพในหลักปัจจัตตัง ไม่ใช่เรื่อง “ปัจเจกชน” ต่างกัน การยินดีในระบบพระปัจเจกฯ คือ การไม่สนใจอะไรใครเลย แต่การเคารพในปัจจัตตังไม่ใช่การทำแบบพระปัจเจกฯ คือ เรายังทำเหมือนพุทธบริษัทในพุทธศาสนาได้อยู่ อยู่ร่วมกัน แต่เราจะตีค่าธรรมที่มีอยู่ในคนๆ หนึ่งด้วยอะไรไม่ได้เลย ต้องละเว้นไว้ให้เป็นเรื่องปัจจัตตัง คือ เขาทำเอง เขารู้เอง ว่าเขาได้เท่าไร เราอย่าไปละเมิดล่วงเกินเขาก็พอ เราทำของเราไป เราเองก็จะรู้เองว่าเราได้เท่าไร ไม่ต้องไปให้ใครมาครอบงำหรือบงการเรา มาบอกเรา มาชี้สั่งเรา หรือมาใช้เรา เราต้องเคารพปัจจัตตังด้วยวิธีแบบนี้ เคารพว่าการปฏิบัติธรรมเป็นปัจจัตตังแต่ก็ช่วย กันได้ เพราะไม่ใช่ปัจเจกชน เราเป็นสัตว์สังคม แต่เราจะไม่ตีค่ากัน, พิพากษากัน, ตีตรากัน, ชี้วัดกัน ฯลฯ เพราะเราไม่ใช่พระพุทธเจ้า เราไม่อาจชี้ชัดได้ว่าใครได้ธรรมเท่าไร
ภิกษุคือคนธรรมดาที่เบื่อทางโลกจึงมาดำรงชีพอยู่ในโลกได้ด้วยการเป็นผู้ขอ
นี่คือสิ่งที่เราควรเข้าใจ เราคนไทยยังติดความเป็นพราหมณ์กันเยอะมาก เช่น การที่เราจะนับถือใคร คนๆ นั้นจะต้องมีฤทธิ์, มีเดช, มีอำนาจ, มีสถานะสูง, มียศถาบรรดาศักดิ์, มีความสามารถพิเศษ, ทำนายทายทักได้ดี, ช่วยแก้กรรมได้, ทำของดีให้เราใช้ได้ ฯลฯ นี่ล้วนเป็นวิถีพราหมณ์ทั้งสิ้น พระจำนวนมากมายในประเทศไทย ติดอยู่ในวิถีพราหมณ์ แม้แต่การทำตัวให้ดูน่าเลื่อมใสศรัทธานั่นก็เป็นวิถีพราหมณ์ ไม่ใช่พุทธะ เพราะวิถีแห่งพุทธะเราไม่ได้ทำตัวให้ดูน่าเลื่อมใสศรัทธาแบบพราหมณ์ ไม่เน้นการศรัทธาแต่เปลือกนอกแบบนั้น อาจดูเปลือกนอกไม่น่าศรัทธา ก็ไม่มีปัญหา เราไม่ได้ต้องการให้คนศรัทธาขนาดนั้น เราต้องการคุยกับคนธรรมดา ในฐานะเพื่อนมนุษย์ให้รู้เรื่องก็พอ เมื่อเขาเข้าใจแล้ว ย่อมเห็นเองว่าพระรูปนี้นั้น มีการปฏิบัติที่ไม่รบกวนหรือทำลายโลก ชอบเรียบง่ายอยู่ไม่ยุ่งยาก และทางโลกไม่ได้เสียหายอะไรมาก ถ้าจะเลี้ยงพระสักรูป เท่านั้นเอง ดังนี้ เราจึงเน้นอยู่ง่ายกินง่าย สมถะ ไม่ได้เน้นความน่าศรัทธา นี่คือ ข้อแตกต่างจากพราหมณ์ภิกษุแปลว่าผู้ขอ มีความเป็นอยู่คล้ายขอทาน เพราะมักน้อยสมณะ และไม่เน้นความน่าศรัทธาเลื่อมใส ไม่มีองค์ประกอบอะไรให้น่าศรัทธา ในสมัยพุทธกาล มีพราหมณ์เหล่าหนึ่ง เวลาจะเดินทางไปไหนจะจัดขบวนมีม้าขาวขี่กันตกแต่งอย่างดีให้เห็นความยิ่งใหญ่อลังการ ผู้คนจะนับถือมากเพราะดูแล้วสวยงามน่าหลงใหล น่าศรัทธา และดูมีบารมีมาก พระอานนท์เห็นเข้าก็อยากทำบ้าง ได้ทูลขอพระพุทธเจ้า แต่พระพุทธเจ้าห้าม ท่านให้อยู่อย่างสมถะเรียบง่าย ไม่ต้องทำให้ดูสวยงามอลังการน่าศรัทธาก็ได้ แล้วก็กลายเป็นศีลที่ห้ามภิกษุขี่สัตว์ ในเวลาต่อมาในที่สุด ตอนนี้เราหลงกันมาก หลงความไม่ธรรมดา หลงผู้มีบุญบารมี หลงวิ่งหาพระศรีอาริยเมตตรัยที่จะลงมาเกิดกลางกึ่งพุทธกาล แล้วละทิ้งหน้าที่ที่จะดูแลเพื่อนมนุษย์ ในฐานะที่เป็นคนธรรมดาไป เรียกได้ว่าใครธรรมดาดูไม่มีบารมี ก็ถูกละทิ้ง ใครอวดบารมีดูมีบารมีมาก ก็ได้รับการดูแลจากชาวพุทธล้นหลาม อันนี้ ไม่ถูกต้องเลย ผิดมาก ทำให้พุทธกลายสภาพเป็นพราหมณ์ พระจึงมีชนชั้นกันมาก
อนุตรธรรม เรื่อง ความฟุ้งเฟ้อในธรรมกับความพอดีในธรรม
การจะให้ธรรมะแก่ใครควรมีความพอดีด้วย คือ พอดีแก่อินทรีย์ผู้รับ, พอดีแก่เวลา, พอดีแก่สถานการณ์ ฯลฯ สำหรับบางคนมีความคิดเห็นมาก ไม่เป็นไร คิดเห็นกันได้ อาจมีทั้งส่วนสัมมาทิฐิเห็นชอบ หรือเห็นไม่ชอบบ้างปนๆ กันมีกันได้ บางคน เก็บบันทึกความคิดและความเห็นนั้นในรูป “งานเขียน” เขียนมากก็มี อย่างนี้ไม่จัดเป็นฟุ้งเฟ้อ เพราะเป็นงานที่ต้องเก็บบันทึกอย่างเช่น งานเขียนของท่านพุทธทาสแต่สิ่งที่จัดได้ว่าฟุ้งเฟ้อคือ การที่ใช้ธรรมะไปใน “ชีวิตประจำวัน” อย่างมากมายแล้วไม่เกิดธรรมะที่แท้จริงเรียกว่าคุยธรรมเป็นคุ้งเป็นแคว แต่ไม่ได้บรรลุมรรคผลอะไร ถ้าสังเกตให้ดี อาจารย์สอนธรรม เวลาที่เขาให้ท่านบรรยาย ท่านบรรยายเต็มที่ อันนี้ไม่เรียกว่าฟุ้งเฟ้อ เพราะเป็นการทำหน้าที่เต็มที่ แต่เวลาที่ท่านไม่ได้บรรยายธรรม นอกเวลา บางท่านจะเงียบมาก และพูดน้อยมาก ก็มี นี่เรียกว่า “ความพอดีในธรรม” บางคนไม่มีโอกาสเป็นอาจารย์สอนธรรม ไปเป็นลูกศิษย์เขา แล้วร้อนวิชชา ฟังเขาสอนมาก เลยอยากเป็นอย่างเขา อยากสอนเขาบ้าง ก็เลยไปพูดธรรมะในชีวิตประจำวันมากเกินไป เรียกว่า “ฟุ้ง” และ “เฟ้อ” ในสถานธรรมและวัดมีพวกธรรมะฟุ้งเฟ้อมาก คือ คุยธรรมะฟุ้งและเฟ้อ แต่ไม่มีประสิทธิภาพ ปฏิบัติได้มรรคผลน้อย พูด ๑๐๐ ส่วน ทำได้จริงไม่ถึง ๔๐ ส่วน หรือบ้างก็ทำได้จริงหมด แต่พูดให้คนที่เขาทำได้มากกว่าฟัง คนที่ทำได้มากกว่าเขาไม่อยากพูด เลยคิดว่าเขาไม่ได้ หรือไม่รู้ แค่เขาไม่ได้พูดออกมาเท่านั้น แต่การปฏิบัติตัวของเขา ถ้าดูให้ดี ก็พบว่าเขาทำได้แล้ว อย่างนี้มีมากเลย คนที่ไปศึกษาธรรมแล้วทำตัวเป็นอาจารย์เสียเอง ทั้งๆ ที่ครูบาอาจารย์ยังไม่ได้ให้การรับรองธรรม แล้วเที่ยวไปพูดสอนคนอื่นที่เขามาใหม่ ราวกับว่าคนมาใหม่ โง่เพราะเพิ่งมาใหม่ จริงอยู่เขาใหม่ในที่นั้น แต่เขาอาจเก่าในทางธรรม ได้ธรรมมามากก่อนถึงที่นั่นแล้วก็ได้ ทุกที่จะมีพวกถือตัวว่าเก่าและอยู่นาน คอยสอน คอยสั่งคนมาใหม่มากมาย โดยไม่ดูเลยว่าคนมาใหม่ เขาก็มีธรรม บางทีมากกว่าตัวเองด้วยซ้ำ ส่วนตัวเองอาจมีธรรมน้อยกว่าคนมาใหม่ทั้งๆ ที่ปฏิบัติมาก็นานอย่างนี้มีมากพวกฟุ้งเฟ้อในธรรมอยู่ตามสถานธรรมมานานแต่ไม่ค่อยก้าวหน้า คอยดักรอคนเข้ามาใหม่ แล้วฟุ้งเฟ้อสอนเขามากมาย โดยไม่ดูว่าเขาได้มากกว่าตนอยู่แล้วหรือไม่ ไม่รู้เลย สอนเขาอยู่นั่นแหละ นี่มีมาก ทำให้เขาที่มาใหม่รำคาญและเบื่อออกจากสถานธรรมไป ทำให้เสียโอกาสได้ฟังธรรมจากครูต้นวิชชาจริงๆ ก็มีมาก พวกอยากเป็นครูสอนคนอื่นเขาเสียเองนี่เยอะทีเดียว มันอะไรกันหนา พอไปฟังคนอื่นสอน ตัวเองรู้สึกมีปมด้อยทันทีที่ถูกเขาสอน เลยอยากเป็นคนสอนคนอื่นบ้าง อันนี้แสดงว่า “ต่อมอยาก” มันถูกกระตุ้นง่าย เดิมทีนั้น ไม่มีความอยากเป็นครูสอนใครหรอก พอถูกเขาสอนมากๆ เข้า ตนเองเลยเกิดความอยากที่ไม่เคยมีมานั่นเทียว เรียกว่า “ต่อมอยากถูกกระตุ้น” พวกนี้ธรรมน้อยมาก แต่พูดเยอะ เรียกว่าฟุ้งเฟ้อในธรรม ถ้าเป็นครูบาอาจารย์โบราณเขาไม่รับพวกนี้มาเป็นศิษย์เลย เพราะไม่มีสาระ ปฏิบัติน้อย หย่อนยาน แล้วเอาไปพูดมาก ราวกับตนเองเป็นต้นวิชชาเสียเองนั่น
คนบางคนเขียนหนังสือธรรมเยอะมาก แต่เวลาพูดกลับน้อย เวลาอยู่ในชีวิตจริงก็ไม่ได้เอาธรรมะมาพูดเรื่อยเปื่อย เขารู้จักกาลเทศะที่จะพูดธรรม นี่แสดงว่าเขามีความเคารพในธรรม เช่น คุณดังตฤณ นี่ก็มีธรรมในตัว เขียนเป็นงานทิ้งไว้ให้ลูกหลานได้ประโยชน์มาก แต่ในชีวิตจริงของเขาไม่ได้เอาธรรมะที่มีมาใช้ฟุ้งเฟ้อมาก ใช้ตามโอกาสอันควร นี่ไม่ใช่ฟุ้งเฟ้อในธรรม แต่บางคนไปอ่านงานเขียนของเขามามาก แล้วเอามาพูดฟุ้งเลยก็มี ทั้งๆ ที่ไม่มีใช่ธรรมะที่มีในตนแท้ๆ พวกที่เขาธรรมะไปพูดฟุ้งเฟ้อมาก แต่ปฏิบัติได้น้อย นี่เป็นพวกไม่เคารพในธรรม การเคารพในธรรม ไม่จำเป็นต้องไปนั่งกราบไหว้บูชาอะไร นั่นเป็นแค่กริยาสมมุติว่าคือการเคารพ แต่การเคารพจริงๆ อยู่ที่การกระทำตัว เช่น ทำตัวระวังในกรรมเพราะได้เรียนรู้จากธรรมะมาเรื่องโทษแห่งกรรม เลยไม่ทำได้แน่จริงๆ อันนี้เรียกว่าเคารพ แต่พวกดีแต่ปาก พูดธรรมะมากฟุ้งเฟ้อ แต่ทำได้น้อยที่คือพวกไม่เคารพ อีกพวกหนึ่งคือเมตตามากแต่ปัญญาน้อย คือ เจตนาดีอยากให้คนอื่นได้ธรรมะ เลยพูดบอกเขามาก แต่ไม่มีปัญญาจะดูเขาออกว่าเขามีธรรมแค่ไหนแล้ว ควรพูดแค่ไหน จึงพอดี อันนี้ ก็ธรรมะฟุ้งเฟ้อแต่ด้วยเจตนาดี ถ้าเจอพวกนี้บ่อยๆ ตามสถานธรรม เจอแล้วก็ปลงเสีย
พวกที่เรียนสุญตา ก็บ้าสุญตา คือ ไปนั่งจับผิดสอนคนอื่น สนุกเชียว เห็นเขามาใหม่ก็ได้ที แสดงตนว่าตนมาอยู่นาน รู้มากแล้ว นั่งสอนเอาๆ ตนเองไม่ได้สุญตาหรอก แต่ไม่ได้ดูตัวเองเลย สนุกกับการจับผิดคนอื่น เพราะเรื่องสุญตาเนี่ย มันจับผิดคนอื่นเขาได้มาก คือ อะไรก็ผิดหมด พูดอะไรออกมา มีเหตุผลหรือไม่มีเหตุผล ก็โดนคนพวกนี้จับผิดได้หมด เพราะเขาถือเอาความไม่ใช่อะไรเลยมาเป็นอาวุธ ประหารคนอื่น พอเราไม่พูดอะไรเลย ก็โดนด่าว่าโง่ต่ออีก เรียกว่า “พูดก็โดนไม่พูดก็โดน” พวกนี้ ฟุ้งเฟ้อมาก บางคนอยากอยู่ในสถานนะที่ชนะเหนือคนอื่นได้โดยที่เขาไม่อาจต่อต้านได้อยู่แล้ว ไปเรียนสุญตาก็เลยเอามาเป็นอาวุธ เพราะมันใช้ง่ายมาก ใครพูดอะไรมาก็ผิดหมด นี่คุยกันไม่รู้เรื่องเลย พูดอะไรก็ไม่ฟังแล้ว มีเหตุหรือไม่มีมันก็ไม่ฟัง เพราะมันว่าไม่ใช่อะไรเลย โดยเฉพาะสิ่งที่เราพูดออกมานี่ผิดหมด ไม่ใช่อะไรเลย แต่ที่มันพูดละถูกหมด นี่แบบนี้มีมาก เลยเป็นคนเหมือนกันแต่พูดภาษาคนมีรู้เรื่อง นานวันเข้า หมดเสน่ห์ ไม่มีใครอยากคบหรอกคนพวกนี้ ต่อไปก็ต้องเป็นปัจเจกชนไป เพราะฟังใครเขาไม่เป็น นี่ไม่ใช่ธรรมะที่ตรงตามคำสอนของพระพุทธเจ้านะ เขาหลง เขาบ้าในสุญตา เพราะพระพุทธเจ้าเราคุยกันได้ด้วยเหตุและผล ถ้ามีเหตุผลก็ฟังกันได้ ไม่ใช่ล้มโต๊ะเขาหมดว่าอะไรก็ไม่ใช่ มันเหมือนจะจริงนะ แต่ทำได้จริงหรือเปล่าละ มันไม่ใช่หรอกแบบนี้มันเป็นพวกบ้าปรัชญา มองธรรมะเป็นแค่ปรัชญาเอาไว้เถียงเอาชนะคนอื่นเขา ด้วยการตั้งเกณฑ์ความถูกต้องว่าอะไรก็ไม่ใช่ แต่ที่ฉันพูดละใช่ อย่างนี้ มันก็เป็นแค่เกมประสาทที่เอาแต่จะชนะคนอื่นเขาเท่านั้น คนเราเป็นคนเหมือนกัน พูดภาษาคนก็รู้เรื่อง ฟังกันได้ พูดกันได้ สองทาง ได้ทั้งฟังและพูด ไม่ใช่เอาแต่พูดให้เขาฟัง เขาพูดบ้างเป็นผิดหมด อันนี้มันเข้าขั้นจะหลุดจากความเป็นคนไปแล้ว เริ่มจะบ้าปรัชญาแล้ว ธรรมะมีหลายระดับตั้งแต่หยาบลงละเอียดสุด ก็ต้องดูคนฟัง ว่าควรคุยกันระดับไหน ไม่เช่นนั้น คุยกันไม่รู้เรื่อง แล้วจะคุยกันไปทำไม ธรรมะแบบนี้จะมีประโยชน์อะไร ในเมื่อใช้เป็นเครื่องไล่มิตร ให้เขาเบื่อหน่ายและห่างหายไปเท่านั้น
ธรรมะของพระพุทธเจ้าแม้จะดูว่าไม่ใช่อะไรที่อธิบายได้เลยแต่ท่านไม่ได้สอนเราให้หลุดโลกจนพูดคุยกับทางโลกสมมุติเขาไม่รู้เรื่อง ท่านสอนเราให้เขาใจสมมุติ ไม่ยึดในสมมุติ แต่ก็ใช้และอยู่ในสมมุติได้ ไม่ใช่พอเห็นสมมุติเข้าก็ปฏิเสธทันทีไปทั้งหมด อย่างนี้จะอยู่กับโลกสมมุตินี่ได้ไหม ไม่ได้หรอก เก่งดีก็แต่ในสถานธรรมนั้นแหละออกมาข้างนอก คนทางโลกเขาจะว่าบ้าเอาเท่านั้น เราไม่จำเป็นต้องพูดธรรมะตลอด คุยธรรมดาบ้างก็ได้
พระพุทธเจ้าสอนธรรมะแก่เรา ธรรมดา ธรรมชาติ สุดท้ายจะลงตัวที่ความสงบ, เรียบง่ายสมถะ ไม่ฟุ้งเฟ้อ อันนี้ได้จริงนะ รับรองผลได้เลย ใครปฏิบัติถึงได้จริงๆ ชีวิตเปลี่ยนเลย เวรกรรมอะไรที่ทำให้ชีวิตเรายุ่งยากซับซ้อนก็ช่างพอปฏิบัติธรรมได้มรรคผลแล้ว กลาย เป็นความเรียบง่าย และสมถะไปเลย บางคนไปบอกว่าปฏิบัติธรรมแล้ว จากจนก็รวยเป็นหลักร้อยล้านหรือขึ้นมาเป็นร้อยเท่าพันเท่าในเวลาสั้นๆ อันนี้ไม่ใช่แล้ว ธรรมะของพระพุทธองค์ไม่ใช่แบบนี้ ไม่ฟุ้งเฟ้ออย่างนี้ คนที่ได้ธรรมจริง ชีวิตจะพออยู่ได้ แต่ไม่ต้องวุ่นวายมาก มันจะเรียบง่ายไปเอง และสมถะไปเองด้วย มันเกิดขึ้นเอง และเกิดขึ้นจริง ได้ผลจริง ไม่ใช่แค่คิดหรือนึกเอา หรือพยายามจะทำให้เป็นคนเรียบง่ายสมถะก็หาไม่ แต่มันเป็นของมันไปเองจริงๆ ไม่ใช่พยายามไปทำให้มันเป็นอย่างนั้น คนบางคนเคยมีความวุ่นวายมีเรื่องเยอะมาก พอปฏิบัติธรรมได้มรรคผลแล้ว สิ่งที่มาก่อกวนนั้น หายไปเสียเฉยๆ ไม่รู้อธิบายอย่างไร มันก็มีเหตุผลของมันนั่นแหละ แต่เราไม่รู้ลึกซึ้งได้ แต่มันเกิดขึ้นได้จริง เรื่องคนเรามีธรรมหรือไม่มีนั้น ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องเอามาแสดงออกให้ใครรู้ใครเห็น ไม่จำเป็น และไม่ใช่ของดีหรอก คนมีของดี เอาไปโชว์มาก ก็เสียของง่ายๆ ก็อยู่เงียบๆ ไปดีกว่า ถ้าจำเป็นต้องใช้สิ่งที่มีในตัว ที่ดีอยู่ข้างใน ก็เลือกหาสถานที่ที่พอดี คือ ไม่เสี่ยงต่อการถูกรบกวนด้วยประการต่างๆ เพราะคนมีดีในตัว ก็เหมือนสัตว์งาม จะถูกมนุษย์ล่าเอาไปครอบครอง กักขังไว้ในกรงทองฉะนั้น การเผยแพร่ธรรมในรูปแบบที่ไม่เห็นตัว เช่น ผ่านสื่ออินเตอร์เน็ตหรือหนังสือ ฯลฯ นี่ช่วยให้ชีวิตสงบได้มากกว่าเพราะชาวพุทธตอนนี้ชอบล่าพระดี ถ้าพระดีที่ไหนจับเข้ากรงทองแห่งการอุปัฏฐากหมด
อนุตรธรรม เรื่อง สมดุลโลก สมดุลธรรม
สรรพสัตว์ทั้งหลายมีกิจมีหน้าที่ของตน ไม่มีใครผิดหรือถูก หรือดีหรือชั่วที่แท้จริง ต่างผลัดกันเวียนว่ายตายเกิดเพื่อทำหน้าที่อันต่างกันไปตามวาระ เช่น กิจสร้าง, รักษา และทำลาย ไม่มีความเที่ยงแท้แน่นอน บางชาติเกิดมาเพื่อสร้าง บางชาติเกิดมาเพื่อทำลาย เป็นเช่นนี้เหมือนกันทั้งสิ้นไม่ต่างกัน มองรวมทุกๆ ชาติแล้ว ดี-ชั่วเท่ากัน, ถูก-ผิดเท่ากัน ไม่ต่างกันเลยในแต่ละคน นี่คือ สมดุลทางธรรม ดังนี้ในแต่ละชาติเรียกว่าสมมุติ คือ เขาสมมุติให้เรามาเป็นอะไร ทำหน้าที่อะไรก็ทำไป เรียนรู้ไปเท่านั้นเอง ไม่มีสาระอะไร
สรรพสัตว์จะนิพพานพร้อมกันทั้งหมดไม่ได้ ถ้าทำได้คงเกิดไปแล้ว มีสรรพสัตว์บางส่วนต้องรอก่อน ยังไม่นิพพาน เพื่อที่จะทำกิจทางโลกและธรรมให้สมดุล ดังนั้น สัตว์ที่วาระถึงพร้อมก็เตรียมตัวเข้านิพพานไป สัตว์ที่ยังไม่พร้อมก็ทำหน้าที่อันแตกต่างและขัดแย้งกันนั้นไปก่อน ดังนี้จึงเกิดสมดุลโลกและสมดุลธรรมขึ้น ถ้าสรรพสัตว์นิพพานมากเกินไป จะเกิดปัญหาทางโลก ไม่สมดุลโลก ถ้าสรรพสัตว์หลงโลกมาก นิพพานน้อย ปัญหาก็จะเกิดทางธรรม ดังนั้น สัดส่วนตรงนี้ต้องสมดุล ซึ่งจะสมดุลได้ด้วยการโปรดสัตว์ที่ทำกิจจบแล้ว ให้เข้าสู่ทางธรรมในปริมาณที่พอดี ไม่มากเกินไป ไม่น้อยเกินไป และตรงตามวาระ เช่น บางยุคต้องมีมารลงมาทำลายล้าง เมื่อทำกิจทำลายล้างเสร็จแล้ว ได้รับการโปรดจนหลุดพ้นจากมาร เข้าสู่ทางธรรม นี่จึงเรียกสมดุลโลกสมดุลธรรม แต่ถ้าไม่ได้รับการโปรด จะทำให้อาระวาด เกิดปัญหาทางโลกต่อไป หรือถ้าโปรดเร็วเกินไป ทางโลกจะไม่มีภัยเลย ก็จะกระทบทางธรรม ทำให้การเดินธรรมต่อไม่ได้ มนุษย์หลงโลก โลกดีเกินไป ดังนี้ โลกจึงมีภัยเป็นระยะๆ อย่าโทษว่าผู้ใดเลวร้ายทำร้ายโลกอย่างนี้เลย แต่ขอ ให้ยอมรับความเป็นจริงนี้เถิด นี่เป็นธรรมดาโลกมาก ไม่จำเป็นต้องไปสร้างตัวอัตตาหรือความเที่ยงให้แก่โลก หาน้ำอำมฤตมาดื่มกันเพื่ออำมตะ หรืออะไรที่มันเฟ้อฝันเกินไป
การรอจังหวะโปรดสัตว์
เราไม่จำเป็นต้องสอนธรรมะแก่คนเมื่อยังไม่ถึงเวลา เราต้องปล่อยให้เขาดำเนินไปอย่างมนุษย์โลกที่มีกิเลสเต็มที่ก่อน เพื่อให้เขาทำหน้าที่ทางโลกอย่างเต็มที่ก่อน เช่น แม่ทัพเข่นฆ่ากันในสนามรบมากมายไปก่อน จนเมื่อตายกันพอแล้ว ฉากทำลายล้างจบสิ้นแล้ว ก็ค่อยเข้าหาแม่ทัพเพื่อโปรดให้หยุดแล้วเข้าสู่ทางธรรม แบบนี้จึงเรียกว่าจังหวะดี ทำให้เกิดความสมดุลทางโลกและทางธรรม การรีบใจร้อนอยากเห็นตัวเองประสบความสำเร็จเร็วๆ จะทำให้รีบสร้างสำนักธรรมใหญ่ๆ หมุนเงินเข้ามาทำประชาสัมพันธ์ เรียกคนเข้ามามากๆ สร้างความนิยม ฯลฯ จากนั้น การสอนก็ไม่ได้ผลจริงด้วยไม่ควรแก่วาระ เพราะบางคนยังมีกิจที่ต้องทำทางโลกเต็มตัว, บางคนต่อต้านและไม่เชื่อเมื่อยังไม่ถึงเวลา, บางคนทำเหมือนเชื่อแต่ไม่ได้มรรคผลแท้จริง ดังนี้ ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะรีบร้อนทำให้ตัวเองกลายเป็นอาจารย์สอนธรรมที่มีลูกศิษย์มากมายเพื่อแสดงบารมีในระยะเวลาอันสั้นเพราะแม้แต่ปรมาจารย์ตั๊กม้อ ก็รับศิษย์ที่นับได้ว่าเป็นศิษย์ตรงได้วิชชาไปจริงๆ แค่สี่คนเท่านั้น ที่เหลือก็มาเป็นศิษย์แต่ไม่ได้รับการรับรองธรรม ดังนี้ จึงไม่ต้องไปรีบร้อนหาเงิน, สร้างสถานธรรมใหญ่ๆ, เรียกคนเข้ามามากๆ ฯลฯ ไม่มีประโยชน์แท้จริง แม้บางคนจะกล่าวว่าเพื่อแจ้งเตือนภัยต่างๆ ที่จะมาให้แก่คนทั่วไปได้ทราบเพื่อระวังตัวโดยเร็ว แต่สิ่งนี้ไม่ได้มีประโยชน์เลย เพราะคนเราไม่มีใครหนีกรรมพ้น เราต้องอุเบกขา ปล่อยทุกอย่างให้เป็น ไปตามธรรมชาติ, เป็นไปตามกรรม เราเพียงรอจังหวะโอกาสที่เหมาะสม เพื่อช่วยเหลือตามอัตภาพ ถ้าการช่วยนั้นไม่ได้มรรคผล ก็เป็นได้แค่การบำเพ็ญบารมีส่วนตัวเราเท่านั้น แต่ถ้าการช่วยได้ถึงมรรคผลทางธรรมจริงก็คือ เราทำกิจสืบอายุพระศาสนาได้แล้ว สรุป การสร้างสถานธรรมใหญ่ๆ มีสาธารณูปโภคครบนั้น ไม่ใช่สิ่งจำเป็นสำหรับการทำหน้าที่เผยแพร่พระพุทธศาสนา เพราะผิดสมดุลโลก จะทำให้คนทางโลกที่ยังไม่ถึงวาระเข้าสู่ทางธรรม มรรคผลไม่เกิด แล้วยังไม่ทำกิจทางโลกที่ควรจะทำอีกด้วย การเผยแพร่ธรรมที่ถูกต้องนั้น ไม่ต้องสร้างอะไรเลย เมื่อถึงวาระพร้อม สัตว์นั้นๆ จะมาเอง ถึงกันเอง ก็ได้โปรดเอง แบบนี้จะเป็นไปตามธรรมชาติ อย่างสมดุลทั้งทางโลกและทางธรรม
อนุตรธรรม เรื่อง ยุคแห่งการนิพพานของจิตวิญญาณที่อ่อนแรง
ยุคหลังกึ่งพุทธกาลนี้ พระพุทธศาสนาเหลือเพียงสมมุติ แต่อาศัยธรรมวินัยที่เหลืออยู่ ปฏิบัติอย่างยิ่งยวดก็ถึงนิพพานได้ ปกติแล้ว ผู้บำเพ็ญที่มีบุญบารมี ย่อมปรารถนาที่จะได้นิพพานในยุคสมัยที่ดี ไม่ค่อยมีใครปรารถนาจะนิพพานในพระพุทธศาสนาที่เหลือเศษนี้ ไม่มีพระพุทธเจ้าทรงพระชนม์ชีพอยู่ให้ได้เห็นอีกด้วย ดังนั้น ยุคหลังกึ่งพุทธกาลจึงเป็นยุคแห่งการนิพพานของสัตว์ที่มีกำลังน้อย, อ่อนแรง, มีบุญบารมีน้อย ไปต่อไม่ไหวแล้ว จะอาศัยศาสนาใครก็ไม่ได้ เพราะบุญบารมีไม่พอ ไม่เท่าคนอื่นเขา คนที่มีบุญบารมีมาก ก็ยังไม่เอานิพพานยุคหลังกึ่งพุทธกาลนี้กัน จะต้องให้คนที่อ่อนแรงไปก่อน ตนค่อยไปนิพพานในยุคที่ดีกว่านี้ ดังนั้น จึงกล่าวว่ายุคนี้เป็นยุคแห่งการนิพพานของจิตวิญญาณที่อ่อนแรง โดยจิตวิญญาณเหล่านี้จะเข้ามาอาศัยในร่างกายของเรา ประสานในกายของเรา เป็นเหมือนเทพประจำตัวเรา ช่วยเหลือเรา ในขณะที่เราเองก็ปฏิบัติธรรมไปด้วย และจิตวิญญาณเหล่านั้นจะถึงนิพพานก่อนเราไป เราเองจะยังไม่นิพพาน แต่จะบำเพ็ญบารมีโปรดสัตว์แบบนี้ต่อไป นี่จึงเป็นวิธีที่ทำให้ช่วยสัตว์ได้นิพพานแท้จริง เมื่อก่อนนั้น เราใช้วิธีหลอกกัน เช่น พระโพธิสัตว์มาเกิดเป็นหลวงปู่, หลวงพ่อดัง แล้วหลอกลูกศิษย์ว่าฉันนิพพานละ เธอก็ตามไปละกัน แต่แท้แล้วท่านยังไม่นิพพาน วิธีนี้ไม่ได้ผล เพราะศิษย์กับอาจารย์ตัดเวรกรรมกันไม่หมด ต่อให้หลงเชื่อ โดนหลอกขนาดไหน แต่ผลกรรมที่ยังชำระกันไม่หมดนั้น ทำให้มวลสัตว์ไม่ได้นิพพาน ดังนั้น วิธีเก่าๆ แบบนี้จึงใช้ไม่ได้ผล
การปฏิบัติธรรมอย่างยิ่งยวดเพื่อโปรดจิตวิญญาณ
นี่คือวิธีเดียวที่จะทำให้สัตว์ได้ถึงนิพพานแท้จริง นอกจากนี้แล้ว ยากที่จะทำให้สัตว์ได้นิพพาน เพราะถ้าสัตว์ยึดติดในตัวครูบาอาจารย์ผู้สอน ก็จะไม่ได้นิพพาน ครูบาอาจารย์ผู้สอนนั้น มีบุญบารมีมาก ยังเสวยวิบากไม่หมด จึงเข้านิพพานยังไม่ได้ ดังนี้ ศิษย์จึงไม่อาจตัดเวรกรรมเข้านิพพานได้ เพราะพัวพันกรรมต่อกัน แต่จิตวิญญาณที่มาอาศัยในร่างนั้น ถ้าไม่มีเวรกรรมต่อกันมากนัก เช่น เป็นเจ้ากรรมนายเวรที่พร้อมจะชำระกรรมชดใช้กันให้หมดสิ้นไปในชาตินี้แล้ว ก็สามารถปฏิบัติให้ถึงซึ่งนิพพานได้ เมื่อจิตวิญญาณดวงนั้น พร้อมนิพพานแล้วก็ละจากสังขารนั้นไปสู่สวรรค์แล้วรอเวลานิพพานบนสวรรค์นั้น แต่เจ้าของร่างก็ยังดำเนินชีวิตอยู่ต่อไป โปรดจิตวิญญาณทั้งหลายต่อไป แต่ถ้าจิตวิญญาณดวงไหนสมัครใจจะอยู่ต่อเพื่อช่วยเหลือเจ้าของร่าง ก็จะกลายเป็นเทพประจำตัวไป และได้สร้างบุญบารมีร่วมกัน พัวพันกันจนอาจได้นิพพานในยุคสมัยเดียวกันนั้น ก็ได้เช่นกัน
การเกิดเป็นมนุษย์นั้นผิดพลาดได้ง่าย หลงได้ง่าย ตอนก่อนเกิดอาจรู้และเข้าใจทุกอย่างดี ตั้งใจทำความดีมากแต่พอมาเกิดแล้วมักหลงทาง หลงมัวเมาในกิเลสต่างๆ ดังนั้น การโปรดจิตวิญญาณจึงน่าจะช่วยได้ดีกว่ามนุษย์ อีกประการจิตวิญญาณไม่มีปัญหาเรื่องการมีร่างกายเป็นชายหรือหญิงจะบวชได้หรือไม่ และจะต้องปลีกวิเวกอยู่ป่าแล้วจะได้อาหารไหม แต่มนุษย์ที่มีกายสังขารนั้น มีปัญหามาก เพราะบ้างเกิดเป็นหญิง, บ้างก็บวชไม่ได้, บ้างไม่สามารถปลีกวิเวกอยู่ป่าได้, บ้างมีภาระหน้าที่มาก, บ้างสังคมพัวพันกันมาก ดังนั้น การโปรดจิตวิญญาณจึงดีกว่าด้วยเหตุนี้ ทั้งยังไม่ต้องใช้ปัจจัยมากที่จะดูแลสถานธรรม
การบำเพ็ญบารมีเพื่อโปรดสัตว์ของพระโพธิสัตว์นั้น สิ่งที่ดีที่สุดคือโปรดให้สัตว์หลุดพ้นทุกข์อย่างแท้จริง บางครั้งไม่จำเป็นต้องมัวยุ่งเรื่องทางโลกมาก เอาตัวเองมาสู่ทางธรรม แม้เข้าใจธรรมแล้ว แต่ไปฟังธรรมของผู้อื่น เพื่อเผื่อแผ่ให้จิตวิญญาณในกายสังขารของตน ที่อาจอินทรีย์อ่อน และอาจฟังธรรมจากผู้อื่นแล้วเข้าถึงได้ง่ายกว่าก็ได้ การใช้ร่างตน เป็นดังวิหารธรรมที่อาศัยในการปฏิบัติธรรมของจิตวิญญาณ แล้วดำรงชีพให้อยู่ในธรรม เอาร่างกายไปสู่ธรรมให้มาก ก็จะสามารถโปรดจิตวิญญาณได้มาก ไม่ว่าจะเป็นการอ่านการฟัง, การปฏิบัติซ้ำแล้วซ้ำอีก แต่ไม่ใช่การปฏิบัติแบบ “เพียรจม” คือ ปฏิบัติให้ได้ผล ได้แล้ว ก็ดึงจิตวิญญาณที่ยังไม่ได้เข้ามาโปรดอีกเรื่อยๆ ดังนั้น การปฏิบัติจึงมีอยู่เรื่อยๆ นี่คือ การโปรดสัตว์ที่ดีที่สุด ตรงทางที่สุด มากกว่าการช่วยเหลือมวลสัตว์ทางโลก