หายใจออกทีเดียวความเครียดหายเป็นปลิดทิ้งด้วย “อานาปานสติฉบับสมบูรณ์ที่สุดในโลก”

หายใจออกทีเดียวความเครียดหายเป็นปลิดทิ้งด้วย “อานาปานสติฉบับสมบูรณ์ที่สุดในโลก”

การฝึกอานาปานสติฉบับสมบูรณ์ ฝึกหายใจอย่างไรให้หายเครียด 

การฝึกหายใจในรูปแบบต่างๆ

๑.    ฝึกนอนหายใจแบบสี่จังหวะเต็มรูปแบบ

นอนหงายในท่าศพ คือ มือทั้งสองข้างวางไว้ข้างลำตัว รักแร้เปิดไม่ติดกับสีข้าง ฝ่ามือทั้งสองหงายขึ้น ผ่อนคลายทั่วทั้งร่างกายและจิตใจ กางขาแยกจากกันประมาณหนึ่งศอก เป็นการเปิดระบบไฟฟ้าในร่างกายให้หมุนเวียนเข้าออกทุกจุดชีพจร หุบปากเอาปลายลิ้นแตะเพดานปากเบาๆ ไม่เปิดปากออก พร้อมหลับตาลงเบาๆ

หายใจเข้าให้กำหนดจิตจากจมูกเข้าตามลมหายใจมายังลำคอลงสู่ปอดซ้ายและขวาแยกออกทั้งสองทาง ซีกบน จนรู้สึกว่าปอดซีกบนทั้งสองพองเต็มที่ เลื่อนจิตลงมายังปอดซ้ายขวา ซีกกลาง จนรู้สึกว่าปอดทั้งซีกซ้ายและขวาพองเต็มที่ เลื่อนจิตลงมายังปอดซ้ายขวา ซีกล่าง จนรู้สึกว่าปอดทั้งซีกซ้ายและขวาพองเต็มที่ เลื่อนจิตลงมายังกระบังลมลงสู่ท้องทั้งหมด หายใจลึกทั่วท้องจนท้องพองเต็มที่ เหมือนดึงลูกสูบลงอย่างราบลื่น จนลมหายใจเข้าทั่วทั้งลำตัวเต็มที่ กักลมหายใจเล็กน้อย รับความรู้สึกถึงลมปราณ หรือพลังภายนอกที่ไหลตามลมหายใจเข้ามาชั่วขณะ

หายใจออกให้กำหนดจิตจากปอดซ้ายและขวาแยกออกทั้งสองทาง ซีกบน จนรู้สึกว่าปอดซีกบนทั้งสองแฟบลงเต็มที่ เลื่อนจิตลงมายังปอดซ้ายขวา ซีกกลาง จนรู้สึกว่าปอดทั้งซีกซ้ายและขวาแฟบลงเต็มที่ เลื่อนจิตลงมายังปอดซ้ายขวา ซีกล่าง จนรู้สึกว่าปอดทั้งซีกซ้ายและขวาแฟบลงเต็มที่ เลื่อนจิตลงมายังกระบังลมลงสู่ท้องทั้งหมด หายใจออกทั้งท้องจนท้องแฟบเต็มที่ เหมือนดึงลูกสูบขึ้นจนสุด จนลมหายใจออกจากสะดือผ่านกลางลำตัวไปยังคอและจมูก กักลมหายใจเล็กน้อย รับความรู้สึกถึงลมปราณ หรือพลังภายนอกที่ไหลตามลมหายใจออกชั่วขณะ

 ๒.    ฝึกหายใจแบบสี่จังหวะลดรูปแบบ

นอนหงายในท่าศพ คือ มือทั้งสองข้างวางไว้ข้างลำตัว รักแร้เปิดไม่ติดกับสีข้าง ฝ่ามือทั้งสองหงายขึ้น ผ่อนคลายทั่วทั้งร่างกายและจิตใจ กางขาแยกจากกันประมาณหนึ่งศอก เป็นการเปิดระบบไฟฟ้าในร่างกายให้หมุนเวียนเข้าออกทุกจุดชีพจร หุบปากเอาปลายลิ้นแตะเพดานปากเบาๆ ไม่เปิดปากออก พร้อมหลับตาลงเบาๆ

หายใจเข้าให้กำหนดจิตจากจมูกเข้าตามลมหายใจมายังลำคอลงสู่ปอดโดยไม่แยกซ้ายหรือขวา ผ่านตรงกลางลำตัวลงมาจากบน มากลาง มาล่าง แล้วดิ่งลงไปยังท้องจนท้องพองออกเต็มที่จนสุดลมหายใจ ให้กักลมหายใจรอลมปราณที่เคลื่อนตามลมหายใจมารวมกันไว้ที่ท้องชั่วขณะ จนจิตมาเพ่งรวมหยุดนิ่งอยู่บริเวณท้องน้อย

หายใจออกให้กำหนดจิตตามลมหายใจออก จากท้องวนรอบสะดือวกขึ้นมาตรงๆ ผ่านกระบังลม ไปยังอกช่วงล่าง ไปอกช่วงกลางแล้วไปยังอกช่วงบน จนถึงคอแล้วออกที่จมูกทั้งสองข้างจนท้องแฟบลงจนสุดลมหายใจ ให้กักลมหายใจรอลมปราณที่เคลื่อนตามลมหายใจออกจากท้องและปอดจนหมดชั่วขณะ จิตจดจ่อที่ปลายจมูก

๓.    ฝึกหายใจแบบสองจังหวะแบบย่อ

นอนหงายในท่าศพ คือ มือทั้งสองข้างวางไว้ข้างลำตัว รักแร้เปิดไม่ติดกับสีข้าง ฝ่ามือทั้งสองหงายขึ้น ผ่อนคลายทั่วทั้งร่างกายและจิตใจ กางขาแยกจากกันประมาณหนึ่งศอก เป็นการเปิดระบบไฟฟ้าในร่างกายให้หมุนเวียนเข้าออกทุกจุดชีพจร หุบปากเอาปลายลิ้นแตะเพดานปากเบาๆ ไม่เปิดปากออก พร้อมหลับตาลงเบาๆ

หายใจเข้าให้กำหนดจิตจากจมูก ให้รู้สึกว่าลมหายใจผ่านเข้า

หายใจออกให้กำหนดจิตจากจมูก ให้รู้สึกว่าลมหายใจผ่านออก

กำหนดจิตจดจ่อที่ปลายจมูก ดูลมหายใจเข้าออกเท่านั้น เพียง สองจังหวะ ไม่มีการกักลมหายใจหยุดชั่วขณะแบบการหายใจสี่จังหวะตามแบบทั้งสองข้างต้น

ในการฝึกหายใจจะพบว่าร่างกายและจิตใจผ่อนคลาย ความเครียดจะเบาบางลดลง เบาสบายทั้งกายและใจ ใจสงบมีสมาธิมากขึ้น เมื่อฝึกหายใจชำนาญดีแล้วให้เปลี่ยนอิริยาบถต่างๆ และลดย่อรูปแบบการหายใจเพื่อใช้ตลอดทุกอิริยาบถ ดังนี้

ฝึกหายใจในอิริยาบถต่างๆ

๑) ฝึกหายใจท่าพุทธะแบบจีบนิ้วมุทรา

ท่านี้มีรากฐานเหมือนการหายใจท่านอนหงายแบบศพทุกประการ โดยเพิ่มการจีบนิ้ว หัวแม่มือแตะนิ้วชี้เบาๆ หงายฝ่ามือขึ้น เข้าไปเท่านั้น เวลากำหนดจิตแรกๆ หากมีอาการเกร็งหรือตึงเครียดให้ความตึงเครียดย้ายไปอยู่ที่นิ้วทั้งสองชั่วคราว การจีบนิ้วจะแรงขึ้น จนเมื่ออาการตึงเครียดทางร่างกายและจิตใจหมดลงไปการจีบนิ้วจะเบาบางไม่ออกแรงอีกต่อไป ท่านี้ใช้สำหรับคนที่มีความเครียดมากและเพิ่งเริ่มฝึกหายใจในระยะแรกๆ ซึ่งยังมีภาวะความตึงเครียดอยู่มาก จำต้องระบาย โดยให้เริ่มหายใจแบบ แบบสี่จังหวะเต็มรูปแบบ” เมื่อชำนาญดีแล้วให้ต่อด้วย แบบสี่จังหวะแบบลดรูปแบบ และจบลงด้วย แบบสองจังหวะแบบย่อ นับว่าครบสมบูรณ์ในท่านี้

๒) ฝึกหายใจท่าศพแบบปล่อยมือ

ท่านี้ได้อธิบายแล้วข้างต้นโดยละเอียด ให้ฝึกไล่ลำดับไปจนชำนาญทั้งสามแบบ

๓) ฝึกหายใจท่านั่งสมาธิแบบโยคะ

เปลี่ยนจากท่านอนเป็นท่านั่งสมาธิ ปลายเท้าทั้งสองวางรวบอย่างผ่อนคลาย วางฝ่ามือทั้งสอง จีบนิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้หรือกลางตามถนัด หงายฝ่ามือขึ้นวางไว้บนเข่าเบาๆ แล้วหายใจแบบต่างๆ ครบทั้งสามแบบจนชำนาญ โดยเปลี่ยนแค่ท่าเท่านั้น

๔) ฝึกหายใจท่านั่งสมาธิแบบขัดสมาธิ

เปลี่ยนจากท่านอนเป็นท่านั่งสมาธิ รวบเท้าขวาทับซ้าย วางฝ่ามือทั้งสองรวมไว้บนตัก มือขวาทับซ้าย หงายฝ่ามือขึ้นวางไว้บนตักเบาๆ ขยับจนกว่าจะเข้าที่และสมดุลที่สุด แล้วหายใจแบบต่างๆ ครบทั้งสามแบบจนชำนาญ โดยเปลี่ยนแค่ท่าเท่านั้น

๕) ฝึกหายใจท่านั่งสมาธิแบบสมาธิเพชร

เปลี่ยนจากท่านอนเป็นท่านั่งสมาธิ รวบเท้าขวาทับซ้าย ซ้ายช้อนกลับขึ้นมาทับขวา ขัดกันแน่น ปลายเท้าทั้งสองจะหงายขึ้นชี้ฟ้า ซึ่งจะดันลมปราณจากจักระที่หนึ่งให้ทะยานขึ้นสู่จักระที่เจ็ดโดยง่าย หากไม่สามารถหงายฝ่าเท้าได้ก็ให้คลายเท้าลงได้ จากนั้น วางฝ่ามือทั้งสองรวมไว้บนตัก มือขวาทับซ้าย หงายฝ่ามือขึ้นวางไว้บนตักเบาๆ แล้วหายใจแบบต่างๆ ครบทั้งสามแบบจนชำนาญ โดยเปลี่ยนแค่ท่าเท่านั้น

๖) ฝึกหายใจท่าโยคะอื่นๆ

ให้หายใจในท่าออกกำลังกายแบบโยคะแบบต่างๆ โดยกำหนดจิตตามรูปแบบข้างต้นทั้งสามรูปแบบ อนึ่ง ควรหายใจในท่าโยคะแต่ละท่านานจนรู้สึกมีความเปลี่ยนแปลงจากความตึงเครียดเป็นความผ่อนคลาย จึงค่อยเปลี่ยนเป็นท่าต่อไป

๗) ฝึกหายใจท่าเดินจงกลม

การหายใจที่ผ่านมาข้างต้นเป็นท่าที่ค่อนข้างนิ่ง ในขณะที่ท่าโยคะมีการเปลี่ยนอิริยาบถ การหายใจในขั้นต่อไป คือ การฝึกหายใจพร้อมการก้าวเดิน โดยเริ่มจากท่าจงกลมปกติ กำหนดลมหายใจตามแบบต่างๆ ทั้งสามรูปแบบ จนเกิดชำนาญ โดย

เมื่อหายใจเข้าให้เป็นจังหวะของการยกขาขึ้นจนถึงจุดสูงสุดแล้วค้างไว้

เมื่อหายใจออกให้เป็นจังหวะของการเหยียดขาลงจนแตะพื้นจนแน่นิ่งมั่นคง

ให้ฝึกหายใจให้สอดคล้องกับการย่างก้าวแบบจงกลมในแต่ละแบบจนชำนาญ

๘) ฝึกหายใจท่าพุทธะ

การหายใจที่ผ่านมาข้างต้น เป็นการหายใจที่เริ่มมีการเคลื่อนไหวร่างกายส่วนล่าง ต่อไปนี้จะเป็นการเคลื่อนไหวทั่วทั้งร่างกาย กระบวนท่าออกกำลังกายแบบ พุทธะ นี้เป็นการเคลื่อนทั้งขาและแขนทั้งทั้งร่างกาย ให้สัมพันธ์กับการหายใจแบบต่างๆ ทั้งสามรูปแบบ กระบวนท่าแบบพุทธะเป็นกระบวนท่าเลียนแบบพระพุทธรูปปางต่างๆ เพื่อฝึกจิตหลอมรวมเป็นพุทธะ กระตุ้นจิตเดิมแท้ที่บริสุทธิ์ให้มีกำลังเหนือกิเลส สามารถแปรเปลี่ยนได้ไม่จำกัดกระบวนท่า เกินกว่าจะพรรณนาได้ในที่นี้ โดยใช้หลัก

หายใจเข้า รวมจิตรวมปราณสู่ศูนย์กลางกาย

หายใจออก ถ่ายลมปราณออกจากร่างทางส่วนต่างๆ เช่น ฝ่ามือ

ให้ฝึกหมุนเวียนลมปราณเข้าออกผ่านท่าต่างๆ สอดคล้องกับลมหายใจจนชำนาญ

๙) ฝึกหายใจในทุกอิริยาบถ

เป็นการฝึกแบบ ไร้ลักษณ์ ไร้รูปแบบ โดยลืมตาฝึก ทำงานหรือดำเนินชีวิตแบบปกติประจำวัน แต่กำหนดลมหายใจเข้าออกตามรูปแบบทั้งสามข้างต้นอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา จนสอดคล้องกลมกลืนเป็นเสมือนส่วนหนึ่งของร่างกายตลอดเวลา ในการหายใจแบบนี้ ใช้รูปแบบการหายใจแบบ สองจังหวะแบบย่อ” เป็นหลัก คือ ดูลมหายใจเข้าและออกเพียงปลายจมูกเท่านั้น กรณีมีสิ่งยั่วยุให้เสียสมาธิ จนกำลังจิตไม่พอ หลุดออกจากลมหายใจ อาจต้องใช้การหายใจแบบสี่จังหวะเข้าช่วย ก็จะดึงจิตมารวมสมาธิอยู่ที่ลมหายใจได้มากขึ้น กรณีที่มักลืมดูลมหายใจ ให้กำหนดเป็นคำบริกรรม เช่น หายใจเข้า พุทธ หายใจออก โธ ภาวนาในใจอยู่ตลอดเวลา ก็จะมีสติไม่หลงลืม เมื่อชำนาญดีแล้วก็สามารถละคำบริกรรมลง โดยระลึกรู้ได้ตลอดเวลา

๑๐) ฝึกหายใจโดยไม่หายใจ

ขั้นสูงสุดของการฝึกหายใจแบบ อานาปานสติ คือ การหายใจโดยไม่หายใจ คือ การเข้าฌานจนถึงฌานสี่ จนเห็นความดับหายไปแห่งลมหายใจ ให้นั่งหรือนอนสมาธิในท่าที่ถนัด จำเป็นจะต้อง หยุดนิ่งไม่เคลื่อนไหว เพราะการเคลื่อนไวจำต้องใช้ ลมหายใจ เพื่อเผาผลาญอาหารหล่อเลี้ยงให้พลังงานแก่ร่างกาย เมื่อนั่งสมาธิเข้าฌานพักผ่อนเต็มที่ ร่างกายจะเข้าสู่ภาวะ ไร้ลมหายใจ (ฌานสี่) ซึ่งก็คือ

การจับลมหายใจแบบอานาปานสติเพื่อเข้าสู่ฌานสี่

นั่งสมาธิหยุดนิ่งในท่าที่ถนัด หากเคลื่อนไหวจะไม่สามารถเข้าสู่ภาวะฌานสี่ได้ อนึ่ง การเคลื่อนไหวที่จัดได้ว่าเป็นฌานสี่ จะต้องเกิดในภาวะจิตเป็นอิสระจากกายอย่างเด็ดขาด คือ การเคลื่อนไหวโดยการถอดกายทิพย์เคลื่อนไหว ไม่ใช่การเคลื่อนไหวพร้อมกายเนื้อ เพราะการเคลื่อนไหวกายเนื้อ แบบไม่ถอดกายทิพย์ จิตและกายต้องสัมพันธ์กันไม่แยกจากกันอย่างเด็ดขาด จะไม่อาจนับได้ถึงฌานสี่ ได้สูงสุดเพียงฌานสามเท่านั้น ยกเว้นภาวการณ์เคลื่อนไหวแบบอัตโนมัติ คือ สมองตั้งโปรแกรมอัตโนมัติไว้ แล้วจิตหลุดเป็นอิสระจากกายก็มีเกิดได้เช่นกัน เช่น การทอผ้ากระแทกหูกซ้ำๆ กันหลายครั้ง จนสมองกำหนดเป็นโปรแกรมอัตโนมัติ เช่นนี้ จิตก็ไม่ต้องยุ่งกับร่างกาย จิตจะเป็นอิสระแล้วเข้าสู่ภาวะฌานสี่ได้ทั้งที่ร่างกายมีการเคลื่อนไหว

ฌานหนึ่ง

ให้กำหนดคำบริกรรมเพื่อรวมจิตให้หลุดพ้นจากนิวรณ์ทั้งห้าประการ เมื่อจิตพ้นจากนิวรณ์ทั้งห้าประการ นับว่าเข้าสู่ฌานหนึ่ง โดยยังไม่ทิ้งคำบริกรรมที่สอดคล้องกับลมหายใจเข้าออก การระลึกเอาคำบริกรรมมาภาวนา เรียกว่า วิตก การเพ่งพิจารณาคำบริกรรมเรียกว่า วิจารณ์ วิตกไม่ใช่การวิตกกังวล เพราะจิตที่วิตกกังวลจะนับว่าพ้นนิวรณ์เข้าสู่ฌานหนึ่งไม่ได้ ดังนั้น วิตกในที่นี้ไม่ได้แปลว่าความกังวล และทั้งวิตกและวิจารณ์ เป็นองค์ประกอบของฌานหนึ่งที่จะขาดไม่ได้ จึงเรียกว่า องค์ฌาน

ฌานสอง

เมื่อจิตพ้นจากนิวรณ์ห้าดีแล้ว จึงละออกจากคำบริกรรม จิตก็ยังคงอยู่กับลมหายใจเข้าออก โดยไม่อาศัยคำบริกรรม การไม่อาศัยคำบริกรรม หรือการไม่ระลึกกำหนดลมหายใจ แต่จิตก็สามารถพ้นจากนิวรณ์ห้าได้เอง เรียกว่า ละวิตก ละวิจารณ์ จึงเข้าสู่ฌานสอง ช่วงนี้ จะสังเกตได้ว่าจิตมีกำลัง เรียกว่า พลังจิต มากทีเดียว จิตจะแสดงอาการของ พลังเพื่อปลดปล่อยตนเองให้เป็นอิสระ เช่น อาจเห็นแสงวูบวาบ รู้สึกตัวลอย ขนลุกชูชัน เรียกอาการเหล่านี้ว่า ปีติ อาการแปลกๆ ทั้งหลายเหล่านี้อย่าได้ตกใจ อย่าเพิ่งลืมตาออกจาการเข้าฌาน ให้ตั้งสติดูเฉยๆ จนกว่าจิตจะสงบนิ่งลง จิตที่ตื่นขึ้นมีกำลังดังม้าป่าคึกคะนอง ก็ค่อยๆ สงบเชื่องลงแล้วพักผ่อนในที่สุด

ฌานสาม

เมื่อไม่ได้ทำอะไรกับจิต ปล่อยให้จิตแสดงออก ให้แสดงพลังออกมาจนเหนื่อย จนปลดปล่อยหมดแรงแล้ว จิตก็จะพักเอง อุปมาดังม้าผ่าคึกคะนองที่สำแดงเดชเหนื่อยแล้วก็ย่อมต้องพักหลับ อาการ ปีติ ก็สงบลงจนหายวับไป เข้าสู่ภาวะฌานสาม ณ ภาวะนี้เอง จะรู้สึกถึงลมหายใจที่ ละเอียดประณีต อย่างมาก เพียงแผ่วเบาเล็กน้อย แทบจะไม่มีลมหายใจ เหมือนจวนเจียนใกล้จะสิ้นลมหายใจขาดไปฉะนั้น ร่างกายส่วนอื่นหรือแม้แต่ความคิดอื่นใดก็ไม่มี ราวกับเหลือลมเบาๆ เข้าออกที่ปลายจมูกเล็กๆ ไม่รู้สึกถึงสิ่งอื่นใดอีกเลย มีความสุขสงบสงัดเป็นที่สุด ราวกับได้พักเป็นสิบปี

ฌานสี่

จากนั้น จะรู้สึก ลมหายใจสิ้นไป หรือ ขาดไป หรือ ดับไป หรือ หายวับไป ณ จุดนี้เอง เป็นภาวะเข้าสู่ฌานสี่ อย่าตกใจ ร่างกายสามารถดำรงอยู่ในภาวะนี้ได้โดยไม่ตาย จะมีภาวะเช่นเดียวกับการจำศีลของสัตว์บางชนิดที่ไม่กินอาหารไม่หายใจ แต่ไม่ตาย ความรับรู้และความรู้สึกทุกอย่างดับหายไป ราวกับเราไม่ใช่สิ่งมีชีวิตในจักรวาลนี้อีก ราวกับเราหายสิ้นไปไม่เหลือสิ่งใดเลย แม้นแต่ลมหายใจ

จะรู้สึกว่ามีลมหายใจมาจับที่ปลายจมูกเบาๆ อีกครั้ง นั่นคือ การถอยกลับจากฌานสี่มาสู่ฌานสาม เรียกว่า ปฏิโลมฌาน จากนั้น สติและการรับรู้จะค่อยกลับคืนมาช้าๆ ทั้งนี้ จังหวะเข้าออกจากฌานสามและฌานสี่นี้เอง เป็นเสี้ยววินาทีทอง หากจิตได้แจ้งเห็นในไตรลักษณ์คือความเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แล้วไซร้ ก็จะบรรลุธรรมทันที เมื่อฝึกจนชำนาญโดยเดินหน้าเข้าฌานสุดถึงฌานสี่ แล้วถอยออกจากฌานสี่กลับสู่ฌานหนึ่ง วนรอบเข้าออกอย่างนี้ เรียกว่า อนุโลมปฏิโลม จนชำนาญดีแล้ว จะมีโอกาสบรรลุธรรมสูงมาก นับว่าสำเร็จ อานาปานสติ ขั้นสูงสุดอีกด้วย

ให้ลองสังเกตความแตกต่างของการหายใจในกระบวนท่าต่างๆ อย่างละเอียด เมื่อจิตละเอียดมากขึ้นจะสัมผัสลมปราณในร่างกายได้ ลมปราณคือ กำลังภายใน ที่ไหลเวียนหล่อเลี้ยง กายในกาย หรือ กายทิพย์ เป็นระบบที่หมุนเวียนอย่างสมดุลตลอดเวลา เมื่อหายใจจนชำนาญดีแล้ว จิตละเอียดดีแล้ว จะเห็นความสัมพันธ์และความเป็นหนึ่งเดียวกันของ ร่างกายและจิตวิญญาณ เกิด ปัญญาญาณ และมีกำลัง สมถะสูงขึ้น” เมื่อฝึกหายใจจนถึงขั้น หายใจโดยไม่หายใจ แล้ว ให้รวมกระบวนท่าต่างๆ เป็นหนึ่งเดียว ผสานเป็นกระบวนท่าไร้ลักษณ์แบบไม่หายใจ เช่น การกวาดลานวัด กวาดรูปแบบเดิมซ้ำๆ จนสมองสั่งเป็นโปรแกรมอัตโนมัติ จิตเป็นอิสระจากกาย ขณะจิตจดจ่อที่ลมหายใจ จนเห็น ลมหายใจดับไป ทั้งๆ ที่ร่างกายยังเคลื่อนไหวอยู่ จะบรรลุฉับพลัน แบบ เซน นับเป็นการบรรลุอานาปานสติ แบบเคลื่อนไหวไร้ลักษณ์ ขั้นสูงสุด

อภิญญาที่ได้จากการฝึกอานาปานสติขั้นสูงสุด

๑.     หยุดหายใจได้นานโดยไม่ตาย ในกรณีที่ไม่อาจหายใจ หรืออากาศมีพิษ

๒.    ดำน้ำ หรือถูกกดจมน้ำได้นานโดยไม่ตาย ลงไปเข้าฌานใต้น้ำทะเลได้

๓.    หยุดหายใจเพื่อแกล้งตาย จนศัตรูปล่อยตัว ก็กำหนดเวลาฟื้นจากความตายได้

๔.    เหาะเอากายเนื้อออกไปนอกโลกที่ไร้อากาศหายใจได้ยาวนาน โดยไม่ตาย

๕.    กำหนดจิตโดยใช้ลมหายใจควบคุม สลัดความทุกข์ออกได้พร้อมลมหายใจเดียว

๖.     รักษาโรคที่เกิดจากลมปราณแปรปรวนได้ด้วยการกำหนดลมหายใจคุมลมปราณ

สำหรับอภิญญาเหล่านี้ มีท่านที่ได้เคยกระทำไว้ในอดีตเท่าที่ได้รับการบันทึกไว้ เช่น

๑.     พระโมคคัลลานะ เหาะเอาทั้งกายเนื้อไปสวรรค์ (ออกนอกโลก) ได้โดยไม่ตาย แม้นไม่มีอากาศหายใจ

๒.    พระเยซูทรงแกล้งตายบนไม้กางเขน และได้กำหนดเวลาฟื้นคืนชีพหลังจากศัตรูปล่อยพระองค์ลงจากไม้กางเขนแล้ว

๓.    พระอุปคุต ลงไปเข้าฌานใต้สะดือทะเล โดยไม่มีอากาศหายใจได้ยาวนานโดยไม่ตาย จนมีผู้อาราธนาทางจิตให้ขึ้นมาปราบมารบนโลกมนุษย์

ขอให้ท่านทั้งหลายฝึกให้สำเร็จถึงขั้นสูงสุดก็จะเห็นว่าอภิญญาเหล่านี้เป็นสิ่งที่มีจริง ฝึกได้จริง ไม่ใช่สิ่งโกหกหลอกลวงแต่อย่างใด แต่เหนือสิ่งใดนั้น คือ ปัญญาญาณ คือ การบรรลุธรรมหลุดพ้นซึ่งความทุกข์ทั้งปวง คือ สูงสุดของวิชชาอานาปานสตินี้

ข้อสังเกตบางประการในการฝึกอานาปานสติ

๑.     การฝึกอานาปานสติที่ไม่มีการจดจ่อไตรลักษณ์ หรือการเพ่งพิจารณาความดับหายไปของลมหายใจ จัดเป็นเพียง สมถะกรรมฐาน ให้จิตมีกำลังกล้าแข็งสยบกิเลสได้ชั่วคราวเท่านั้น แต่ไม่อาจเห็นแจ้งจนดับอวิชชาได้ แม้นว่าการใช้คำบริกรรม ไม่ทิ้งคำบริกรรม ก็ไม่จัดเป็น วิปัสสนากรรมฐาน เนื่องจากคำบริกรรมช่วยนำจิตแต่ไม่ได้ช่วยในการเห็นความดับไปจนหลุดพ้นเห็นธรรมแต่อย่างใด

การฝึกดูลมหายใจตลอดเวลา หากไม่ฝึกดูให้ถึงความดับไปแห่งลมหายใจ จะทำให้ผู้ฝึก ติดลมหายใจ คือ มีอาการเหมือนการ ติดฌาน หรือ การยึดกรรมฐาน จัดเป็น อัตตาแบบละเอียดอย่างหนึ่ง ทำให้ผู้ฝึกบรรลุเจโตวิมุติ (กำลังสมถะกรรมฐานสูงสุดข่มกำราบกิเลสได้ทุกชนิดแต่ไม่แจ้งด้วยปัญญา ไม่เห็นธรรม) บรรลุสูงสุดเพียงแค่อนาคามี ไม่อาจบรรลุปัญญาวิมุติถึงอรหันต์ได้ ยังไม่ใช่สูงสุดของวิชชาอานาปานสติ ทำให้ได้เพียง สติ และ สมาธิ เท่านั้น ไม่เกิด ปัญญา (พระสงฆ์หลายรูปจะติดค้างอยู่นานในภาวะอนาคามีจำนวนมาก)

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น