รวมบทความธรรมปฏิเวธ ชุด การจัดการสถานธรรมและเคลียร์เจ้าที่
ธรรมปฏิเวธ เรื่อง สถานธรรมที่กำหนดแบบแผนจะกลายเป็นลัทธิ
พระพุทธเจ้าไม่ได้กำหนดแบบแผนให้ใคร ไม่มีแบบแผนมาครอบงำใคร ท่านมีแต่ธรรมวินัย คือ ใครอยากได้แนวทางปฏิบัติก็ไปปฏิบัติเองให้เกิดปัญญา ก็จะรู้แนวทางของเขาเอง ใช้พระธรรมให้ก่อเกิดปัญญา ปัญญานะแหละตัวบอกว่าเราจะทำอย่างไรต่อไป ส่วนพระวินัยนั้น ไม่ใช่แบบแผน เป็นเพียงเครื่องช่วยระลึก ช่วยเตือนสติของผู้ปฏิบัติเท่านั้น ไม่ใช่เอาพระวินัยมากำหนดชีวิตว่าจะต้องทำ หรือไม่ทำอะไร ศีลนะผิดกันได้ ผิดแล้วก็เรียนรู้ว่าผิด เรียกว่าปลงอาบัติ คือ รู้ตัวเองว่าตัวเองผิด ปลงให้ตก จึงเรียกว่าปลงอาบัติ แต่ไม่ใช่เอามาเป็นกฎระเบียบนะ คนละอย่างกัน ส่วนการเป็นอยู่แบบสงฆ์เช่นการห่มจีวร การบิณฑบาตไม่ใช่แบบแผน เพราะอริยบุคคลในพระพุทธศาสนาไม่เป็นพระก็ได้ คือคนที่ได้ถึงอนาคามีก็เป็นฆราวาสได้ ดังนั้น จึงไม่ใช่แบบแผนกำหนดชีวิต เพียงแต่ถ้าใครที่ไม่อยากวุ่นวายทางโลกจะดำรงชีพแบบนักบวช ท่านก็สามารถนำไปปฏิบัติได้ซึ่งก็ไม่ได้บังคับมาก จึงไม่เข้มพอที่จะนับว่าเป็นแบบแผนได้ ถ้าจะสังเกตดีๆ เราจะพบว่าพระสาวกของพระพุทธเจ้ามีลักษณะ, พฤติกรรม, บุคลิกต่างกันมาก ถ้าให้เราพบเจอทีละองค์สององค์ เราจะเดาแบบแผนของพระพุทธเจ้าแทบไม่ออกเลย บางคนห่มเหลือง, บางคนไม่ห่มเหลืองก็ได้อริยบุคคล นี่คือ ไม่ได้มีความเข้มข้นถึงขั้นมีแบบแผนที่เคร่งครัดนัก อนึ่ง สถานธรรมหลายแห่งพยายามสร้างแบบแผนที่ตนคิดว่าถูกต้องและดีงามขึ้นมา และแบบแผนนั้นไม่เหมือนของพระพุทธเจ้า เพราะเขาไม่ใช่พระพุทธเจ้า ย่อมมีความแตกต่างกันไป ทำให้ก่อเกิดเป็นนิกาย เพราะการสร้างแบบแผนที่แตกต่างไปจากเดิมนี่เอง ดูแล้วมีเหตุผลและน่าเชื่อถือ แต่ทุกอย่างที่เรากำหนดให้ผู้อื่นกระทำนั้น เป็นกรรมทั้งสิ้น ถ้ามากถึงจุดหนึ่งก็ขวางนิพพานได้ ดังนั้น จึงทำให้ลัทธิ, นิกายใหม่ๆ ไม่ได้นิพพานในชาตินั้นๆ ได้อย่างมากคือ สุขาวดี เป็นอรหันตโพธิสัตว์ ซึ่งยังไม่ถึงวาระนิพพานในพุทธกาลนี้ และต้องเวียนว่ายตายเกิดช่วยพระพุทธเจ้าองค์ต่อๆ ไปอีกนานมาก กว่าจะได้นิพพานจริงๆ หากท่านต้องการสร้างรูปแบบความเป็นอยู่แบบใหม่ๆ ที่แตกต่างไปจากเดิม โดยเจตนาหรือไม่เจตนาก็ดี สามารถทำได้ในเพศฆราวาส เหมือนพราหมณ์สำนักต่างๆ อย่างนี้ไม่มีกรรมต่อศาสนา กรรมจะเบา แต่ไม่ควรทำในผ้าเหลืองคือไม่กำหนดแบบแผนให้พระสงฆ์
อาจารย์ผู้ถ่ายทอดธรรมควรทำอย่างไร จึงจะไม่เกิดลัทธิ, นิกายใหม่ๆ
๑) คงพระธรรมวินัยเท่าเดิม ไม่มีเพิ่ม ไม่มีลด ถ้าปฏิบัติผิดไป ก็ต้องบอกว่าตนผิด
๒) ไม่ตั้งเอาตัวเองเป็นมาตรฐานความถูกต้อง เช่น ตนรับเงินทองได้ บอกว่าไม่ผิด
๓) ไม่ตั้งเกณฑ์ความถูกต้องขึ้นมาใหม่ เช่น บอกว่าอรหันต์แล้วรับเงินได้ไม่ผิดศีล
๔) ไม่ถ่ายทอดสิ่งอันนำไปสู่การขัดแย้งต่อธรรมวินัย เช่น ให้เลิกถือศีลที่มีมาแต่เดิม
๕) ถ่ายทอดอย่างอื่นที่ไม่ตรงธรรมวินัยต้องบอกว่าอยู่นอกธรรมวินัย แทนที่กันไม่ได้
๖) ไม่เอาความผิดพลาดของตน เป็นความถูกต้องใหม่ๆ ให้คนยอมรับและทำตาม
๗) ทำหน้าที่ถ่ายทอดธรรมไปแต่ไม่กำหนดแบบแผน หรือแม้แต่กฎระเบียบคุมใคร
๘) ถ้าจะมีระเบียบให้ใช้เฉพาะตน (ปัจจัตตัง) คนอื่นจะทำด้วยหรือไม่ ก็ตามใจสมัคร
๙) ให้ธรรมะเป็นเรื่องปัจจัตตัง ใครทำใครได้ คือ จะไม่กำหนด ไม่บังคับ ไม่สั่งการ
๑๐) ละความเป็นเจ้า ต้องยอมรับพระพุทธเจ้าเป็นเจ้า เราเป็นแต่สาวกในศาสนานี้
๑๑) ถ้าต้องการเป็นเจ้าหรือศาสดาใหม่ ให้ตั้งศาสนาใหม่ แล้วรับผิดชอบกรรมเอง
ปัจจุบันพบว่าสถานธรรม เริ่มเอาพระสงฆ์ไปเข้ารีตของตน คือ เอาพระสงฆ์ให้ไปรับธรรม และสอนพระสงฆ์ทั้งๆ ที่ตนเป็นฆราวาส ซึ่งการสอนพระสงฆ์นั้นจะต้องเข้าใจว่าท่านเป็นสาวกของพระพุทธเจ้า การไปสอนพระสงฆ์เท่ากับถือตัวว่าเหนือกว่าพระพุทธเจ้านั่นเอง นี่เป็นกรรมนะ อย่าคิดว่าไม่มีกรรม จะสอนก็ต้องสอนตอนก่อนที่เขาจะเป็นพระสงฆ์ เมื่อเขาบวชพระสงฆ์ไปแล้ว ก็ต้องขึ้นอยู่กับพระรัตนตรัยแล้ว ไม่ได้ขึ้นอยู่กับสถานธรรมเดิมอีก เขาเป็นบริวารเป็นสาวกของพระพุทธเจ้าไปแล้วไม่ควรเอามาเป็นบริวารตนเอง แต่ถ้าพระสงฆ์ต้องการเรียนรู้ ก็ต้องให้ท่านเรียนรู้เอง ปฏิบัติเอง ไม่ควรมีพุทธประเพณีฆราวาสสอนพระ ไม่เช่นนั้น พระสงฆ์จะถูกฆราวาสบริหารควบคุมได้ ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ถูกที่ควร
ธรรมปฏิเวธ เรื่อง การจัดการอนุตรธรรมแท้และอนุตรธรรมผสม
อนุตรธรรม มาจากคำว่า “อนุ” บวก “อุตตร” บวก “ธรรม” อนุ แปลว่าเล็กหรือน้อย ในที่นี้ หมายถึง ผู้ถ่ายทอดธรรมไม่ได้ตรัสรู้เอง, ไม่ได้ญาณหยั่งรู้เอง แต่ใช้ธรรมหรือญาณของครูใหญ่เช่น พระยูไล พระมหาโพธิสัตว์ เบื้องบน สื่อสารลงมาบอก หรือประทับทรง ปกติ ถ้าเป็นพระยูไลจะไม่ประทับทรง จะสื่อสารมาบอก แต่ถ้าเป็นมหาโพธิสัตว์จะประทับทรง โดยจะทรงเฉพาะอสูรสัตว์พาหนะทรงตัวเก่าของท่าน ที่มาเกิดเป็นมนุษย์ ดังนี้ อาจารย์ถ่ายทอดธรรมที่เราศรัทธากันมากๆ เพราะคนเข้าทรงนี้เป็นอสูรสัตว์พาหนะทรงของพระโพธิสัตว์มาทั้งสิ้น ไม่ใช่ผู้ที่มีธรรมของตัวเอง อย่าไปหลงนะ คำว่า “อุตตร” นั้นหมายถึงเหนือ คือ ธรรมเหนือโลก หรือพ้นจากเรื่องทางโลกีย์แล้วนั่นเอง คนทรงที่สื่ออนุตรธรรม นั้นไม่มีญาณรู้เลยว่าใครได้ธรรมแท้ ได้แล้วหรือไม่ได้ ไม่รู้อะไรจริงๆ หรอก ก็แค่ใช้การทรงจึงมีธรรมะออกมา ไม่ทราบด้วยว่าองค์ที่ท่านทรงทำอะไรบ้าง เดากิจท่านก็ไม่ออก แต่ก็ทำกิจให้เบื้องบน ถ้าบำเพ็ญบารมีผ่านอาจจะได้บรรลุเป็นโพธิสัตว์ได้เหมือนกันซึ่งเมื่อบรรลุเป็นโพธิสัตว์แล้ว แรกๆ จะได้แค่ปุถุชนโพธิสัตว์ก่อน จะได้นับเป็นอริยบุคคลได้ ต้องได้พบพระรัตนตรัยของแท้มาโปรด ไม่ใช่นั้นต่อสายธรรมกันไม่ได้ ถ้าสายธรรมขาดก็จบ ต้องรอให้มีผู้ได้นิพพานแท้ๆ คนแรกเกิดขึ้นใหม่ก่อน จึงถ่ายทอดและต่อสายธรรมได้ อนึ่งมีนักปฏิบัติท่านหนึ่งเป็นอาจารย์เซนได้แจ้งว่าท่านได้สารจากเบื้องบนว่าให้บวชพระต่อสายธรรมอรหันต์ ท่านบวชมาสี่ครั้งมีเหตุขวางเรื่อยๆ สุดท้ายก็เป็นฆราวาส สายธรรมขาดประมาณปี พ.ศ. ๒,๕๑๙ คือ พระอรหันต์รูปสุดท้ายมรณภาพ ที่เหลือไม่ได้ถึงนิพพานจริง ได้แต่สุขาวดี (ท่านไปพิจารณากันเองว่าท่านใดบ้าง ที่ได้อรหันต์หลังปีนั้น ก็จะเป็นอรหันตโพธิสัตว์ทั้งหมด ไม่มีอรหันตสาวก ไม่ได้นิพพานกันจริงๆ) อันนี้ ไม่ต้องเชื่อก็ได้นะ ไม่ว่ากัน ผู้เขียนทำหน้าที่แล้ว หมดภาระ ไม่เกี่ยวกับว่าใครจะเชื่อหรือไม่นะ ดังนั้น จึงไม่มีมนุษย์ที่ได้นิพพานแน่ๆ ทันทีเมื่อตายลง แต่ได้อรหันต์แบบโพธิสัตว์คือไม่นิพพานทันทีนั้นมีอยู่แต่ท่านที่จะได้นิพพานกลับเป็น “จิตวิญญาณ” คือ พระพุทธเจ้าเรา ท่านให้สัจจะไว้ว่าสิ้นอายุพุทธกาล ๕,๐๐๐ ปี ท่านจะรวมพระธาตุแล้วโปรดเทวดาอย่างเดียว ให้นิพพานพร้อมกันมากมาย แล้วจึงทำ “พระธาตุนิพพาน” เป็นอันจบ นอกจากนี้ยังมีบันทึกว่าในพันปีที่สาม (ปี พ.ศ. ๒,๐๐๐ ถึง ๒,๙๙๙) โลกจะเหลือแต่พระอนาคามีดังนั้น ไม่ต้องไปหวังว่าจะมีมนุษย์ได้นิพพานในชาตินี้นะ แต่จิตวิญญาณเท่านั้นที่จะได้นิพพานได้ โดยเขาอาจมาแฝงในกายสังขารของมนุษย์ เพียรธรรม รู้เห็นภัยแห่งชาติภพ เพราะตายแล้ว จึงไม่อยากเวียนว่ายอีก ก็จะนิพพานได้ มนุษย์จะหลงกันมาก เพราะโลกจะเต็มไปด้วยวัตถุบำเรอกามสารพัน ไม่มีวันจบสิ้น ดังนั้น ที่เราทำๆ กันนี้ ก็เพื่อโปรดจิตวิญญาณมากกว่า มนุษย์โปรดแล้ว เข้าใจแล้ว แต่มีชีวิตอยู่แบบที่รอนิพพานไม่ได้ เผลอแล้วก่อกรรมทั้งดีและชั่ว สืบชาติต่อภพไม่จบสิ้น ไม่ได้นิพพานหรอก ต้องจิตวิญญาณถึงจะได้พวกภูติ, ผี, เทวดาก็ดีที่เข้าแทรกเรานะแหละมีโอกาสจะได้นิพพานบ้าง การเทศน์คน ไม่ต้องหวังว่ากายสังขารนั้นจะปฏิบัติได้จริง เอาแค่เล็งไปที่จิตวิญญาณแฝงในกายเขาแทน แล้วโปรดหรือคุยจนจิตวิญญาณของเขาหลุดพ้นไป ก็พอ กายสังขารนั้นก็จะไม่ได้ทำจริงทำจังอะไร เพราะจิตวิญญาณที่บรรลุธรรมนิพพานไปจากกายสังขารแล้ว ก็กลาย เป็นคนปฏิบัติไม่ได้มรรค ไม่ได้ผลต่อไป เท่านี้เอง ดังนี้ อย่าหลงมนุษย์กันมาก ใครเขาที่มาบอกว่าอรหันต์ๆ กันนั้น เขาได้อย่างมากสุขาวดี จริงๆ แล้วคือ “อนาคามี”
อนุตรธรรมที่เผยแพร่กันอยู่ ได้รับคำสั่งจากเบื้องบนจริง แต่ถูกมารแทรกเข้ามาด้วย ทำให้งานก้าวหน้ามาก เพราะมารก็เก่ง สร้างระบบ, ระเบียบ, แบบแผน, มีชนชั้น, มีลำดับ ฯลฯ ครบ ทำให้งานก้าวหน้ามาก ซึ่งทางพระโพธิสัตว์ก็ไม่ว่าอะไร ปรับตัวอยู่ร่วมกันไป ถ้าไม่มีมารมาแทรกนะ งานจะไม่ขยายขนาดนี้ ไปแบบช้าๆ ทีละคนสองคน แต่ได้มรรคผลจริง อันนี้มารแทรกเลยไปไวและได้วงกว้าง แต่ยังไม่ได้มรรคผลจริงนัก พอมารแทรกแล้ว ก็ชอบหาบริวาร ชอบเอาแบบแผนมาล้างสมองคน อันนี้ให้ระวัง ต้องไปหาคนที่ได้อนุตรธรรมจริง คือ คนที่สื่อสารกับเบื้องบนได้, คนที่ปฏิบัติได้มรรคผลจริง หรือถ้าไปหาคนทรงในอนุตรธรรมที่เรียกกันว่าผู้ถ่ายทอดธรรมก็ได้แต่อย่ายึดติดตัวบุคคลนัก
ธรรมปฏิเวธ เรื่อง วัดและสถานธรรมสร้างใหม่ มีเจ้าที่ครอบงำเจ้าสำนัก
กึ่งกลางพุทธกาล เทวดาภาคพื้นโลกเปลี่ยนชุด ทำให้พระภูมิที่ดูแลสถานที่สำคัญต่างๆ ไปสู่สุคติภูมิมากมาย ตำแหน่งเทวดาดูแลสถานที่นั้นๆ ก็ว่างลง ทำให้ผีหรือจิตวิญญาณอีกกลุ่มหนึ่ง เข้ามาแย่งจับจองแทน เช่น มารที่หมดบุญจากสวรรค์ลงมาจอง, พรหมฤษีที่ตกค้างอยู่ตามโลกมนุษย์รีบมาครองแทน ฯลฯ โดยเฉพาะสถานธรรมและวัดทั้งหลาย เมื่อสร้างใหม่แล้ว พระภูมิองค์เก่าหมดวาระจากไป ตำแหน่งว่าง ผีตนอื่นๆ รีบเข้ามาจับจอง บางทียังแย่งกันไม่จบ ผีแย่งกันเป็นเจ้าที่ที่นั้นๆ ทำให้คนตีกัน แย่งกันเป็นใหญ่ในที่นั้นๆ แย่งกันจับจองที่นั้นๆ เมื่อแย่งกันจบลงแล้ว ก็จะเกิด “เจ้าที่” นั้นๆ ขึ้น คือ พวกที่คิดว่าตนยิ่งใหญ่ที่สุดในที่นั้นๆ เจ้าใหญ่นายโตในที่นั้นๆ แถมยังแทรกเข้าในกายของเจ้าสำนักในสถานธรรมหรือวัดอีกด้วย ดังนั้น ทำให้คนทั้งหลายถือตัวเป็นใหญ่ในที่ของตน ใครเข้ามาที่ของตนต้องมาเข้ากราบกรานไหว้, มาเป็นศิษย์ เป็นบริวาร สร้างบริวารพรรคพวกกันมากมายไปหมด ซึ่งไม่ใช่วิถีของผู้ที่เอาความหลุดพ้นนิพพาน ผู้ปฏิบัติธรรมที่เป็นเจ้าของสถานที่มากมายตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ จนกว่าจะมีผู้มาโปรดให้ละความยึดถือในสถานที่นั้นๆ ก็จะพ้นจากภาวะความเป็นเจ้าที่ได้ แล้วเปิดทางให้พระภูมิองค์ใหม่ ลงมาประจำดูแลสถานที่นั้นๆ ได้ สถานที่นั้นๆ ก็จะลดความถือตัวว่าเป็นเจ้าเข้าเจ้าของ เป็นใหญ่เป็นโต, เป็นเจ้าก็ดี, เป็นเจ้าของก็ดี ฯลฯ และเปิดกว้างยอมรับในธรรมของกันและกันได้สืบไป นี่จึงจะเปิดทางธรรมได้ ไม่ใช่ว่าเจ้าสำนักถือตัวไม่มีใครไปโปรดสอนได้ จะสอนแต่คนอื่นอย่างเดียว ฝ่ายเดียว พูดอย่างเดียว ไม่นิยมฟังใคร อย่างนั้นก็หาควรไม่
ในสถานธรรมวิถีอนุตรธรรม มีเจ้าที่อยู่มาก ยังเคลียร์เจ้าที่ไม่สำเร็จ ผู้สร้างสถานธรรมถือตัวว่าเป็นผู้สร้าง, ผู้เป็นเจ้าสำนักถือตัวเป็นเจ้าใหญ่ในนั้น ฯลฯ นี่ยังเคลียร์เจ้าที่ ไม่หมด ต้องเคลียร์ให้หมดเพื่อเปิดทางให้พระภูมิ ซึ่งได้รับตำแหน่งมาจากท้าวจุติโลกบาลอย่างถูกต้อง ให้มาดูแลต่อไป ก็จะหมดปัญหาเรื่องคนบ้าเจ้า คือ บ้าเป็นเจ้า, บ้าเป็นใหญ่, บ้าที่จะแข่งกันหาบริวารกันเต็มไปหมดและทางธรรมก็จะเปิดเสรีมีการแลกเปลี่ยนกันได้ เจ้าสำนักก็เป็นลูกศิษย์ผู้มาเยือนได้ เหมือนดังในสมัยโบราณที่พระพุทธเจ้าก็ไปเยือนสำนักต่างๆ และสอนเจ้าสำนักได้สำเร็จ ถ้ายังเคลียร์ความเป็นเจ้าที่ไม่หมด ธรรมก็จะเดินไปต่อไม่ได้ ช่วงเปลี่ยนถ่ายพระภูมิผู้ดูแลสถานที่ต่างๆ บนโลกนี้ เป็นเวลาที่ตำแหน่งว่าง ผีเจ้าที่จะเรืองอำนาจมาก ครอบงำผู้คนให้คิดว่าตนเป็นผู้มาอยู่ก่อนย่อมเป็นเจ้า, ตนเป็นผู้สร้างย่อมเป็นเจ้า, ตนเป็นผู้ใหญ่ในที่นั่นย่อมเป็นเจ้า ฯลฯ การแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกันเป็นใหญ่จะมาก เพราะผีเจ้าที่ นั่นเอง ซึ่งผีเจ้าที่นี้เป็นคำกว้างๆ หมายถึงผีที่ยึดมั่นถือมั่นสถานที่ อยากครอบครองความเป็นใหญ่ เป็นเจ้าในที่นั้นๆ ซึ่งมีหลายระดับ บ้างก็เป็นผีที่มาจากสวรรค์ชั้นหก หมดบุญแล้ว ไม่มีที่อยู่ ก็มาจับจองเป็นผีเจ้าที่ก็มี ในยุคนี้ เราจะพบทั้งเทพ, พรหม, ยักษ์อสูร และมาร ลงมาครอบครองสถานที่ต่างๆ ในประเทศไทยกันเต็มไปหมด เพราะเป็นยุคของสัตว์สี่เหล่าใหญ่นี้ลงมาดูแลพระพุทธศาสนาที่จะหักกลางนั่นเอง มนุษย์ที่บุกเบิกสถานที่ต่างๆ จึงต้องเข้าใจถึงผีเจ้าที่ที่จะครอบงำตนได้เสมอด้วยในวัด เจ้าอาวาสประมาณ ๙๐% จะถูกผีเจ้าที่หรือผีเสื้อวัดครอบงำ ให้หลงตนเองว่าตนเป็นเจ้าในที่แห่งนั้นตนเป็นใหญ่ในที่แห่งนั้น ที่แห่งนั้นมีเราเหนือใคร มีเราเป็นที่สุด และคอยครอบงำ, บงการ, สั่งการ, จัดระเบียบ, จัดการคนในวัดต่างๆ นานา แบบนี้ไม่ใช่แบบของพุทธประเพณีแท้ ในพุทธประเพณีนั้น ไม่มีเจ้าองค์ที่สอง เรามีเจ้าองค์เดียวเท่านั้น คือ พระพุทธเจ้า และเมื่อท่านละสังขารลงไป ก็ไม่มีพระสาวกองค์ไหนได้รับการแต่งตั้งจากพระพุทธเจ้าว่าให้เป็นเจ้า, เป็นราชาคณะ, เป็นเจ้าคณะ, หรือแม้แต่พระสังฆราช นี่ไม่มีในพุทธประเพณีของพุทธศาสนา ในพุทธศาสนา เรามีเจ้าองค์เดียวเท่านั้น นอกนั้นแล้วนับเป็น “สาวกเท่าเทียม” กันทั้งหมด ไม่ว่าจะบวชมาก่อนหรือทีหลัง เป็นพระหรือเณร จะที่แตกต่างกันในพรรษา, อายุ, พระเณร ก็แค่เล็กน้อยไม่พอที่จะเอามาเป็นหลักสำคัญอะไรได้เลย แค่รู้กันว่าคนนั้นพระ คนนี้เณร คนนั้นมีพรรษาเท่านั้นมาก เท่านี้น้อย เพราะโบราณมา ขนาดท่านใบลานเปล่าเป็นพระอาจารย์ ยังต้องไปขอธรรมจากเณรลูกศิษย์ตนเอง แต่ถ้ามี “เจ้า” โผล่มาแทน “สาวก” เมื่อไร ก็ออกนอกทางเมื่อนั้น
ธรรมปฏิเวธ เรื่อง พระภูมิกับเจ้าที่ เทวดาที่ต้องจัดระเบียบเป็นอย่างแรก
จิตวิญญาณที่เกี่ยวข้องใกล้ชิดมนุษย์โลกมากที่สุดอย่างหนึ่ง คือ เทวดาที่อยู่อาศัยในสถานที่ที่เราอยู่นั่นเอง ในเบื้องต้น จิตวิญญาณบนพื้นโลกจะแย่งกันจับจองที่อาศัยเช่นมนุษย์ แต่ขอบเขตของพวกเขาไม่แน่นอนแบบมนุษย์นัก เรียกว่าใครมาจองก่อนก็ได้ไป นี่เป็นกฎของสวรรค์ชั้นจตุมหาราชิกา แม้กระทั่งที่เล็กๆ เป็นเศษที่ดินแค่กำมือเดียวบางที มีจิตวิญญาณไปซุกอาศัยอยู่รวมกันมากมายก็มี เพราะพวกเขาหาที่อยู่อื่นไม่ได้นั่นเอง เช่น ตรงมุมสามแพร่งเล็กๆ ที่เจ้าที่ส่วนอื่นๆ ต่างตกลงกันไม่ได้ว่าเป็นของใคร ทะเลาะกันบ่อยๆ เป็นเหตุให้คนขับรถผ่านไปต้องประสบอุบัติเหตุตาย และกลายเป็นเจ้าที่ตรงสามแพร่งนั้น จากหนึ่งศพก็เพิ่มไปเรื่อยๆ สามแพร่งอย่างนี้ก็นับเป็นที่กลางไว้รองรับผีที่ตายเพราะอุบัติเหตุตรงนั้น ให้ถือว่าถ้าไม่มีที่ไปก็อยู่ตรงนั้นไปก่อน เป็นเจ้าที่สามแพร่ง นี่คือ ตัวอย่างของผีเจ้าที่ในลักษณะหนึ่ง ซึ่งบทความต่อไปนี้จะค่อยๆ ทยอยเล่าต่อไป
เจ้าที่คืออะไร
เจ้าที่คือ จิตวิญญาณที่เร่ร่อนมาก่อน เป็นสัมภเวสีมานานก่อน จนเมื่อหมดกรรมจากการเป็นสัมภเวสีก็ได้พบที่เปล่า เริ่มจากที่เล็กๆ หรืออาจเป็นที่ๆ โชคดีเจ้าที่เก่าไปเกิดใหม่พอดี ตนได้รับสืบทอดต่อมาก็ได้อาศัยที่นั้นๆ ไป จึงได้พัฒนาจาก “สัมภเวสี” ที่เร่ร่อนไม่มีที่อยู่ของตนเอง ไปเป็น “เจ้าที่” ดังนั้น เจ้าที่จึงหวงแหนและดุมาก เพราะเคยเป็นผู้ไม่มีที่อยู่อาศัยมาก่อน จึงเห็นว่าที่ของตนสำคัญ ที่ของตนเป็นที่ยึดมั่นได้ นั่นเอง อนึ่ง ผีเจ้าที่นี้มีได้หลายแบบ หลายกาย เช่น แบบที่เป็นนาค, ครุฑ, ยักษ์, ปีศาจ (กึ่งสัตว์กึ่งผี) ก็มี ไม่เหมือนกันเลย แม้แต่ฤษีที่ยึดมั่นที่อยู่ของตนบนโลกตายแล้วยังต้องเป็นเจ้าที่เฝ้าที่นั้นๆ เจ้าอาวาสที่ยึดวัดมากๆ ตายแล้วจะต้องกลายเป็น “ผีเสื้อวัด” เฝ้าวัดนั้นๆ ซึ่งต้องเข้าใจว่าผีเสื้อวัดนี้ ไม่ใช่พระภูมิ เป็นยักษ์ชนิดหนึ่ง ดุและเข้มงวด และหวงแหนวัดของตน ไม่ยอมไปไหน ทำให้คนจะเข้าวัดก็ถูกก่อกวน พระรูปอื่นจะมาอยู่ ก็ถูกกวนได้ การตกเป็นผีเจ้าที่ นับว่าเป็นทุกข์ระดับหนึ่ง พอๆ กับผีปู่โสมเฝ้าทรัพย์ การจะพ้นจากการไปเกิดเป็นผีเจ้าที่ได้ คือ การละความยึดมั่นถือมั่นในสถานที่ใดๆ แม้จะเป็นของๆ ตนก็ตาม
พระภูมิคืออะไร
พระภูมิ คือ เทวดาชั้นจตุมหาราชิกาที่ได้รับการแต่งตั้ง จากท้าวจุติโลกบาล ให้มาดูแลประจำสถานที่สำคัญต่างๆ หรือตามแต่มนุษย์ที่มีบุญกรรมสัมพันธ์กันมาร้องขอ ก็จะส่งมาให้ดูแลมนุษย์นั้นๆ ซึ่งพระภูมิจะมีความเป็นสาวกของท้าวจตุโลกบาล ละความเป็นเจ้าได้สิ้นเชิงและมักจะเป็นบรรพบุรุษหรือปู่ย่าตายายของเราที่ตายไปแล้วแต่จิตวิญญาณยังห่วงลูกหลานอยู่นั่นเอง นอกจากนี้ พระภูมิบางองค์ ยังมีที่มาอื่นๆ ได้ เช่น อาจมาโดยไม่มีความสัมพันธ์กับเจ้าของสถานที่มาก่อนเลยก็ได้ พระภูมินั้น มีบุญมากกว่าเจ้าที่ และไม่เคยต้องเป็นสัมภเวสีเร่ร่อนมาก่อน ทั้งยังเข้าตามตรอกออกตามประตู ได้รับการอนุญาตจากท้าวจตุโลกบาลมาโดยตรง จึงไม่ใช่พวกเร่ร่อน, ผิดกฎหมาย ที่เข้ามาจับจองที่ได้ด้วยเหตุต่างๆ ดังนั้น การทำพิธีขึ้นพระภูมิ จึงเป็นการเคลียร์พื้นที่ เอาเจ้าที่ที่มาจับจองอย่างผิดกฎสวรรค์ออกไปก่อน แล้วเอาท่านที่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องมาประจำแทนนั่นเอง อนึ่ง สัมภเวสีนี้มีมากมาย ท้าวจตุโลกบาลดูแลไม่ไหว ท่านจึงมีกฎว่าให้ที่ที่ไม่มีใครจับจอง ตกเป็นของสัมภเวสีที่เข้าไปจับจองเป็นตนแรกก่อนได้จนกว่ามนุษย์จะขอให้มีพระภูมิองค์ใหม่ไปแทน เจ้าที่นั้นก็ต้องออกไป นั่นคือ เอามนุษย์เป็นหลักใหญ่กว่าผี
เทวดาประจำเมือง
เทวดาประจำเมือง คือ เทวดาชั้นจตุมหาราชิกาที่ได้รับการแต่งตั้งจากท้าวจุติโลกบาลให้มาดูแลเมืองนั้น หรืออาจเป็นเทวดาชั้นสูงกว่านั้น ได้รับการแต่งตั้งจากเจ้าสวรรค์ชั้นนั้นๆ ให้ลงมาดูแลเมืองบางเมืองเป็นพิเศษเช่น ประเทศไทย มีพระสยามเทวาธิราช เป็นเทวดาประจำเมืองที่ได้รับการแต่งตั้งมาจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ และยังมีเทวดาชั้นที่หนึ่ง (จตุโลกบาล) อีกสี่องค์มาช่วยดูแล ในกรุงสุโขทัย ก็มีพระขผุงผี เป็นเทวดาประจำเมือง กล่าวได้ว่า เจ้าที่ต่ำที่สุด และไม่มีตำแหน่งโดยตรง แต่ได้สิทธิ์อยู่ในที่นั้นๆ เพราะมาจับจองก่อน สูงมากกว่าเจ้าที่คือพระภูมิ ซึ่งได้รับตำแหน่งให้มาดูแลโดยตรงและสูงมากกว่าพระภูมิคือ เทวดาประจำเมือง ซึ่งมีอำนาจ มีบุญบารมีมากกว่า อุปมาเหมือนพระราชากับราษฎรนั่นเอง เมื่อมนุษย์โลกเข้าไปบุกเบิกสถานที่ใหม่แรกๆ ปัญหาที่พบมากคือ “เจ้าที่” เขาจะขวางเรา, เล่นงานเรา, ก่อกวนเรา ฯลฯ ทำอะไรก็ไม่ได้ บางทีก็จะแทรกเข้าอยู่ร่วมในกายของเรา ทำให้เราหวงที่ ยึดมั่นถือมั่นสถานที่ มนุษย์จึงจะต้องเคลียร์เอาเจ้าที่ออกไปก่อน แล้วขอให้พระภูมิมาดูแลแทน ทำให้สามารถอยู่ร่วมกันได้ มนุษย์จะพัฒนาสถานที่อะไรก็ทำได้ คนไหนจะเข้ามาในสถานที่นั้นๆ ก็ยินดีต้อนรับไม่หวง เปิดกว้างให้
ตำแหน่งพระภูมิประจำที่หลังกึ่งกลางพุทธกาลถูกเปลี่ยนแปลงใหม่ทั้งหมด
กึ่งกลางพุทธกาล เทวดาประจำภาคพื้นโลกจะเปลี่ยนชุด ชุดเก่าจะหมดวาระได้ไปเสวยบุญยังสวรรค์ชั้นสูงขึ้น ชุดใหม่จะลงมาประจำที่แทน ทั้งนี้ รวมทั้งพระภูมิทุกๆ องค์ด้วย จะค่อยๆ ถูกเคลียร์ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเสร็จหมด ซึ่งนานพอควร ช่วงนี้เองทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ซื้อขายที่ดิน, พัฒนาที่ดิน, ก่อสร้างใหม่ๆ เยอะมากขึ้น ที่ดินถูกเปลี่ยนมือไปมากจนกว่าจะลงตัว ช่วงแรกของการเอาพระภูมิออกมาจากที่เดิมนั้น ทำให้ที่นั้นๆ ว่างลง เปิดทางให้จิตวิญญาณบางจำพวกเข้ามาแทรกอยู่แทนทันที ซึ่งก็นับให้ว่าเป็น “เจ้าที่” คือ ผีตนแรกที่เข้ามาจับจองที่นั้นๆ ดังนั้น สถานที่ที่สร้างใหม่, วัดใหม่, สถานธรรมใหม่ มักมีคนที่หวง, ดุ, และทำตัวเป็นใหญ่ เป็นเจ้าอยู่ที่นั่นเสมอ ใครเข้าไปในสถานที่นั้น ก็ต้องไปเคารพกราบไหว้ ไปอ่อนน้อม ยอมรับเขาว่าเขาใหญ่ที่สุดในสถานที่นั้นๆ มีทุกสถานที่ในปัจจุบันนี้ โดยเฉพาะเจ้าอาวาสนี่ เป็นกันเกือบทุกรูป เมื่อละสังขารตายลงก็ต้องกลายเป็นผีเสื้อวัดชุดใหม่ แทนที่ชุดเดิมที่จะได้รับการโปรดให้ไปสู่สวรรค์ที่ดีกว่านี้ ตัวอย่างศาลเจ้าบางศาล คนสร้างกลายเป็นผีเจ้าที่, ผีเฝ้าศาลแต่บริวารที่มาช่วยเหลือด้วยความเคารพศรัทธาในศาลเจ้านั้น ไม่หวังค่าจ้างตอบแทนทำเต็มใจเต็มที่ คนผู้นี้อาจได้สวรรค์ชั้นสูงกว่าเจ้าของสถานที่ที่เป็นผู้ลงทุนสร้างเสียอีก ปัจจุบัน ลองสำรวจพบว่าผู้สร้างวัด, สร้างสถานธรรมและพัฒนาที่ดินใหม่ๆ ก่อสร้างสิ่งใหม่ๆ เยอะมาก และผู้สร้างก็ยึดมั่นสถานที่มาก ตั้งตัวเป็นเจ้าใหญ่ในที่นั้น เรียกว่าถ้าเราไปเยือนแล้ว เราต้องเข้าไปนอบน้อม, ก้มยอมเขา ราวกับเราเป็นทาสไปหาเจ้านายเลยทีเดียว อันนี้ ไม่ใช่วิสัยปกติของพระอรหันต์ พระอรหันต์ไม่มีลักษณะยึดเป็นเจ้าในที่นั้นๆ มีแต่จะไปเมื่อหมดวาระ ไม่มียึดมั่น หมดกิจก็ออกไปเสียจากที่นั้นๆ เท่านั้น เจ้าอาวาสวัดใหม่ๆ จำนวนมาก มีผีเจ้าที่แทรกอยู่ และถือตัวถือตนว่าใหญ่ที่สุด ราวกับเป็นเจ้าในที่นั้นๆ อันนี้ละ ผีเจ้าที่เขาแทรกอยู่ ซึ่งผีเจ้าที่นี้มีทุกระดับ บางตนมาจากสวรรค์ชั้นมาร หมดวาระบุญรีบลงมาจองที่ก็มี
กรณีตัวอย่าง พระภูมิที่พักของข้าพเจ้า
ตาของข้าพเจ้าตายแล้วกลายเป็นพระภูมิที่พักของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าโปรดท่านได้สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ตำแหน่งพระภูมิจึงว่างลง พระภูมิองค์ใหม่ เป็นภาคแบ่งของพระกวนอิมได้เกิดเป็นพระภูมิ มาประจำให้ ข้าพเจ้าพอใจ แต่สหายธรรมมีมังกรดำ มันได้กินพระภูมินั้น ทำให้ตำแหน่งว่างลงอีก ชั่วขณะนั้นเอง มารตนหนึ่งก็ลงมาประจำพระภูมินั้น ซึ่งเกิดจากคนขึ้นพระภูมิคนหนึ่งที่โลภมาก ทำพิธีแล้วขอเงินแม่ของผู้เขียน ขอแล้วขออีก ตกลงไว้ราคาหนึ่ง ก็ใช้เล่ห์เหลี่ยมขอเพิ่มไปอีกมารตนนี้ก็เข้ามาแทนที่ ข้าพเจ้าทราบแล้วก็บอกว่าข้าพเจ้าไม่เอามารตนนี้ จิตวิญญาณขุนช้างมาเป็นพระภูมิให้ชั่วขณะหนึ่ง จากนั้น ก็ขอพระภูมิจากหลวงพ่อโต ท่านก็ให้มาเป็น “ยักษ์” เรื่องก็จบลง ช่วงแรกๆ ข้าพเจ้าอยู่บ้านแทบไม่ได้เลย เพราะพ่อจะขับไล่อยู่ตลอด (โดยเฉพาะช่วงมารเป็นเจ้าที่) หลังๆ ก็อยู่ได้ พอมีพระเอาชูชกมาให้ ก็มีเรื่องอีก พ่อจะด่าไล่ข้าพเจ้าอีก ข้าพเจ้าเอาชูชกไปทิ้งที่บ่ออุจจาระแล้วอธิษฐานให้เขาได้ของเสียไปเต็มความต้องการที่ขอก็แล้วกัน ก็ดีขึ้น พ่อสงบลงแม่คุมพ่อได้ ข้าพเจ้าอยู่บ้านได้ต่อไป นี่คือเรื่องราวที่เคยเกิดขึ้น อันเกี่ยวกับเจ้าที่และพระภูมิ อนึ่ง ขอให้เข้าใจว่ามารที่เข้ามาช่วงที่พระภูมิว่างนั้น เราจะไม่เรียกว่าพระภูมิเพราะมาโดยไม่มีใครเชิญ แต่เราจะเรียกว่าเจ้าที่ เพราะถือตนว่าเป็นผู้มาจองก่อน จะแทรกเข้าในกายมนุษย์ที่ถือตนว่าเป็นเจ้าที่ เป็นผู้มาก่อนเช่นกันดังที่กล่าวมาแล้ว