รวมบทความเกี่ยวกับการฝึกจิตที่พิสดาร

รวมบทความเกี่ยวกับการฝึกจิตที่พิสดาร

ทีมงานของพระพุทธเจ้าแต่ละท่านบำเพ็ญบารมีมาอย่างไร

การจะสร้างศาสนาพุทธได้สำเร็จนั้น จะต้องมีทีมงานมากมาย จะทำด้วยตนเองไม่ได้ เพราะไม่ใช่พระปัจเจกพุทธเจ้า การตรัสรู้นั้นเป็นกิจของพระพุทธเจ้าที่ต้องกระทำให้ได้ด้วยตนเอง พึ่งพาผู้อื่นใดมิได้ แต่องค์ประกอบอื่นๆ ที่จะทำให้ศาสนาสมบูรณ์นั้น ต้องอาศัยทีมงานมากมาย ที่บำเพ็ญบารมีร่วมกันมาหลายชาติ ดังจะได้กล่าวเบื้องต้นพอเป็นตัวอย่าง ต่อไปนี้

การบำเพ็ญบารมีของพระพุทธเจ้า

ในสามภพนี้ ผู้ที่มีกำลังตรัสรู้เองได้มีเพียงสองประเภท คือ พระปัจเจกพุทธจ้าและพระพุทธเจ้า นอกจากนี้แล้วไม่มีอีก ส่วนพระยูไลนั้น จะมีญาณรู้ได้เองแต่ไม่ถึงนิพพาน จึงยังนิพพานไม่ได้ มีบารมีมากเกือบเท่าพระพุทธเจ้าและเป็นแบบอย่างเบื้องต้นของพระพุทธเจ้า แต่พระยูไลไม่ได้นิพพาน จนกว่าจะชำระกรรมหมดบนสุขาวดีก็จะนิพพานไปเอง ดังนั้น จึงต่างกันอย่างนี้ ผู้ที่จะบำเพ็ญเป็นพระพุทธเจ้าได้นั้น จึงต้องออกจากความเป็นสาวกให้ได้ก่อน แล้วมาเป็นปัจเจกชนให้ได้ เป็นคนที่สังคมมองว่าแปลกแยกไม่เหมือนใครก่อน แล้วจากนั้น ถ้าไม่มีกำลังบารมีเอาผู้อื่นให้หลุดพ้นตามตนได้ก็จะจอดอยู่แค่พระปัจเจกพุทธเจ้า แต่ถ้ายังมีกำลังบารมีไปต่อได้อีก ถึงจะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าได้ สังเกตไม่ยากเลย ใครจะได้คำทำนายว่าจะเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าหรือพระพุทธเจ้า ให้ดูตอนที่กรรมกระหน่ำเขาจนถึงที่สุด ถ้าเขาทุกข์ถึงที่สุดแล้วคิดฆ่าตัวตาย ถ้ามีคนช่วยไว้ จะไม่ได้เป็นทั้งพระปัจเจกพุทธเจ้าและพระพุทธเจ้า แต่จะเป็นบริวารคนที่ช่วยนั้น แต่ถ้าฆ่าตัวตายสำเร็จ คือ เอาตัวเองหนีทุกข์หนีโลกไปตัวโดดๆ ได้ด้วยการยอมตาย ยอมฆ่าตัวตาย อันนี้ จะสำเร็จเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าแน่นอน ตอนฆ่าตัวตายนั้นก็ได้บารมีถึงแล้ว แต่กรรมมากมาย ต้องไปชำระต่ออีกอย่างน้อย ๕๐๐ ชาติ ทุกข์อีกมาก กว่าจะลงมาตรัสรู้ได้ ส่วนพระพุทธเจ้านั้น ใครที่คิดฆ่าตัวตายแล้วแวบหนึ่ง คิดขึ้นมาได้เอง โดยไม่มีใครมาช่วย ได้ว่าตนจะต้องอยู่ต่อไป ทั้งๆ ที่อยู่อย่างคนเหมือนตายทั้งเป็นหรือร่างที่ไร้วิญญาณก็จะทนอยู่ต่อไป ถ้าได้อย่างนี้ ให้ดูตอนที่เขาคิดได้ คิดได้อย่างไร เช่น ถ้าคิดได้เพราะคิดถึงแม่ กลัวแม่เสียใจ อันนี้เข้าถึงได้ด้วยเมตตาบารมี แต่ถ้าคิดได้เพราะมีปัญญาเห็นทางออกอื่น แต่ไม่อาจพ้นทุกข์อยู่ดี อันนี้ได้ด้วยปัญญาบารมี แต่ถ้าได้เพราะจิตมันเฉยไม่รู้สึกถึงความแตกต่างระหว่างความเป็นกับความตายแล้ว เลยไม่จำเป็นต้องฆ่าตัวตายเพราะเป็นกับตายก็รู้สึกเหมือนกันไปแล้ว อันนี้เป็นการเข้าถึงด้วยอุเบกขาบารมี พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ฆ่าตัวตายถวายเป็นพุทธบูชามาทั้งนั้น ไม่มีองค์ไหนที่ไม่ทำอย่างนี้ และเมื่อต้องกรรมหนักถึงจุดหนึ่งมาเกิดเป็นคนชาติไหนก็ตามจะฆ่าตัวตายซ้ำๆ อย่างนี้ทั้งนั้น คนที่คิดถึงขั้นยอมตายได้แล้วนั้น โอกาสไม่ยึดมั่นใดๆ ในโลกก็มี ดังนั้น ย่อมจะมีกำลังตรัสรู้เองได้ แต่ถ้ามีกำลังจิตคิดได้เองแล้วผ่านจุดนี้ไปได้ ก็เอาชนะความกลัวตายได้ เอาชนะมัจจุราชมารได้ แล้วยังมีกำลังไปช่วยเหลือคนอื่นได้ต่อ อันนี้ให้รู้เลยว่าเป็นพระนิตยโพธิสัตว์แน่นอน แต่กรรมยังชำระไม่หมด จึงไม่อาจหนีได้ และพบกรรมหนักอย่างนั้น คนที่ทำความดีแต่ไม่ถึงที่สุด ไม่ถึงจุดคิดฆ่าตัวตาย อันนี้ ไม่มีทางตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าได้เลย เป็นได้อย่างมากแค่องค์อุปถัมภกเท่านั้น ตัวอย่างท่านที่บำเพ็ญบารมีถึงจุดนี้ เช่น เจ้าน้อยศุขเกษม คิดฆ่าตัวตายเพราะถูกจับแต่งงานกับคนที่ไม่ได้รัก และถูกพรากจากหญิงที่รัก (กรรมเก่าที่เคยสละลูกเมียเป็นทาน) ทำให้จะฆ่าตัวตาย แต่ยังอดทนอยู่ต่อไปได้อีก ๑๐ ปี แล้วอาศัยเหล้ากินเข้าไปจนตาย อันนี้ท่านบำเพ็ญบารมีแบบพระพุทธเจ้า ส่วนรัชการที่ห้าต้องการท่านไปเป็นขุนนาง เพราะยุคนั้น เจ้าน้อยศุขเกษมไปเรียนที่พม่า รู้จักพวกอังกฤษที่ยึดครองพม่าอยู่เป็นจำนวนมาก แต่รัชการที่ห้าไม่มีเรื่องสละบัลลังก์, ลูกเมีย หรือแม้แต่ฆ่าตัวตาย จึงไม่ใช่รอยกรรมของผู้ที่จะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า จะเดินรอยกรรมตามพระพุทธบิดา ปรารถนามีลูกอย่างเจ้าน้อย พระราชาที่ยิ่งใหญ่องค์ใดก็ตาม ที่ไม่เคยสละบัลลังก์, เสียลูก, เสียเมีย, รับกรรมหนักจนคิดสั้นฆ่าตัวตายแล้วผ่านไปได้ แสดงว่าจะไม่ได้เป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน พระพุทธเจ้าเคยเป็นพระราชาที่ยิ่งใหญ่ แต่เมื่อทำทานบารมีสละบัลลังก์, ลูกเมีย, ชีวิต ฯลฯ จนได้คำทำนายแล้ว กรรมจะหนักมาก จะไม่มีชีวิตเป็นปกติสุขเหมือนอย่างคนธรรมดาได้เลย    

การบำเพ็ญบารมีของอาจารย์พระพุทธเจ้า

ผู้ที่บำเพ็ญบารมีจนได้เป็นอาจารย์ของพระพุทธเจ้าได้นั้น จะต้องบำเพ็ญบารมีมาคล้ายพระพุทธเจ้ามาก จึงจะเป็นแบบอย่างถ่ายทอดแนวทางความเป็นพระพุทธเจ้าให้ศิษย์ได้ แต่ตนเองไม่บรรลุถึงที่สุดแห่งธรรม จะยังเหลือบางอย่างที่ไม่สามารถแทงทะลุไปได้ ทำให้ไม่อาจตรัสรูเป็นพระพุทธเจ้า เช่น อาจบรรลุธรรมระดับหนึ่ง แต่คิดว่าตนเองถึงที่สุดแล้ว จึงหยุดเพียงเท่านั้น มิได้ตรวจให้ดีก่อน ก็ออกเผยแพร่ธรรม ลักษณะนี้ก็โปรดสัตว์ได้ แต่ไมได้ถึงที่สุดคือนิพพาน ลักษณะนี้คือ “พระยูไล” นั่นเอง พระยูไลเป็นแบบอย่างของพระพุทธเจ้าทั้งมวล มีลักษณะเหมือนพระพุทธเจ้ามาก ยกเว้นคือ ไม่ได้บรรลุถึงนิพพาน ยังติดค้างบางอย่างอยู่เล็กน้อย ทำให้พระพุทธเจ้าต้องไปคิดค้นต่อยอดเอาเอง จนกว่าจะตรัสรู้เองในที่สุด ตัวอย่างผู้บำเพ็ญบารมีเป็นอาจารย์พระพุทธเจ้าคือ “พระพุทธาจารย์โต” พระนามนี้มาจากคำว่า “พุทธะ” บวก “อาจารย์” แปลว่าอาจารย์ของพระพุทธเจ้า ภายหลังในหลวงรัชการที่สี่ เปลี่ยนคำสะกดเป็น “พุฒาจารย์” ทำให้อ่านออกเสียงคงเดิมแต่ความหมายเปลี่ยนไป พระพุฒาจารย์โต (หลวงพ่อโต) มีอาจารย์คือ พระสังฆราชสุกไก่เถื่อน ที่อาจารย์ท่านมีนามว่าสุกไก่เถื่อน เพราะนามเก่าคือสุก แต่มีสมยาว่าไก่เถื่อนเพราะสามารถเลี้ยงไก่ป่าให้เชื่องได้ ที่ท่านต้องจุติลงมาเลี้ยงไก่เถื่อนนั้น เพราะพระนิตยโพธิสัตว์องค์หนึ่ง บำเพ็ญบารมีโดยเสวยพระชาติเป็นไก่มาก่อน และจะไม่มีผู้ใดจับท่านได้ จำต้องฝึกเลี้ยงไก่เถื่อน (ทุกอย่างมีเหตุผล และเป็นเหตุผลสำคัญ ไม่ใช่ของที่ทำกันเล่นๆ) หรือที่เรารู้จักพระนิตยโพธิสัตว์นี้ในนิทาน “ดาวลูกไก่” นั่นเอง (องค์นี้ต่างจากพระโคดมพุทธเจ้าที่บำเพ็ญจากกระต่าย จนเกิดรูปกระต่ายบนดวงจันทร์)   

การบำเพ็ญบารมีของพุทธบิดา

บุคคลที่ต้องมาเกิดเป็นพ่อลูกกันนั้นเพราะก่อทั้งบุญและกรรมต่อกันมาก โดยพ่อนั้นยึดมั่นว่าตนสูงกว่า ทั้งๆ ที่ตนอาจหลงผิดไม่ได้รู้จริง แต่มีบุญบารมีมากพอที่จะเอาลูกให้ยอมจำนนเป็นลูกตนได้ ตัวอย่างเช่น อ๋องโกวเจี้ยน กับอ๋องอู๋ฟูชาย (ประเทศจีนสมัยไซซี) อ๋องอู๋ฟูชาย ทำให้อ๋องโก้วเจี้ยนยอมจำนนได้ แต่สุดท้ายก็ได้รู้ว่าตนไม่อาจสู้อ๋องโก้วเจี้ยน ด้วยรอยกรรมนี้ อ๋องโกวเจี้ยนจะบำเพ็ญพุทธภูมิ (พระพุทธเจ้า) อ๋องอู๋ฟูชายจะบำเพ็ญเป็นพุทธบิดา (แต่ไม่อาจระบุได้ว่าเป็นพุทธบิดาบารมีลำดับที่เท่าไร ถ้าลำดับที่หนึ่งจะเป็นพ่อจริง ถ้าลำดับถัดไปจะได้เป็นพ่อเลี้ยงคนต่อๆ กันไป) พุทธบิดามีความคิดของตัวเองที่จะสร้างความยิ่งใหญ่เป็นหนึ่งให้แก่ลูก แต่ไม่อาจได้บรรลุถึงที่สุดแห่งธรรม ดังนั้น พุทธบิดาจะต้องสร้างบัลลังก์, ทรัพย์สิน ฯลฯ เตรียมไว้ให้ลูก ทว่าถ้าลูกยอมรับก็จะตรัสรู้ไม่สำเร็จ (ไม่มีพระพุทธเจ้าองค์ใดรับสมบัติจากพ่อแล้วตรัสรู้ได้ จะต้องละทิ้งสมบัติประจำตระกูลไปเท่านั้น) ในอีกชาติหนึ่งที่ประเทศเกาหลี อ๋องเทโซ บังคับให้อ๋องยูริยอมจำนน อ๋องยูริจำนนแต่ตัว หัวใจไม่คิดจำนน จึงแสร้งยอมก่อน แล้วรอให้ลูกชายของตนมาสานต่อปณิธาน ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้น อ๋องเทโซก็แก่มากแล้ว สุดท้าย อ๋องยูริก็ทำสำเร็จ (แต่อ๋องยูริตายก่อน) อ๋องเทโซกระทำกรรมลักษณะนี้จะบำเพ็ญแบบพุทธบิดา ส่วนอ๋องยูริกระทำกรรมอย่างนี้จะบำเพ็ญพุทธภูมิ ในประเทศจีนเคยมีพระเจ้าโจ้ว ผู้เป็น พระราชาองค์สุดท้ายของราชวงศ์ซัง มีจิตใจดุร้ายโหดเหี้ยม ได้จับอ๋องโจวเหวินหวังไป เพราะเกรงว่าจะก่อกบฏ ทั้งๆ ที่ไม่จริง (ถูกพระสนมยุแหย่) บังคับให้ยอมจำนน สุดท้าย ก็ต้องแสร้งจำนน ทั้งนี้บุตรชายของอ๋องโจวเหวินหวังได้ตามไปช่วยบิดาจนต้องเสียชีวิตแทนบิดา พระสนมเอาเนื้อลุกชายมาให้โจวเหวินหวังกิน เขาก็ต้องแสร้งยอมกินทั้งๆ ที่รู้ว่าเป็นเนื้อลูกชาย จากนั้น จึงแก้แค้นจนราชวงศ์เก่าล่มสลาย พระเจ้าโจ้วมีกรรมบำเพ็ญแบบพระพุทธบิดา ส่วนอ๋องโจ้วเหวินหวัง บำเพ็ญแบบพุทธภูมิ ให้สังเกตง่ายๆ อย่างนี้ กษัตริย์องค์ใดกระทำกรรมเข่นฆ่ากันมากๆ กรรมหนักเกินไปนั้น ปลดได้อย่างเดียว คือ ต้องมาชำระด้วยการเป็นพ่อลุกกัน หากไม่ได้เกิดเป็นพ่อลุกกันจะทำสงครามฆ่ากันนำพาคนไปตายอีกมากมาย ถ้าคนไหนยอมจำนนเพื่อรักษาชีวิตคนเอาไว้ แล้วเอาชัยด้วยปัญญาทำให้อีกฝ่ายล่มสลายได้ ต้องไปเกิดเป็นพระพุทธเจ้า ทำให้สมบัติเก่าของตระกูลต้องล่มจมไป และอีกฝ่ายจะไม่มีรัชทายาท หรือมีก็ถูกฆ่าตายไปทุกๆ ชาติ หรือมีก็ไม่ได้เรื่อง จนเกิดความปรารถนาในใจลึกๆ ว่า ทำไมลูกเราจึงไม่เก่งเหมือนศัตรูเรา ทำกรรมต่อกันอย่างนี้หลายๆ ชาติ จนในที่สุด ผู้บำเพ็ญเป็นพุทธบิดาก็ยอมรับศัตรูเป็นดั่งลูก ฝ่ายผู้บำเพ็ญพุทธภูมิก็นับถือศัตรูผู้นั้นดั่งพ่อ นั่นแปลว่าพร้อมจะได้ตรัสรู้กันแล้ว

การบำเพ็ญบารมีของพุทธมารดาจริง

การบำเพ็ญบารมีเป็นพุทธมารดาจริง นั้นคล้ายกับพุทธบิดามาก แต่เพราะพุทธมารดาจริงไปยึดติดที่ความอยากเป็นเจ้าของครอบครองพระพุทธเจ้าแต่ผู้เดียว โดยไม่สนใจเรื่องการบ้านการเมือง ว่าจะเป็นอย่างไร (ในขณะที่พุทธบิดาสนใจแต่เรื่องการบ้านการเมืองอนาคตและความยิ่งใหญ่ของบุตร) ดังนั้น จิตที่ไม่สนใจเรื่องนอกบ้านเลย ทำให้เกิดเป็นหญิง และต้องเข้าสู่วิถีการบำเพ็ญแบบพุทธมารดาจริง ซึ่งเดิมจะบำเพ็ญแบบนางแก้วมาก่อน แล้วตกอันดับเพราะก่อกรรมมากเกินไป จนนิพานไม่ทันพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ และต้องไปเป็นพุทธมารดาแทน เพราะรักและหวงแหนมาเกินไป เกินงาม จึงเดินตามหลังเป็นช้างเท้าหลังพระพุทธเจ้าไม่ได้ ถ้าได้บารมีแก่กล้าแล้ว กรรมที่คิดจะครอบงำนำทางพระพุทธเจ้า ไม่ยอมเป็นช้างเท้าหลังนี่เอง ทำให้ต้องตกเป็นมารดาของพระพุทธเจ้าแทน แต่นี่กล่าวส่วนกรรมไม่ดีนะ กรรมส่วนดีมีมากมาย ทั้งนี้ พุทธมารดาจริงจะต่างจากพุทธมารดาเลี้ยงตรงที่ ช่วงที่เคยบำเพ็ญเป็นนางแก้วนั้นมีชาติหนึ่ง นางแก้วต้องเลี้ยงลูกเอง เพราะสามีทอดทิ้ง (นางแก้วของพระพุทธเจ้านั้น ทุกๆ คนต้องโดนพระพุทธเจ้าทอดทิ้งทั้งนั้นไม่เช่นนั้นพระพุทธเจ้าจะหนีไปบวชเพื่อการตรัสรู้ได้อย่างไร) ทว่า ขณะอุ้มท้องอยู่ก็กลัวสังคมดูแคลนว่าท้องไม่มีพ่อ จึงตัดสินใจทำแท้งเสีย ดังนี้จึงต้องเกิดเป็นพุทธมารดาจึงจะนิพพานได้ ไม่เช่นนั้นไม่มีทางพ้นกรรมจากการทำแท้งลูกตัวเองได้ จากกรรมหนักนั้น พุทธมารดาจริงต้องทำความดีและอดทนต่อกรรมมากมายที่ตนได้เคยก่อไว้ ตัวอย่างเช่น นิทานเรื่องแม่ปลาบู่ทอง ทำไมแม่ปลาบู่ทองที่แสนดีจึงต้องรับกรรมขนาดนั้นเล่า ไม่มีใครที่เป็นคนดีไม่มีกรรมเก่าก่อนต้องมารับกรรมอย่างนั้นหรอก นี่เพราะแม่ปลาบู่ทองได้ก่อกรรมหนักไว้เก่าก่อนเอง แม่ปลาบู่ทองนั้น จะได้เป็นพุทธมารดาจริงของพระพุทธเจ้าองค์หนึ่งข้างหน้า

วิชชาเลี้ยงไก่เถื่อน วิชชาแห่งมหาราชองค์ดำและพระสังฆราชสุกไก่เถื่อน

ในสยามประเทศนี้มีบันทึกในประวัติศาสตร์ว่ามีพระสงฆ์รูปหนึ่งสามารถเลี้ยงไก่ป่าให้เชื่องได้ ท่านมีชื่อว่าสุก เมื่อได้เป็นพระสังฆราชจึงได้นามว่าพระสังฆราชสุกไก่เถื่อน ปัจจุบัน (พ.ศ. ๒,๕๕๒) ผู้เขียนได้พบพระสงฆ์รูปหนึ่งอยู่ในถิ่นทุรกันดาร ท่านจำวัดอยู่รูปเดียว ท่านเล่าให้ฟังว่าท่านต้องการอนุรักษ์ไก่ป่า เลยเลี้ยงไว้ ตอนนี้ก็ขยายพันธุ์มากขึ้น ตอนแรกผู้เขียนไม่ได้คิดอะไร แต่เมื่อได้อ่านประวัติของพระสังฆราชสุกไก่เถื่อนแล้ว ก็ตกใจว่าเราได้ไปพบใครเข้าแล้วหรือนี่ ตอนนั้น ก็จำได้ว่าท่านต้อนรับเราดี ไม่ได้จู้จี้หรือรบกวนเรามากให้อิสระเรามาก ท่านแบกที่นอนให้เราเองเปิดห้องให้พักในกุฏิที่ว่าง อยู่ ถามเราว่าดูทีวีไหมจะเอามาให้ ผู้เขียนไปกับอาจารย์ท่านหนึ่ง และบอกว่าไม่ดู จากนั้นท่านก็เตรียมอาหารกลางวันให้ ท่านบอกให้จัดการเอง แล้วท่านก็หายไป ปล่อยให้ผู้เขียนอยู่แบบอิสระ อาจารย์ผู้เขียนไปทางหนึ่ง ผู้เขียนนั่งอ่านหนังสือธรรมะอยู่ทางหนึ่ง พอถึงเวลาบ่ายก็ลาท่านกลับ บอกว่าไม่ได้บอกแม่ก่อน เลยอยู่พักกับท่านไม่ได้ อาจารย์ก็อยู่ต่อ สนทนาธรรมกับท่าน ผู้เขียนจึงไม่ทราบว่าท่านเลี้ยงไก่ป่าได้อย่างไรปัจจุบันพระรูปนี้ยังมีชีวิตอยู่ หากท่านต้องการศึกษาวิธีเลี้ยงไก่เถื่อนก็ลองดู ท่านอยู่ที่วัดเล็กๆ หลังโรงเรียนแห่งหนึ่ง ในอำเภอศรีสัชนาลัย จ. สุโขทัย เป็นที่ทุรกันดาร

ทำไมจึงต้องเรียนการเลี้ยงไก่เถื่อน?

ไก่เถื่อนจะไม่ยอมให้คนเข้าใกล้หรือจับตัวมันได้ง่ายๆ เลย การจะจับไก่เถื่อนนั้นยากมาก มันมีความรู้สึกสัมผัสเร็วว่าจะมีคนปองร้ายหรือจะจับมัน แม้แต่เหยี่ยวที่ตาแหลมคมบินบนท้องฟ้าก่อนจะโฉบลงมานั้น แม่ไก่ป่าก็กระพือปีกเอาลูกหลบเข้าใต้ใบไม้หมดแล้ว ไม่สามารถจับตัวมันได้เลย พรานป่าหากต้องการจับไก่ป่าก็ต้องใช้ “กับดักล่อไก่ป่า” แล้วจึงจับไก่ป่าได้ แต่ไก่ป่าก็ไม่ใช่ว่าจะหลงกลเหยื่อล่อให้จับได้ง่ายๆ เหมือนมนุษย์บางคนที่เป็นคนรักอิสรเสรี มีความสามารถ แต่จะจับเอามาเป็นบริวารให้ทำงานให้นั้น ยากแสนยาก การฝึกเลี้ยงไก่เถื่อนให้เชื่องจึงเป็น “วิชชาขั้นสูง” ทีเดียว เหนือกว่าวิชชาอาคมอื่นๆ เพราะวิชชาอาคมไม่ได้ช่วยให้เราเปลี่ยนวิสัยคนป่าเถื่อนให้กลายเป็นบริวารที่เชื่องได้ วิชชาอาคมบางอย่าง ทำให้คนหลง ทำให้คนงมงาย และรักเรา แต่ไม่ได้ทำให้คนยอมสยบต่อเราจริง การฝึกเลี้ยงไก่ป่าให้เชื่อง จึงเหนือกว่าวิชชาคุณไสยเหล่านั้นมาก เป็นการเอาธรรมชาติมาฝึกตน สมควรที่จะได้รับการยอมรับว่าเป็นของสูง ดังที่พระสังฆราชสุกไก่เถื่อนสมควรได้รับ ไม่ใช่ผู้ใดจะร่ำเรียนสำเร็จกันได้ง่ายๆ ก็หาไม่

ตาของผู้เขียน เป็นคนไทยโบราณอยู่บ้านนอก ครั้งยังวัยหนุ่มก็นิยมเข้าป่าหาของป่าบ้าง ล่าสัตว์บ้าง ในยุคนั้นยังมีป่าอุดมสมบูรณ์อยู่ ก็เคยเล่าให้ผู้เขียนฟังถึงเรื่องไก่ป่าที่จับได้ยาก และสามารถเอาลูกหลบจากเหยี่ยวได้ แม้เหยี่ยวจะร้ายกาจมาก ส่วนไก่ป่ากลับไม่มีความสามารถที่จะต่อกรได้ แต่ไก่ป่าก็เสียท่าเหยี่ยวได้ยาก อุปมาเหมือนคนที่อยู่ชนชั้นบนกับคนที่อยู่ชนชั้นล่าง คนที่อยู่ข้างบนเหมือนเหยี่ยว จะจับคนเก่งดีมีความสามารถให้มายอมรับใช้งานนั้นไม่ใช่ของง่าย ก็เหมือนเหยี่ยวที่คิดจะจับไก่ป่านั่นเอง ดังนั้น ในยุคต้นรัตนโกสิน หากผู้ใดได้เรียนวิชชาเลี้ยงไก่ป่าของพระสังฆราชสุกไก่เถื่อนแล้ว นับว่าจะกลายเป็นยอดคนที่ปกครองได้ทั่วหล้าทีเดียว นี่เป็นวิชชาขั้นสูงไม่ธรรมดาเลย เพราะสามารถครองใจคนป่าเถื่อนในยุคนั้นได้ ทำให้เขาเชื่องยอมสยบมาเป็นบริวารของตนได้ ในสมัยนั้นทางหัวเมืองเหนือแข็งข้อ เจ้าใหญ่ฝ่ายเหนือเอาราชบุตรคือ เจ้าน้อยศุขเกษม ไปเรียนที่เมืองพม่า (พม่าเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ) ทำให้รัชการที่ห้า เกรงว่าเจ้านายฝ่ายเหนือจะร่วมกับพม่าแข็งข้อต่อสยาม ต่อมาได้เอาเจ้าดารารัศมีเป็นชายา ทำให้พระราชบิดาถึงกับตัดขาดไม่ยอมให้เจ้าดารารัศมีกลับไปเผาศพตนทีเดียว เจ้าน้อยศุขเกษม ก็ถูกบังคับให้แต่งงานเพื่อการเมือง หลังเจ้าฝ่ายเหนือตายลง และทางสยามไม่ตั้งเจ้าองค์ใหม่ให้ เจ้าน้อยศุขเกษมจำนนยอมแต่งงาน แต่ไม่ยอมสวามิภักดิ์ จึงได้ดื่มเหล้าไปวันๆ จนตรอมใจตาย นี่ขนาด ร. ๕ ได้วิชชาต่อจากหลวงพ่อโต ซึ่งเป็นศิษย์พระสังฆราชสุกไก่เถื่อน แต่ก็ยังไม่อาจเอาราชบุตรฝ่ายเหนือผู้มีความรู้มาให้ยอมจำนนเป็นบริวารได้    

จึงได้กล่าวว่าวิชชาเลี้ยงไก่ป่าไม่ใช่ของง่ายเลย และถ้าใครร่ำเรียนสำเร็จจะเป็นยอดคนปกครองได้ทั่วหล้า นับย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ไทย สมัยอยุธยา สมเด็จพระนเรศวร ได้ชื่อว่าทรงชำนาญในการชนไก่ และเหนือกว่านั้น ท่านน่าจะมีความสามารถในการเลี้ยงไก่ไว้ชน และไก่ชนในสมัยโบราณนั้น ไม่มากมายอย่างนี้ หายาก ไก่ที่เลี้ยงไว้กิน แม้จะต่อสู้ก็ไม่เก่งเท่าไก่เถื่อน ไก่เถื่อนดุกว่า ในสมัยนั้นอาจมีสายพันธุ์ไก่ที่ไม่ได้ถูกเลี้ยงมาเพื่อชนก่อน แต่สมเด็จพระนเรศวรอาจเป็นผู้ริเริ่มเอาพันธุ์ไก่ที่หายากและเลี้ยงยาก มาเลี้ยงจนเชื่องและกลายเป็นพันธุ์ไก่ชนที่ใครๆ ก็เลี้ยงกันได้ง่ายดายในปัจจุบัน แต่ผู้เขียนไม่คิดว่าในสมัยอยุธยาไก่เหล่านี้จะเชื่องมาก่อน ต้องมีผู้ริเริ่มและทำให้มันเชื่อง ซึ่งนั่นก็น่าจะเป็น “สมเด็จพระนเรศวร” นั่นเอง ในนานนัก พระนเรศวร ก็สามารถคุมกองทัพในยุคหลังอยุธยาเสียกรุง บ้านเมืองระส่ำระสาย ผู้คนขาดศูนย์รวมใจ ไม่มีศรัทธา นั่นเสมือนการทำให้คนป่าเถื่อนเชื่องและยอมศรัทธาอย่างแท้จริง (คนโบราณ ไม่ได้เป็นพนักงานบริษัทที่เชื่องเหมือนคนปัจจุบัน แค่ออกไปห่างเมืองหน่อย ก็เต็มไปด้วยคนป่าเถื่อนและนักเลงหัวไม้ ปกครองยาก) และนั่นคือจุดเริ่มต้นของความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ ใครบ้างจะเห็นว่าการเลี้ยงไก่ชนของสมเด็จพระนเรศวรนั้นจะนำมาซึ่งการกอบกู้เอกราชให้สำเร็จในเวลาต่อมา อาจนับได้ว่าท่านสำเร็จวิชชาเลี้ยงไก่เถื่อนเป็นคนแรก

การฝึกวิชชาเลี้ยงไก่เถื่อน

ให้ฝึกโดยการเลี้ยงไก่เถื่อนจริงๆ โดยไก่เถื่อนหรือไก่ป่าจะมีอยู่ในบางท้องถิ่น ให้ลองฝึกเลี้ยงไก่เหล่านี้ให้เชื่อง การใช้ธรรมชาติของจริงเป็นเครื่องฝึกจิตตน จะทำให้ได้ผลจริง ไม่หลง ซึ่งเป็นวิธีของคนโบราณกระทำกันมา ปัจจุบัน หาเรียนได้ที่ อ. ศรีสัชนาลัย จ. สุโขทัย จะมีวัดแห่งหนึ่ง มีพระอาศัยอยู่รูปเดียว หากท่านมีบุญบารมีก็จะได้พบเจอเอง พระรูปนี้ อยู่ในที่กันดาร ด้านหลังวัดมีป่ารกที่ไม่สมบูรณ์ มีไก่ป่าอยู่บ้าง พระรูปนี้ต้องการอนุรักษ์จึงพยายามเลี้ยงไก่เถื่อนเหล่านั้น และยังขยายพันธุ์ได้อีกด้วย เคล็ดลับ

๑)    ความอดทน  ผู้คิดเลี้ยงไก่เถื่อนต้องอดทนมาก เพราะอาจต้องใช้เวลาเป็นปีกว่าไก่จะเชื่องและยอมให้เข้าใกล้ตัวได้ จะต้องไม่รีบร้อน ต้องรอสักระยะ

๒)    การเว้นระยะ  ในระยะแรกของการเลี้ยงไก่เถื่อน อาจไม่สามารถเข้าใกล้ตัวไก่ได้เลย จำต้องรู้จักการเว้นระยะ ให้ไก่มีอิสระเต็มที่ และผู้เลี้ยงต้องอยู่ห่างๆ

๓)    สิ่งจูงใจ        ไก่จะสนใจ และยอมรับผู้เลี้ยง เมื่อมีสิ่งจูงใจบางประการ เช่น ข้าวสาร, อาหาร ฯลฯ จะต้องให้โดยไม่หวังผลเป็นระยะยาวพอควร  

หกวิชชาอสูรไร้เทียมทาน

ผู้มีบารมีมาก ดวงจิตมีความบริสุทธิ์มาก เมื่อเกิดมานอกพุทธศาสนา ก่อกรรมทั้งดีและชั่วแล้ว ถึงจุดที่สุดของกรรมจิตจะแบ่งภาคออกเองได้ เพราะสถานการณ์ที่บีบบังคับถึงที่สุดนั้น เช่น บางท่านทั้งรักทั้งแค้นจนถึงที่สุด ราวกับใจแตกสลาย จิตจะแบ่งภาคออกในตอนนั้น แล้วจิตส่วนหนึ่งจะบริสุทธิ์เป็นจิตโพธิสัตว์ จิตส่วนหนึ่งจะมีแต่กิเลสเป็นจิตอสูร โดยการแบ่งภาคได้สองดวงจิตนั้น จะได้ผลเป็นกายโพธิสัตว์ชนิดใด ทรงอสูรเป็นสัตว์พาหนะชนิดใด ก็ขึ้นอยู่กับการดำเนินชีวิตที่ผ่านมา เช่น ถ้าเป็นหญิงฝึกอยู่ในกรอบและอดทนกับคนที่มีจิตมากดดัน จนไม่ไหวถึงจุดหนึ่งจะแบ่งภาคเป็นอวโลกิเตศวรทรงมังกรดำ, ถ้าชายที่ฝึกตัวเองให้อยู่ในกฎระเบียบมีความละเอียดอ่อน เหมือนพวกขันที เมื่อถึงที่สุดจะปรารถนาความเป็นอิสระโบยบินออกจากกรอบ ก็จะแบ่งภาคจิตออกเป็นโพธิสัตว์สมันตภัทรและมีหงส์ไฟเป็นพาหนะ เป็นต้น ในบทความฉบับนี้ จะขอกล่าวถึงวิชชาเฉพาะตัวของอสูร ไม่ทำให้บรรลุธรรม เป็นเดรัจฉานวิชชา วิชชาของสัตว์เดรัจฉาน เป็นอวิชชาไม่ทำให้รู้แจ้ง แต่สำหรับพระโพธิสัตว์ที่ยังไม่ปรารถนานิพพานนั้น การฝึกอวิชชาเหล่านี้ ช่วยให้ไม่นิพพานเร็วไปได้ คนธรรมดาไม่ควรฝึก ฝึกแล้วกลายเป็นอสูร แต่ผู้มีจิตโพธิสัตว์อยู่ในกาย หากต้องการบำเพ็ญบารมีภาคปราบ จำต้องฝึก ซึ่งจิตหลักที่เป็นโพธิสัตว์ต้องมีพลังจิตภาคขาวมากพอที่จะควบคุมอสูรเหล่านี้ด้วย ดังต่อไปนี้  

เก้าอิมมังกรดำ

ผู้ฝึกวิชชานี้ควรเป็นผู้หญิงที่บำเพ็ญได้กายอวโลกิเตศวรแล้ว เมื่ออ่อนแอและจิตบริสุทธิ์เกินไป ไม่ต้องการทำกิจใดต่ออีก ให้ฝึกวิชชาอสูรต่อก็จะกลับมาคล้ายคนธรรมดาได้ และทำกิจช่วยสรรพสัตว์ได้ วิชชาที่ควรฝึกเป็น “เก้าอิมดำ” คือ ดูดซับพลังดำจากผู้อื่น โดยเฉพาะจากฮ่องเต้ที่มีพลังจิตมากโหดร้าย เมื่อกลายเป็นพระสนมดูดซับพลังฮ่องเต้แล้ว จะทำให้สงบลง ไม่อยากออกรบอีก สงครามก็ยุติ ช่วยสรรพสัตว์ได้มากมาย จะฝึกวิชชานี้จะต้องมี “มังกรดำ” เป็นอสูรอยู่ในกาย ก็จะฝึกได้โดยไม่ต้องมีตำรา วิชชานี้ต้องระวังเมื่อพลังดำมากถึงจุดหนึ่งจะควบคุมมังกรดำไม่ได้ ต้องฝึกพลังขาวไว้คุมด้วย

เก้าเอี๊ยงสิงโตคำราม

ผู้ฝึกวิชชานี้ควรเป็นผู้ชายที่บำเพ็ญได้กายมัญชุศรีแล้ว เมื่อปล่อยวางและจิตบริสุทธิ์เกินไป ไม่ต้องการทำกิจใดต่ออีก ให้ฝึกวิชชาอสูรต่อก็จะกลับมามีลักษณะคล้ายคนธรรมดาได้ และทำกิจช่วยสรรพสัตว์ได้ วิชชาที่ควรฝึกเป็นเก้าเอี้ยง คือ ดึงพลังความร้อนในตัวมาใช้งาน เมื่อพูดออกมาเสียงจะมีพลังสยบใจคน จึงเรียกว่าเก้าเอี๊ยงสิงโตคำราม ซึ่งเป็นสองวิชชาต่อกัน (เมื่อฝึกต่อกันจะเหมาะสม โดยกำหนดลมหายใจรวมพลังเก้าเอี๊ยงแล้วเปล่งเป็นเสียงสวดมนต์) เมื่อได้เป็นขุนศึกแล้ว จะออกรบอย่างทระนง สามารถยอมตายในสนามรบได้ ช่วยสรรพสัตว์ได้ในยามที่ชาติบ้านเมืองต้องการนักรบ จะฝึกวิชชานี้จะต้องมี “สิงห์” เป็นอสูรอยู่ในกาย ก็จะฝึกได้โดยไม่ต้องมีตำรา วิชชานี้จะฟื้นฟูพลังภายในได้เอง หากไม่ใจร้อนพลีชีพไปก่อน อย่าใช้คติ “ยอมหักไม่ยอมงอ”

หงส์ไฟทานตะวัน

ผู้ฝึกวิชชานี้ควรเป็นผู้ชายที่บำเพ็ญได้กายสมันตภัทรแล้ว เมื่อคิดไม่ออกว่าควรโปรดสัตว์อย่างไรและจิตบริสุทธิ์เกินไป ไม่ต้องการทำกิจใดต่ออีก ให้ฝึกวิชชาอสูรต่อก็จะกลับมามีลักษณะคล้ายคนธรรมดาได้ และทำกิจช่วยสรรพสัตว์ได้ วิชชาที่ควรฝึกเป็นทานตะวัน คือ ดูดซับพลังความร้อนจากดวงอาทิตย์ตอนเช้าๆ สะสมไว้ในกายทุกวัน เมื่อสำเร็จแล้วเหมาะสมที่จะเป็นขันที หรือเรขานุการชาย ช่วยอยู่ข้างๆ ผู้ยิ่งใหญ่ ผู้มีอำนาจ คอยทำให้ใจเขาสงบ ไม่ทำสิ่งชั่วร้ายมากเกินไป ก็สามารถช่วยสรรพสัตว์ได้มากมาย จะฝึกวิชชานี้จะต้องมี “หงส์ไฟ” เป็นอสูรอยู่ในกาย หงส์ไฟจะกินอาหารเป็นพลังธาตุไฟ คือ พลังจากดวงอาทิตย์ตอนเช้าๆ (ทานตะวัน) ฝึกแล้วห้ามมีคู่รัก ไม่ต้องตัดอวัยวะเพศแต่ต้องระวังอย่ามีคู่รัก มีคู่ได้แต่อย่ารัก ถ้ารักใครแล้วถูกจับแยก จะตายทั้งคู่ เพราะหงส์ไฟมีวิสัยยอมตายพร้อมคู่รัก เมื่อได้หงส์ไฟมาอยู่ในกาย ก็จะฝึกได้โดยไม่ต้องมีตำรา

เต่ามังกรดูดจักรวาล

ผู้ฝึกวิชชานี้ควรเป็นผู้ชายที่บำเพ็ญได้กายศรีอาริยเมตตรัยแล้ว เมื่อจิตบริสุทธิ์เกินไป ไม่ต้องการทำกิจใดต่ออีก ให้ฝึกวิชชาอสูรต่อก็จะกลับมามีลักษณะคล้ายคนธรรมดาได้ และทำกิจช่วยสรรพสัตว์ได้ วิชชาที่ควรฝึกเป็น “ดูดจักรวาล” คือ ดูดซับพลังจากผู้อื่น ได้ทุกชนิดทั้งขาวและดำ (มังกรดำดูดพลังแต่พลังขาว ทำให้ฟื้นพลังช้ากว่าเต่ามังกรที่ดูดซับพลังได้ทั้งสองสาย) เหมาะสมที่จะเป็นขุนนาง อำมาตย์ ถ้าเต่ามังกรดูดพลังดำมากจะทำให้อาณาจักรล่มสลายได้ แต่ถ้าดูดซับพลังขาวมาก จะทำให้เป็นขุนนางอายุยืนและอยู่ดูแลประเทศได้นาน ทำให้เกิดความมั่นคง (เพราะฮ่องเต้มักตายเร็ว หากไม่มีคนเฒ่าแก่อายุยืนคอยดูแลบ้านเมืองจะแย่) วิธีนี้ช่วยสรรพสัตว์ได้มากมาย จะฝึกวิชชานี้จะต้องมี “เต่ามังกร” เป็นอสูรอยู่ในกาย ก็จะฝึกได้โดยไม่ต้องมีตำรา ข้อควรระวังของวิชชานี้คือ อย่าดูดพลังมากเกินไปในช่วงเวลาสั้นๆ จะทำให้เต่ากระดองแตกตาย คือ ลมปราณภายในปั่นป่วนชนกันเองจนกระทั่งตายได้ ดังนั้น ต้องใช้อย่างค่อยเป็นค่อยไป

มังกรฟ้ากระบี่นพเก้า

ผู้ฝึกวิชชานี้ควรเป็นผู้ชายที่บำเพ็ญได้กายเซียน เมื่อปล่อยวางและจิตบริสุทธิ์เกินไป ไม่ต้องการทำกิจใดต่ออีก ให้ฝึกวิชชาอสูรต่อก็จะกลับมามีลักษณะคล้ายคนธรรมดา และทำกิจช่วยสรรพสัตว์ได้ ควรฝึกวิชชากระบี่นพเก้า เป็นกระบี่ที่อิสรเสรีไม่มีท่าที่ตายตัว แต่เกิดจากการเรียนรู้กระบี่และดาบทุกชนิด จากนั้นทำลายรูปแบบให้หมด ปลดปล่อยกระบวนท่าไปอย่างอิสรเสรี เรียกว่า “ไร้ลักษณ์” โดยจะฝึกจากสองมือขัดแย้งก่อนก็ได้ มือหนึ่งดาบมือหนึ่งกระบี่พร้อมกัน วิชชานี้เป็นคู่ปรับกับวิชชาทานตะวันที่มีระเบียบแบบแผนละเอียดมากมาย จะฝึกวิชชานี้จะต้องมี “มังกรฟ้า” เป็นอสูรอยู่ในกาย ก็จะฝึกได้โดยไม่ต้องมีตำรา สามารถใช้ปราบคนไม่ดีได้ โดยเฉพาะขันที วิชชานี้ต้องเริ่มจากการรับเต่ามังกรก่อน แล้วเก็บตัวเก็บเกี่ยวความรู้ทุกด้านให้ครบหมด โดยจะไม่ดูดซับพลังดำเข้าตัว เมื่อถึงจุดหนึ่งจะหลอมรวมทุกวิชชาเข้าด้วยกันเป็นวิชชาใหม่ เต่ามังกรจะเปลี่ยนจากกระดองเป็นปีก และกลายเป็น “มังกรฟ้า” ในที่สุด พลังภายในจึงเป็นพลังสายขาว

เก้าอิมมังกรทอง

ผู้ฝึกวิชชานี้ควรเป็นผู้ชายหรือผู้หญิงก็ได้ที่บำเพ็ญได้กายพระยูไล เมื่อปล่อยวางและจิตบริสุทธิ์เกินไป ไม่ต้องการทำกิจใดต่ออีก ให้ฝึกวิชชาอสูรต่อก็จะกลับมามีลักษณะคล้ายคนธรรมดา และทำกิจช่วยสรรพสัตว์ได้ ควรฝึกวิชชาเก้าอิมขาว (เก้าอิมที่ดูดซับแต่พลังขาว) คือดูดซับพลังขาวจากสิ่งแวดล้อมเป็นอาหารให้มังกรทอง จะฝึกวิชชานี้จะต้องมี “มังกรทอง” เป็นอสูรอยู่ในกาย ก็จะฝึกได้โดยไม่ต้องมีตำรา สามารถใช้ปราบคนไม่ดีได้ โดยเฉพาะมังกรดำ (สนมที่ทำให้ฮ่องเต้เดินทางผิด) วิชชานี้ต้องเริ่มจากการรับมังกรทองก่อน หรือรับมังกรดำเข้าตัว โดยจะไม่ดูดซับพลังดำเข้าตัว แต่ฝึกเปลี่ยนวิสัยให้ทังกรดำ โดยดูดซับแต่พลังภาคขาว และกลายเป็น “มังกรทอง” ในที่สุด พลังภายในจึงเป็นพลังสายขาว มังกรทองต่างจากมังกรฟ้าตรงที่ แม้พลังภายในเป็นพลังภาคขาวเหมือนกัน แต่มังกรทองโตได้เรื่อยๆ แทบไม่จำกัดในกายมนุษย์ แต่มังกรฟ้ามีขีดจำกัด ตายเร็วกว่า ถ้าไม่นับเวลาที่เป็นเต่ามังกร ถ้าเป็นเต่ามังกรจะอายุยืน แต่พอเป็นมังกรฟ้าจะมาเร็วไปเร็ว หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ เต่ามังกรจะอายุยืนแต่ถ้าเปลี่ยนเป็นมังกรฟ้าเมื่อไรจะอายุสั้น (คือถึงเวลาจะตายของมันแล้ว) ตัวอย่างผู้มีมังกรฟ้าเช่น ขงเบ้ง ที่เขาเรียกกันว่ามังกรฮกหลงนั่นเอง ขงเบ้งก็ตายเร็วตอนอายุสามสิบต้นๆ เท่านั้น แต่มังกรทองอายุยืนกว่ามังกรฟ้า ทั้งยังมีพละกำลังมากกว่า แต่ปัญญาจะไม่สูงเท่ามังกรฟ้า

การฝึกวิชชาเหล่านี้ให้ใช้ร่างกายเป็นเครื่องสมมุติในการฝึกเหมือนฝึกกังฟู เพื่อให้จิตวิญญาณภายในแก่กล้า เราไม่ต้องใช้ร่างกายไปกระทบกัน ใช้จิตอย่างเดียว กายทิพย์ข้างในก็ออกไปปะทะกันเองได้ ดังนั้น จึงต้องฝึกเพื่อให้สามารถคุมคนบริวารคนได้นั่นเอง เป็นวิธีฝึก “อิทธิฤทธิ์” อีกแบบหนึ่ง ที่ไม่ใช่การนั่งเพ่งภาพนิมิตอย่างเดียว

การใช้หินทำสมาธิบำบัดโรค

พลังภายในของมนุษย์หรือที่ทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่เรียกอีกอย่างว่า “ออร่า” จะมีทั้งดีและเสีย ออร่าที่เสียเมื่อสะสมมากๆ เข้าจะทำให้เกิดโรคได้ เมื่อถ่ายภาพออร่าดูจะพบสีคล้ำถึงดำ วิธีการทำสมาธิหลายอย่างช่วยซักฟอกให้ออร่าสว่างสดใสขึ้น ทำให้สุขภาพดีขึ้น วิธีโบราณอย่างหนึ่งที่นิยมกันมาคือการใช้อัญมณีบำบัด หรือ “หินบำบัด” ช่วยขณะทำสมาธิ ก็จะทำให้ออร่าสว่างสดใสขึ้น และทำให้สุขภาพดีขึ้น ดังจะกล่าวต่อไปนี้

หินแบบไหนที่ใช้บำบัดโรคได้

๑) หินแร่จากแม่น้ำ  เป็นหินที่เกิดจากการระเบิดของภูเขาไฟ เป็นลาวาใต้โลก แล้วถูกน้ำกัดเซาะทำให้มีลักษณะที่เหมาะสมในการช่วยทำสมาธิ หาได้ง่าย ไม่มีราคา ไม่ต้องซื้อ คือ จะเป็นหินที่อยู่ตามลำธาร สีดำ, น้ำตาลเข้ม เป็นต้น มีลักษณะกลมแบน เหมือนเหรียญ ลักษณะหินแบบนี้ เหมาะสมที่จะนำมาใช้บำบัดโรค หินชนิดนี้เหมาะสมที่จะใช้ในการดูดซับพลังออร่าที่มีสีดำ หรือออร่าเสียๆ ในร่างกาย สามารถวางเป็นจุดๆ ได้

๒) ผลึกคริสตัล       เป็นผลึกที่เกิดจากการตกผลึกของแร่ธรรมชาติในสมัยโบราณ ทำให้มีลักษณะทรงเหลี่ยม แตกต่างกันออกไปตามแต่ละชนิดของแร่, สีสัน, รายละเอียดรูปทรง, ความสมบูรณ์ของผลึก ถ้าไม่มีการดัดแปลงเลยจะเก็บพลังได้ดี ดูดซับและถ่ายทอดพลังได้ดี แต่หายากและราคาแพง หินชนิดนี้เหมาะสำหรับใช้ในการถ่ายทอดพลังธรรมชาติที่บริสุทธิ์สว่างสดใส จะใช้หลังจากใช้หินแม่น้ำดูดซับพลังดำแล้ว

๓) เพชรพลอยดิบ   เป็นหินมีค่าเมื่อเจียระไนแล้วจะเปล่งประกาย ทำให้มีราคาสูง เพชรพลอยดิบที่ยังไม่ได้เจียระไนนี้สามารถใช้รักษาโรคได้ แต่ถ้าเจียระไนแล้ว ก็ไม่มีผลทางการรักษา เพราะสภาพธรรมชาติเสียไปแล้ว ทำให้เสียคุณสมบัติไปด้วย มีแต่ความสวยงามเป็นเครื่องประดับได้เท่านั้นเอง เพชรพลอยดิบช่วยส่งเสริมพลังออร่าในร่างกายมนุษย์สีต่างๆ ตามชนิดของพลอย พลอยสีแดงช่วยเพิ่มออร่าสีแดงให้คนได้  

๔) หินควอตัม         เป็นหินประดิษฐ์ลักษณะกลมแบน แบบเหรียญ ใช้วัสดุพิเศษที่พอหาได้ทำ สีดำ มีลายเฉพาะตัวเล็กน้อย ราคามักขายอยู่ที่หกพันบาทโดยประมาณ ก็ใช้ได้ไม่ต่างจากหินแม่น้ำที่ไม่มีราคาอะไร ถ้าตั้งใจใช้ทำสมาธิแล้วก็ได้ผลเหมือนกัน ไม่ได้สำคัญที่หินมาก สำคัญที่การทำสมาธิจิต หินจะช่วยประกอบเฉยๆ

การดูแลรักษาหิน

หินที่ใช้ดูดซับพลังออร่าสีดำจากร่างกายแล้วจะเก็บพลังดำไว้ได้จำกัด จะต้องมีการผ่านให้น้ำชำระล้าง หรือเอากลับไปคืนสู่แม่น้ำ ให้ลำธารที่ใสสะอาดไหลผ่าน แล้วเอาขึ้นวางผึ่งรับแสงจันทร์ ก็จะนำกลับมาใช้ได้เหมือนเดิม แต่ถ้าใช้งานอยู่ตลอด จะดูดซับพลังดำได้ระดับหนึ่งก็หยุดไป ถ้าร่างกายมนุษย์มีโรคอยู่ มีเชื้อโรคซึ่งเป็นต้นเหตุทำให้ออร่ามีสีดำอยู่ ยังไม่ถูกกำจัดไป แม้จะใช้หินดูดซับพลังดำออกไปก็จะทำได้แค่ระดับหนึ่งเท่านั้น จากนั้น เชื้อโรคจะทำให้เนื้อเยื่อแย่ลงตามเดิม และส่งผลให้ออร่าในร่างกายกลับมาดำอีก ดังนั้น หากไม่กำจัดที่ต้นเหตุ ก็จะไม่หายโรคได้ การใช้หินบำบัดจะทำให้เมื่อออร่าเริ่มดำยังไม่เกิดเป็นโรคเท่านั้น ถ้ามีโรคเกิดขึ้นแล้ว ต้องรักษาที่ต้นตอของโรคด้วย หินบำบัดจะรักษาได้เพียงบรรเทาอาการบางส่วนเท่านั้นเอง ในบางรายเอาหินห้อยไว้กับตัว แรกๆ ก็รู้สึกดีอยู่ เพราะออร่าสีดำถูกดูดซับไปบางส่วน แต่หลังๆ พลังดำในหินก็เต็ม มันก็ถ่ายเทตามธรรมชาติ ทำให้ผู้สวมหินไว้กลับมีอาการเหมือนเดิมอีก เพราะไม่ได้รักษาที่ต้นเหตุนั่นเอง ควรถอดเอามาผ่านน้ำในลำธารแล้วผึ่งแสงจันทร์ทุกวันพระจันทร์เต็มดวง

การทำสมาธิด้วยหินบำบัด

นอนคว่ำหรือหงาย ตามแต่จุดที่มีปัญหา ถ้ามีปัญหาด้านหลัง เช่น ปวดเมื่อยที่หลังบ่อยๆ ให้นอนคว่ำลง แล้ววางหินแม่น้ำไว้ตามจุดที่มีอาการปวดนั้น นอนหลับตาทำสมาธิจุดที่รู้สึกเย็น กำหนดจิตรวมไว้ที่หิน เอาความรู้สึกเย็นแผ่เข้าแทน เอาความรู้สึกปวดปล่อยออกไป จะเกิดการถ่ายเทพลังดำเข้าไปในหิน และพลังธรรมชาติที่บริสุทธิ์รักษาจุดๆ นั้น

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น