รวมบทกลอนปริศนาธรรม ชุด ไม่ต้องเข้าใจ ไม่ต้องศรัทธา

รวมบทกลอนปริศนาธรรม ชุด ไม่ต้องเข้าใจ ไม่ต้องศรัทธา

บทกลอนปริศนาธรรม เรื่อง ความศรัทธาอยู่นอกนิพพาน

.

ผู้มีทุกข์ดิ้นรนหาทางดับทุกข์ได้ คือ ชาวพุทธ

ผู้สร้างศรัทธารวบรวมใจคนได้ คือ ชาวพราหมณ์

ชาวพุทธไม่ได้สร้างศรัทธา แต่มาเพื่อปลดทุกข์ของตน

ชาวพราหมณ์มาเพื่อสร้างศรัทธา รักษาไว้ ไม่ให้ใครทำลาย

.

เมื่อมีการสร้างศรัทธา ก็ต้องมีการรักษาศรัทธาไว้

เกรงกลัวว่าจะมีคนทำลายศรัทธาที่ตนมีอยู่

เมื่อมีคนทำลายศรัทธานั้น ตนก็ทุกข์ใจ

เพราะไม่ใช่ชาวพุทธ จึงยังดับทุกข์ไม่ได้

.

วัดและสถานธรรมหลายแห่งมีคนศรัทธามาก

เพราะเป็นนักสร้างศรัทธา เป็นชาวพราหมณ์

แต่พวกเขาไม่ได้ให้ความสำคัญกับทุกข์และการดับทุกข์

แม้คนมีทุกข์ในวัด ก็ไม่สนใจ ปล่อยให้ฆ่าตัวตายไปเงียบๆ

.

สนใจแต่การรักษาศรัทธา การปิดข่าว ไม่สนใจแก้ทุกข์ให้คน

นี่จึงกล่าวว่าไม่ใช่ชาวพุทธ เป็นชาวพราหมณ์

เพราะสนใจแต่เรื่องการสร้างศรัทธาและรักษาศรัทธา

แต่ไม่สนใจเรื่องการดับทุกข์ให้ผู้มีทุกข์

.

วัดบางวัดถูกโจมตีและทำลายศรัทธา

ก็เพียรพยายามแก้ข่าว กู้หน้า ปิดเรื่อง

เพื่อไม่ให้ศรัทธานั้นถูกทำลายลงไป

เพื่อไม่ให้สูญเสียไปซึ่งลาภสักการะ

.

ความน่าศรัทธาจึงอยู่นอกพุทธศาสนา

พระพุทธศาสนาไม่ต้องสร้างศรัทธา

จึงไม่ต้องรักษาศรัทธาให้ดำรงไว้

จึงไม่ต้องกลัวว่าจะถูกทำลายศรัทธา

.

นางจิญจมารวิกาใส่ร้ายพระพุทธเจ้า

เพื่อทำลายชื่อเสียงและความน่าศรัทธาของท่าน

 แต่พระองค์ไม่แก้ตัวเลยแม้แต่น้อย จนพระสาวกคิดว่าเป็นความจริง

เพราะท่านไม่ได้สนใจเรื่องความน่าศรัทธาเลยแม้แต่น้อย

.

พระอานนท์เห็นพราหมณ์แห่ขบวนช้างแต่งเครื่องทรงขาวงาม

ท่านเห็นแล้วน่าศรัทธาเลื่อมใส จึงขอให้พระพุทธเจ้าทำบ้าง

แต่พระพุทธเจ้าปฏิเสธ เพราะไม่สนใจเรื่องการสร้างความศรัทธา

แล้วความศรัทธานั้นเกิดมาจากที่ใด ทั้งที่ท่านไม่เคยสร้างขึ้นมาเลย?

.

คนนอกพุทธศาสนาย่อมมีศรัทธา ย่อมสร้างศรัทธา

แต่เมื่อเข้าสู่พุทธศาสนาอย่างแท้จริงแล้ว

เขาย่อมตรงสู่การดับทุกข์ของตนเอง

ศรัทธาหรือไม่ศรัทธา ไม่สำคัญเท่า “สิ้นทุกข์”

……………………………………………………………………………….

บทกลอนปริศนาธรรม เรื่อง เข้าใจธรรมคือหลงธรรม

.

ผู้ฟังธรรมแล้วเข้าใจธรรม คือ หลงธรรม

หลงว่าสิ่งที่ตนเข้าใจนั้นคือสัจธรรมแท้

จึงเอาสิ่งที่ได้ยินได้ฟังไปอธิบายต่อ

แต่เขากลับไม่มีความคิดเห็นชอบของตนเลย

.

ศิษย์โง่ไปเรียนเซน อาจารย์ให้อธิบายธรรม

ศิษย์โง่ไม่อาจอธิบายได้ ไม่รู้จะอธิบายอย่างไร

อาจารย์เซนกล่าวว่า เธอเข้าถึงธรรมนั้นๆ แล้ว

ส่วนคนที่อธิบายได้มากมาย อาจารย์กลับปฏิเสธว่าไม่ถึงธรรม

.

เพราะเหตุว่าสัจธรรมแก่นแท้ไม่อาจเข้าถึงได้ด้วยการเข้าใจ

แต่เข้าถึงได้ด้วย “จิตสู่จิต” และ “ธรรมสู่ธรรม”

จิตเข้าถึง เป็นหนึ่งเดียวกับธรรม ไม่อาจอธิบาย

ดังนี้ จึงไม่เข้าใจ ไม่อาจอธิบายสัจธรรมนั้นได้

.

หลุดพ้นเหนือความเข้าใจหรือไม่เข้าใจ

เข้าใจก็ไม่ใช่ ไม่เข้าใจก็ไม่เชิง

ทั้ง “เข้าใจ” และ “ไม่เข้าใจ” ล้วนไม่เข้าถึงธรรม

เข้าถึงธรรมแล้วเหมือนเข้าใจแต่เหมือนไม่เข้าใจ

.

สุดท้าย ก็เลยไม่รู้จะอธิบายอย่างไร

บ้างก็แสดงแต่ความคิดเห็นชอบของตน

อาจารย์ตรวจเช็คจากความคิดเห็นว่าตรงนิพพานไหม

มีความคิดเห็นส่วนตนตรงต่อนิพพาน นี่คือ ปัญญา เกิดแล้ว

.

ศิษย์โง่เรียนเซน ไม่มีใครอธิบายธรรมได้สักคน

บ้างก็อุปมาเปรียบเปรยเป็นบทกลอนปริศนาธรรม

บ้างก็แสดงความคิดเห็นสนทนากับผู้ซักถาม

บ้างก็ไม่อธิบายอะไร แต่แสดงได้ด้วยการกระทำ

.

ผู้ที่เข้าใจธรรม คือ ผู้ที่หลงธรรม

คือ หลงตัวเองว่าตนเข้าใจธรรมแล้ว

หลงตัวเองว่าตนเป็นผู้มีปัญญาแล้ว

หลงตัวเองว่าตนได้บรรลุมรรคผลแล้ว

.

ไฟที่ดับสนิทลงแล้วจะแสดงได้อีกอย่างไร

สิ่งที่พอเห็นได้คือการแสดงหลักฐานที่เหลืออยู่

อันอาจารย์เซนย่อมทราบดีว่าหลักฐานนั้นมีอะไรบ้าง

แม้ศิษย์อธิบายธรรมไม่ได้ แต่อาจารย์ก็ทราบได้ว่าบรรลุจริงหรือไม่

.

คนหลงธรรม หลงตัวเองว่าเข้าใจธรรมมีมากมาย

พวกเขาแสดงตัวว่าเป็นครูสอนธรรมให้คนมากมาย

แต่พวกเขายังไม่เข้าใจธรรมที่เหนือสมมุติบัญญัติ

เขาจึงอธิบายได้แต่ “สมมุติธรรม” เท่านั้นเอง

…………………………………………………………………………….

บทกลอนปริศนาธรรม เรื่อง อธิบายธรรมคือลวงโลก

.

สัจธรรมะแก่นแท้เหนือสมมุติบัญญัติ

ภาษามนุษย์เป็นสมมุติบัญญัติ

ภาษาที่มนุษย์ใช้ไม่อาจอธิบายธรรมได้

ผู้แอบอ้างว่าเทศน์ธรรม คือ “คนลวงโลก”

.

ธรรมะแสดงไม่ได้ด้วยการใช้ภาษา

ธรรมะแสดงได้ด้วยสิ่งที่เป็นอยู่เช่นนั้นเอง

การคิด, การพูด, การกระทำ อย่างเป็นธรรมชาติ คือ ธรรมะ

ส่วนสิ่งที่พูดออกมานั้น ล้วนเป็นเป็น “ความคิดเห็น” ทั้งสิ้น

.

ผู้แอบอ้างว่ากำลังเผยแพร่ธรรมะจากพระโอษฐ์คือคนลวงโลก

ผู้แอบอ้างว่ากำลังแสดงธรรมคือคนลวงโลก

ผู้แอบอ้างว่าตนอธิบายธรรมได้คือคนหลอกตัวเอง

ก็เพราะ “สัจธรรม” แก่นแท้นั้น ไม่อาจอธิบายได้ด้วยภาษาใดๆ

.

ผู้เข้าถึงธรรมแล้วหรือพระอรหันตเจ้าก็ดีมิอาจแสดงธรรมได้

ท่านทำได้เพียงแสดงความคิดเห็นอันชอบเท่านั้น

ความคิดเห็นของท่านล้วนตรงต่อนิพพาน

และน้อมนำจิตผู้ฟังให้ขบปริศนาเพื่อเข้าถึงธรรม

.

ธรรมะเป็นสิ่งที่ต้องเข้าถึงด้วยจิตของตนเอง

คือ “จิตสู่จิต” และ “ธรรมสู่ธรรม” เท่านั้น

มิอาจสื่อผ่านภาษามนุษย์ใดๆ ได้เลย

เมื่อมีสิ่งสื่อแทนเมื่อใด สัจธรรมก็ถูกปรุงแต่งเมื่อนั้น

.

ดังนั้น ผู้อธิบายสัจธรรมได้ คือ ผู้ลวงโลก

พระอรหันต์ที่แท้ย่อมไม่แสดงว่าตนมีธรรม

แต่แสดงให้เห็นว่าสัจธรรมย่อมมีอยู่ทุกที่

และตนแสดงได้เพียงความคิดเห็นเท่านั้น

.

คนลวงโลกมีอยู่มากมายในโลกนี้

พวกเขาแสดงตนว่าเป็นผู้มีธรรม

เป็นผู้อธิบายธรรมให้คนเข้าใจได้

แต่เขาเองยังไม่เข้าใจว่าสัจธรรมนั้นเหนือสมมุติบัญญัติ

.

เราใช้สมมุติบัญญัติเพื่อแสดงความคิดเห็น

อันน้อมนำจิตผู้ฟังให้ตรงไปยังนิพพาน คือ สัมมาทิฐิ

อาศัยภาษาสื่อเพื่อให้คนขบคิดตีปริศนาธรรมเอง คือ สัมมาวาจา

ดังนี้ ใครในโลกเล่าที่จะอธิบายสัจธรรมให้เราเข้าใจได้

.

ถ้าผู้ฟังมิได้ขบคิดพิจารณาตีปริศนาธรรมให้แจ้ง

เข้าถึงได้ด้วยตนเองแบบ จิตสู่จิต ธรรมสู่ธรรม

อาศัยว่าฟังสมมุติบัญญัติทางภาษาแล้วเข้าใจ

คนเหล่านี้ นับว่าหลอกตัวเองแล้วยังลวงโลกอีก

.

……………………………………………………………………………….

บทกลอนปริศนาธรรม เรื่อง สอนธรรมะคือสอนธรรมมั่ว

.

ธรรมะเป็นเช่นนั้นอยู่เองแล้ว ไม่เป็นอื่น

เราต้องสอนปลาให้ว่ายน้ำ สอนนกให้บินด้วยหรือ?

ในเมื่อสรรพสิ่งเป็นธรรมชาติของมันอยู่เองแล้ว

ผู้ยังมัวสอนธรรมะอยู่คือผู้สอนธรรมมั่ว

.

โลกย่อมเต็มไปด้วยการกระทบกระทั่ง (ทุกขัง)

อาจารย์เซนกระทบกระทั่งกับลูกศิษย์

เพื่อให้จิตตรงสู่สัจธรรมด้วยตนเอง

ลูกศิษย์ก็เป็นธรรม แล้วยังจะสอนธรรมอีกทำไม

.

เราต้องสอนก้อนหินให้เป็นก้อนหินหรือ?

หรือเราจะสอนก้อนหินให้เป็นอย่างอื่น?

ในเมื่อสรรพสิ่งเป็นธรรมชาติอยู่เองแล้ว

สอนธรรมะ ก็คือ สอนธรรมมั่ว 

.

ธรรมะสอนไม่ได้ ธรรมะไม่จำเป็นต้องสอน

ผู้สอนธรรมะ นั่นแหละคือ ผู้ปรุงแต่งธรรมะ

ธรรมะมีอยู่เองแล้ว แสดงตัวอยู่แล้วทุกขณะ

แล้วยังจะต้องแสดง ยังจะต้องสอนกันอีกทำไม

.

สอนธรรมะ คือ สอนธรรมมั่ว มั่วให้ธรรมชาติถูกปรุงแต่ง

ผู้ไปเรียนธรรมะ ถูกปรุงแต่งจากผู้สอนธรรมะ

รูปแบบต่างๆ ถูกสร้างขึ้น, กำหนดขึ้น แล้วครอบไว้

ธรรมชาติดั้งเดิมแท้ถูกครอบทับ ยากแก่การเปิดเผยตัว

.

ผู้สอนธรรมะ มีตัวตนของตน คือ “ตัวผู้สอน” อยู่

เพ่งด้วยตาทิพย์มักเห็นเป็นพรหมครอบขันธ์ห้าอยู่

ผู้เรียนธรรมะ มีตัวตนของตน คือ “ตัวผู้เรียน” อยู่

เพ่งด้วยตาทิพย์มักเห็นเป็นกุมารครอบขันธ์ห้าอยู่

.

ผู้สอนธรรมะ คือ ผู้สอนธรรมมั่วนั่นเอง

ผู้สอนธรรมะ มักตั้งตัว ปรุงแต่งตัวเองให้เป็นครู

ตัวครู คือ “อัตตา” ตัวตนของตนตัวใหม่

ที่ถูกสร้างขึ้น ปรุงแต่งขึ้น ไม่ใช่ธรรมชาติเดิมแท้

.

ผู้ไม่สอนธรรมะ แต่ดำเนินชีวิตไปอย่างเป็นธรรมชาติ

คือ ผู้เปิดเผยธรรมชาติเดิมแท้ออกอย่างไม่ปิดบังอำพราง

แต่ไม่อาจช่วยให้ใครได้เข้าถึงสัจธรรมได้ทั้งหมด

หากศิษย์โง่ไม่พึ่งตนเอง ก็ไม่อาจเข้าถึงธรรมได้

.

ธรรมชาติของแต่ละคนจะกระทบกระทั่งกันเองไปเรื่อยๆ

ทำให้จิตของคนแต่ละคนเข้าสู่ธรรมชาติเดิมแท้เรื่อยๆ

อาจารย์เซนมิได้สอนธรรม แต่อยู่ใกล้สภาวะธรรมชาติเดิมแท้ที่สุด

เมื่อศิษย์โง่มาถึงอาจารย์เซน จึงเข้าถึงธรรมได้ง่ายที่สุดนั่นเอง

.

……………………………………………………………………………….

บทกลอนปริศนาธรรม เรื่อง ปฏิบัติธรรมคือการเล่นกล

.

สัจธรรมเดิมแท้เป็นเช่นนั้นอยู่เองแล้ว

สิ่งที่มนุษย์สร้างสรรค์ขึ้นล้วนเป็นสิ่งปรุงแต่ง

แม้แต่รูปแบบการปฏิบัติธรรมต่างๆ ก็ปรุงแต่ง

สัจธรรมเดิมแท้ ไม่ปรุงแต่ง เป็นไปเองอย่างธรรมชาติ

.

การปฏิบัติธรรมคือการเล่นกลหลอกตัวเอง

เล่นกลว่าจิตของฉันเป็นอย่างนั้น เป็นอย่างนี้

เล่นกลว่าฉันได้สมาธิอย่างนั้น ได้สมาธิอย่างนี้

ยิ่งปฏิบัติธรรม ยิ่งหลอกตัวเอง ยิ่งปรุงแต่งไม่สิ้นสุด

.

“หยุดคือตัวสำเร็จ” หยุดปรุงแต่งธรรม

ปล่อยสรรพสิ่งให้เป็นไปตามธรรมชาติ

อะไรมันเกิด มันก็ดับลงเอง ไม่เที่ยงทั้งสิ้น

เช่นนี้แล้ว ยังต้องมาปฏิบัติอะไร ยังต้องดับอะไร

.

ไม่มีอะไรให้ปฏิบัติ ไม่มีอะไรให้ดับ

ก็สรรพสิ่งมันดับของมันเองแล้ว

เมื่อมันเกิดได้เอง ก็ต้องดับลงเอง

ยิ่งไปทำ ยิ่งปรุงแต่ง ยิ่งรบกวนธรรมชาติ

.

ยิ่งรบกวนธรรมชาติ ธรรมชาติเดิมแท้ไม่ปรากฏ

ย่อมเห็นแต่ธรรมชาติที่มนุษย์ปรุงขึ้น สร้างสรรค์ขึ้น

ไม่อาจเข้าถึงสัจธรรมเดิมแท้ได้ เพราะปรุงแต่งเรื่อยไป

ปล่อยสรรพสิ่งให้เป็นไปตามธรรมชาติ เห็นธรรมตามจริง

.

ย่อมเห็นสรรพสิ่งนั้น ล้วนเกิดเอง แล้วดับเองทั้งสิ้น

ย่อมมีจิตตรงต่ออนิจจังว่า สรรพสิ่งไม่เที่ยงหนอ

ย่อมมีจิตตรงต่อนิพพานว่า หยุดก่อกรรมเสียก็หยุดเกิด

เมื่อหยุดได้อย่างนี้ ปัญญาจึงเกิด มรรคแปดจึงแจ่มชัด

.

เมื่อมรรคแปดแจ่มชัด ย่อมปฏิบัติอย่างเป็นธรรมชาติ

ไม่ตึงเกินไป ไม่หย่อนเกินไป ชำระกรรมหมดได้ในชาติเดียว

เช่นนี้แล้ว รับวิบากกรรมเก่าจนหมด เชื้อกรรมใหม่ไม่เพิ่มอีก

เชื้อเกิดย่อมมอดไหม้หมดไปเองอย่างเป็นธรรมชาติ

.

ยิ่งไปปฏิบัติธรรม ยิ่งเล่นกลหลอกตัวเอง

สนุกกับการเล่นกล เพราะหลงกลตัวเอง

เกิดอุปทานซ้อนอุปทาน ปรุงแต่งซ้อนธรรมชาติ

เช่นนี้แล้ว การเข้าถึงสัจธรรมยิ่งยากเข้าไปใหญ่

.

ปล่อยวางอย่างแท้จริง ปล่อยสรรพสิ่งไปตามธรรมชาติ

ย่อมเห็นชัดแจ้งเองว่าทุกสิ่งเกิดแล้วก็ดับไปเองทั้งสิ้น

เห็นความไม่เที่ยงอย่างนี้ เบื่อหน่ายจนหลุดพ้นจากวัฏฏะ

จิตก็ตรงต่อนิพพานได้โดยไม่ต้องกระทำอะไรเลย

……………………………………………………………………………….

บทกลอนปริศนาธรรม เรื่อง อะไรก็จริงอยู่แล้ว

.

สรรพสิ่งล้วนเป็นธรรมะ ธรรมชาติอยู่เองแล้ว

ดังนี้ ไม่มีอะไรที่ไม่ใช่ธรรมะที่แท้จริง

สรรพสิ่งแสดงสัจธรรมความจริงอยู่เองแล้ว

ดังนี้ อะไรก็จริงอยู่แล้ว

.

ความจริง มีรูปแบบที่หลากหลาย

ความจริงอันเป็นแก่นแท้ของสรรพสิ่งเรียกว่า “สัจธรรม”

ความจริงอันเป็นเช่นนั้นเอง เรียกว่า “ธรรมชาติเดิมแท้”

ความจริงอันเกิดจากมนุษย์สร้างขึ้น เรียกว่า “สมมุติบัญญัติ”

.

ทั้งหลายทั้งปวงล้วนเป็นความจริง ที่แสดงในรูปแบบที่ต่างกัน

ดุจมายาภาพที่มีลีลาอันหลากหลาย สอดประสานกันไปมา

เมื่อเกิดความสับสนและเข้าใจผิด จึงเกิด “ความเท็จ” ขึ้น

ความเท็จมิใช่ธรรมชาติเดิมแท้ แต่เป็นผลจากจิตปรุงแต่ง

.

ความเท็จจึงเป็นสมมุติบัญญัติที่มนุษย์ปรุงแต่งขึ้น

ความเท็จมีหลากหลายรูปแบบตามระดับการปรุงแต่ง

ตั้งแต่การปรุงแต่งเล็กน้อย ไปจนถึงปรุงแต่งแบบขัดแย้ง

ไม่ว่าจะปรุงแต่งน้อยหรือมาก ก็ล้วนไม่ต่างกัน เพราะไม่จริงทั้งสิ้น

.

สิ่งที่มนุษย์ปรุงแต่งขึ้นเป็น ความจริงแบบสมมุติบัญญัติ

ไม่ใช่เป็นความจริงแท้ที่เรียกว่า “สัจธรรม” 

ดังนั้น บางคนจึงเรียกสิ่งนี้ว่า “ความเท็จ”

ดังนี้ ความจริงแบบนี้ จึงจัดว่าเป็นความเท็จ

.

หากจะกล่าวว่าสัจธรรมคือความจริงแท้

และสิ่งที่ไม่ใช่สัจธรรมคือความเท็จ

เมื่อสรรพสิ่งล้วนไม่เที่ยง ไม่จริงแท้

ดังนี้ อะไรก็เท็จทั้งสิ้น

.

ก็เพราะกำหนดว่าอย่างนี้คือความจริง

เหตุนี้ สิ่งที่ตรงกันข้ามจึงเป็นความเท็จ

ก็เพราะกำหนดว่าอย่างนี้คือความเท็จ

เหตุนี้ สิ่งที่ตรงกันข้ามก็คือความจริง

.

จริงๆ เท็จๆ เท็จๆ จริงๆ

จริงด้วยกำหนด เท็จด้วยตรงข้าม

ดับเหตุแห่งการกำหนดแล้ว

จริงก็ไม่มี เท็จก็หาไม่ได้

.

จริงสร้างเท็จ เท็จสร้างจริง

ถ้าจริงไม่มี เท็จก็ไม่เกิด

เกิดดับเป็นวัฏฏะ ไม่นิพพานทั้งจริงและเท็จ

ดังนี้ จะสนใจอะไรว่าจริงหรือเท็จเล่า?

……………………………………………………………………………….

บทกลอนปริศนาธรรม เรื่อง ใช่เลยทุกอย่าง

.

ใช่เลยทุกอย่าง มันใช่อยู่แล้ว ชัวร์ป้าบ ชัวร์ป้าบ

ก็สรรพสิ่งเป็นธรรมะ เป็นธรรมชาติในตัวของมันเอง

ก็ใช่อยู่แล้ว แล้วอะไรที่ไม่ใช่ละ

มันใช่เลย ใช่เลยทุกอย่าง

.

“ไม่ใช่” เกิดเมื่อจิตมีการปฏิเสธความจริง

“ไม่ใช่” เกิดเมื่อจิตมีการปฏิเสธธรรมชาติ

“ไม่ใช่” เกิดเมื่อมีการกำหนด “ใช่” ไว้ก่อน

“ไม่ใช่” เกิดเพราะสิ่งนั้นตรงข้ามกับคำว่า “ใช่”

.

ใช่เลยทุกอย่าง เพราะไม่ใช่อะไรอยู่แล้ว

ไม่ใช่อะไรอย่างอื่น ใช่หมดเลยทุกอย่าง

ใช่อยู่แล้ว เพราะไม่ใช่อะไรอย่างอื่นเลย

เพราะใช่อย่างนี้จึงไม่ใช่อย่างใดๆ เลย

.

อะไรก็ไม่ใช่ อะไรก็ล้วนไม่เที่ยง ใช่ไม่มี

ใช่แท้จริงหาที่ไหน ในเมื่อสรรพสิ่งไม่เที่ยง

ดังนี้ ไม่ใช่อะไรเลยสักอย่าง นี่ใช่อยู่เองแล้ว

ใช่แล้ว สรรพสิ่งไม่ใช่อะไรสักอย่างอยู่แล้ว

.

เมื่อกำหนดมาตรฐานขึ้นมาว่า “ใช่”

สิ่งที่ตรงกันข้ามก็จะกลายเป็น “ไม่ใช่”

ดังนี้ “ใช่” ก่อให้เกิด “ไม่ใช่”

และ “ไม่ใช่” ก่อให้เกิด “ใช่”

.

ใช่, ไม่ใช่ เกิดดับสลับกันเป็นวัฏฏะ

ไม่นิพพาน ไม่หลุดพ้นจากการเกิดดับ

วนอยู่ในความใช่หรือไม่ใช่ ย่อมไม่หลุดพ้น

เมื่อบุคคลพยายามกำหนดว่าอะไรใช่-ไม่ใช่

.

ใช่เลยทุกอย่าง ด้วยมีจิตเป็นบวก

ใช่เลยแบบนี้ ล้วนไม่ใช่

ใช่เลยทุกอย่าง แต่จิตเป็นกลาง

ใช่เลยแบบนี้ จึงมีความไม่ใช่อยู่ด้วย

.

ใช่เลยทุกอย่าง แต่ไม่ใช่ของเที่ยง

ใช่เลยอย่างนี้ ที่ไม่ใช่อย่างอื่น

ใช่เลยอย่างอื่น ล้วนไม่ใช่

ไม่ใช่อย่างนี้ ก็ใช่ทั้งนั้น

.

ใช่กระทบไม่ใช่ ไม่ใช่กระทบใช่

การกระทบกระทั่งกันเรียกว่า “ทุกขัง”

ที่สุดล้วนไม่เที่ยง อนิจจัง ดับทั้งคู่

ดับสนิททั้งคู่แล้ว “นิโรธ” ฉับพลัน

……………………………………………………………………………….

บทกลอนปริศนาธรรม เรื่อง ถูกของมัน ไม่ใช่ถูกของเรา

.

นี่คือสิ่งที่ถูกต้อง นี่คือสิ่งที่ผิด

เราถูกสอนให้จดจำกันมาอย่างนี้

แยกแยะถูก-ผิด, ดี-ชั่วตามคำสอน

ก็ถูกของมัน แต่ไม่ใช่ถูกของเรา

.

สรรพสิ่งเป็นธรรมชาติอยู่เองแล้ว

แล้วอะไรที่ผิดจากธรรมชาติหรือ?

ถูกอยู่แล้วทุกอย่าง ไม่มีอะไรผิด

ถูกนั้นมีอยู่แล้ว เราไม่ต้องไปเอามา

.

คนยึดความถูกต้อง ย่อมเอาความถูกมา

เอาความถูกต้องมาแบกไว้ เกาะไว้

ก็ในเมื่อสรรพสิ่งมันถูกของมันอยู่แล้ว

แล้วเราจะเอามันมาแบกไว้อีกทำไม?

.

ถูกของมัน ไม่ใช่ถูกของเรา

มันถูกของมัน ก็ปล่อยมันไว้อย่างนั้น

เราไม่ต้องไปแบกเอาความถูกต้องมาไว้ก็ได้

ในเมื่อสรรพสิ่งก็เป็นธรรมชาติ ถูกอยู่ในตัวแล้ว

.

เราแบกเอาความถูกต้องมาไว้จนหนัก

เมื่อเรากำหนดกฎเกณฑ์ต่างๆ มากมาย

นี่ถูกต้อง นี่ผิด เมื่อเทียบกับกฎนั้นกฎนี้

นี่เรียกว่า “เอาความถูกมาเป็นของเรา”

.

ถูกมันมีอยู่เองแล้ว ในทุกสิ่ง

จะหยิบมาใช้เมื่อไรก็ได้

แล้วจะแบกความถูกต้องไว้ทำไม

ในเมื่อสรรพสิ่งก็ถูกของมันอยู่เองแล้ว

.

เมื่อช่วยสัตว์ให้รอดจากความตาย

เธอก็ผิดที่ไม่ปล่อยให้เป็นไปตามกฎแห่งกรรม

เมื่อไม่ช่วยสัตว์ให้รอดจากความตาย

เธอก็ผิดที่ไม่มีความเมตตาช่วยเหลือสัตว์

.

นี่ถูก นั่นผิด คิดกันไป ทำกันไป

เหมือนละครฉากหนึ่ง ฉากหนึ่ง

ถูกมีอยู่เองแล้ว ผิดก็มีอยู่เองด้วย

ดังนี้ เหมือนอุปกรณ์ประดับฉาก ไม่ต้องเอามาแบกไว้

.

เมื่อมีถูก ก็มีผิดเกิดขึ้นมาควบคู่กัน

คนหยิบใช้ความถูก-ผิดเป็นอาวุธป้ายสีกัน

คนโง่แบกรับความถูกผิดไว้กับตัว

คนมีปัญญาหยิบใช้ความถูกผิดได้ตามสถานการณ์

……………………………………………………………………………….

บทกลอนปริศนาธรรม เรื่อง ไม่ต้องเข้าใจ

.

นักวิชาการทางศาสนาพยายามทำความเข้าใจ

นักปราชญ์ทางศาสนาพยายามทำความเข้าใจ

นักเรียนทางศาสนาพยายามทำความเข้าใจ

แต่ศิษย์โง่ไปเรียนเซน ไม่ต้องทำความเข้าใจ

.

พยายามทำความเข้าใจก็ไม่ถึงเสียที

ก็การพยายามทำความเข้าใจนั่นแหละที่ขวางไว้

ดับแล้ว ดับเลย ถึงเลย ไม่ต้องเข้าใจ ไม่ต้องอธิบาย

คนที่พยายามทำความเข้าใจ ยิ่งไม่เข้าถึงเซน

.

ไม่ต้องเข้าใจ แล้วจะเข้าใจเอง

ยิ่งพยายามเข้าใจ ยิ่งห่างใจจากความเข้าใจ

เพราะสิ่งที่สื่อได้นั้น ไม่ใช่สิ่งที่นำมาซึ่งความเข้าใจ

ความเข้าใจย่อมเกิดเองในตัวของผู้ที่เข้าถึงเซนเอง

.

ความเข้าใจ มิได้เกิดจากตัวกลางที่ใช้สื่อสาร

ความเข้าใจ เกิดเองจากตัวผู้ที่เข้าถึงเซน

แล้วเขาจึงอธิบายตามความคิดเห็นของเขาเอง

แม้ไม่ตรงกับสิ่งที่สื่อสารหรือสอนไป ก็ตรงเซนได้

.

พยายามทำความเข้าใจสิ่งที่สื่อสาร

เหมือนคนพยายามยิงภาพปลาในน้ำ

เขาผู้นั้นย่อมไม่อาจได้ปลาไปกิน

เพราะภาพของปลาในน้ำนั้น “หักเห” ได้

.

สื่อกลางที่ใช้สื่อสาร ล้วนหักเหความจริงได้ทั้งสิ้น

การทำความเข้าใจภาษาหรือสื่อกลางจึงเหมือนภาพปลาในน้ำ

ศิษย์โง่มาเรียนเซน มิได้ยิงภาพปลาที่หักเหในน้ำ

แต่เขายิงไปที่ตัวปลาที่อยู่ในน้ำได้อย่างแม่นยำ

.

ไม่ต้องเข้าใจ ยิ่งพยายามยิ่งเข้าใจผิด

จิตสู่จิต ธรรมสู่ธรรม ตรงเลย ไม่ผ่านสื่อกลาง

สื่อกลางเป็นเพียงเครื่องกระตุ้นนำทางจิต

แต่มิใช่เป้าหมายของจิตที่จะดำเนินไป

.

ไม่ต้องเข้าใจ ปล่อยให้จิตดำเนินไปตามวิถีธรรมชาติ

เกิดเอง ดับเอง จนดับสนิทหมดไม่เหลือเศษ

เมื่อนั้น “นิโรธ” ย่อมเกิดขึ้นได้เองตามธรรมชาติ

จากนั้น ปัญญาย่อมคลี่คลาย ความเข้าใจจึงเกิดตามมา

.

ความเข้าใจ ไม่ได้อยู่ที่ตัวกลางในการสื่อสาร

แต่อยู่ที่ตัวผู้ฟังเข้าถึงสัจธรรมด้วยตนเอง

เมื่อถึงจุดนั้นแล้ว เขาย่อมอธิบายได้เอง

ไม่ต้องเข้าใจ แต่เข้าถึงได้แล้วจะเข้าใจเอง

……………………………………………………………………………….

ธรรม 84,000 ธรรมขันธ์ก็ล้วนอยู่นอกเมื่ออยู่นอกตัว หรือต่อให้ผ่านประสาทรับรู้ก็ตามแต่ทั้งหลายทั้งปวงนั้น ก็มีธรรมแก่นแท้ซ่อนอยู่ข้างใน ผู้อาศัยเอาของเหล่านี้ ชำแรกเข้าถึงแก่นแท้จึงทะลวงผ่าน “สมมุติบัญญัติ” เข้าถึงสัจธรรมได้ ผู้ที่ไม่ทะลวงถึงแก่นแท้ อ่านแล้วเข้าใจ ก็ถือเอาเลยว่ามีธรรมแล้ว ดังนี้ แม้แต่ศรัทธาก็เป็นศรัทธาเทียมเท็จ ดังนี้ ศรัทธา อาจไม่ใช่สัจธรรม แต่ศรัทธาอันเป็นสัจธรรมแท้ ย่อมเกิดเอง ดับได้เองอยู่แล้ว ผู้เข้าถึงธรรม ธรรม 84,000 ธรรมขันธ์นั้น ย่อมมีอยู่ในตัวเองแล้ว แต่ผู้ไม่เข้าถึงธรรม ไปอ่านธรรม ซื้อตำรามาก็ยังนับเป็น “ของนอกพุทธศาสนา” อยู่ดี

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น