ไพ่ยิบซีใบที่ X (Wheel of Fortune)

ไพ่ยิบซีใบที่ X

(Wheel of Fortune)

ไพ่ใบนี้สวยมากๆเลยว่ามั้ยครับ เพราะมีรายละเอียดเยอะดี สีก็เยอะ แถมเป็นรูปที่วาดที่ออกแนวจินตนาการมากที่สุดอีกด้วย
ไพ่ใบนี้เป็นไพ่เบอร์สิบ ถ้านับจาก the Fool ก็เป็นไพ่ใบที่สิบเอ็ด จากทั้งหมดยี่สิบสองใบ นับว่าเป็นไพ่ที่อยู่กึ่งกลางของไพ่ Major พอดี
ถ้าพูดถึงการเดินทาง ตอนนี้เราก็เดินทางมาถึงครึ่งทางแล้ว มาเจอจุดหมุนของชีวิต หมุนจากไพ่ก่อนหน้าซึ่งสะท้อนชีวิตภายนอก เข้ามาสู่ชีวิตภายใน
สภาวะของไพ่ Wheel of Fortune นั้น เราทุกคนเคยพบเจอกันทั้งนั้น อย่าเพิ่งด่วนสรุปคิดไปเองว่าไพ่ใบนี้มันหมายถึงการเปลี่ยนแปลง การพลิกผันของโชคชะตาจากร้ายไปดี หรือดีไปร้าย ตามที่หนังสือเค้าชอบเขียนกันสั้นๆ อันนั้นมันเป็นผลสุดท้ายของการเปลี่ยนแปลงที่เรามองเห็นได้ง่าย แล้วก็ทายไปแบบง่ายๆ ไพ่ใบนี้มันมีความลุ่มลึกมากกว่านั้น เราค่อยๆพิจารณากันดีกว่า ตั้งใจใหม่นะ ทำใจเป็นกลาง นึกถึงการเปลี่ยนแปลงให้ดี… คุณเห็นมั้ยว่าการเปลี่ยนแปลงมันเกิดขึ้นทุกวัน ทุกชั่วโมง ทุกวินาที ในโลกนี้ไม่มีอะไรหยุดอยู่นิ่งๆเหมือนหนังที่เรากดปุ่ม pause เอาไว้ แม้แต่เราหายใจเข้าก็ต้องมีหายใจออก ใบไม้ใบหญ้ามันก็ค่อยๆเติบโตขึ้น หรือเหี่ยวเฉาลงทุกๆวินาทีไม่เคยหยุดเลย การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นทุกๆวินาที
นอกจากนี้การเปลี่ยนแปลงมันเกิดขึ้นเป็นวัฏจักร คือซ้ำๆซากๆ วนไปวนมา ไม่เคยมีอะไรใหม่ (เพื่อความ สะดวกในการพิมพ์จะขอให้เครื่องหมายขีด – แทนวัฏจักร) เช่น กลางวัน-กลางคืน, มีขึ้น-มีลง, จน-รวย, เกิด-ตาย, แข็งแรง-อ่อนแอ, อยาก-ไม่อยาก, ดี-เลว, ฯลฯ
ถ้าเรามองให้ลึกลงไปกว่านั้น มองลงไปที่คำว่าวัฏจักร อาหารที่เรากิน มันเกิดมาจากดินทั้งสิ้นใช่มั้ย แม้เราตายไปเราก็กลายเป็นดินใช่มั้ย มีสัตว์มากิน แล้วเรากินสัตว์ วนเวียนเช่นนี้ไปเรื่อย ฉะนั้นเลยจะเป็นชะตาชีวิตเราที่ต้องหมุนไป
แต่มีสิ่งหนึ่งที่ยึดแนบแน่นอยู่กับวงเวียนนี้ ไม่ว่าอะไรจะหมุนหรือเปลี่ยนแปลงไป ไอ้เจ้าสิ่งนี้ก็ตามมันไปด้วยทุกที่ มันขอเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงทุกอย่าง คิดออกมั้ยว่าอะไร…คุณต้องคิดให้ออกก่อนอ่านต่อไปนะ เพราะไอ้เจ้าสิ่งนี้มันดันเป็นคำหลักของไพ่ใบนี้ด้วยซิ …ใครตอบถูกถือว่าเก่งมากๆ แสดงว่าเข้าใจ concept ของไพ่ใบนี้ คำตอบคือ “เวลา”
“พระเจ้า” ใช้เครื่องมือหนึ่่งที่เรียกว่า “เวลา” เป็นตัวหมุนทุกอย่าง ผมชอบรูปนี้มากเพราะสื่อความหมายได้ดีครับ เห็นคนกำลังตกลงไปด้วย สร้างความเคลื่อนไหวในรูปได้ดีครับ
หรือจะเข้าใจว่ามันคือ “กฏแห่งกรรม” ก็ไม่ผิด
เรามาดูที่รูปกัน (รูปจากชุด Rider Waite นะครับ)  ข้างซ้ายของกงล้อมีรูปงูคือ เทพเจ้าของอียิปต์มีชื่อว่า เซธหรือไทฟอน เป็นผู้ทำลายวิญญาณ ข้างขวาที่เป็นรูปปีศาจสีแดงคือเทพเจ้าอนูบิส ทำหน้าที่นำดวงวิญญาณไปรับการพิพากษาและเพื่อเกิดใหม่ (ดูไพ่ Justice ใบต่อไป) ทั้งงูและปีศาจจะอยู่ด้านล่างของกงล้อเพื่อสือถึงความตายและร่างกายไร้วิญญาณจะตกสู่เบื้องล่าง เหลือเพียงจิตที่ขึ้นสู่เบื้องบน ด้านบนของกงล้อจะเห็นว่ามีสฟิงซ์ (เช่นเดียวกับไพ่ the Chariot) ยืนคุมอยู่บนสุดถือดาบด้วย หมายถึง การตายและเกิดใหม่ หรือการขึ้นและลงนี้ เป็นกฎของชีวิต (ถือดาบหมายถึงกฎที่เลี่ยงไม่ได้)
ที่ขอบของกงล้อเราจะเห็นอักษรโรมันสี่ตัว ซึ่งสามารถเรียงสลับลำดับได้ คือ rota taro orat ator ซึ่งเป็นภาษาลาตินที่สามารถแปลออกมาได้ทุกคำ คือ The Wheel (rota) of Tarot (taro) speaks (orat) the law (tora) of Love (ator) สังเกตุคำว่า tora ปรากฏอยู่ในม้วนคำภีร์ของ the High Priestess ด้วย
การที่ตัวอักษรสี่ตัวสามารถเรียงสลับกันได้และยังคงมีความหมาย ก็เพื่อที่จะสื่อว่า ชีวิตก็เหมือนกงล้อที่หมุนไปมา ไม่ว่าจะหมุนสลับไปทางไหนก็ล้วนมีความหมายทั้งสิ้น
ด้านในกงล้อจะเห็นสัญลักษณ์ทางเคมี ได้แก่ เกลือ, น้ำ, กำมะถัน, และ ปรอท เป็นทฤษฎีของพาราเซลลัสที่ว่าธาตุประกอบไปด้วย ปรอท กำมะถัน และเกลือ ต้องการจะสื่อว่าองค์ประกอบพื้นฐานของพื้นฐานคือสี่ตัวนี้ เมื่อทุกอย่างหมุนวนมาบรรจบ สุดท้ายก็จะแตกสลายออกเป็นองค์ประกอบพื้นฐานทั้งสี่อยู่ดี (เข้าใจยากเนอะ)
แล้วสัตว์ทั้งสี่ที่มุมไพ่ล่ะ ถือหนังสือไว้ด้วย ตลกมากๆเลยเนอะ มันหมายถึงอะไร ถ้าเราศึกษาประวัติศาสตร์ของไพ่ลึกลงไปอีกชั้น เราจะเห็นว่ารูปทั้งสี่มุมนี้ไม่เคยมีมาก่อนในไพ่ชุดเก่าๆ แต่เพิ่งจะมีในไพ่ชุด Rider Waite นี่เอง โดยผู้วาดได้นำรูปมุมทั้งสี่นี้มาจากไพ่ the World อีกที
หนังสือทั้งสี่เล่ม สื่อถึง ผู้เผยแพร่คำสอนของพระเยซูทั้งสี่ท่านได้แก่ นักบุญแมทธิว นักบุญมาร์ค นักบุญลูกา และนักบุญจอห์น (เพราะผู้วาดเป็นคริสต์และไพ่ยิปซีก็ได้รับอิทธิพลจากศาสนาคริสต์)
แล้วสัตว์สี่ตัวมาเกี่ยวอะไรกับนักบุญทั้งสี่ล่ะ? ในหนังสือที่ผมอ่านมาเค้าบอกว่าในสมัยบาบิโลนระหว่างที่ชาวฮิบรูถูกขับไล่ออกจากบาบิโลน พวกเขาไม่มีทางเลือกจึงได้ศึกษาโหราศาสตร์ แล้วท้ายที่สุดจึงได้กำหนดสัญลักษณ์ทางโหราศาสตร์ โดยกำหนดให้ราศีกุมภ์ เป็นรูปมนุษย์, ราศีพิจิก เป็นรูปเหยี่ยว, ราศีสิงห์ เป็นรูปสิงโต และราศีพฤษภ เป็นรูปวัว
การเอาสัญลักษณ์ทางโหราศาสตร์มาวาดลงบนไพ่ใบนี้ก็เพื่อที่จะสื่อถึงการเคลื่อนตัวของดวงดาว ซึ่งก่อให้เกิดฤดูกาล คือ ราศีสิงห์เป็นฤดูร้อน ราศีพิจิกเป็นฤดูใบไม้ร่วง, ราศีกุมภ์เป็นฤดูหนาว และราศีพฤษภเป็นฤดูใบไม้ผลิ หมุนเวียนเช่นนี้ไปเรื่อยๆ
หรือเราจะมองเป็นธาตุดิน-น้ำ-ลม-ไฟ ก็ยังได้ นั่นคือ รูปสิงโตเป็นธาตุไฟ, รูปเหยี่ยวเป็นธาตุน้ำ, รูปเทวดาเป็นธาตุลม และรูปวัวเป็นธาตุดิน
สัญลักษณ์สุดท้าย คือจุดกึ่งกลางของกงล้อ ทุกสิ่งทุกอย่างหมุนขึ้นลง ไม่มีอะไรคงอยู่กับที่ ยกเว้นแกนกลาง ซึ่งเป็นจุดศูนย์กลางของพวกเราเอง ที่หยุดเพื่อดูการหมุนของสิ่งรอบตัว ทางฝรั่งเค้าจะเรียกว่าอะไรก็ช่าง แต่สำหรับผม ขอเรียกว่า “ตัวสติ” หากเรามีสติ ระลึกรู้ลงในปัจจุบัน ด้วยใจที่เป็นกลาง  ก็ไม่มีอะไรทำให้เราหวั่นไหวต่อการเปลี่ยนแปลงใดๆ (นี่! แอบสอนธรรมะซะด้วย)
การที่ไพ่ใบนี้มีสัญลักษณ์ซึ่งเป็นปริศนามากมาย มันจึงหมายถึงความลึกลับ คือสิ่งที่เรามองไม่เห็นชัด คือสิ่งที่เราคาดหมายไม่ได้ เหมือนเป็นชะตาชีวิตที่มีการพลิกผันนั่นเอง
นอกจากนี้หากเราพูดถึงคำว่า Wheel of Fortune คนส่วนใหม่มักจะนึกถึงอุปกรณ์การพนัน ที่มันหมุนๆ หรือที่เราเคยเห็นในรายการเกมโชว์ให้ดารามาหมุนแล้วดูว่ามันหยุดอยู่ที่ไหน
ถ้าเราเห็นไพ่แล้วนึกถึงการเสี่ยงแบบนี้ บางทีไพ่อาจบอกกับเราให้ลองเสี่ยงกับโชคชะตาดูก็ได้…ให้ลองหมุนมันดูสิ!
จากที่เขียนมาทั้งหมด เราจะเห็นว่าไพ่ใบนี้มีสัญลักษณ์มากมาย และมีที่มาที่ไปให้เราสามารถศึกษาได้ อีกเยอะแยะ การที่เราด่วนสรุปไปง่ายๆว่า “โชคดี” หรือ “โชคร้าย” มันช่างเป็นคำทำนายที่ใจแคบจริงๆ เอาเป็นว่าต่อไปนี้เราทำนายแบบกลางๆไปก่อนว่า “กงล้อหมุน ชีวิตก็เปลี่ยน” เอาแค่นี้ก็ถือว่าตรงและแม่นยำที่สุดแล้ว
ปล. สรุปอีกซักรอบ ความหมายหลักๆของไพ่ใบนี้คือ โชคชะตา, กฎแห่งกรรม, ความมีโชคดี, จุดเปลี่ยนชะตาชีวิต ส่วนใหญ่มักจะร้ายไปดี, สิ่งที่เป็นปริศนากำลังจะถูกเปิดเผย, ให้ลองเสี่ยง คล้ายๆไพ่ the Fool