เมื่อพุทธและพราหมณ์รวมกันเป็นหนึ่ง การบำเพ็ญบารมีที่ครบถ้วนเหมาะกับทุกคนก็เริ่มต้นขึ้น คลิกอ่านได้ที่นี่

เมื่อพุทธและพราหมณ์รวมกันเป็นหนึ่ง

การบำเพ็ญบารมีที่ครบถ้วนเหมาะกับทุกคนก็เริ่มต้นขึ้น

มนุษย์ทุกคนลิขิตชีวิตตนเองได้ด้วยการกระทำกรรมปัจจุบัน เชิญมาจองวิมานบนสวรรค์ชั้นต่างๆ กันเถิดครับ

กรรม คือ เครื่องกำหนดชีวิตของเรา ถามว่ากรรมาจากไหน ก็มาจากเรานั่นแหละกระทำไว้ในกาลก่อน ดังนี้สรุปได้ว่าไม่ได้มีพรหมลิขิต หรือผู้ใดมาลิขิตชีวิตของเราแต่อย่างใด มนุษย์ทุกคนล้วนได้รับสิทธิและอิสรเสรีภาพที่เท่าเทียมกันภายใต้กฎแห่งกรรมนี้ ไม่มีความลำเอียงแต่อย่างใด ผู้ใดก่อกรรม ผู้นั้นย่อมได้รับกรรมนั้นเป็นแน่แท้แน่นอน ดังนั้น หากเรายังไม่พร้อม กระทำกรรมอันนำไปสู่ความหมดสิ้นไปแห่งกรรม คือ เดินตามมรรคมีองค์ ๘ เพื่อเข้านิพพาน หรือกำลังจิตเรายังไม่พร้อมเข้านิพพานในชาตินี้ ด้วยจิตที่ยังจงรักศรัทธาในองค์เทพ, มหาเทพ, พระโพธิสัตว์ ต่างๆ ที่ยังปรารถนาจะเป็นสาวกช่วยสนับสนุนองค์ท่านทั้งเบื้องบนและเบื้องล่าง (ทั้งยามจุติบนสวรรค์หรือจุติบนโลก) อย่างที่ท่าน อ. โนวา อนาลัย ได้กล่าวไว้ประมาณว่า เราเป็นได้อย่างที่เราปรารถนา ดังนี้ เรามาตั้ง ปณิธาน และ ออกแบบวัฏสงสาร เพื่อ วางแผน การ เวียนว่ายตายเกิด อย่างมีความสุข สมความปรารถนา ตามที่จิตเราปรารถนา กันเถอะครับ

เราจะเป็นอะไรก็ได้ตามที่ใจเราปรารถนาได้ด้วยเงื่อนไขใด?

สมัยผมเด็กๆ ผมมักวาดภาพเมืองและออกแบบด้วยตัวเอง พยายามให้มันสงบสุขและสบายที่สุด แต่ไม่ทราบว่าเพราะอะไร พยายามวาดออกมากี่ครั้งๆ ก็ได้รูปเดิม คือ รูปกระท่อมเล็กๆ ริมน้ำ ท่ามกลางทุ่งนากว้างใหญ่ มีภูเขาอยู่ด้านหลังเช่นนี้เสมอ ในใจผมคิดอยู่ลึกๆ มาตั้งแต่เด็กว่า อยากออกแบบโลก ให้สงบสุขสวยงามดั่งใจ แต่ก็คิดว่า มนุษย์เราอายุสั้น กว่าจะสะสมเงินรวยจนได้ออกแบบโลก คงตายเสียก่อน ดังนั้น ทำให้ความฝันอันสูงสุดยามผมเป็นเด็กต้องถูกพับเก็บไว้ในใจของตนเองอย่างเงียบๆ แม้นว่ามันจะสวยงามมากกว่าโลกมนุษย์ที่ผู้คนมีอำนาจวาสนามากมายในปัจจุบันสร้างขึ้นมาก็ตาม ผมก็ยังดำเนินชีวิตแบบเงียบๆ เหมือนเด็กซื่อๆ คนหนึ่งที่ไม่ค่อยพูดจากับใคร

ผมมักโดดเรียนตอนเช้าเพื่อหนีไปทำบุญที่วัดก่อนเสมอ เพราะผมเบื่อครูที่ชอบบ่นหน้าเสาธงนานๆ แล้วก็ยืนเมื่อยขาร้องเพลงชาติ, เพลง ฯลฯ แต่ผมจะชอบเวลาที่ครูให้ไปรวมตัวกันสวดมนต์ตอนเย็นก่อนเลิกเรียนทุกวันศุกร์ เพราะบทสวดมนต์เวลาสวดพร้อมๆ กันแล้ว มันสงบสุขแสนชื่นใจจริงๆ ฮะ ผมมักเผลอเคลิบเคลิ้มไปกับบทสวดมนต์ ซึ่งก็เป็นบทสรรเสริญคุณพระพุทธองค์ เวอร์ชั่นภาษาไทย ทำให้เข้าใจความหมายที่ลึกซึ้งได้ง่ายขึ้น และท่องตามได้ไม่ยากจนเกินไป ผมมักคิดว่า คนเราต้องมีคุณธรรมประจำใจ เพราะชอบดูหนังจีนกำลังภายใน และพระเอกมักจะมี คุณธรรมประจำใจ เลยคิดว่า เราก็น่าจะหาคุณธรรมประจำใจอะไรดีบ้าง แล้วก็ได้ฟัง เทศน์มหาชาติ และ พระเวสสันดรชาดก และ นิทานชาดก อีกมากมาย เลยคิดว่า ดีจังเลย คุณธรรมสิบประการนี้เราน่าจะลองทำดูให้ได้บ้าง จากนั้น จึงเริ่มทำทีละข้อสองข้อ ค่อนข้างเคร่งครัดเพราะยามเด็กเราไม่ต้องรับผิดชอบอะไรมาก จึงง่ายที่เราจะทุ่มเวลาของเรารับผิดชอบตัวเอง โดยที่ไม่รู้ ผลกรรม ของการทำตาม ทศชาดก นั้นๆ เลย ครูก็ได้แต่ดุให้เราเป็นเด็กดี เราก็คิดว่า เด็กดีต้องมีคุณธรรมสิบตัวนี้ จึงกลัวว่าจะทำผิดจากคุณธรรมทั้งสิบประการ โดยไม่รู้ตัวว่ามันคืออะไร และไม่รู้ว่า เด็กดี คืออะไร

มาถึงปัจจุบัน ผมได้ทราบภายหลังว่าการทำตามทศชาดกนั้น มันคืออะไร และได้เห็นความพากเพียรในการบำเพ็ญทศบารมีขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าสมณโคดม จนสำเร็จสมดังที่ท่านมุ่งมาดปรารถนาในที่สุด มาถึงตอนนี้ก็คิดว่า แท้แล้วชีวิตเราไม่ได้สั้น และจบลงแค่นี้ เรายังมีต่อไป และยังทำบุญบารมีสะสมไปได้เรื่อยๆ อย่างไม่มีจุดจบ เช่นนี้ ความคิดอยากออกแบบโลกของเรา ก็เริ่มประกายออกมาอีกครั้ง และเริ่มเชื่อว่า หากเราทำบุญบารมีไปเรื่อยๆ ไม่มีที่สิ้นสุด วันหนึ่งเราจะสามารถเป็นได้อย่างที่ใจเราปรารถนา เพราะหากเราไม่ทำแบบนี้ เราคงไหลพัดเพไปตามกระแสกรรมที่เราก่ออย่างสะเปะสะปะไม่มีทิศทางและจุดมุ่งหมายที่แน่นอน เกิดมาเพื่อกิน กินกันตาย หมดไปวันๆ จนสิ้นชีพ ไปเกิดเป็นสัตว์ชนิดใหม่ เพื่อกิน กินกันตาย ตายลงไปเป็นสัตว์ชนิดใหม่ อย่างนี้วนเวียนไม่จบสิ้น ผมจึงคิดว่า นั่นไม่ใช่ผมแน่นอน ผมต้องมีจุดมุ่งหมายในการดำเนินชีวิตที่ไม่ใช่ หากินกันตาย ต้องทำอะไรบางอย่าง อย่างที่ใจเราปรารถนา เมื่อเราก่อกรรมนั้นเองแล้ว เราย่อมได้รับ และไม่มีใครขวางบุญบารมีที่เราทำมาได้แน่นอน เพราะเป็นบุญบารมีที่เราทำไว้เอง แม้นเราจะปฏิเสธก็ไม่อาจหนีพ้นได้ ดังนี้ จึงคิดต่อไปว่า แล้วถ้าเลือกเข้านิพพานละ อยู่แบบไม่เกิดไม่ตาย อยู่ลอยเท้งเต้ง เป็นทิพย์อยู่อย่างนั้นไม่มีที่สิ้นสุด จะดีไหม ก็ตอบตัวเองว่า โห อยู่เฉยๆ เสวยสุขอย่างไม่มีวันจบสิ้นนี่ คงเบื่อแย่น่าดู ไม่เอาละ ขอเกิดไปเรื่อยๆ เพื่อหาอะไรสนุกๆ ทำดีกว่า แล้วก็พอทำบุญบารมีสะสมไปเรื่อยๆ เราก็จะได้อย่างที่ใจเราปรารถนาในวันหนึ่งเป็นแน่แท้ คิดได้ดั่งนี้แล้ว ก็เห็น ชีวิตมีค่ามีความหมายมากขึ้น ไม่ใช่เกิดมาเพื่อหากินกันตายไปวันๆ อย่างนั้นไม่มีความหมายอะไรเลย หรือเกิดมาเพื่อหาทางไม่ต้องเกิด อ้าว อย่างนี้ก็อย่ามาเป็นสิ่งมีชีวิตเสียสิ คิดอย่างนี้แล้วจึงมั่นใจว่าตนเองมีทางไปตามที่ตนเองปรารถนาแน่นอน

ดังนั้น เราสามารถเป็นอะไรก็ได้ดั่งใจเราปรารถนา ด้วยการสร้างกรรมดีให้เกิดขึ้นสะสมบุญบารมีทุกชาติไปไม่มีที่สิ้นสุด จนกว่าจะ ถึงเวลาของเรา เราก็จะได้เป็นเอง

จักรวาลให้เราเป็นได้ทุกอย่าง การเป็นพระพุทธเจ้าหาใช่ที่สุดไม่

แท้จริงแล้ว ไม่มีคำว่า พระพุทธเจ้า ไม่มีคำว่า มาร ไม่มีคำว่า เทพ ไม่มีอะไรเลยที่จะเป็นสิ่งตายตัวให้ยึดมั่น พระพุทธเจ้าเมื่อทำกิจพระพุทธเจ้าบนโลกแล้ว ก็เข้านิพพานแล้วอยู่เป็นทิพย์ไม่เกิดอีกไปอย่างนั้นตลอดกาล แต่หาใช่ที่สุดแห่งการบำเพ็ญเพียรไม่ พระพุทธเจ้าสมณโคดม ก็ยังทรงกิจช่วยมนุษย์ในอีกลักษณะหนึ่งที่ไม่ต้องเกิดบนโลก อย่างที่เราได้พบได้เห็นพระพุทธเจ้าสมณโคดมกันนั่นเอง และเมื่อพระพุทธเจ้าบางพระองค์ เช่น พระอมิตาภพุทธเจ้า ทรงมีปณิธานที่จะไม่ขอบรรลุพุทธภูมิตราบที่สรรพสัตว์ไม่หมดทุกข์ ซึ่งทำให้พระองค์ไปจุติสร้างสวรรค์สุขาวดีพุทธเกษตรเพื่อช่วยเหลือเหล่าพระโพธิสัตว์มากมาย และเป็นพระพุทธเจ้าบนสวรรค์ตลอดกาล ไม่จุติลงมาตรัสรู้บนโลกอีก ยังมีพระพุทธเจ้าทั้งหลายอีกเช่นกันที่ทรงโปรดมนุษย์โดยไม่สิ้นสุดและไม่ต้องเกิดอีกในรูปแบบต่างๆ หรือแม้แต่พระวิศวปานี ก็ทรงไปบำเพ็ญเพียรกับพระอาทิพุทธ เพื่อสะสมบารมีไว้รอการจุติของพระศรีอาริยเมตตรัย ก็จะทรงจัดระบบระเบียบของโลก ทั้งดิน, น้ำ, ลม, ไฟ ให้พร้อมแก่การเผยแพร่คำสอนของพระพุทธเจ้าศรีอาริยเมตตรัยในอนาคตกาลข้างหน้า ดังนี้ การทำความดี การบำเพ็ญเพียร จึงไม่มีที่สิ้นสุด

พระมหาโพธิสัตว์ทุกองค์สามารถบรรลุธรรมขั้นสูงขึ้นไปเรื่อยๆ ได้ อาทิเช่น พระมัญชูศรี ผู้ล่วงรู้ในหมื่นโลกธาตุ และทรงเป็น ปัญญาแห่งพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ กล่าวคือ พระโพธิสัตว์ทุกองค์จะทรงได้เกิดมาพบกับพระมัญชูศรีบนโลก เพื่อบำเพ็ญ ปัญญาบารมี ก็จะได้ ปัญญาแห่งพระพุทธเจ้า ไปในชาตินั้นๆ ในขณะที่บางชาติพระโพธิสัตว์บำเพ็ญเพียรแล้วได้พบกับพระมหาโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ก็จะได้ ความเมตตาแห่งพระพุทธเจ้า ไปในชาตินั้น ระบบการเป็น พี่เลี้ยง โดย พระมหาโพธิสัตว์ ที่ช่วยกันลงมาเป็นแบบอย่างในแต่ละส่วนให้กับพระโพธิสัตว์เพื่อบำเพ็ญเพียรบุญบารมีให้เต็มนั้น เป็นเพียงระบบหนึ่งของการช่วยมนุษย์โลกและสรรพสัตว์ทั้งสามภพ ด้วยเพราะระบบการสร้างพระพุทธเจ้านั้น เมื่อมีพระพุทธเจ้าจุติแล้วบนโลกก็ทรงช่วยมนุษย์ได้เป็นหลัก แต่สรรพสัตว์อื่นก็ไม่อาจได้รับการช่วยเหลือได้หมด เช่น สัตว์นรกที่ทนทุกขเวทนาในนรก ดังนั้น จึงมีพระมหาโพธิสัตว์บางองค์ ทรงตั้งปณิธานไปโปรดสัตว์นรกแทน ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่มีผู้ใดทำ คือ พระมหาโพธิสัตว์กษิติครรภ์ เป็นต้น ดังนี้ ระบบจักรวาลสามภพ จึงไม่ได้มีพระเอกผู้เดียวเพียงพระพุทธเจ้าเท่านั้น แต่เมื่อเราเกิดมาใต้ร่มพระพุทธศาสนา ยังไม่บรรลุธรรม ก็ให้ศึกษาโดยเทิดองค์พระพุทธเจ้าไว้เป็นที่สุดไว้ก่อน เมื่อศึกษาถึงจุดหนึ่ง ทะลุทะลวงระบบจักรวาลสามภพ ได้แล้ว ก็จะเข้าใจว่า ความปรารถนานั้นไม่สิ้นสุด เราสามารถตั้งความปรารถนาที่เราพึงพอใจได้ แล้วบำเพ็ญเพียรเพื่อความปรารถนานั้นๆ เช่น ความปรารถนาสร้างโลกให้น่าอยู่ (แต่ไม่สอนธรรม), ความปรารถนาสร้างสวรรค์รองรับพระโพธิสัตว์ (แต่ไม่จุติบนโลก), ความปรารถนาสร้างระบบจักรวาลสามภพให้สงบร่มเย็น (แต่ไม่ละเมิดกฎแห่งกรรม), ความปรารถนารักษาสิ่งดีงามของจักรวาลสามภพไว้ (แต่ไม่ต้องสร้างเอง), ความปรารถนากำจัดสิ่งชั่วร้ายให้หมดสิ้นไป (แต่ไม่ช่วยสร้างสิ่งดีเพิ่มเติม), ความปรารถนาที่จะทำให้ความปรารถนาผู้อื่นสำเร็จผล (แต่ตนเองไม่มีความปรารถนาความสำเร็จส่วนตัว), ความปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้า

ดังนี้ จะเห็นได้ว่า ความปรารถนาไม่ได้มีแต่พุทธภูมิ คือ ไม่ได้มีแค่ว่าต้องได้เป็นพระพุทธเจ้าเท่านั้น แต่เราสามารถตั้งความปรารถนาอื่นได้มากมาย เพราะสรรพสิ่งในจักรวาลนี้ ล้วนมีความแตกต่างหลากหลายและเกื้อกูลกัน จะมีแต่พระพุทธเจ้าเป็นไปไม่ได้ ต้องมีหน้าที่อื่นๆ ด้วย ไม่มีอะไรดีที่สุด สูงที่สุด มีแต่ว่า เราปรารถนาอะไรที่แท้จริงกันแน่ และ เราจะทำความปรารถนาให้เป็นจริงได้อย่างไร

มาเริ่มค้นหาตัวเองแล้วตั้ง ความปรารถนา เพื่อการเวียนว่ายตายเกิดอย่างมีค่ามีความหมายและเต็มไปด้วยความสุขกันเถิด

คนเราหากมีชีวิตอยู่ไปวันๆ อย่างไม่มีจุดมุ่งหมาย ถูกเขาใช้ให้ทำงานหมดไปวันๆ แลกข้าวมายาไส้กิน โดยไม่รู้ชะตากรรมของตนเองในอนาคตชาติข้างหน้า ต้องรีบเดินทางมาตอกบัตรเข้างานในตอนเช้า แล้วเดินทางกลับบ้านจนค่ำมืดดึกดื่น จบไปหนึ่งวันด้วยการสนองความโลภของนายทุนเจ้าของบริษัท แต่ตัวเองไม่ได้รับผลบุญใดๆ จากการแบ่งเวลาปลีกตัวไปทำบุญเลย ผ่านไปจนครบหนึ่งสัปดาห์ เหลือแค่วันถึงสองวันต้องมาจัดการธุระส่วนตัว ทำความสะอาดบ้าน สิ่งของเครื่องใช้ ฯลฯ อย่างนี้จนครบหนึ่งเดือน ก็หมดไปโดยไม่ได้สร้างบุญบารมีใดให้ตัวเอง ผ่านไปอย่างนี้ ๑๒ เดือน ก็ครบหนึ่งปี เป็นอันว่าปีนั้น ก็ไม่ได้ผลบุญบารมีอันใดเก็บสะสมไว้ในอนาคตชาติข้างหน้าเลย ผ่านไปอย่างนี้ ทุกปีๆ จนหมดอายุขัย สรุป ไม่มีบุญบารมีอะไรติดตัวเลย ตกลงเกิดเป็นคนเสียชาติเกิดไปชาติหนึ่ง อุตส่าห์ทำบุญมารอเวลามานานกว่าจะได้เกิดมาเป็นคนกะเขา

เรามาเริ่มต้นทบทวนตนเองกันใหม่เถอะครับ ถามตนเองเมื่อยังเยาว์ ว่าเราต้องการอะไรกันแน่ที่เกิดมาบนโลกใบนี้ สิ่งที่เราต้องการใช่สิ่งที่สังคมสอนเรายัดเยียดข้อมูลให้เราหรือไม่ เราเคยไหมที่ฝันอยากเป็นปลาแหวกว่ายในน้ำอย่างอิสรเสรีโดยไม่มีศัตรูมารุกรานทำลาย เคยไหมที่อยากเป็นนกบินไปบนฟ้ากว้างท่องไปอย่างไม่เหน็ดเหนื่อย เคยไหมที่อยากเป็นเมฆลอยตามลมแล้วมองลงมาดูโลกกว้างอย่างเสรีสบายใจ เคยไหมที่เราอยากเป็นอะไรแต่ไม่มีอยู่ในกรอบสังคมปัจจุบัน สิ่งนั้นละ มันเป็นไปได้จริงเสมอ ขอเพียงแค่เราตั้งใจที่จะกระทำกรรมให้เกิดขึ้น แล้วตั้งปณิธานในความปรารถนานั้นๆ ว่าต้องการที่จะไปให้ถึงความฝันนั้น ไม่ว่าจะต้องใช้เวลานานนับล้านชาติหรือเท่าใดก็ตาม เพราะเรารู้แล้วว่าชีวิตเรานั้นเป็นอำมตะทุกคน ไม่มีใครหายสูญไปจากจักรวาลนี้ได้ มีแต่เกิดเวียนวน หรือไม่ก็ไม่เกิดอีกเลยอยู่เป็นทิพย์ลองไปลอยมาเท่านั้นเอง เราพร้อมหรือยังที่จะปลดปล่อยตัวเองให้เป็นอิสระจากทุกสิ่ง แล้วให้จิตของเราบอกเราอย่างที่เรารอคอย อย่างที่ใจเราปรารถนามานานแสนนาน มันบอกเราตลอดมา แต่บางทีเราไม่มีเวลาฟังมัน เราละเลยมัน แล้วชีวิตเราก็แสนจะห่อเหี่ยวไร้พลัง จำต้องหาเรื่องตื่นเต้นและสินค้าใหม่ๆ มาหลอกล่อหัวใจให้เต้นต่อไป ทำงานต่อไปจนกว่าจะสิ้นลมลงไปเท่านั้นเองหรือ อย่าเลย เราจงเริ่มต้นใหม่วันนี้ ทบทวนตนเอง โดยเริ่มจากจุดที่เราปรารถนาและไม่จำเป็นที่ต้องเป็น พุทธภูมิ หรือ พระพุทธเจ้า เสมอไป การบำเพ็ญเพื่อเป็น ดอกไม้อันสวยงามแก่โลกตลอดไปก็ได้ (อาจทำให้เกิดเป็นคนหน้าตาดีทุกชาติก็ได้นะ)

อานิสงค์ของการตั้ง ปณิธาน ทำให้จุติที่ดุสิต และเลือกเกิดหรือไม่เกิด รวมทั้งวางแผนการเกิดเองได้  

คิดว่าเราทุกคนคงเคยได้ยินนะครับว่า เมื่อโลกมนุษย์เกิดเดือดร้อน พระอินทร์จะร้อนบัลลังก์ แล้วเรียกประชุมเทวสภา เพื่อทูลอาราธนาอัญเชิญพระโพธิสัตว์ไปจุติเพื่อช่วยเหลือมนุษย์ และ พระโพธิสัตว์จะทรงพิจารณาและตัดสินพระทัยเองว่าจะจุติหรือไม่จุติ และจะจุติเป็นอะไร และอย่างไร แสดงว่า การเวียนว่ายตายเกิดนี้ ไม่จำเป็นต้องพัดเพไปตาม ผลกรรม เสมอไป การบำเพ็ญเพียรแบบโพธิสัตว์นั้น ได้อานิสงค์ อยู่เหนือกฎแห่งกรรม สามารถที่จะเลือกเกิด หรือไม่เกิดก็ได้ เกิดเป็นอะไรก็ได้ ตามกำลังบุญบารมีของตนที่มี ดุจดังเช่น ตำนานพระนาราย ที่เมื่อเกิดปัญหาอะไรขึ้นมา เหล่าเทวดาก็มาทูลอาราธนาให้พระตรีมูรติองค์ใดองค์หนึ่งจุติ (แต่จะไม่ทูลอัญเชิญองค์พรหมเด็ดขาด เพราะทรงไม่จุติบนโลกมนุษย์เพื่อแก้ไขปัญหาแบบนี้) ปกติ หากมีเรื่องภาพรวมกระทบทั้งจักรวาลสามภพ พระศิวะ จะทรงแก้ไขให้ แต่หากเป็นเรื่องคนบางกลุ่มบางพวกทำร้ายคนบางกลุ่ม จะเป็นหน้าที่ของพระนาราย ซึ่งท่านจะปราบแต่มาร อภิบาลแต่คนดี ไม่ทำร้ายคนดี และไม่สนับสนุนคนเลว ในทางฮินดู จะกล่าวถึงมหาเทพไว้มากมายและค่อนข้างสับสนอลหม่าน แต่หากใช้การศึกษาแนวทางพุทธแล้วจะเข้าใจได้มากขึ้นไม่สับสนอีกต่อไป คือ การบำเพ็ญเพียรนั้น จะเริ่มจากคนที่เป็นคนบนโลก ทำบุญไปไม่หวังผล ไม่ตั้งปณิธาน ก็ไปเกิดเสวยสุขบนสวรรค์ เทวดาบางตนว่างไปวันๆ ไม่มีหน้าที่ตำแหน่งอะไร ก็เสวยสุขเสพกามเป็นล่ำเป็นสัน อยู่อย่างนั้นเอง เทวดาบางองค์หากทำบุญมากมีวิมาน ก็ได้อาศัยวิมานตนเองอยู่ ไม่ต้องไปขอเขาอยู่อาศัย เทวดาบางองค์มีวิมานและบริวาร ก็สามารถทำกิจการต่างๆ ได้มากมาย เช่น ไปช่วยเหลือเทวดาด้วยกันเมื่อเกิดปัญหา เทวดาบางพวกก็เป็นเทวดาพาล ยกพรรคพวกบริวารไปทำสงครามกันบนสวรรค์ก็มี จนพระอินทร์ต้องมาห้ามปราม ห้ามไม่ไหวก็ต้องขึ้นไปทูลขอให้พระโพธิสัตว์ หรือมหาเทพลงมาช่วยปราบ อย่างนี้ก็มีให้เห็นกันอยู่เสมอๆ  

ดังนี้ แม้นทำบุญมากมายแล้ว ไปจุติเป็นเทวดา บางครั้งไม่มีตำแหน่ง ไม่มีวิมาน ไม่มีบริวารก็ทำให้กลายเป็นเทวดาเร่ร่อนไม่มีงานทำได้เหมือนกัน การตั้ง ปณิธาน นั้นมีอานิสงค์สูงมาก เมื่อตั้งปณิธานแล้วทำสิ่งดีงามต่างๆ บนโลก ก็จะเกิดเป็น กุศลกรรม หรือ บุญบารมี ยังผลให้ไปจุติเป็นเทวดาที่มีตำแหน่ง มีงานทำแน่นอน มีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบบนสวรรค์ ไม่เร่ร่อนไปวันๆ เทวดาที่มีตำแหน่งช่วยงานบนสวรรค์โดยเฉพาะ เช่น เทพนาจา มีหน้าที่เฝ้าประตูสวรรค์ หรือมีตำแหน่งช่วยมนุษย์โลกโดยเฉพาะเช่น พิรุณเทพ มีหน้าที่ดูแลเรื่องฝนฟ้าให้ตกต้องตามฤดูกาล เราเรียกเทวดาเหล่านี้ว่า เทพ หากมีตำแหน่งเกี่ยวข้องกับโลกมนุษย์โปรดมวลมนุษย์ได้มากค่อนข้างมีอิสระในตัวเองไม่ต้องขออนุญาตพระอินทร์ก่อนลงมาโปรดสัตว์ เราจะเรียกว่า มหาเทพ ได้แก่ พระพิฆเนศวร, พระศิวะ, พระอุมา, พระวิษณุ, พระนาราย, ฯลฯ นอกจากมหาเทพเหล่านี้แล้ว หากจะลงมาช่วยมนุษย์ จำต้องขออนุญาต พระอินทร์ ก่อนทั้งสิ้น หากลงมาโดยพละการ แล้วทำผิดพลาดย่อมจะต้องได้รับโทษมหันต์ เช่น เทวดาบางองค์มีอาลัยอาวรณ์รักเมียเก่าที่ยังมีชีวิตบนโลกมาก รู้ว่าเมียโดนชายอื่นหลอกลวงด้วยผลกรรมที่นางต้องรับ หากทำใจไม่ได้ หนีสวรรค์ลงมาช่วยเมียเก่าตนเอง กลับไปต้องโทษทัณฑ์สวรรค์ อาจถึงขั้นตกสวรรค์หรือถูกจองจำนานแสนนานเลยทีเดียว เมื่อบำเพ็ญเพียรจนมีจุดมุ่งหมายที่ชัดเจนแล้ว หากเป็นจุดมุ่งหมายที่เข้าสู่ระบบ พุทธภูมิ ก็จะถูกระบบจัดการให้อยู่ในระเบียบ จะหนีลงมาสะสมบุญบารมีเองโดยพละการไม่ได้ เพราะบางชาติที่ลงมา มนุษย์หลงมัวเมาในกิเลสตัณหามาก และพระธรรมสูญสิ้นแล้ว หากพระโพธิสัตว์จุติลงมาก็เท่ากับเอาผลบุญบารมีที่สะสมไว้ไปผลาญเล่นจนหมดตัว และอาจตกต่ำลงจากภพเดิม

ดังนี้ จำเป็นต้องมีระบบพี้เลี้ยง คือ พระพุทธเจ้าในอดีตทั้งหลาย และพระมหาโพธิสัตว์ผู้มากด้วยประสบการณ์ทั้งหลายจะคอยดูแลและให้สัญญาณก่อนที่จะแนะนำให้พระโพธิสัตว์จุติลงไปช่วยมนุษย์ (พระโพธิสัตว์จะตัดสินใจเองได้อย่างมีอิสระ โดยมีพระมหาโพธิสัตว์ให้คำแนะนำสั่งสอน) พระมหาโพธิสัตว์ผู้มีหน้าที่อยู่บนสวรรค์คอยดูเรื่องราวทางโลกก่อนส่งสัญญาณให้พระโพธิสัตว์ไปจุติช่วยมนุษย์เพื่อบำเพ็ญเพียรก็คือ พระอวโลกิเตศวรมหาโพธิสัตว์ ผู้ได้ฉายาว่า กวนอิม คือ ผู้เพ่งเสียงเรียกร้องของเหล่าสรรพสัตว์นั่นเอง ข้อแตกต่างของการบำเพ็ญเพียรแบบ มหาเทพ และ พระโพธิสัตว์ คือ มหาเทพ จะมีอิสระลงมาทำกิจได้ตามที่จิตพิจารณาเห็นควร แต่หากเข้าสู่ระบบ พระโพธิสัตว์ แล้ว จำต้องคอยฟังสัญญาณจากพระโพธิสัตว์รุ่นพี่ก่อนจุติลงมาช่วยคน และไม่อาจช่วยคนต่างภพได้มากเท่ากับ มหาเทพ ซึ่ง มหาเทพจะเปื้อนกรรมง่ายกว่า ส่วนพระโพธิสัตว์จะเหมือนไข่ที่ถูกฟูมฟัก ได้รับการดูแลไม่ให้เปื้อนกรรม ดังนี้ จึงไม่แปลกเลยว่าทำไม คนจึงบูชา มหาเทพ กันมาก และมักได้ดังใจปรารถนา เพราะว่า มหาเทพ มีอิสระจากระบบพุทธภูมิ และเปื้อนกรรมได้ง่ายกว่านั่นเอง แต่เมื่อพระโพธิสัตว์จุติลงมาโลกมนุษย์แล้ว จะทรงกิจช่วยคนได้กว้างขวางยิ่งกว่า มหาเทพ ดังนี้ หากเราจะบูชามหาเทพ ก็เพื่อให้ท่านช่วยเราในฐานะ ต่างภพ หากเราจะบูชาพระโพฺธิสัตว์ ก็เพื่อให้ท่านช่วยเหลือเราในฐานะ ภพเดียวกัน ตราบเมื่อ มหาเทพ องค์ใดก็ตามเกิดศรัทธาในพระพุทธศาสนา หรือพระพุทธเจ้า แล้วตั้ง ปณิธานพุทธภูมิ เมื่อนั้น มหาเทพ ก็จะอยู่ใน ตำแหน่งพระโพธิสัตว์ หรือ พระมหาโพธิสัตว์ แล้วแต่กำลังบุญบารมีที่บำเพ็ญมา และต้องอยู่ภายใต้ระบบการบริหารจัดการแบบพุทธภูมิ

อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่เทพขึ้นไป หากได้จุติที่ดุสิต ล้วนวางแผนการเกิดได้เองทั้งสิ้น เรียกว่าอยู่เหนือกฎเวียนว่ายตายเกิดตามระดับกำลังบุญบารมีของตนที่สะสมมาเป็นทุน

เปรียบเทียบลำดับการบำเพ็ญเพียรแบบฮินดูและพุทธ

การบำเพ็ญแบบ องค์พรหม

๑.     ปุถุชนพรหม คือ การบำเพ็ญด้วยการ เจริญพรหมวิหาร ช่วยเหลือผู้คนทั่วไปด้วยความเมตตา ไม่มีการ เจริญภาวนา ไม่มุ่งเน้นการกำจัดกิเลสในใจตน เมื่อตายลงจะจุติเป็น พรหม ระดับธรรมดา (พรหมองค์เล็ก) ไม่ใช่ มหาพรหม

๒.    โพธิสัตว์พรหม คือ การบำเพ็ญด้วยการ เจริญพรหมวิหาร ช่วยเหลือผู้คนทั่วไปด้วยความเมตตา ประกอบกับการปณิธาน พุทธภูมิ เมื่อตายลงมีทางไปสองทาง หากบารมีถึงดุสิตก็เลือกดุสิตได้ หรือจะเลือกไปจุติเป็นพรหมก่อนก็ได้

๓.    อรหันต์พรหม คือ การบำเพ็ญด้วยการ เจริญพรหมวิหาร ช่วยเหลือผู้คนทั่วไปด้วยความเมตตา มีการเจริญภาวนาจิตจนปราศจากกิเลส บรรลุอรหันต์ เช่นนี้ เลือกได้สองทาง คือ ดับขันธปรินิพพานไม่เกิดอีก หรือ ไม่ดับขันธปรินิพพาน แล้วจุติเป็นพรหม เช่น ท่านท้าวมหาพรหมชินปัญจระ ที่อรหันต์ตอน ๗ ขวบแล้วถอดกายทิพย์ละสังขารตายลงไปจุติในพรหมโลก เป็นท้าวมหาพรหม

การบำเพ็ญแบบ องค์นาราย

๑.     ปุถุชนนาราย คือ การบำเพ็ญด้วยการ ปราบคนพาล อภิบาลคนดี โดยไม่เจริญภาวนากำจัดกิเลสในใจ เช่น ทหารตำรวจ เป็นต้น ปกติ ยังไม่ได้รับตำแห่งมหาเทพนาราย เพราะตำแหน่งนี้ สำคัญจะมอบให้เมื่อบำเพ็ญสูงสุดแล้ว และทรงกิจอย่างได้รับการยอมรับจากเทวสภาแล้วจริงๆ จึงเรียก องค์นาราย ยกตัวอย่างเช่น ริชชี่ ได้รับการอนุญาตจากเบื้องบนให้แสดงตนได้ และบำเพ็ญเป็น ปุถุชนนาราย ได้ เพื่อสร้างแบบอย่างให้ปุถุชนบำเพ็ญเพียรตามเป็นต้น

๒.    โพธิสัตว์นาราย คือ การบำเพ็ญด้วยการ ปราบคนพาล อภิบาลคนดี โดยไม่เจริญภาวนากำจัดกิเลสในใจ แต่ตั้งปณิธานเพื่อ พุทธภูมิ เช่น พระพุทธเจ้าในอดีตชาติหนึ่ง ทรงปราบ รากษส เพื่อช่วยให้มวลมนุษย์พ้นเคราะห์กรรม ในชาตินั้น จัดเป็น โพธิสัตว์นาราย” คือ เป็นพระโพธิสัตว์ที่ปราบมารอภิบาลคนดี

๓.    อรหันต์นาราย คือการบำเพ็ญด้วยการ ปราบคนพาล อภิบาลคนดี โดยการเจริญภาวนากำจัดกิเลสในใจจนบรรลุอรหันต์ แล้วปราบมิจฉาทิฐิ ตัวอย่างเช่น พระพุทธเจ้า ในชาติที่ตรัสรู้ ทำหน้าที่ องค์นารายปางที่เก้า คือ ปราบฤษีและพราหมณ์ฝ่ายมิจฉาทิฐิที่หลงในอวิชชาให้กลับมาเดินทางที่ถูกต้อง เป็นต้น

การบำเพ็ญแบบ องค์ศิวะ

๑.     ปุถุชนศิวะ คือ การบำเพ็ญด้วยการ สร้างระบบใหม่ ซึ่งอาจต้องปล่อยให้เกิดการทำลายล้างโดย กรรม แล้วสร้างระบบใหม่ที่ดีว่าด้วย บุญบารมี โดยไม่มีการเจริญภาวนากำจัดกิเลสในใจ ยกตัวอย่างเช่น การเกิดขึ้นของ พระมหาจักรพรรดิ องค์ต่างๆ บนโลก (อย่าใช้ศัพท์มหาจักรพรรดิตามใจชอบนะครับ ศัพท์นี้มีความหมายแปลว่า ปกครองทั้งโลก ไม่ใช่แค่ประเทศใดประเทศหนึ่ง)

๒.    โพธิสัตว์ศิวะ คือ การบำเพ็ญด้วยการ สร้างระบบใหม่ ซึ่งอาจต้องปล่อยให้เกิดการทำลายล้างโดย กรรม แล้วสร้างระบบใหม่ที่ดีว่าด้วย บุญบารมี โดยมีการตั้งปณิธานการบำเพ็ญนี้เพื่อ พุทธภูมิ เช่น พระมหาจักรพรรดิที่ส่งเสริมทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา (ต่างจากแบบแรกที่อาจไม่สนใจพระพุทธศาสนาเลย)

๓.    อรหันต์ศิวะ คือ การบำเพ็ญด้วยการ สร้างระบบใหม่ ซึ่งอาจต้องปล่อยให้เกิดการทำลายล้างโดย กรรม แล้วสร้างระบบใหม่ที่ดีว่าด้วย บุญบารมี โดยมีการเจริญภาวนากำจัดกิเลสให้หมดสิ้นไป ตัวอย่างเช่น พระศรีอาริยเมตตรัย ที่จะจุติลงมาเป็นพระมหาจักรพรรดิเพื่อค้ำพระพุทธศาสนาในกึ่งกลางยุคพุทธกาล

เราจะวางแผนการเวียนว่ายตายเกิดของเราอย่างไรให้หรรษา?

๑.    ตั้งปณิธานให้ชัดเจน

จำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะวางแผนการเวียนว่ายตายเกิดของเราในวัฏสงสารอันไม่มีที่สิ้นสุดนี้ หากเราไม่ปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้า ก็ไม่ผิดอะไร เพราะพระพุทธเจ้า จะต้องบวชแล้วเดินบิณฑบาต โปรดสัตว์ด้วยเท้าเปล่าตลอดชีวิต ครึ่งชีวิตก็มีความสุขที่สุด แบบทางโลก ซึ่งเป็นสุขเทียม ครึ่งชีวิตหลังก็เป็นสุขแท้ แต่ความสบายต้องละทิ้งทั้งหมด ดังนั้น เราต้องตั้งปณิธานให้ชัดเจนในชาตินี้เพื่อตอกย้ำรอยกรรมรอยเกวียนของเราทุกชาติไปว่าจะอยู่อย่างไรให้มีค่าในจักรวาลนี้ เช่น รักอาชีพแพทย์มากๆ ไม่เหน็ดเหนื่อยเลยที่มีคนไข้มากในแต่ละวัน มันสนุกจริงๆ ก็อาจตั้งปณิธานบำเพ็ญเป็น เทพโอสถ หรือ เทพเจ้าแห่งการแพทย์ ก็ได้ ซึ่งจะทำให้เมื่อบารมีเราเต็ม เราจะไม่เกิดเป็นอย่างอื่นอีกเลย เมื่อเราตั้งใจจะเกิด เราจะเกิดเป็นแพทย์อย่างเดียว แล้วก็กลับคืนสู่สวรรค์ชั้น ดุสิต ต่อไป ช่วยสรรพสัตว์ไม่สิ้นสุด

๒.    สร้างบุญเป็นทุนหนุนนำ

จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีบุญเป็นทุนหนุนนำ เพราะหากบุญน้อย ก็จะทำให้เกิดเป็นคนมีทรัพย์น้อย มีปัจจัยเกื้อหนุนน้อย ทำการงานลำบาก ช่วยเหลือคนได้จำกัด ดังนี้ ในหลักการทางพุทธ จึงต้องมีสามสิ่งประกอบกัน เช่น ทาน, ศีล, ภาวนา เป็นเครื่องค้ำจุนในการบำเพ็ญเพียรการฝึกจิต นอกจากนี้ ทาน ยังเป็นบารมีตัวแรกในทศบารมีอีกด้วย เป็นสิ่งที่ทำได้ง่ายไม่ต้องเสียสละมาก เพราะหากมีทรัพย์มาก การบริจาคทานก็ไม่กระทบส่งผลร้ายแก่ตัวเองแต่อย่างใด ในแต่ละชาติจำต้องสละความตระหนี่ถี่เหนียว ความละโมบโลภมาก ความยึดความอยากไว้ กิเลสก็เบาบาง กรรมจะลดลงมาก ทานจึงเป็นอุปการธรรมที่ดีอย่างยิ่งต่อธรรมอื่นๆ ใดทั้งมวลด้วยเหตุนี้เอง

๓.    สร้างบริวารที่จงรักภักดี

การคิดว่าตนเองเป็นพระเอกคนเดียว จะทำให้ไปสู่ ปัจเจกภูมิ คือ ความเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า ผู้ไม่มีสาวก ไม่มีพรรคพวกคอยช่วยเหลือตนเองอีกเลย เนื่องจากขาดพรหมวิหารธรรมในชาติที่สะสมบารมีมา ดังนั้น หากต้องการเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า ก็ไม่ต้องสะสมบริวาร เมื่อเกิดในสวรรค์ก็จะโดดเดี่ยวไม่มีบริวาร เมื่อเหงามากๆ ขอไปอยู่ร่วมกับคนอื่นเขาก็ไม่ยอมเป็นลูกน้องใคร มักแหกคอกและสร้างความวุ่นวายร่ำไปเฉกเช่นพระเทวทัตที่เกิดร่วมชาติกับพระพุทธเจ้าและสร้างความเดือด ร้อนให้พระพุทธเจ้าเรื่อยมา จวบจนกว่าจะตรัสรู้เป็น พระปัจเจกพุทธเจ้าอัฐิสระ” ดังนั้น หากต้องการทำงานใหญ่ และมีพรรคพวกคอยช่วยเหลือ ก็ต้องมี บริวาร ในแต่ละภพละชาติ ไม่ว่าจะอยู่บนโลกหรือขึ้นสวรรค์ ก็ต้องเกาะกระเตงกันต่อไป การจะมีบริวารที่ดีได้ จำต้องมี พรหมวิหารธรรม และดูแลเลี้ยงดูจนคนจงรักภักดี

๔.    บำเพ็ญบารมีแบบเฉพาะ

การบำเพ็ญบารมีสำหรับพระพุทธเจ้าแล้ว คือ ทศบารมี แต่หากเราไม่ต้องการเป็นพระพุทธเจ้า เราจะเป็นแค่ มหาเทพแห่งการเกษตรกรรม เท่านั้น เพื่อช่วยมนุษย์ตลอดไป ก็ได้เช่นกัน โดยปรับลดทศบารมีบางตัวลง แล้วเพิ่มบารมีเฉพาะงานด้านเกษตรกรรมลงไป เช่นนี้ เราตั้งปณิธานมั่นดีแล้ว บำเพ็ญบุญบารมีถึงแล้ว หากจุติที่ดุสิตเมื่อใด ก็จะได้รับตำแหน่งตามที่ตั้งความปรารถนาทันที แต่หากเราตั้งปณิธานแต่บำเพ็ญเพียรย่อหย่อน เบื้องบนก็จะพิจารณาให้ตำแหน่งอื่นแทนไปก่อน เพราะบารมียังไม่ถึงนั่นเอง เราสามารถตั้งความปรารถนาอื่นๆ ได้มากมายที่เกี่ยวข้องกับพุทธศาสนา เช่น ปรารถนาพุทธมารดา, พุทธบิดา, องค์อุปถาก, พระมหาจักรพรรดิ, อัครสาวกเบื้องขวา, อัครสาวกเบื้องซ้าย, พระอสีติมหาสาวกผู้เป็นเลิศด้านต่างๆ ฯลฯ ในศาสนาของพระพุทธเจ้าองค์ใดก็ได้ตามแต่เราจะเลือก เช่น พระศรีอาร์ฯ การบำเพ็ญบารมีเฉพาะนี้ ให้เริ่มจาก จริยธรรมประจำอาชีพของตนก่อน จากนั้นค่อยๆ แสวงหา อาชีพหรือหน้าที่ในจักรวาลที่เราอยากทำ เช่น เป็น ฤษี ได้โดยไม่ต้องทำงาน และได้สอนคนด้วยตลอดไปก็ได้ แล้วจึงเพิ่ม จริยธรรมประจำหน้าที่ ในจักรวาลของเราในแบบที่เราต้องใช้ เช่น ฤษี ก็ต้องมีจริยธรรมด้านการสอนคน

การบำเพ็ญเพียรเช่นนี้ อานิสงค์จะสูงมาก ทำให้เราเวียนว่ายตายเกิดอย่างมีคุณค่า มีความสุข สามารถออกแบบให้มีเพียงสองภพก็ได้ เช่น ลงมาช่วยมนุษย์แล้วกลับสู่ดุสิต เช่นนี้เรื่อยไปก็ได้เช่นกัน หรือหากไม่สนใจการบำเพ็ญเพียรก็สามารถห่มเหลืองลัดเข้านิพพานในชาตินี้ได้เช่นกัน บทความฉบับนี้ขอแนะนำวิธีการบำเพ็ญเพียรในรูปแบบต่างๆ ที่หลากหลาย ที่นอกเหนือจากการบำเพ็ญเพียรเพื่อพุทธภูมิ แบบพระโพธิสัตว์ ซึ่งประกอบด้วยทศบารมีทั้ง ๑๐ ประการ และพัฒนายิ่งๆ ขึ้นไปสามระดับ คือ ๑๐ ทัศ (บำเพ็ญโดยตนไม่เดือดร้อน) , ๒๐ ทัศ (บำเพ็ญโดยตนต้องสละอวัยวะ) และ ๓๐ ทัศ (บำเพ็ญโดยตนต้องสละชีวิต) ได้แก่ ทานบารมี, ศีลบารมี, เนกขัมมะบารมี, ขันติบารมี, อุเบกขาบารมี, ปัญญาบารมี, เมตตาบารมี, อธิษฐานบารมี, วิริยะบารมี, และสัจจะบารมี นอกจากนี้ยังมีการบำเพ็ญในรูปแบบอื่นๆ กล่าวคือ มีทั้งการบำเพ็ญเพียรเป็น เทพ, มหาเทพ, พรหม ฯลฯ ในสายธาตุธรรมต่างๆ ดังจะได้กล่าวต่อไปนี้

หลักในการเลือกสายธรรมสายเทพและระดับในการบำเพ็ญเพียร

ระดับความยากง่ายในการบำเพ็ญเพียรตามสายธาตุธรรม

แม้นว่าเราจะบำเพ็ญเพียรบุญบารมีเท่าใดก็ตาม ย่อมจะมีผู้อื่นบำเพ็ญเพียรบุญบารมีและปรารถนาเหมือนเราได้เช่นกัน เมื่อจุติบนสวรรค์แล้ว เบื้องบนจะตรวจวัดและคัดเฉพาะผู้มีบุญบารมีสูงและเหมาะสมกับตำแหน่งเทพหรือมหาเทพนั้นๆ ดังนั้น เราจำเป็นต้องประมาณตนว่าจะสามารถบำเพ็ญเพียรได้เท่าไรจริงๆ ในชาตินี้ก่อน เพื่อเป็นรากฐานเบื้องต้นในการบำเพ็ญเพียรต่อบนสวรรค์ หากเลือกได้เหมาะสมกับตน ก็จะไปจุติเป็นเทพในแบบที่ตนถนัดและบำเพ็ญเพียรต่อบนสวรรค์ได้อย่างดี แบ่งออกได้ดังนี้

๑.     ภาคผู้ให้ (พระไภษัชยคุรุพุทธเจ้า, พระพรหม, เทพเจ้าแห่งการแพทย์ ฯลฯ)

การบำเพ็ญเพียรในสายนี้ง่ายและไม่ลำบากแก่ตนเอง เหมาะแก่ผู้มีบุญมากในชาตินี้ เช่น ร่ำรวยเงินทอง เพราะสามารถให้สิ่งที่เหลือใช้เกินตน โดยไม่ต้องเสียสละหรือเปื้อนกรรม เรียกว่าให้อย่างเดียว ไม่เกี่ยวเรื่องขัดแย้งกับใคร ภาคนี้ ขอให้ถือเอาองค์พระ ไภษัชยคุรุพุทธเจ้า เป็นจุดหมายแห่งการจุติ ก็จะไปจุติในดินแดนสุขาวดีแห่งพระไภษัชยคุรุพุทธเจ้า แล้วบำเพ็ญเพียรเรียนรู้เรื่องการรักษาและสมุนไพรสวรรค์ต่างๆ ต่อได้อีก ก็จะเกิดความชำนาญมากขึ้น การบำเพ็ญแบบนี้ค่อนข้างง่ายไม่ต้องเสี่ยงเสียความสุขส่วนตัว เลือกให้ในส่วนที่ไม่ส่งผลเสียแก่ตนก็ได้ หากบำเพ็ญได้ดีครบทั้งทศบารมีแล้ว จะเทียบเท่า ๑๐ ทัศ สำหรับผู้มีวิชชาธรรมกายจะทราบ ธาตุธรรม ตนเอง เลือกได้ไม่ยาก

๒.    ภาคผู้ปราบ (พระศากยมุนีพุทธเจ้า, พระนาราย, พระโพธิสัตว์ภาคปราบ ฯลฯ)

การบำเพ็ญเพียรสายนี้ยากขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง เพราะต้องเสียสละร่างกายและอวัยวะบ้าง เนื่องจากอาจต้องมีการต่อสู้ การปราบปรามเหล่ามารร้าย อภิบาลคนดี จำเป็นต้องแยกแยะคนดีคนเลว และต้องเปื้อนกรรม แต่จะได้บารมีสูงกว่าแบบแรกหากบำเพ็ญได้เต็ม คือ ๒๐ ทัศ (แบบแรกได้ ๑๐ ทัศ) หากทำงานทางธรรมจำต้องปราบมิจฉาทิฐิ 

๓.    ภาคผู้สร้าง (ใหม่) (พระอมิตาภพุทธเจ้า, พระศิวะ, พระโพธิสัตว์ภาคปกครอง)

บางครั้งระบบการจัดการบนโลกผิดเพี้ยนไป จำต้องมีการ สร้างใหม่ ภาคนี้จึงไม่ใช่การสร้างโลกอย่างที่เราเข้าใจ การสร้างโลกใหม่ก็คือการจัดระบบระเบียบการปกครอง การดูแลปกครองผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา การปฏิรูปการบริหารเสียใหม่ เพื่อยังประโยชน์ให้ทั้งฝ่ายเทพและมาร ได้ประโยชน์ทั้งคู่ อนึ่ง มารก็มีจิตพุทธะต้องการทำความดี การปราบมารจึงเป็นเรื่องง่ายไปที่จะทำด้วยฤทธิ์อำนาจ ระดับนี้การบำเพ็ญจะยากขึ้น เพราะไม่คิดปราบมาร แต่จะรื้อระบบเพื่อเอื้อให้มารและเทพเป็นคนดีได้ทั้งหมด ให้นับถือองค์พระอมิตาภพุทธเจ้า ผู้ริเริ่มสร้างสวรรค์สุขาวดีพุทธเกษตรขึ้นมาใหม่ รองรับการบำเพ็ญเพียรของพระโพธิสัตว์ ยังประโยชน์แก่มวลสรรพสัตว์อย่างไร้ประมาณไม่เว้นแม้นแต่มาร การบำเพ็ญแบบนี้จำต้องอุทิศตนทั้งชีวิต ทุ่มทุนถวายหัว จะได้บารมี ๓๐ ทัศเร็ว

ระดับความยากง่ายในการบำเพ็ญเพียรตามลำดับ

๑.    บำเพ็ญเป็นเทวดา

เป็นขั้นแรกของการบำเพ็ญ คือ มีศีลบริบูรณ์ (ผิดได้บ้างแต่ระลึกตลอด) มีหิริโอตตัปปะปะ, ทำบุญมากกว่ากรรม เพียงแค่ร่วมบุญกับคนอื่นไปเนืองๆ ก็สามารถได้จุติเป็นเทวดาบนสวรรค์ชั้นใดชั้นหนึ่งตามกำลังบุญบารมี ไม่มีหน้าที่เฉพาะ ไม่อาจบำเพ็ญบุญบารมีบนสวรรค์ต่อได้ หมดวาระบุญก็ต้องลงมาจุติใหม่อีกรอบ

๒.    บำเพ็ญเป็นเทพ

เป็นขั้นที่สองของการบำเพ็ญ คือ เพิ่มเติม บารมี และความถนัดเฉพาะด้านลงไป จะไปจุติเป็นเทพในด้านนั้นๆ ที่ตนสนใจ เช่น การบอกบุญช่วยเหลือวัดนั้นวัดนี้ ก็จะได้บริวารมากมาย และอาจได้เป็นถึงเทพผู้ดูแล เจดีย์บนสวรรค์ ก็อาจเป็นได้ ตามแต่บุญบารมีจะส่งผลไป ซึ่งจะทำให้มีหน้าที่เฉพาะบนสวรรค์ สามารถบำเพ็ญบุญบารมีบนสวรรค์ได้ ต่ออายุตนเองด้วยผลบุญที่สะสมบำเพ็ญเพียรบนสวรรค์ได้อีกเรื่อยๆ

๓.    บำเพ็ญเป็นมหาเทพ

เป็นขั้นที่สามของการบำเพ็ญ คือ นอกจากจะมีความถนัดและบารมีเฉพาะของตนแล้ว ยังต้องมุ่งประโยชน์ไปยัง มหาชน อีกด้วย คือ ไม่เพียงแต่ช่วยเท่าที่ช่วยได้ แต่จิตระลึกถึงผลรวมภาพรวมเสมอ จะบำเพ็ญอะไรช่วยใคร ไม่คิดแค่ช่วยตรงหน้า แต่คิดยาวไปถึงผลทั้งโลก เป็นต้น สามารถตั้งความปรารถนาเพื่อบำเพ็ญเป็นมหาเทพได้ ซึ่งจะมีอิสระเหนือเทพปกติ (ซึ่งยังต้องอยู่ในกฎสวรรค์อย่างเคร่งครัด)

๔.    บำเพ็ญเป็นโพธิสัตว์

เป็นขั้นที่สี่ของการบำเพ็ญ คือ นอกจากจะมุ่งประโยชน์แก่มหาชนแล้ว ยังต้องมุ่งไปสู่การหลุดพ้นทุกข์อย่างแท้จริง หากไม่มีจิตพุ่งตรงต่อนิพพาน ว่าเป็นทางหลุดพ้นทุกข์ที่แท้จริง เป็นสุขแท้แล้ว การบำเพ็ญเพื่อช่วยคนก็ได้เพียง มหาเทพ แต่หากมีจิตระลึกเนืองๆ ว่าจะช่วยคนเพื่อถึงฝั่งพ้นทุกข์ที่แท้จริง ไม่ใช่แค่ช่วยตรงหน้าเรื่องๆ หนึ่งให้พ้นๆ ไปเท่านั้น แต่ช่วยให้ถึงที่สุดพ้นฝั่งแห่งทุกข์ จะยังผลให้จุติเป็นโพธิสัตว์บนสวรรค์ชั้นดุสิต ได้รับการทะนุถนอมดูแลจากมหาโพธิสัตว์รุ่นพี่มากมาย

๕.    บำเพ็ญเป็นมหาโพธิสัตว์

เป็นขั้นที่ห้าของการบำเพ็ญ คือ นอกจากจะมุ่งผลให้มหาชนถึงฝั่งพระนิพพานแล้ว ยังไม่หยุดการบำเพ็ญเพียร ตั้งปณิธานจะช่วยสรรพสัตว์ตลอดไปไม่มีที่สิ้นสุด

๖.    บำเพ็ญเป็นพระยูไล

เป็นการบำเพ็ญเพียรของพระมหาโพธิสัตว์เท่านั้น ในบางชาติอาจแบ่งภาคจิตเป็นนักรบกู้ชาติ ซึ่งเปื้อนกรรมมากมาย แต่สูงสุดแห่งการบำเพ็ญเพียรของมหาโพธิสัตว์ คือ การบรรลุธรรมขั้นยูไล สามารถหมุนกงล้อธรรมจักรให้หมุนเคลื่อนต่อไปได้

หลักการเลือกสายธรรมและระดับการบำเพ็ญเพียรที่เหมาะสมกับตน

๑.     ให้เลือกเข้ากลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ในสามภาคนี้ ก็จะเข้าระบบการจัดการของจักรวาลสามภพ อันมีพระพุทธเจ้าทั้งสามพระองค์เป็นองค์ประธานเบื้องสุด ดูแลเราให้ทำกิจต่างๆ โดยสะดวกปลอดภัย ไม่แตกแถว เมื่อตายลง จะได้มีพรรคพวกบนสวรรค์คอยต้องรับ และได้ไปเข้าเฝ้าเบื้องพระบาทพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์

๒.    ให้เลือกระดับในการบำเพ็ญเพียร ในห้าระดับนี้ ก็จะเหมาะสมกับชาติหนึ่งของตนที่สามารถพยายามไปถึงได้ ขอให้เลือกที่เรามั่นใจว่าเมื่อพยายามถึงที่สุดแล้วเราจะสามารถเดินไปถึงได้ ทำให้เราไม่ท้อแท้และมีความท้าทาย ไม่เลือกอะไรที่ง่ายเกินไป เพราะเมื่อตายลง อาจพบว่าตนจุติในภพภูมิที่ต่ำลงกว่าเดิน ไม่คุ้มค่าเลยที่อุตส่าห์เอาผลบุญบารมีติดตัวมาเกิด เท่ากับมาผลาญบุญบนโลกไปเท่านั้น

๓.    ในการบำเพ็ญเพียรนี้ไม่เหมาะสำหรับ สาวกภูมิ ที่ต้องการเข้านิพพานในชาตินี้ เหมาะกับผู้ที่ไม่สามารถเข้านิพพานได้ในชาตินี้ด้วยเหตุผลต่างๆ ก็จะต้องเดินทางในสังสารวัฏต่อไป จึงต้องมีแผนที่ในการเดินทางที่แน่นอน ไม่เป็นคนเดินทางที่ไร้จุดมุ่งหมายไปวันๆ เพื่อรอคอยความตายที่กำลังมาเยือนเท่านั้น

การจะเลือกบำเพ็ญในรูปแบบใด เช่น ภาคผู้ให้, ภาคผู้สร้างใหม่, ภาคผู้รักษา ซึ่งจะหมุนเวียนตามวาระการ เกิดขึ้น, ตั้งอยู่, ดับไป ของโลก จำต้องเข้าสู่จิตเดิมแท้ของตน เข้าใจตนเองว่าเบื้องลึกแท้แล้วตนเป็นแบบใด หรือ ธาตุแท้ ของตนเป็นอย่างไร เรียกว่า ธาตุธรรม ฝ่ายใดนั่นเอง หากจิตเดิมแท้ของเรามีธาตุธรรมฝ่าย ภาคผู้ให้ ก็ควรบำเพ็ญตามรูปแบบเดียวกับสายภาคผู้ให้ แต่หากจิตเดิมแท้เรามีธาตุธรรมฝ่าย ภาครักษา (ผู้ปราบ) ก็ควรบำเพ็ญตามรูปแบบเดียวกับสายภาคผู้รักษา ซึ่งโลกนี้ หากเกิดสิ่งดีงามขึ้นใหม่ๆ จะเริ่มโดยภาค ผู้สร้างใหม่ จากนั้น ระหว่างการตั้งอยู่ ดำรงอยู่ของสิ่งดีงามนั้นๆ จะเป็นหน้าที่รักษาของภาค ผู้รักษา หรือ ภาคปราบ ที่คอยปราบมารร้ายที่จะมาทำลายระบบ และเมื่อสิ่งดีงามนั้นๆ จะดับไป หรือสิ้นลง มารจะรุมทำลายเยอะมาก จนไม่อาจปราบหรือต้านทานได้ จะเป็นหน้าที่ของภาค ผู้ให้ ที่จะให้สิ่งต่างๆ เพื่อเป็นวัตถุดิบของการ สร้างใหม่ โดยภาคผู้สร้างใหม่จะมาทำหน้าที่ต่อไป ต่อเนื่องกันเช่นนี้ เฉกเช่น การเกิดขึ้นของพระพุทธศาสนาบนโลกก็เช่นกัน ย่อมมีการเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป

เมื่อบุคคลผู้พร้อมในการเลือกธาตุธรรมในการบำเพ็ญเพียรแล้ว อาจพบว่าตนเลือกได้หลายสาย ก็ให้เลือกที่ตนพิจารณาแล้วยินดีปฏิบัติให้ถึงที่สุด หรือบางท่านอาจเลือกมากกว่าหนึ่งสายก็ได้เช่นกัน อุปมาก็เหมือนการวางแผนการเรียนด้วยตนเองนั่นเอง จากนั้น บุคคลผู้พร้อมในการบำเพ็ญเพียรแล้ว สมควรประเมินระดับกำลังความสามารถของตนว่าในชาตินี้น่าจะสามารถบำเพ็ญเพียรได้ในระดับใด เช่น เทพ, มหาเทพ, พระโพธิสัตว์, มหาโพธิสัตว์, ยูไล ฯลฯ เช่นนี้ ย่อมเห็นอนาคตชาติ ภพน้า ชาติหน้าของตนเองได้ชัดเจน ไม่เดินทางในสังสารวัฏอย่างผู้ไม่รู้ ผู้หลงทาง มืดบอด ไม่รู้ตัว ไม่รู้ตนว่าจะเดินทางไปไหน ตายแล้วไปไหน ที่สุดของการเวียนว่ายตายเกิดคืออะไร เกิดมาทำไม ตายเพื่ออะไร เป็นต้น บุคคลจะมีความชัดเจนว่าชาตินี้จะเป็นชาติสุดท้ายไม่เกิดอีก หรือจะเกิดอีกกี่ชาติ เกิดไปเพื่ออะไร แม้นจะเวียนว่ายตายเกิดอีกกี่ครั้ง ก็นับว่าไม่ใช่ผู้หลงทางในอวิชชา เพราะมีความเข้าใจเห็นแจ้งในสังสารวัฏชัดเจนแล้วนั่นเอง

เทพเจ้าภาคผู้สร้างใหม่” เช่น พระอมิตาภะ, มหาเทพศิวะ, พระอินทร์ ฯลฯ

(เหมาะสำหรับผู้ที่ชอบช่วยเหลือคนด้วยแก้ปัญหาภาพรวมภายใต้ความขัดแย้ง)

หน้าที่ ปกครองดูแลเทวดาที่มีอยู่มากมาย ให้อยู่ในความสงบร่มเย็นเป็นระเบียบเรียบร้อย ไม่ก่อความวุ่นวายบนสวรรค์ จะต้องเป็นนักแก้ปัญหานักเจรจาต่อรอง เพื่อสยบปัญหาระหว่างเทวดามิจฉาทิฐิ และเทวดาสัมมาทิฐิ เพราะฝ่ายมิจฉาทิฐิไม่อยู่ในฐานะที่จะสอนได้ จำต้องใช้การเจรจาแลกเปลี่ยน มีเงื่อนไขและการต่อรองเสมอ เทพฝ่ายปกครองนี้มีอยู่มากมาย ตั้งแต่ พระอินทร์, พระเทวราชาทั้ง ๓๓ องค์ในชั้นดาวดึงส์ นอกจากนี้ ยังมีเขตการปกครองย่อยๆ ที่ไม่อาจเรียกได้เป็นเทวราชาอีก ด้วยเพราะเทวดาบนสวรรค์มีมากมายมหาศาลกว่าบนโลกนัก ดังนั้น ประเทศเขตแดนก็กว้างใหญ่ไพศาล และจำต้องมีเทพฝ่ายปกครองช่วยกันดูแลให้ทั่วถึงทั้งสวรรค์มากมาย 

บารมีพื้นฐาน

๑.     ทานบารมี เป็นบารมีเบื้องต้นให้ผู้บำเพ็ญรู้จักเสียสละส่วนตน ทั้งด้านทรัพย์, แรงงาน, ความคิด, ความรู้สึกชอบไม่ชอบส่วนตัว ฯลฯ เพื่อยังกิจให้สำเร็จ

๒.    ศีลบารมี เป็นบารมีเบื้องต้นให้ผู้บำเพ็ญมีความเป็น มนุษย์ปกติมาตรฐาน ไม่ทำสิ่งเลวร้ายตกต่ำไปกว่ามาตรฐานแห่ง สัตว์ประเสริฐ ได้แก่ ศีลทั้ง ๕ ข้อ

๓.    วิริยะบารมี เป็นบารมีเบื้องต้นให้ผู้บำเพ็ญพัฒนาความสามารถของตนให้สูงขึ้นไป อย่างไม่มีขีดจำกัด อันเป็นประโยชน์ต่อการเรียนรู้และการทำงานทุกชนิด

๔.    เมตตาบารมี เป็นบารมีเบื้องต้นให้ผู้บำเพ็ญมุ่งกิจไปยังประโยชน์แก่มหาชน อันนำไปสู่ความเป็น เทพ อันแท้จริง ขาดซึ่งเมตตาธรรมเสียแล้วก็บำเพ็ญก็ไร้ผล

๕.    ปัญญาบารมี เป็นบารมีอันเป็นที่สุดให้ผู้บำเพ็ญยังกิจให้สำเร็จลุล่วงไปได้ ไม่ว่าจะเป็นการบรรลุในกิจการงาน หรือ การบรรลุโพธิสัตว์ธรรมและอรหันต์ธรรม

บารมีเฉพาะ

๑.     จาคะบารมี เป็นบารมีเฉพาะสำหรับการเป็นผู้ปกครอง ที่ต้องเสียสละความสุขส่วนตน เพื่อให้เกิดประโยชน์สุขแก่มหาชนส่วนใหญ่ จำต้องเป็นผู้เสียสละตน

๒.    สัจจะบารมี เป็นบารมีเฉพาะสำหรับการเป็นผู้ปกครอง พูดสิ่งใดไว้ต้องทำตามที่พูด ไม่เช่นนั้น จะไม่มีผู้ใต้บังคับบัญชาเชื่อถือในคำพูดใดๆ คำสั่งใดๆ ก็ไร้ผล

๓.    อุเบกขาบารมี เป็นบารมีเฉพาะสำหรับการเป็นผู้ปกครอง ที่ต้องอยู่ระหว่างความขัดแย้งของคนสองฝ่าย จะเอนเอียงเข้าข้างใดข้างหนึ่งไม่ได้ ไม่มีใครถูกผิด

๔.    ขันติบารมี เป็นบารมีเฉพาะสำหรับการเป็นผู้ปกครอง ที่ต้องอยู่ภายใต้แรงกดดันจากผู้ที่อยู่เหนือกว่าสั่งงานลงมา และความวุ่นวายของผู้อยู่ใต้การบังคับบัญชา

๕.    อธิษฐานบารมี เป็นบารมีเฉพาะสำหรับการเป็นผู้ปกครอง ที่ต้องวางเป้าหมายของการทำงานให้ชัดเจน เมื่อได้รับคำสั่งจากเบื้องบนลงมา ด้วยการอธิษฐาน

ข้อสังเกต: ตัดเนกขัมมะบารมีเพราะหากเป็นผู้ปกครองทางโลก ไม่จำเป็นต้องบวชเนกขัมมะ เพียงถือศีลในแบบฆราวาส แต่หากปรารถนาพุทธภูมิ ต้องบำเพ็ญทั้งทศบารมี เพราะต้องเป็น ผู้ปกครองสงฆ์ ในฐานะพระพุทธเจ้าในอนาคตชาติ และส่วนผู้บำเพ็ญแบบมหาเทพศิวะจะต้องมีเนกขัมมะบารมีด้วย ทั้งนี้ได้เพิ่ม จาคะบารมี เพื่อให้สละตนยังประโยชน์สุขแก่มหาชน บารมีตัวนี้จะพัฒนาเป็นบารมี ๒๐ และ ๓๐ ทัศต่อได้ในอนาคต

เทพเจ้าภาคผู้ปราบ เช่น พระศากยมุนี, มหาเทพนาราย, เทพภาคปราบ ฯลฯ

(เหมาะสำหรับผู้ที่ชอบช่วยเหลือคนด้วยการปราบมาร อภิบาลคนดี)

หน้าที่ ดูแลรักษามวลสรรพสัตว์ที่ตกทุกข์จากการถูกเบียดเบียนด้วยสรรพสัตว์อื่นที่มีฤทธิ์อำนาจมากกว่า ปราบมารอภิบาลคนดี เลือกช่วยโดยแยกแยะคนดีเลวออกจากกัน เทพภาคผู้ปราบนี้ จะไม่มองภาพรวมแบบภาคผู้ปกครอง จะแยกแยะช่วยเฉพาะคนดี

บารมีพื้นฐาน

๑.     ทานบารมี เป็นบารมีเบื้องต้นให้ผู้บำเพ็ญรู้จักเสียสละส่วนตน ทั้งด้านทรัพย์, แรงงาน, ความคิด, ความรู้สึกชอบไม่ชอบส่วนตัว ฯลฯ เพื่อยังกิจให้สำเร็จ

๒.    ศีลบารมี เป็นบารมีเบื้องต้นให้ผู้บำเพ็ญมีความเป็น มนุษย์ปกติมาตรฐาน ไม่ทำสิ่งเลวร้ายตกต่ำไปกว่ามาตรฐานแห่ง สัตว์ประเสริฐ ได้แก่ ศีลทั้ง ๕ ข้อ

๓.    วิริยะบารมี เป็นบารมีเบื้องต้นให้ผู้บำเพ็ญพัฒนาความสามารถของตนให้สูงขึ้นไป อย่างไม่มีขีดจำกัด อันเป็นประโยชน์ต่อการเรียนรู้และการทำงานทุกชนิด

๔.    เมตตาบารมี เป็นบารมีเบื้องต้นให้ผู้บำเพ็ญมุ่งกิจไปยังประโยชน์แก่มหาชน อันนำไปสู่ความเป็น เทพ อันแท้จริง ขาดซึ่งเมตตาธรรมเสียแล้วก็บำเพ็ญก็ไร้ผล

๕.    ปัญญาบารมี เป็นบารมีอันเป็นที่สุดให้ผู้บำเพ็ญยังกิจให้สำเร็จลุล่วงไปได้ ไม่ว่าจะเป็นการบรรลุในกิจการงาน หรือ การบรรลุโพธิสัตว์ธรรมและอรหันต์ธรรม

บารมีเฉพาะ

๑.     จาคะบารมี เป็นบารมีเฉพาะสำหรับเทพผู้ปราบมาร คือ การเสียสละตนเอง ทั้งชีวิต เพื่อรักษาชีวิตผู้อื่น เหมือนดั่งทหารกล้าในปัจจุบันที่ต้องเสี่ยงชีวิตเพื่อชาติ

๒.    ขันติบารมี เป็นบารมีเฉพาะสำหรับเทพผู้ปราบมาร คือ การอดทนต่อการทำร้ายและฤทธิ์อำนาจแห่งมาร จำต้องลำบากจากการได้รับผลกระทบที่ต่อเนื่องรุนแรง

๓.    บารมีแห่งความกล้าหาญ เป็นบารมีเฉพาะสำหรับเทพผู้ปราบมาร คือ การกล้าหาญที่จะต่อกรผู้มีฤทธิ์อำนาจยิ่งใหญ่กว่าตน หากไม่กล้าสู้จะเป็นผู้ปราบไม่ได้

๔.    อธิโมกบารมี เป็นบารมีเฉพาะสำหรับเทพผู้ปราบมาร คือ ความเด็ดเดี่ยวกล้าตัดสินใจ กล้าเสี่ยง ณ จุดที่ไม่มีผู้ใดออกคำสั่ง เนื่องจากเป็นการต่อสู้ประชิดตัว

๕.    ยุติธรรมบารมี เป็นบารมีเฉพาะสำหรับเทพผู้ปราบมาร คือ การแยกแยะคนดีคนเลว ออกจากกัน ให้ความยุติธรรมแก่ผู้ด้อยโอกาส ปราบเหล่าผู้เบียดเบียนผู้อื่น

ข้อสังเกต: บารมีทั้ง ๑๐ นี้ ตัดบารมีในส่วนของการเป็นผู้ปกครองและส่วนของการเป็นนักบวชออกไป เพิ่มบารมีการเสียสละประโยชน์ส่วนตน ซึ่งเป็นบารมีเฉพาะของการเป็นทหารตำรวจ และการแยกแยะคนดีคนเลวออกจากกัน ซึ่ง เทพผู้ปราบมารต้องพบเจอกับมารแปลงร่าง หรือคนเลวในคราบนักบุญบ่อยๆ จึงต้องเป็นผู้ผดุงความยุติธรรมไปในตัว นอกจากนี้ยังต้องเป็นคนที่มีความกล้าหาญ, เด็ดเดี่ยว, ยุติธรรม เมื่อถึงจุดหนึ่ง จำต้องตัดสินใจด้วยตัวเอง ไม่อาจมีผู้สั่งได้ในขณะสู้รบ ดังนี้ บารมีพื้นฐานความกล้าหาญเด็ดเดี่ยวและความยุติธรรมนี้เอง จะพัฒนาเป็นบารมี ๒๐ ทัศ และ ๓๐ ทัศแห่งโพธิสัตว์ได้

เทพเจ้าภาคผู้รักษา” เช่น พระไภษัชยคุรุ, พระพรหม, ฤษีชีวกโกมารภัทร ฯลฯ

(เหมาะสำหรับผู้ที่ชอบช่วยเหลือคนโดยรักษาโรคและทุกข์ภัยด้วยการกุศล)

หน้าที่ ดูแลรักษามวลสรรพสัตว์ที่ตกทุกข์ทางร่างกายจากความยากจน, ขัดสนทางกาย และด้วยโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ด้วยโอสถสวรรค์พิเศษ ได้เรียนรู้กับท่าน ชีวกโกมารภัทร และเรียนรู้สมุนไพรสวรรค์สุดพิสดาร ทั้งยังเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้ด้านสมุนไพรและยาให้แก่เทวดาและเทพต่างๆ ที่จะจุติไปถ่ายทอดความรู้แก่ผู้คนยังโลกมนุษย์ตามวาระการเกิดเพื่อไปบำเพ็ญเพียรในแต่ละรุ่น ทั้งนี้หากตนเองหมดวาระบนสวรรค์ไปจุติก็จะได้เป็นนักการกุศล, แพทย์ หรือครูแพทย์ทุกชาติไป อนึ่ง ตำแหน่งเทพเจ้าภาคผู้รักษานี้ เป็นคำรวม ซึ่งรวมถึงทั้งครูบาอาจารย์, แพทย์, หมอยา, หมอสัตว์, มูลนิธิเพื่อการกุศล ฯลฯ

บารมีพื้นฐาน

๑.     ทานบารมี เป็นบารมีเบื้องต้นให้ผู้บำเพ็ญรู้จักเสียสละส่วนตน ทั้งด้านทรัพย์, แรงงาน, ความคิด, ความรู้สึกชอบไม่ชอบส่วนตัว ฯลฯ เพื่อยังกิจให้สำเร็จ

๒.    ศีลบารมี เป็นบารมีเบื้องต้นให้ผู้บำเพ็ญมีความเป็น มนุษย์ปกติมาตรฐาน ไม่ทำสิ่งเลวร้ายตกต่ำไปกว่ามาตรฐานแห่ง สัตว์ประเสริฐ ได้แก่ ศีลทั้ง ๕ ข้อ

๓.    วิริยะบารมี เป็นบารมีเบื้องต้นให้ผู้บำเพ็ญพัฒนาความสามารถของตนให้สูงขึ้นไป อย่างไม่มีขีดจำกัด อันเป็นประโยชน์ต่อการเรียนรู้และการทำงานทุกชนิด

๔.    เมตตาบารมี เป็นบารมีเบื้องต้นให้ผู้บำเพ็ญมุ่งกิจไปยังประโยชน์แก่มหาชน อันนำไปสู่ความเป็น เทพ อันแท้จริง ขาดซึ่งเมตตาธรรมเสียแล้วก็บำเพ็ญก็ไร้ผล

๕.    ปัญญาบารมี เป็นบารมีอันเป็นที่สุดให้ผู้บำเพ็ญยังกิจให้สำเร็จลุล่วงไปได้ ไม่ว่าจะเป็นการบรรลุในกิจการงาน หรือ การบรรลุโพธิสัตว์ธรรมและอรหันต์ธรรม

บารมีเฉพาะ

๑.     จาคะบารมี เป็นบารมีเฉพาะสำหรับเทพผู้รักษาโรค คือ การเสียสละตนเอง ทั้งชีวิต เพื่อรักษาชีวิตผู้อื่น เหมือนดั่งแพทย์ปัจจุบันที่ต้องทำงานทั้งวันทั้งคืน

๒.    อุเบกขาบารมี เป็นบารมีเฉพาะสำหรับเทพผู้รักษาโรค คือ การวางจิตนิ่งเฉยจากทุกข์แห่งโรคภัยไข้เจ็บของสรรพสัตว์ที่ตนให้การช่วยเหลือเป็นเนืองนิตย์

๓.    ขันติบารมี เป็นบารมีเฉพาะสำหรับเทพผู้รักษาโรค คือ การอดทนต่อการเรียนรู้ที่ยากลำบากในทางการแพทย์ และการอดทนต่อสิ่งอันน่ารังเกียจและการรักษา

๔.    อวิภาคะบารมี เป็นบารมีเฉพาะสำหรับเทพผู้รักษาโรค คือ การมองและปฏิบัติประหนึ่งว่าทุกชีวิตมีค่าเท่าเทียมกันและมีค่าเท่ากับชีวิตของเราไม่แบ่งแยก

๕.    อธิโมกบารมี เป็นบารมีเฉพาะสำหรับเทพผู้รักษาโรค คือ ความเด็ดเดี่ยวกล้าตัดสินใจ กล้าเสี่ยง ณ จุดที่ไม่มีผู้ใดออกคำสั่ง ในจุดเสี่ยงตายของคนไข้

ข้อสังเกต: บารมีทั้ง ๑๐ นี้ ตัดบารมีในส่วนของการเป็นผู้ปกครองและส่วนของการเป็นนักบวชออกไป เพิ่มบารมีการเสียสละประโยชน์ส่วนตน ซึ่งเป็นบารมีเฉพาะวิชชาชีพแพทย์ และการมองเห็นทุกชีวิตมีค่าเท่ากัน แพทย์จะมองว่าหากพบคนเลว แล้วจะปล่อยให้ตายไม่ได้ เมื่อมาถึงมือหมอแล้ว ย่อมรักษาชีวิตทุกคนโดยเท่าเทียมกันไม่ลำเอียง และแพทย์ต้องเป็นนักตัดสินใจเพียงผู้เดียวอีกด้วยที่จะรักษาชีวิตคนไข้ได้หรือไม่ ทั้งนี้เพิ่มจาคะบารมี เพื่อเสริมทศบารมี ๑๐ ทัศให้กล้าแกร่งเป็น ๒๐๓๐ ทัศตามลำดับ

การบำเพ็ญแบบพระโพธิสัตว์ด้วยทศบารมีที่ถูกต้อง

ขั้นเทวโลก

การบำเพ็ญเพียรในขั้นนี้เป็นขั้นแรก ได้อานิสงค์ให้ไปเกิดยังเทวโลก บุคคลผู้เริ่มบำเพ็ญเพียรในขั้นนี้ ควรเน้น สังคหะวัตถุสี่ อันเป็นธรรมให้มี บริวาร มาก ซึ่งการบำเพ็ญเป็นพุทธภูมิได้นั้น จะต้องมีบริวารมาก บารมีที่ประกอบขึ้นในขั้นนี้ได้แก่

ทานบารมี คือ การให้ทรัพย์, ให้การช่วยเหลือด้วยแรงกาย, และให้อวัยวะและชีวิต

วิริยะบารมี คือ ปฏิบัติต่อเนื่องสม่ำเสมอไม่หยุด ไม่ย่อหย่อน แต่ไม่มากเกินพอดี

ขั้นพรหมโลก

การบำเพ็ญเพียรในขั้นนี้เป็นขั้นที่สอง ได้อานิสงค์ไปเกิดยังพรหมโลก บุคคลผู้เข้าสู่การบำเพ็ญเพียรในขั้นนี้ ควรเน้น ฝึกจิต อันเป็นธรรมให้มี จิตบริสุทธิ์ มาก ซึ่งการบำเพ็ญเป็นพุทธภูมิได้นั้น จะต้องมีรู้หลักฝึกจิต บารมีที่ประกอบขึ้นในขั้นนี้ได้แก่

ศีลบารมี คือ ความปกติดีงาม ทำจนเกิดความเคยชินเป็นปกติของความเป็นมนุษย์

เนกขัมมะบารมี คือ ปฏิบัติตนดั่งผู้ทรงธรรม การแสวงหาสัจธรรมเพื่อละทางโลก

ขั้นดุสิตโลก ๑ (เทพระดับต้น)

การบำเพ็ญเพียรในขั้นนี้เป็นขั้นที่สาม ได้อานิสงค์ไปเกิดยังดุสิต บุคคลผู้เข้าสู่การบำเพ็ญเพียรในขั้นนี้ จะผ่านด่านการไปเกิดเป็นพรหมและการฝึกจิต ทำให้ได้ฤทธิ์และปัญญา เป็นเทพทรงฤทธิ์ ควร ช่วยคน อันเป็นธรรมให้มี ปัญญา มาก ซึ่งการบำเพ็ญเป็นพุทธภูมิได้นั้น จะต้องมีรู้จักแก้ปัญหา บารมีที่ประกอบขึ้นในขั้นนี้ได้แก่

ขันติบารมี คือ ความนิ่งตั้งตรงของจิตอยู่ที่เดิม แม้นมีแรงกระทบบีบเค้นไม่หวั่นไหว

อุเบกขาบารมี คือ วางใจเป็นกลางไม่ยินดียินร้าย ช่วยแล้วเกิดผลดีร้าย ก็ธรรมดา

อนึ่ง มารมักจะเข้าใจผิดแล้วแสดงตนว่าเข้าใจหลัก อุเบกขาบารมี และสอนผู้อื่นให้เชื่อตามตนว่า อุเบกขาหมายถึงวางเฉยโดยไม่ช่วยเหลือ ซึ่งการกระทำนั้นเป็นการขาดพรหมวิหารสี่ ไม่มีเมตตา ทำให้ไม่ได้ อุเบกขาบารมี จะได้บารมีตัวนี้ต้องช่วยตนด้วยเมตตา แล้วผลลัพธ์จะดีหรือร้าย จึงค่อยวางใจเฉยเป็นกลาง ไม่ใช่นิ่งเฉยดูดาย ไร้น้ำใจ ไร้เมตตาธรรม ไม่ช่วยคนแล้วอ้างว่ามีธรรม คือ อุเบกขาบารมี

ขั้นดุสิตโลก ๒ (มหาเทพผู้ปกครอง)

การบำเพ็ญเพียรในขั้นนี้เป็นขั้นที่สี่ ได้อานิสงค์ไปเกิดยังดุสิตโลกเป็นเทพชั้นสูงขึ้นเรียกว่ามหาเทพก็ได้ บุคคลผู้เข้าสู่การบำเพ็ญเพียรในขั้นนี้ ควรเน้น ตั้งปณิธานแล้วบริหารบริวารให้ทำตาม อันเป็นธรรมให้มี ความสามารถในการปกครอง มาก ซึ่งการบำเพ็ญเป็นพุทธภูมิได้นั้น จะต้องมีรู้หลักบริหารและการปกครองคณะสงฆ์ ในการนี้ต้องมี สัจจะ จึงจะสามารถปกครองคนได้ บารมีที่ประกอบขึ้นในขั้นนี้ได้แก่

สัจจะบารมี คือ การให้คำมั่นกับผู้ใดแล้วแม้ไม่มีการบันทึกก็จะทำการตามคำมั่นนั้น

อธิษฐานบารมี คือ ประเมินตนและสถานการณ์เพื่อตั้งเป้าหมายให้ชัดด้วยพลังจิต

คนทั่วไปมักคิดว่า การอธิษฐาน คือ การขอ ซึ่งผิดหลักการบำเพ็ญ อธิษฐานบารมี โดยสิ้นเชิง พระโพธิสัตว์ไม่ได้บำเพ็ญเพื่อเป็น ขอทาน แต่การอธิฐานหมายถึงการตั้งจิตให้มีกำลังเพื่อตั้งเป้าหมายให้ได้ตามคำอธิษฐานนั้นๆ ต่างหาก

ขั้นดุสิตโลก ๓ (พระโพธิสัตว์เต็มองค์)

การบำเพ็ญเพียรในขั้นนี้เป็นขั้นที่ห้า ได้อานิสงค์ไปเกิดยังดุสิตโลก บุคคลผู้เข้าสู่การบำเพ็ญเพียรในขั้นนี้ ควรเน้น ปัญญา อันเป็นธรรมให้มี ช่วยคน มาก ซึ่งการบำเพ็ญเป็นพุทธภูมิได้นั้น จะต้องใช้ปัญญา บารมีที่ประกอบขึ้นในขั้นนี้ได้แก่

เมตตาบารมี คือ ความมุ่งหวังเพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่นอันควรแก่การรับ แม้ไม่ร้องขอ

ปัญญาบารมี คือ ความแจ้งชัดในทางออก ทางสุด ทางเดิน นำสู่การแก้ปัญหาได้

ข้อสังเกตในการบำเพ็ญทศบารมี

เมื่อบำเพ็ญถึงขั้นสุดท้ายนี้ บารมีจะสูงมาก จะไม่เน้นทานและวิริยะ ทั้งยังไม่ต้องมีบริวาร จะบำเพ็ญโดยเกิดมาเป็นคนยากจนโดดเดี่ยวไม่มีบริวารพวกพ้อง แต่จะสามารถทำงานใหญ่ได้โดยตัวคนเดียว เสมือนพระพุทธเจ้าที่สละราชบัลลังก์ออกมาแต่ผู้เดียว ท่านก็ยังสามารถสร้างพระพุทธศาสนาได้ เป็นช่วงที่สะสมบารมีเต็มหรือใกล้เต็ม โดยปกติแล้วการบำเพ็ญทศบารมีนี้ จะบำเพ็ญทุกตัวไปด้วยกัน และจะบำเพ็ญทบทวีมากขึ้นถึงขั้นสามารถบริจาคชีวิตเพื่อการบำเพ็ญได้ แต่เมื่อได้เข้าสู่พุทธภูมิแล้ว จะมีการใช้บารมีมากน้อยไม่เท่ากัน ตามระดับบารมีที่สะสมมาแต่อดีต หากบารมีน้อย ก็จะทำทานบารมีมาก เป็นเบื้องต้นก่อน บารมีกลางจะเน้นเนกขัมมะบารมี คือ การบวชศึกษาธรรม จากนั้นจะเข้าสู่การบำเพ็ญแบบพระโพธิสัตว์ชัดเจนมากขึ้น คือ การปราบมาร อภิบาลคนดี จะเป็นเทพที่มีฤทธิ์มาก เช่น เทพวานร, เทพนาจา ฯลฯ ก่อนที่จะเข้าสู่การปราบมารอภิบาลคนดีด้วยปัญญา โดยมีบริวารมากมาย และท้ายที่สุดบารมีใกล้เต็ม จะไม่อาศัยบริวารใดๆ เลย จะทำด้วยตนเอง เช่น พระโพธิสัตว์กวนอิม โดยใช้ เมตตาธรรม และ ปัญญา เป็นสำคัญในการปราบมารอภิบาลคนดี ไม่มุ่งเน้นอิทธิฤทธิ์แต่อย่างใด (ทั้งที่มีฤทธิ์)

จากหลักการข้างต้น ทำให้สามารถสังเกตได้ไม่ยาก สำหรับผู้ที่ต้องการทราบว่าตนเองบำเพ็ญถึงขั้นใด และจะไปต่อขั้นใด หรือตอนนี้บำเพ็ญได้ถึงขั้นไหนแล้ว กล่าวคือ

๑.     หากเกิดมามีทรัพย์มาก แต่ไม่มีบริวาร ตำแหน่งไม่สูง ให้บำเพ็ญทานและวิริยะ

๒.    หากเกิดมามีโอกาสได้ศึกษามาก แต่ขาดทรัพย์ ให้บำเพ็ญเนกขัมมะและศีล

๓.    หากเกิดมามีตำแหน่งระดับต้น จะเริ่มมีมารมากวน ให้บำเพ็ญขันติอุเบกขา

๔.    หากเกิดมามีตำแหน่งระดับสูง เป็น นายก, ราชา ให้บำเพ็ญสัจจะอธิษฐาน

๕.    หากเกิดมาไม่มีอะไรเลย ขาดทั้งทรัพย์, บริวาร ให้บำเพ็ญปัญญาและเมตตา

ยิ่งบารมีสูงยิ่งไม่มีอะไรเลย จะใช้ปัญญาและเมตตามากในการบำเพ็ญเพียรมากกว่าบารมีตัวอื่นๆ ในขณะที่คนเกิดมารวย จะมีบารมีน้อย จำต้องบำเพ็ญทานมากกว่าบารมีตัวอื่น แต่อย่างไรก็ตามให้บำเพ็ญครบทั้งทศบารมี เพียงแต่จะเน้นหนักต่างกันเท่านั้นเอง

ตัวอย่างการเลือกสายธรรมและระดับการบำเพ็ญเพียร

ตัวอย่างที่หนึ่ง

มหาเทพนาราย คือ บำเพ็ญชาตินี้ในระดับมหาเทพ ช่วยคนให้มากที่สุด มุ่งผลประโยชน์แก่มหาชน เช่น เปิดตัวในหนังสือเพื่อให้คนรู้จัก และพร้อมช่วยเหลือหมดทุกคน โดยจะเดินตามสายภาคผู้ปราบ ปราบมิจฉาทิฐิและผีร้ายที่รบกวนคนให้หมดไป

ตัวอย่างที่สอง

ยูไลนาราย คือ บำเพ็ญชาตินี้ในระดับพระยูไล มุ่งการบรรลุโพธิสัตว์ธรรม เพื่อหมุนกงล้อธรรมจักรให้เคลื่อน ยังประโยชน์แก่มหาชนจนถึงที่สุดคือฝั่งพระนิพพาน โดยจะเดินตามสายภาคผู้ปราบมาร คือ ปราบมิจฉาทิฐิให้สิ้นไป ด้วยการเทศนาสอนธรรม

ตัวอย่างที่สาม

มหาโพธิสัตว์ศิวะ คือ บำเพ็ญชาตินี้ในระดับมหาโพธิสัตว์ มุ่งการยังประโยชน์แก่มหาชนแต่ไม่อาจนำสู่ฝั่งพระนิพพานได้ ขอเพียงให้มีความร่มเย็นเป็นสุขปรากฏแก่มวลประชาราษฎร์ โดยจะเดินตามสายภาคผู้สร้างใหม่ หรือผู้ปฏิรูปหรือผู้ปกครองประเทศ แต่ไม่ขอปฏิบัติจิตเจริญภาวนาจนบรรลุอรหันต์ ไม่ขอเทศนาธรรมเพื่อช่วยคนสู่ฝั่งนิพพาน จะขอเพียงจัดการระบบระเบียบการปกครองของประเทศให้กลับมาเรียบร้อย

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น