อภิธรรม เรื่อง ไม่ต้องทำความดี ไม่ต้องละเว้นความชั่ว ไม่ต้องทำใจให้บริสุทธิ์
อภิธรรม เรื่อง ไม่ต้องทำความดี ไม่ต้องละเว้นความชั่ว ไม่ต้องทำใจให้บริสุทธิ์
พระธรรมของพระพุทธเจ้านั้น จะทรงเลือกสมมุติบัญญัติ คือ “คำศัพท์เฉพาะ” ไว้หนึ่งตัวต่อหนึ่งข้อธรรม เช่น ทุกข์ ในอริยสัจสี่นั้น ก็เป็นคำศัพท์ที่ทรงเลือกไว้อธิบายสภาวธรรมอย่างหนึ่ง ไม่มีธรรมข้อใดเลยที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสแล้วไม่เลือกสมมุติบัญญัติที่เหมาะไว้ให้ ทั้งนี้ เพื่อย่อย่นธรรมเหลือเพียงคำง่ายๆ จำง่ายๆ คำเดียวเป็นการ “ย่อความธรรม” โดยธรรมทุกข้อสามารถคลี่ขยายอธิบายออกมาได้มากมายอย่างพิสดารทั้งหมดทุกข้อ
ทว่า ยังมีพราหมณ์กลุ่มหนึ่ง ที่เจตนาดี มาช่วยเรียบเรียงพระธรรมคำสอนของพระพุทธองค์ให้ แล้วเกิดความเข้าใจผิด จึงสอดแทรกความคิดเห็นส่วนตนลงไปในพระธรรมคำสอนนั้นแทน เช่น การสอนว่า “ทำความดี, ละเว้นความชั่ว ทำจิตใจให้บริสุทธิ์” ฟังดูแล้ว ดูดีมาก น่าศรัทธามาก เหมือนสอนให้คนเป็นคนดี ตั้งใจฝึกจิตดีมาก แต่นี่ไม่ใช่วิถีพุทธเลย เป็นพราหมณ์ชัดเจน ดังจะอธิบายต่อไปว่าทำไมจึงกล่าวว่าธรรมนี้ ไม่ใช่ธรรมของพระพุทธเจ้า เป็นธรรมที่ถูกแต่งเพิ่มขึ้นมาภายหลัง นั่นคือ นอกจากจะไม่มีศัพท์เฉพาะที่เป็นสมมุติบัญญัติแล้ว คือ คำว่าทำความดี ไม่มีศัพท์เฉพาะเรียกเลย ไม่เหมือนธรรมใน ๘๔,๐๐๐ ธรรมขันธ์อื่น จะมีศัพท์เฉพาะเรียกทั้งสิ้น เช่น ขันธ์ห้า, อภิญญาหก ฯลฯ
“ทำความดี” เป็นคำสอนของพราหมณ์ (ทำกิจให้จบ ทำพรหมจรรย์ให้สิ้น)
การทำความดี ก่อให้เกิดผลกรรมดีสนองตอบบุคคลนั้น ใครทำความดี ก็ได้รับสิ่งดีตอบแทน ทว่า พระพุทธเจ้าไม่ได้สรรเสริญการหวังผล, ติดดี, หรือติดบุญ เพราะกรรมใดๆ ก็ล้วนนำไปเกิดชาติและภพใหม่ทั้งสิ้น เมื่อทำความดีแล้ว ก่อให้เกิดผล เมื่อเกิดผลแล้ว ก็มีวิบากกรรมต้องไปรับ ต้องไปเสวยให้หมด ต้องเกิดชาติและภพใหม่ ดังนั้น พระองค์จึงไม่ได้สอนว่าให้ทำความดีนั้น เป็นเพียง “คุณธรรม จริยธรรม” ที่พราหมณ์ใช้สอนเท่านั้น พุทธแท้สอนว่า “ทำกิจของตนให้จบ” เมื่อจบกิจ จบพรหมจรรย์พร้อมนิพพาน ก็พอแล้ว
“ละเว้นความชั่ว” เป็นคำสอนของพราหมณ์ (ละเว้นทั้งกรรมใหม่ทั้งดีและชั่ว)
การละเว้นความชั่วเป็นสิ่งที่ดี แต่ไม่ใช่ละเว้นแต่เพียงกรรมชั่วเท่านั้น เพราะไม่ว่ากรรมดีหรือกรรมชั่วก็ตาม ล้วนนำพาไปเกิดยังชาติภพใหม่ทั้งสิ้น พราหมณ์ที่ช่วยกันเรียบเรียงพระไตรปิฎกไม่เข้าใจลึกซึ้งถึงเรื่องกรรมทุกกรรมล้วนก่อเกิดชาติภพใหม่ได้ ไม่ว่าดีหรือเลวนี้ จึงกล่าวอย่างนี้ลงเสริมไปในไตรปิฎก แต่นี่ไม่ใช่คำสอนของพระพุทธองค์ เพราะในบางส่วนของไตรปิฎกขัดแย้งกับคำสอนนี้ ก็คือ มีพุทธพจน์กล่าวไว้ว่า “พระองค์ทรงลอยบุญและบาปแล้ว” คือ ไม่ใช่ละเว้นแต่บาปอย่างเดียว แต่ละเว้นทั้งบุญและบาปด้วย คำสอนที่ให้ละเว้นบุญนี้เอง ส่งผลให้คนไม่จำเป็นต้องทำบุญมาก ทำให้พราหมณ์นั้นไม่มีลาภสักการะมากดังเก่าก่อน พราหมณ์อาจทำการตัดส่วนหนึ่งออกไป เหลือแต่คำว่าละเว้นความชั่ว แทนที่จะกล่าวทั้งหมดให้ครบกล่าวคือแท้จริงแล้วต้องบอกว่า “ละเว้นกรรมใหม่” ไม่ใช่ทำกรรมดี แต่ละเว้นทั้งกรรมดีและกรรมชั่ว ไม่ก่อกรรมใหม่เพิ่มทั้งดีและชั่ว
“ทำใจให้บริสุทธิ์” เป็นคำสอนของพราหมณ์ (จิตบริสุทธิ์อยู่แล้วไม่ต้องทำ)
พราหมณ์หากินและมีลาภสักการะได้ด้วยการสอนสมาธิและการฝึกจิตต่างๆ ให้คน เมื่อคนไม่ฝึกจิตไม่สนใจทำจิตให้บริสุทธิ์แล้ว พราหมณ์ก็ขาดลาภสักการะ ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงสอนขัดแย้งกับพราหมณ์เรื่องนี้ คือ พราหมณ์มองว่าจิตเป็นสิ่งที่ต้องฝึก สมาธิต้องสอน ต้องเรียนกัน แต่พระพุทธเจ้ามองว่าไม่ต้องสอน ไม่ต้องฝึก จิตเดิมแท้ประภัสสรอยู่แล้ว เป็นธาตุรู้อยู่แล้ว สมาธิก็มีเอง เกิดเอง ดับเองตามธรรมชาติอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องกระทำ, ฝึก, กำหนด, รักษา สมาธิหรือสติอีก การบรรลุธรรมได้นั้น แม้แต่หญิงบ้าก็บรรลุธรรมได้เพราะพระพุทธเจ้าเคยทำได้มาแล้วแม้แต่นางทาสชื่อ “โกกิลา” หรือนางโสเภณีที่ไม่ได้ฝึกจิตอะไรมาเลย ไม่ต้องเข้าวรรณะพราหมณ์เลย ก็สามารถบรรลุธรรมได้ ดังนี้ จึงไม่ต้องฝึกจิต ไม่ต้องทำใจให้บริสุทธิ์ เพราะจิตเดิมแท้ประภัสสร บริสุทธิ์อยู่แล้ว แค่ทำ “นิพพานให้แจ้ง” คือ เข้าถึงด้วยปัญญาก็พอ ใช้ขณิกสมาธิก็บรรลุธรรมได้ไม่ต้องฝึก
สรุป “วัตรสาม” คือ ๑) ละเว้นกรรมใหม่ ๒) ทำกิจให้จบ ๓) ทำนิพพานให้แจ้ง
คัมภีร์ไตรปิฎกนั้นถูกแต่งขึ้นมาภายหลังจากที่พระพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้ว จากนั้นได้มีพราหมณ์รจนาเรียบเรียงให้ใหม่อีกหลายครั้ง เพราะการสังคายนาหลายครั้ง และตำราถูกทำลายหลายครั้ง ทำให้ต้องใช้อย่างมีวิจารณญาณ ขอแย้งคัมภีร์ไตรปิฎกดังต่อไปนี้
๑) “ศีลวัตร” คือ ละเว้นกรรมใหม่ ทั้งฝ่ายบุญและบาป
ไม่ว่าจะกรรมดีหรือกรรมชั่วก็ตาม ล้วนนำพาไปเกิดในชาติภพใหม่ได้ทั้งสิ้น ดังนี้ ไม่ใช่ละเว้นแต่กรรมชั่ว แล้วทำกรรมดีก็หาไม่ จะต้องละเว้นกรรมใหม่ทั้งหมด ทั้งดีและชั่วด้วย จึงจะหมดกรรม กระทำแต่เศษกรรมที่พอดำรงอยู่ชั่วคราวในชาตินี้ก็พอ จึงเข้านิพพานได้ อย่างไรละที่เรียกว่า “กรรมใหม่” เช่น เราไม่มีตำแหน่งทางการเมือง เราก็อยากมีกับเขาบ้าง ธรรมชาติไม่ได้สร้างให้เราเป็น วิบากกรรมไม่ให้นำพาเราให้เป็น เราก็พยายามทำให้ตนเองเป็นให้ได้ นี่คือ “กรรมใหม่” แต่ถ้าเราอยู่ดีๆ ก็มีคนมาเชิญ มายกมือให้เราเป็นเช่นนี้คือ “วิบากกรรม” ที่เราต้องรับ ไม่รับไม่ได้ หนีก็ไม่ได้ ปฏิเสธก็ไม่ได้ นี่ไม่ใช่กรรมใหม่ ดังนั้น จึงสอดคล้องกับเต๋าที่กล่าวว่าปรับตัวตามธรรมชาติ ไม่กระทำใหม่ หรือแม้คำสอนของคริสต์ ก็สอนว่า “พระเจ้าสร้างทุกอย่างให้เรา พอดีแล้ว” (พอใจในสิ่งที่เรามีอยู่ได้ ไม่ต้องละโมบอยากได้ในสิ่งที่เราไม่มี) จึงไม่ต้องไปสร้างกรรมใหม่เพิ่มอีกก็ได้
๒) “กิจวัตร” คือ ทำกิจให้จบ ทำพรหมจรรย์ให้สิ้น
คนเราจะละเว้นทุกกรรมไปเลยนั้น ก็ไม่ได้ นั่นสุดโต่งเกินไป ไม่เข้าใจ ไม่มีปัญญา ต้องเข้าใจว่าคนเราก็ยังมีกิจต้องทำ มีกรรมที่จำเป็นต้องก่อเพื่อชำระหนี้ในรูปแบบหนึ่ง เช่น บางคนมีกรรมต้องเกิดมาเป็นชาวนา ต้องทำกิจชาวนาจนกว่ากรรมนั้นจะหมด ก็จะหมดหน้าที่ หมดกิจเป็นชาวนา และออกมาจากทางโลก เข้าสู่ทางธรรมได้ ดังนี้ คนเราทุกคนมีกิจทั้งหมด ไม่ทำกิจของตนก็ไม่จบกิจ เข้านิพพานไม่ได้ ใครมีกิจใดก็ไปทำเสียให้จบ บ้างก็มีกิจเกิดมาเป็นโจร เช่น องคุลีมาร, บ้างก็มีกิจเกิดมาเป็นโสเภณี ฯลฯ เหล่านี้ เมื่อทำเสียให้จบสิ้นแล้ว ก็หมดกรรมไม่ต้องทำอีก แต่ถ้าหนี, ไม่ยอม, ปฏิเสธ ก็จะไม่จบสิ้น อนึ่ง อะไรที่เราเรียกว่า “กิจที่ต้องทำให้จบ” เช่น พ่อแม่ลำบากอยู่ต่างจังหวัด เราละทิ้งไม่เคยเหลียวแลเลย มีคนมาเตือนเราว่าให้กลับบ้านบ้าง พ่อแม่เป็นห่วง เราก็ไม่สนใจ นี่เรียกว่าไม่ทำกิจของตนให้จบ เขาก็มาท้วงติง มาทวงหนี้ให้เราไปทำอยู่นั่น แบบนี้ ให้ดูว่าเราไม่ได้เริ่มต้น แต่มีธรรมชาติอะไรสะกิดให้เราไปทำเสีย อย่างพระที่บวชแล้วมีแต่ผู้หญิงมารบเร้าจะเอาเป็นสามีให้ได้ สุดท้าย ก็ควรจะสึกไปมีครอบครัว ชำระกิจ ชำระกรรมในรูปแบบการทำกิจเป็นสามีที่ดีเสีย ให้เขาพอใจ แล้วปล่อยเรามา ค่อยมาบวช
๓) “นิพพานวัตร” คือ ทำนิพพานให้แจ้ง
เมื่อทำกิจให้จบอยู่นั้น บุคคลจะดำรงอยู่ในสัมมาอาชีวะแล้ว และเพราะสัมมาอาชีวะนั้นเองทำให้เกิดสัมมาวายามะ, สัมมาสติ, สัมมาสมาธิ ขึ้นมาเอง มรรคแปดนี้ เกื้อกูลกัน เมื่อเกิดแล้วเพราะอำนาจแห่งการบรรลุโสดาบัน ก็จะดำเนินไปเองตามธรรมชาติ จากที่ได้มรรคแปดเพียงห้าตัวในครั้งบรรลุโสดาบัน ก็จะค่อยๆ เกิดมรรคแปดตัวที่หก, เจ็ดและแปดได้ในที่สุด ในขั้นนี้ก็จะนำไปสู่จุดที่สุดของการปฏิบัติเพื่อบรรลุอรหันต์ คือ การทำนิพพานให้แจ้ง ไม่ต้องสนใจอย่างอื่น จิตบริสุทธิ์อยู่แล้ว แต่มีกิเลสมาจรเป็นอาคันตุกะบดบังสัจธรรมความจริงก็เท่านั้น เมื่อกิเลสดับไปเองตามธรรมชาติ เพราะอนิจจัง สรรพสิ่งก็ไม่เที่ยงอย่างนี้ แม้แต่กิเลสก็มีการเกิดและดับไปเอง โดยไม่ต้องทำอะไรเลย เราใช้จังหวะนี้ทางมหายานเรียกว่า “สุญตา” ทางเถรวาทเรียกว่า “ตทังคนิพพาน” คือ นิพพานชั่วคราว ก็เข้าวิปัสสนาญาณฉับพลันทำนิพพานให้แจ้ง เมื่อไม่มีอะไรบดบังแล้ว ธรรมก็ปรากฏชัดแจ้ง ไม่มีบิดเบือน ไม่มีอะไรบิดบัง เปลือยเปล่าชัดเจน บรรลุธรรมง่ายดาย
คำสอนนี้ เป็นการสรุปคำสอนอย่างย่อย่นที่สำคัญครั้งสุดท้าย ก่อนที่พระพุทธเจ้าจะทรงดับขันธปรินิพพานด้วยส่วนหนึ่ง (นอกจากธรรมข้ออื่น) ขอชี้แจงแย้งคัมภีร์ไว้ดังนี้