ศาสนธรรม “ผิดครู”
ศาสนธรรม “ผิดครู”
พระสงฆ์ไทยปัจจุบันกำลัง “ผิดครู” เพราะมีความประมาทมากเมื่อเทียบกับคนโบราณ
ผู้เขียนในครั้งวัยเยาว์ มีคุณตาซึ่งเป็นคนโบราณผู้มีวิชชาอาคมติดตัวอยู่บ้าง และในครั้งเยาว์วัย ผู้เขียนได้รับการเลี้ยงดูจากตา และตาก็ได้ถ่ายทอดแนวคิดและวิชชาอาคมบางอย่างให้แก่ผู้เขียน แต่ด้วยผู้เขียนเป็นคนสมัยใหม่ที่ได้เข้าเรียนมหาวิทยาลัย และเชื่อในวิทยาศาสตร์และสิ่งที่พิสูจน์ให้เห็นได้ด้วยวิธีทางการวิจัย ดังนั้น ผู้เขียนจึงหนีห่างและทำให้สิ่งที่คุณตาพยายามมอบให้ต้องสูญหายไป ผู้เขียนทราบว่าคุณตามีน้องอยู่ท่านหนึ่งซึ่งได้คัมภีร์โบราณไป คัมภีร์โบราณตกทอดถึงทายาท ซึ่งเป็นหลานของคุณตา ส่วนคุณตาไม่ได้คัมภีร์โบราณนั้น ผู้เขียนได้พบหลานของคุณตาผู้นั้นมีอายุเข้าวัยชราแล้ว (ผู้เขียนยังอยู่วัยหนุ่ม) แต่ไม่ได้รับคัมภีร์โบราณนั้นเป็นการถ่ายทอดแต่อย่างใด
ปัจจุบัน ผู้เขียนได้ปฏิบัติธรรมด้วยตนเองจากหลายสำนักทั่วประเทศไทย และได้เข้าใจตนเองเป็นเบื้องต้นก่อนที่จะศึกษาธรรมชาติรอบตัวภายหลัง ผู้เขียนได้รู้จักผู้อำนวยการโรงเรียนท่านหนึ่ง ซึ่งได้ให้คำปรึกษาข้อธรรมและแนวทางปฏิบัติแก่ ผอ. และวันหนึ่ง ผอ. ท่านนี้ก็บำเพ็ญบารมีจนได้คัมภีร์โบราณของคนสุโขทัยมาจำนวนหนึ่ง ผู้เขียนได้ศึกษาแนวทางคำสอนของคนไทยสมัยโบราณซึ่งแทบไม่เหลือให้ศึกษาอีก และได้พบความเปลี่ยนแปลงบางประการของการฝึกวิชชาทางจิตในสมัยโบราณและสมัยปัจจุบัน อันเป็นจุดที่เสี่ยงต่ออันตรายอย่างยิ่งหากไม่เตือนท่านผู้ปฏิบัติจิต ปฏิบัติธรรมทั้งหลาย ซึ่งก็คือ “การผิดครู” หรือ การที่ผิดคำพูดที่ให้ไว้แก่ครูบาอาจารย์ต้นวิชชาว่าจะไม่ทำการอันไม่ควรแก่การฝึกวิชชาใดๆ เช่น บางวิชชาห้ามเดินลอดใต้ราวผ้าเป็นต้น ผลของการผิดครูเบื้องต้นคือ “วิชชาเสื่อม” และทำให้เกิดผลตามมาที่ร้ายแรงยิ่งกว่าคือ “ของเข้าตัว” เมื่อของเข้าตัวแล้วจะมีอาการที่แตกต่างกันไป เช่น บางรายต้องเป็นปอบก็มี ความร้ายแรงของการถูก “ของของตน ย้อนเข้าตัว” นี้ ขึ้นอยู่กับวิชชาที่ฝึกและของที่ปลุกเสกนั้นเป็นอะไร ถ้าเป็นของเบาก็อาการไม่หนักถ้าเป็นของที่หนัก อาการก็หาเบาได้ไม่ พระสงฆ์ไทยที่ดังๆ จำนวนมากในปัจจุบันล้วนมี “ของ” กันทั้งนั้น แล้วแต่ว่าจะเป็นของอะไร เบื้องต้นง่ายๆ “ของ” ซึ่งเป็นจิตวิญญาณที่นิยมนำมาเลี้ยงกันก็คือ “กุมาร” ซึ่งนับว่าเบาที่สุด ผู้เขียนได้พบหญิงผู้หนึ่ง ได้บูชากุมารมาด้วยเงิน แล้วเกิดของเข้าตัว วิ่งเหมือนคนเป็นบ้ามาหลังวัด พ่อพยายามช่วย ด้วยการขอให้เจ้าอาวาสวัดช่วย ท่านก็ไม่ยุ่งด้วย สุดท้ายได้มาปรึกษาผู้เขียน ผู้เขียนจึงได้แนะนำวิธีให้ เมื่อแก้ไขแล้วก็ได้หายจากอาการนั้นไป (ปัจจุบัน ยังมีชีวิตอยู่ครบ สามารถทำวิจัยหรือใช้เพื่อสืบพยานได้) บทความฉบับนี้ จึงขอเสนอเรื่อง “การผิดครู” ในปัจจุบัน ดังต่อไปนี้
การผิดครูของพระสงฆ์ไทยปัจจุบันเกิดขึ้นหลายสาเหตุ ดังนี้
สาเหตุเพราะความประมาทพลาดพลั้ง ทำให้พระสงฆ์ไทยดังๆ มากมาย ทำสิ่งที่ผิดครู ครูโบราณเวลาสอนวิชชาทางจิต หรือไสยเวทย์ต่างๆ แล้วจะกำชับเสมอให้ระวังไม่ให้ผิดครู คือ ไม่ให้ทำสิ่งที่ต้องละเว้นละวางต่างๆ แม้แต่พระพุทธเจ้าก็ทรงทำเช่นกัน คือ การตราศีลให้ไว้แก่พระภิกษุสงฆ์ กรณีภิกษุสงฆ์ผิดศีล ท่านก็มอบวิธีแก้ให้คือการปลงอาบัติบ้าง เข้าปริวาสกรรมบ้าง ฯลฯ ครูไทยโบราณ ก็ไม่ได้แตกต่างกัน ทุกวิชชาต้องมีเครื่องละเว้นละวาง ระวังไม่ให้ผิดครู ทั้งสิ้น เช่น บางวิชชาห้ามกินฟัก, บางวิชชาห้ามลอดใต้ราวตากผ้า ฯลฯ เป็นต้น สำหรับวิชชาของพระพุทธเจ้าไม่ได้มีข้อห้ามแบบนั้น แต่มีข้อห้ามที่มีเหตุผลมากกว่าเรียกว่า “พระธรรมวินัย” ของทุกอย่าง ที่มีอิทธิฤทธิ์ ล้วนแล้วแต่มีข้อควรระวังในการใช้ทั้งสิ้น ดังนั้นครูทางจิตวิญญาณของคนไทยโบราณจึงมักมีข้อห้ามต่างๆ มากมายให้แก่ลูกศิษย์ ปัจจุบัน พระสงฆ์ไทยที่ฝึกวิชชาทางจิต ไม่ทันระวังตัว เพราะด้วยเทคโนโลยีปัจจุบันล้ำหน้าไปมาก และครูไทยโบราณ ก็คาดคิดไม่ถึงว่าจะมีเทคโนโลยีอะไรบ้าง ท่านจึงไม่ได้ตราข้อห้ามบางข้อไว้ เป็นเหตุให้เกิดการผิดครูด้วยความประมาทพลาดพลั้งของพระสงฆ์ไทยจำนวนมากมาย ดังจะอธิบายต่อไปนี้
๑) การทำเครื่องรางของขลังจำนวนมากเกินไป นั้น “ผิดครู”
การทำเครื่องรางของขลังในสมัยโบราณใช้มือทำเป็นส่วนใหญ่ หรือต่อให้มีเครื่องมือช่วยก็จะเป็นเครื่องมือที่ไม่สามารถทำได้จำนวนมาก ดังนั้น เครื่องรางของขลังจึงมีน้อย จำนวนจำกัดและลูกศิษย์ลูกหาต่างแย่งกันเพื่อให้ได้ครอบครองเพราะเหตุว่ามีจำนวนจำกัดนั่นเอง ในสมัยหลวงพ่อโต ท่านเคยทำพระจำนวนมาก แต่ไม่มีใครสนใจรับเลย สุดท้ายต้องนำไปทิ้งในแม่น้ำ และกลายเป็นพระดังไป เหตุที่เป็นเช่นนี้ เพราะการทำเครื่องรางของขลังจำนวนมาก เป็นภัยมหันต์ต่อผู้ทำ เทพเทวดาที่ต้องการปกป้องหลวงพ่อโต ไม่ให้เปื้อนกรรมจากคนที่เอาพระไปครอบครอง ก็ต้องหาวิธีทำให้ไม่มีใครรับพระที่ท่านทำ แล้วต้องเอาไปทิ้งลงแม่น้ำอย่างนั้น การทำเครื่องรางของขลังจำนวนมากๆ นั้นเป็นภัยมหันต์ต่อผู้ทำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำด้วยเครื่องจักร หรือเครื่องมือที่ผลิตได้จำนวนมากๆ เช่น ได้เกินร้อยชิ้นขึ้นไป เหล่านี้ การดูแลของขลังจะดูแลได้ไม่ทั่วถึง บางครั้งเครื่องรางของขลังตกอยู่ในมือคนชั่ว คนชั่วก่อกรรมแล้ว กรรมย่อมพัวพันไปกับผู้สร้างเครื่องรางของขลังนั้นด้วย ดังนั้น การทำเครื่องรางของขลังที่ดี จึงควรทำจำนวนน้อยๆ จำกัดเท่ากับความสามารถของตนที่จะดูแลเครื่องรางของขลังแต่ละชิ้นได้อย่างดี เช่น ทำครั้งละไม่เกินสิบชิ้น หรือพิจารณาเห็นแล้วว่าศิษย์ที่สามารถรับได้ มีจำนวนไม่ถึงเจ็ดคนก็ทำเพียงเจ็ดชิ้นเท่านั้นเป็นพอ หรือหากจะใช้อุปกรณ์ที่ผลิตโดยเครื่องจักรมาประกอบพิธีทางจิตก็ควรใช้จำนวนจำกัด การทำจำนวนมากเป็นภัยดังกล่าวมาแล้ว ดังนั้น ในวิถีธรรมของผู้เขียนนี้ จึงนับการสร้างเครื่องรางของขลังมากเกินไปว่าเป็นการ “ผิดครู” และจะนำกรรมที่เกิดจากผู้ใช้จำนวนมากมาย กลับมาพัวพันกันไปไม่จบสิ้นได้ง่ายๆ เลย
๒) การแจกเครื่องรางของขลังโดยผ่านผู้อื่น นั้น “ผิดครู”
ผู้ทำเครื่องรางของขลัง ควรต้องเก็บเครื่องรางของขลังที่ตนสร้างขึ้นทุกชิ้นไว้อย่างดี และไม่ควรให้ผู้อื่นนำเอาไปแจก ยกเว้นว่าเป็นเครื่องรางของขลังที่ทำจำนวนมาก และผู้สร้างเครื่องรางของขลังได้พิจารณากลุ่มผู้รับแล้ว เช่น การแจกพระให้แก่ทหารที่ต้องออกไปรบเป็นจำนวนมาก อย่างนี้ สามารถทำได้ เพราะได้พิจารณากลุ่มผู้รับแล้วจึงได้ให้ แต่สำหรับเครื่องรางของขลังบางประเภท เช่น ขี้ผึ้งมหาเสน่ห์ บางท่านทำจำนวนมาก แล้วเอาใส่พานไว้ ใครมาบูชาด้วยเงิน ก็จะมีพนักงานหยิบให้ไป ซึ่งไม่ได้มานั่งพินิจพิเคราะห์คนรับขี้ผึ้งมหาเสน่ห์เลยว่าเอาไปเพื่อผิดลูกเมียใครหรือไม่ เพราะหากนำไปใช้ผิดทาง กรรมที่ผู้ใช้สร้างขึ้นก็จะพัวพันกับผู้สร้างเครื่องรางของขลังเหล่านั้นด้วย การแจกเครื่องรางของขลังทุกครั้งจึงต้องผ่านการพิจารณาของผู้สร้างอย่างถ้วนถี่แล้ว จึงเลือกกลุ่มผู้รับ ก่อนที่จะแจกทุกครั้งไป และไม่ควรให้ผู้อื่นนำไปแจกจ่ายเอง โดยที่ผู้สร้างไม่ทราบว่าใครเป็นผู้รับไป รับไปเพื่อทำกิจอันควรหรือไม่ควรอันใด ครูบาอาจารย์สมัยโบราณโชคดีที่ไม่มีเครื่องจักรกลช่วยสร้างเครื่องรางของขลัง จึงสร้างด้วยมือและมีจำนวนน้อย ก่อนจะให้จึงพิจารณาพินิจพิเคราะห์คนรับอย่างดีก่อนแล้วจึงให้ ดังนั้น ครูบาอาจารย์โบราณจึงรอดพ้นภัยกรรมนี้ไป แต่พระสงฆ์ไทยปัจจุบัน กำลังตกลงสู่บ่วงกรรม อันเป็นมหันตภัยมืดที่คืบคลานเข้ามาถึงตัวโดยไม่ทันระวัง เพราะการแจกจ่ายเครื่องรางของขลังอย่างเสรี โดยไม่พินิจพิเคราะห์ผู้รับแต่ละรายนี่เอง ทำให้เกิดช่องโหว่ให้ผู้คนทั้งหลายนำเครื่องรางของขลังไปใช้สารพัดวิธี สารพัดจุดประสงค์ และกรรมเหล่านี้ก็จะย้อนกลับมาพัวพันพระสงฆ์ผู้สร้างเครื่องรางของขลังเหล่านั้น ในวิถีธรรมของผู้เขียนนี้ จึงนับว่าการให้ผู้อื่นเอาเครื่องรางของขลังไปแจกใครก็ได้ โดยไม่ทราบที่มาของผู้รับ จึงเป็นการ “ผิดครู” อันเป็นผลให้กรรมสะท้อนย้อนเข้าตัวในภายภาคหน้า
๓) การเปิดให้บูชาเครื่องรางของขลังด้วยเงิน นั้น “ผิดครู”
ในสมัยโบราณ ลูกศิษย์จะได้รับเครื่องรางของขลังจากครูบาอาจารย์นั้นแสนยาก และไม่ใช่ได้มาด้วยเงิน หรือการทำบุญ แต่ได้มาด้วยการปฏิบัติตนอย่างเสมอต้นเสมอปลาย และครูบาอาจารย์ในสมัยโบราณได้เห็นจนไว้เนื้อเชื้อใจแล้วว่าจะสามารถรักษาของดีที่ให้ได้ และไม่นำไปใช้ในทางเสื่อมเสีย ดังนั้น สมัยโบราณเครื่องรางของขลังจึงไม่ได้มาด้วยการใช้เงินบูชาแต่ใช้ “การปฏิบัติบูชา” ต่างหาก ปัจจุบันพระสงฆ์จำนวนมาก เพื่อให้ได้เงินมาครอบครอง จะด้วยเจตนาที่ดีที่ต้องการนำเงินไปพัฒนาวัด พัฒนาประเทศหรือเหตุใดก็ตามแต่การเปิดอย่างเสรีด้วยความหลงผิดในระบบทุนนิยมเสรี และกระบวนการพุทธพาณิชย์ ทำให้เกิดการบูชาเครื่องรางของขลังด้วย “เงิน” ขึ้น เป็นลัทธิ “บูชาเงิน” หรือ “อามิสบูชา” ไม่ใช่การ “ปฏิบัติบูชา” เหมือนในสมัยโบราณอีกต่อไป สำหรับการเปิดให้ใช้เงินบูชาเครื่องรางของขลังได้นี้ แม้คนชั่วช้าขายยาม้ายาบ้า เอาเงินมาสักก้อนหนึ่งก็สามารถครอบครองเครื่องรางของขลังแล้วกลับไปทำชั่วต่อได้ อย่างนี้เป็นภัยใหญ่หลวงต่อผู้สร้างเครื่องรางของขลังเหล่านั้น ครูสายวิถีธรรมของผู้เขียนนี้ จักให้ใช้วิธีการ “ปฏิบัติบูชา” อย่างเสมอต้นเสมอปลาย จนผู้สร้างเครื่องรางของขลัง จะเชื่อใจได้แท้จริงเท่านั้น จึงจะยอมมอบเครื่องรางของขลังที่ตนทำให้ หากให้เครื่องรางของขลังด้วยการแลกได้ด้วยเงิน หรือ “อามิสบูชา” แล้ว นับเป็นการ “ผิดครู” ของสายธรรมนี้ ส่งผลให้ผู้ทำต้องรับกรรมที่ไม่อาจคาดเดาได้ว่ามากมายมหาศาลขนาดไหน จึงขอให้เลิกทำเสีย
๔) การมอบเครื่องรางของขลังแก่ผู้มีอินทรีย์อ่อน นั้น “ผิดครู”
คือการมอบเครื่องรางของขลังให้แก่ผู้ที่ฝึกจิตน้อย ไม่มีความสามารถทางจิตที่จะรักษาของได้ เช่น คนที่มี สติ, สมาธิ, ปัญญา, ศรัทธา, วิริยะ (อินทรีย์ห้า หรือพละห้า นั่นเอง) ไม่แก่กล้าพอแก่ของที่จะมอบให้ เช่น กุมาร คนที่จะมีกุมารหรือครอบครองกุมารได้ ต้องมีอินทรีย์เหนือกว่ากุมาร เช่น มีจิตระดับโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ซึ่งจะทำหน้าที่ดูแลกุมารชายและหญิง จึงมีกำลังจิตมากพอดูแลกุมารเหล่านี้ได้ สำหรับบางท่านที่มีจิตต่ำกว่านี้อาจรับกุมารบางประเภทได้ เช่น ถ้าจิตฝึกได้บารมีเทียบเท่านาคเก้าเศียร การจะรับกุมารซึ่งเป็นลูกนาคไปก็สามารถดูแลได้ แต่ถ้าเป็นกุมารที่มาจากเทวดาเผ่าอื่น ต้องพิจารณาว่าอินทรีย์ที่ฝึกได้ระดับนาคเก้าเศียรนั้นจะรับไหวไหม เช่น กุมารโพธิสัตว์ อย่างนี้ก็รับไม่ไหว เพราะกุมารมีกำลังจิตมากกว่าผู้ครอบครอง การมอบเครื่องรางของขลังของคนไทยในสมัยโบราณจะพิจารณาผู้สืบทอดและรออยู่ด้วยความอดทน จนกว่าผู้รับจะปฏิบัติธรรมสำเร็จ คือมีอินทรีย์แก่กล้าพอที่จะรับเครื่องรางของขลังเหล่านั้นได้ เพราะเครื่องรางของขลังบางอย่าง “มีชีวิตจิตใจ” เพียงแต่มองไม่เห็นเท่านั้น เช่น ภูตผี, เทวดา, กุมารทอง ฯลฯ คนไทยภาคเหนือโบราณนิยมเลี้ยงผี และผีที่เลี้ยงก็มักเป็น “ผีบรรพบุรุษ” อันเป็นวัฒนธรรมโบราณที่สืบทอดอิทธิพลมาจากประเทศจีนตอนใต้ (คนจีนนิยมกราบไหว้เซ่นสรวงผีบรรพบุรุษ) ตั้งแต่สมัยคนสุโขทัยอพยพมาจากประเทศจีนตอนใต้ “ของ” เหล่านี้ บ้างก็ไม่มีจิตวิญญาณเหลืออยู่แล้ว ความขลังก็หายไป บ้างยังมีเหลืออยู่แต่ไม่ได้รับการดูแลอย่างถูกต้อง จนเกิดเป็น “ปอบ” ก็มี การสืบทอดต่อของขลังประเภทนี้ จึงต้องพินิจพิเคราะห์อินทรีย์ของผู้รับให้ได้ ตนเองก็ต้องปฏิบัติให้ได้ก่อน จึงจะพิจารณาอ่านอินทรีย์ของผู้อื่นได้บ้างในระดับหนึ่ง หากมอบให้แก่ผู้มีอินทรีย์อ่อนเกินไปแล้ว ก็เท่ากับ “ผิดครู” นั่นเอง สุดท้ายของอาจเข้าตัว และเกิดปัญหานานัปการจนยากแก่การแก้ไขในที่สุด
๕) การมอบเครื่องรางของขลังให้แก่คนพาล นั้น “ผิดครู”
เป็นข้อห้ามที่สำคัญอย่างยิ่งของผู้ปฏิบัติธรรมในวิถีธรรมนี้ เพราะคนพาลแม้จะคบก็ไม่ควรแล้ว พระพุทธเจ้าทรงสอนให้หลีกเลี่ยงเสียจากคนพาล เป็นมงคลชีวิตทีเดียว ดังนั้น ยิ่งไปให้เครื่องรางของขลังแก่คนพาลอีก ก็จึงนำตัวเองเข้าไปพัวพันกับกรรมมากมาย ปัจจุบัน พระสงฆ์ไทยจำนวนมาก อาจถือตัวว่าบรรลุอรหันต์แล้ว รู้หมดแล้ว แต่ไม่ทันได้แยกแยะในการเลือกคนบัณฑิตหรือคนพาล เช่น รู้ทั้งรู้ว่าเขาโกงกินบ้านเมือง ก็ยังคบหาและเอาของต่างๆ ไปให้อีก อย่างนี้ เท่ากับนำตัวเองไปพัวพันกรรมด้วย แม้ว่าจะบรรลุอรหันต์แล้วก็ตาม ไม่อาจหนีกรรมที่เกิดจากการพัวพันกันนี้ได้เลย เมื่อคนพาลมีอำนาจมากเข้ามาพัวพัน เราควรเลี่ยงเสีย แสร้งทำเป็นคนไม่ได้เรื่อง ให้อยู่นอกสายตาไปเสีย ก็ได้ อย่าอาจหาญไปพัวพัน เพราะคนพาลบางจำพวกมีเล่ห์เหลี่ยมมากมาย สามารถดึงเราเข้าไปพัวพันโยงใยได้อย่างคาดไม่ถึง คนไทยโบราณแม้มี “ของดี” ก็จะไม่แสดงให้ใครรู้มาก เพราะอาจทำให้ “เสียของ” ไปให้แก่คนมีเล่ห์เหลี่ยมมากได้ หรืออาจทำให้ของที่มีอยู่เสียหรือเสื่อมลงได้ การให้ของขลังแก่คนพาลนี้ จึงนับเป็นการ “ผิดครู”
๖) การไม่สอนวิธีการใช้และรักษาเครื่องรางของขลัง นั้น “ผิดครู”
อันตรายอย่างยิ่งในปัจจุบันอีกประการคือ การไม่สอนวิธีการใช้หรือการรักษาเครื่องรางของขลังเลย เมื่อเอาเครื่องรางของขลังที่ปลุกเสกแล้วมากองใส่พาน เอาเงินบูชาให้ก็หยิบไปโดยไม่รู้ถึงภัยที่จะตามมา เช่น สีผึ้งมหาเสน่ห์ ปกติ จะใช้พูดจาค้าขาย ให้คนนิยมชมชอบ แต่บางคนก็เอาไปพูดจาหวานล้อมกับหญิงสาวที่มีเจ้าของ ทำให้เจ้าของไม่พอใจ และอาจเกิดความหึงหวงจนถึงขั้นฆ่ากันตายได้ นี่เป็นผลจากการไม่สอนให้รู้จักใช้และรักษาเครื่องรางของขลัง นอกจากนี้ เครื่องรางของขลังบางอย่างก็ใช้แล้วหมดอายุไปก็มี เช่น กุมารทอง, รัก-ยม, ฯลฯ ผู้เขียนเคยได้พบสามเณรรูปหนึ่งที่มีรัก-ยม ช่วงหนึ่งสามเณรก็พบกับเหตุการณ์ประหลาดมากมายเกี่ยวกับรัก-ยม แต่หลังจากโปรดรัก-ยม สอนให้เติบโตด้วยธรรมแล้ว เหล่ารัก-ยม ก็ไม่มาเกี่ยวข้องหรือรบกวนอีก นี่เพราะกรรมที่เกี่ยวข้องกับรัก-ยมหมดไป จึงไม่มีจิตวิญญาณรัก-ยมอีก ไม่ใช่เพราะของเสื่อม ของที่ใช้เป็นสื่อดึงจิตวิญญาณของรัก-ยม ก็ยังคงมีอยู่ พลังยังมีบ้าง ยังสามารถใช้สื่อติดต่อจิตวิญญาณ ยังมีพลังเหมือนมือถือที่ยังมีแบตเตอร์รี่สามารถจูนคลื่นวิทยุได้อยู่ แต่ผู้ใช้หมดกรรมกับรัก-ยมแล้ว เช่นนี้ ก็สามารถนำของที่ตนมี มอบให้ผู้อื่นที่เหมาะสมต่อไปได้ อนึ่ง รัก-ยม ต่างจากกุมารทองตรงที่ มาเป็นคู่และค่อนข้างแตกต่างกัน การจะโปรดรัก-ยมได้ จึงต้องเข้าใจเด็กที่มีพรสวรรค์แตกต่างกันด้วย อนึ่ง ของขลังทุกชนิดมีรายละเอียดในการใช้และการรักษามาก ครูบาอาจารย์ผู้ปลุกเสก ต้องสอนให้ผู้รับเข้าใจอย่างถ่องแท้ก่อนรับไป ไม่เช่นนั้น เมื่อเกิดภัย เกิดปัญหา ก็จะย้อนกลับมาถึงตัวผู้ให้ ในวิถีธรรมของผู้เขียนนี้ นับการไม่สอนให้ผู้รับเข้าใจในสิ่งที่ได้รับ ว่าเป็นการ “ผิดครู” ด้วย
๗) การนำเครื่องรางของขลังไปใช้อย่างผิดศีลธรรม นั้น “ผิดครู”
การนำเครื่องรางของขลังไปใช้อย่างผิดศีลธรรม นับเป็นการผิดครู เพราะจะทำให้เกิดภัยมหันต์ย้อนกลับเข้ามาหาตัว แต่ครูบาอาจารย์บางท่านในสมัยโบราณก็ยอมผิดครูข้อนี้ก็มี เช่น ในสมัยสงคราม จะห้ามไม่ให้ทหารฆ่ากันคงไม่ได้ ดังนั้น หากครูบาอาจารย์ท่านใดให้ของขลังแก่ลูกศิษย์ไปใช้ในสงครามแล้วก็เท่ากับเสี่ยงต่อการผิดครู เพราะได้นำไปใช้ “ฆ่าคน” เป็นการผิดศีลข้อที่หนึ่ง ในสมัยโบราณครูบาอาจารย์บางท่านเสียสละยอมผิดครู และได้รับภัยย้อนกลับเข้าตัวอย่างมหันต์เพื่อปลุกเสกเครื่องรางของขลังให้ทหารไทยไปใช้ในการปกป้องประเทศอย่างนี้ก็มี กรณีนี้นับได้ว่าผิดศีล แต่ไม่ผิดธรรม คือ ผิดศีลเพราะมีคุณธรรม แต่ในบางกรณีผิดศีลธรรมอย่างชัดเจน เช่น การให้นักเลงหัวไม้เอาไปตีกัน ไม่เกิดประโยชน์แก่ชาติบ้านเมืองแต่อย่างใด อย่างนี้ นับได้ว่า “ผิดครู” ของจริง
๘) การปล่อยของขลังให้ออกไปโดยไม่ดูแลสั่งสอน นั้น “ผิดครู”
ของขลังทุกอย่างจะล้นทั้งสิ้น ถ้าไม่มีการปลดปล่อยให้ได้เป็นอิสระบ้างเช่น จิตวิญญาณต่างๆ ที่เลี้ยงไว้ ไม่ว่าจะเป็น กุมาร, พรายโหง, พรายกระซิบ, มังกร ฯลฯ จิตวิญญาณเหล่านี้ ยังมีกิเลสอยู่มากทั้งสิ้น ดังนั้น การบังคับควบคุมมากเกินไปเหมือนเป็นนักโทษ ก็จะทำให้จิตวิญญาณเหล่านี้เครียดและแค้นได้ จึงต้องรู้จักปลดปล่อยออกไปบ้าง รู้จักผ่อนหนักผ่อนเบาบ้าง ไม่เช่นนั้น ของเหล่านี้ จะแค้นเจ้าของ และหาวิธีจัดการเจ้าของเสีย เช่น พวกมังกร มักไม่อยากเป็นลูกน้องใคร อยากกิน, นอน, เที่ยว, เล่น และไม่ทำการงาน เกเร เป็นอันธพาล เกลือกกลั้วอบายมุขไปวันๆ วิญญาณมังกรจะหาวิธีออกไปทำสิ่งที่ตนอยากทำ เช่น ไปกินเหล้า ด้วยการเข้าร่างของมนุษย์ที่อยู่รายรอบผู้เลี้ยงมัน เช่น สามี, พี่ชาย, ลูกหลาน ฯลฯ ผู้เลี้ยงต้องคอยสังเกตพฤติกรรมของคนรอบข้างให้ดี ว่าของที่ตนมีได้เข้าตัวใครไปบ้างแล้ว และต้องคอยสั่งสอนควบคุมไม่ให้ทำสิ่งที่เกินควร สำหรับปอบนั้น เพราะไม่มีอาหารกิน ไม่มีคนเลี้ยงดู จึงต้องตกเป็นปอบไปเร่หากินเอง แต่หากผู้เลี้ยงเข้าใจถึงการปล่อยในเวลาที่ควรปล่อย และดูแลเลี้ยงดูให้ดีแล้ว ปอบก็จะไม่ต้องตกเป็นปอบ จิตวิญญาณนั้นจะพัฒนาสูงขึ้นได้ด้วยการปฏิบัติธรรมของเจ้าของ ดังนั้น เมื่อรู้ตัวว่ามีของแล้ว จะได้มาโดยเจตนาหรือไม่ก็ตาม ต้องรู้จักดูแลสั่งสอนให้ดีด้วย หากไม่ละเอียดที่จะดูแลสั่งสอนแล้ว จะทำให้ของขึ้น และ “ผิดครู” ได้ในที่สุด
๙) การย่อหย่อนในการปฏิบัติจิตและปฏิบัติธรรม นั้น “ผิดครู”
หลายท่านเมื่อยามฝึกจิตแรกๆ มีความตั้งใจดี เพียรพยายามสูงมาก แต่เมื่อได้ของติดตัวไปแล้วอาจย่อหย่อนได้ในภายหลัง บางครั้งลืมตรวจตราดูว่า “ของที่มี” ปัจจุบัน เป็นอยู่อย่างไรแล้วบ้าง การไม่ตรวจตราดูของขลัง ของศักดิ์สิทธิ์ที่ตนมีตนรักษาไว้เลย เป็นคนประมาท ขาดความละเอียดรอบคอบ ไม่มีความประณีต ไม่เป็นคนช่างสังเกต เห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเพียงเล็กน้อยนั้น จะนำภัยมหันต์มาสู่ตัวได้ บางครั้ง จิตวิญญาณหรือของขลังที่เรามีนั้น อาจค่อยๆ สำแดงฤทธิ์ให้คุณแก่เราในช่วงแรกๆ และค่อยๆ ให้ผลร้ายแก่เราในภายหลัง หากเราละเอียดในการช่างสังเกตสักนิด ก็พอจะมองเห็นความเปลี่ยนแปลงและสามารถแก้ไขได้ทันท่วงที ยกตัวอย่างเช่น คนที่เลี้ยงกุมาร ให้ลองตรวจตราสังเกตดีๆ ถ้าเด็กมากมายวัยซนมาเล่นแถวบ้านมากๆ มากขึ้นๆ ทุกวัน แล้วเราไม่ทันดูแล เด็กเริ่มร้ายกาจขึ้น เกเรมากขึ้น นี่อาจหมายความว่ากุมารที่เลี้ยงไว้กลายเป็นเด็กเกเร เด็กไม่ดีเสียแล้ว ซึ่งหากสายเกินแก้ก็ไม่อาจแก้ไขนิสัยได้ กุมาร อาจเติบโตกลายเป็น “มาร” และนำปัญหานานัปการมาให้ได้ในที่สุด ผู้เขียนได้พบท่านหนึ่ง เมื่อวัยหนุ่มบวชเป็นพระทางภาคอีสาน เรียนวิชชาเวทย์มนต์คาถามามากมาย แต่ไม่ละอัตตา ความถือตัว ใครก็สอนไม่ได้ กลับมาบ้านแต่งงานมีลูก แรกๆ ก็ดี ได้โชคลาภ หลังๆ ก็ต้องแยกขาดจากภรรยา และเลี้ยงลูกอย่างโดดเดี่ยว ปัจจุบันมีสภาพที่แย่มาก นี่ผลเพราะกุมารอาจไม่ต้องการให้ภรรยามาคุมพฤติกรรม แล้วกุมารก็ครอบงำชายผู้นั้น ให้ตามใจตน กุมารจึงใช้แผนยุยงให้ผัวเมียแตกแยกอย่างนี้ นี่เป็นอุทาหรณ์สอนใจว่าการไม่ละเอียดรอบคอบ ประมาท ให้ผลอย่างไร ดังนั้น แม้เราจะปฏิบัติจิต ปฏิบัติธรรมได้ก้าวหน้า มีบารมีได้ “ของดีคู่บารมี” มาครองแล้วก็ตาม ยังต้องไม่ย่อหย่อนการปฏิบัติ จนหลงลืมตรวจตราของที่มีอยู่ให้ดีจนกลายเป็นภัยในภายหลัง ไม่เช่นนั้นอาจ “ผิดครู” ได้
ผิดครูแล้วจะทำอย่างไร มีทางแก้หรือไม่?
พระพุทธเจ้าสอนให้ “เรียนแก้” และสอนให้ “พึ่งตนเอง” กลายเป็นสุภาษิตไทยโบราณว่า “เรียนผูกต้องเรียนแก้” กล่าวคือ ไปเรียนวิชชาเวทย์มนต์ผูกจิตวิญญาณอะไรมาแล้ว เกิดปัญหาเข้าตัวเอง ก็ต้องเรียน “แก้” เอาเอง ดังนั้น เมื่อ “ผิดครู” แล้ว ทางแก้ย่อมมีอยู่บ้าง แต่อย่างที่ได้กล่าวแล้วว่า “ควรเรียนแก้ด้วยตนเองด้วย” การไปรับของขลังของใครมา ไปบูชาของขลังของใครมา มันจะขลังจริงได้ ก็ต้องมี “จิตวิญญาณ” อยู่ทั้งนั้น จึงจะขลังได้ เมื่อมีจิตวิญญาณอยู่ ก็อันตรายหากไม่เข้าใจเรื่องจิตวิญญาณ ดังนั้น จะเรียนรู้แต่ครอบครองเครื่องรางของขลังแต่ทางเดียวไม่ได้ ต้องมีความเข้าใจจริง จึงจะแก้ไขได้ยามเกิดปัญหาขึ้น ในวิถีธรรมของผู้เขียนนี้ ขอเสนอวิธีแก้เบื้องต้นดังต่อไปนี้
๑) ขอให้ครูบาอาจารย์แก้ไขให้
รับของขลังจากครูบาอาจารย์ท่านใดมา หากเกิดปัญหาขึ้นก็ต้องกลับไปหาครูบาอาจารย์ผู้นั้น ให้ท่านแก้ไขให้ ของของใคร ก็ต้องกลับไปให้คนๆ นั้นแก้เอง นี่จึงได้เตือนผู้ปลุกเสกว่า ก่อนจะให้เครื่องรางของขลังใครไป ควรตรวจตราดูให้ดีก่อน นั่นเอง
๒) ขอให้ผู้มีความสามารถแก้ไขให้
บางครั้งอาจไม่สะดวกที่จะนำของขลังไปให้ผู้ปลุกเสกแก้ไข หากรู้จักผู้มีความสามารถทางจิตท่านอื่นๆ ก็สามารถนำไปให้ท่านผู้นั้นช่วยแก้ไขให้ก็ได้ แต่อาจต้องเสี่ยงบ้างเพราะไม่ใช่ผู้ปลุกเสก อาจช่วยเหลือได้หรือไม่ได้ ก็อาจเป็นได้ทั้งสองกรณี
๓) บวชปฏิบัติธรรมเพื่อแก้กรรม
การบวชพราหมณ์นุ่งขาวห่มขาวแล้วปฏิบัติจิต ปฏิบัติธรรม สามารถช่วยแก้ไขให้ดีขึ้นได้ โดยการจุดธูปบอกให้ของใดๆ ที่รบกวนชีวิตของตนเองอยู่ไปปฏิบัติธรรมให้หลุดพ้นจากกรรมที่ผูกมัดกันนี้ ขอให้อโหสิกรรมต่อกัน เพื่อทั้งคู่จะได้เป็นสุขเป็นสุข ขอชดใช้กรรมด้วยการให้ยืมกายสังขารนี้ในการปฏิบัติธรรมแก่เจ้ากรรมนายเวร แล้วตั้งใจปฏิบัติธรรมไป จิตวิญญาณที่คุมของขลังอยู่ เมื่อได้ธรรมก็จะจุติไปยังสุคติภูมิ ปัญหาก็หมดไปได้