“ปฏิสนธิปัจจัย ๖” คือ ปัจจัยปรุงแต่งการปฏิสนธิของสัตว์ทั้ง ๖ ประเภท
“ปฏิสนธิปัจจัย ๖” คือ ปัจจัยปรุงแต่งการปฏิสนธิของสัตว์ทั้ง ๖ ประเภท
ในพระไตรปิฎกได้อธิบายถึงการกำเนิดแบบต่างๆ ที่นอกเหนือจากการกำเนิดแบบมนุษย์ คือ นอกเหนือจากเกิดจากท้องแล้ว (ชลาพุชชะ) ยังมีการกำเนิดแบบจากไข่ (อัณฑชะ) ของสัตว์ที่วิวัฒนาการต่ำลงไป แล้วยังมีที่เกิดจากเมือก (สังเสทชะ) แล้วยังมีการกำเนิดของกายทิพย์ที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าแบบเทวดาและสัตว์นรกต่างๆ คือ เกิดแบบผุดขึ้นทันที ที่เรียกว่า “ผุดเกิด” (โอปปาติกะ) นอกจากนี้ในไตรปิฎกส่วนอื่นยังมีกล่าวถึงการเกิดแบบพิเศษนอกเหนือจากรูปแบบเล่านี้อีก เช่น การเกิดจากดอกบัวของผู้ที่จุติที่สุขาวดีพุทธเกษตร, การเกิดจากบางส่วนของต้นไม้ ฯลฯ หลักธรรมเหล่านี้ เพื่อแสดงให้เห็นว่า ยังมีสิ่งมีชีวิตินทรีย์ที่มองไม่เห็นชนิดต่างๆ ที่ยังมีการเวียนว่ายตายเกิดไม่สิ้นสุดอยู่เหมือนกัน ไม่ใช่ว่าตายแล้วสูญหายไปเฉยๆ (ซึ่งจะทำให้แย่งกันโกยสิ่งต่างๆ ในโลกก่อนตาย ดังเช่น คนในยุคปัจจุบัน) และยังมีการเกิดในรูปแบบอื่นๆ ในภพอื่นๆ อีกด้วย ในการศึกษาเรื่องการปฏิสนธิของจิตจึงช่วยเสริมความเข้าใจเรื่องการเกิดได้ดียิ่งขึ้น
สำหรับหมวดธรรมนี้ คำว่า “ปฏิสนธิปัจจัย” หมายถึง สิ่งมีชีวิตแบบต่างๆ ที่เกิดจากการประชุมร่วมกันของปัจจัยต่างๆ อันอาจเกิดจากการจุติเคลื่อนจากชาติหรือภพเก่า ซึ่งอาจมีจิตเข้าร่วมด้วยหรือไม่ก็ได้ เช่น เมื่อตายลง ดวงจิตหลุดจากชาติภพเก่าแล้วเข้าร่วมกับขันธ์ห้าชุดใหม่ เรียกว่าปฏิสนธิ นอกจากนี้สิ่งไม่มีชีวิตินทรีย์ แต่มีชีวิตทางชีววิทยา เช่น ต้นหญ้า ที่มีชีวิตทางชีววิทยาแต่ไม่มีจิตมาร่วมเป็นปัจจัย ก็นับเอาว่า “ปฏิสนธิ” โดยไม่อาศัยจิตหรือที่เรียกว่า “อมโนปฏิสนธิ” นับเป็นแบบเริ่มต้นชีวิตินทรีย์ ก่อนรูปแบบอื่นๆ คือ เข้ามาร่วมเกิดเป็นสิ่งมีชีวิตโดยอาศัยปัจจัยเก่าและใหม่แต่ไม่มีจิต นั่นเอง สำหรับจิตของพระอรหันต์ที่ดับขันธปรินิพพานแล้ว จิตดวงสุดท้ายในชาติภพนั้นเป็น “จุติจิต” แต่จะไม่เกิด “ปฏิสนธิจิต” ในชาติภพใหม่ เนื่องจากไม่มีการประชุมร่วมกันของปัจจัยทั้งเก่าและใหม่ เพื่อก่อเกิดสิ่งใหม่อีก แต่สำหรับพระอรหันต์ที่ไม่ทำการดับขันธปรินิพพาน แต่ทำการตั้งจิตไปเกิดอีกในชาติภพใหม่ ก็ยังผลให้ไปเกิดชาติภพใหม่ได้เช่นกัน ที่เรียกว่า “ปณิธานปฏิสนธิ” เช่น การเกิดใหม่ของพระมหาโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรกวนอิม เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีการปฏิสนธิอีกหลายแบบ ดังจะอธิบายขยายความธรรมโดยพิสดาร ดังนี้
อมโนปฏิสนธิ
คือ การปฏิสนธิของธาตุต่างๆ ที่เข้ามาประชุมหนุนเนื่องกัน เป็นสังขารปัจจัยปรุงแต่งกัน โดยไม่มี “จิต” (อ-มโน) เป็นปัจจัยปรุงร่วม ทำให้ไม่มีความรู้สึกนึกคิดที่เป็นของตนเอง อาทิเช่น การเกิดขึ้นของสิ่งมีชีวิตทางชีววิทยาระดับต่ำที่ไม่มีจิต เช่น ต้นไม้ขนาดเล็กที่มีแต่สังขารจากธาตุสี่, ไข่ไก่ที่ไม่มีการปฏิสนธิของเซลตัวผู้, เซลเนื้อเยื่อที่ถูกเพาะเลี้ยงโดยไม่มีจิตปฏิสนธิ ฯลฯ สิ่งมีชีวิตทางชีววิทยาเหล่านี้ มี “วิญญาณธาตุ” หล่อเลี้ยงให้เติบโตได้ เรียกว่า “วิญญาณาหาร” แต่ไม่มีจิตในการรับรู้สึก หรือสั่งการใดๆ เสมือนการถูกสร้างขึ้นโดยธรรมชาติ อุปมาเรียกว่าพระเจ้าสร้างขึ้น ซึ่งอุปมาอุปมัยเป็นสมมุติธรรมเท่านั้นเอง นับว่าจริงได้เหมือนกันแต่จริงแบบสมมุติ (จำต้องพิจารณาวิมุติธรรมว่า “พระเจ้า” ที่กล่าวถึงนั้นหมายความว่าอะไร เช่น หมายถึงสรรพสิ่ง, ธรรมชาติ ก็หมายความว่าสรรพสิ่งสร้างสรรพสิ่งเอง ซึ่งจัดว่าถูกต้องตามหลักวิมุติธรรม) อนึ่ง อมโนปฏิสนธินี้ ยังพบได้ในภพอื่นๆ เช่น สวรรค์สุขาวดีพุทธเกษตรที่ประทับแห่งพระอมิตาภพุทธเจ้า ผู้ทรงเนรมิตสิ่งต่างๆ ทั้งสัตว์สวรรค์ชนิดต่างๆ ขึ้นเพื่อสอนธรรมแก่สรรพสัตว์ที่ไปเกิดที่นั่น ซึ่งสัตว์เหล่านี้ไม่มีจิตมาปฏิสนธิ แต่ปฏิสนธิได้ด้วยฤทธิ์และอำนาจแห่งการเนรมิตขึ้น และถูกควบคุมสั่งการโดยผู้เนรมิต นอกจากนี้ “นิรมาณกาย” ต่างๆ ที่มีผู้เนรมิตขึ้น ก็ล้วนไม่ได้เกิดจากจิตปฏิสนธิ แต่เกิดจาก “อมโนปฏิสนธิ” คือ การประชุมร่วมกันของปัจจัยปรุงแต่งโดยไม่มีจิตร่วมเกิด แต่ถูกควบคุมได้ด้วยจิตของผู้ที่ทำการนิรมาณกายนั้น เช่น ในผู้ที่มีวิชชามโนมยิทธิแบ่งกายได้ โดยอาศัย “วิญญาณาหาร” หรือ “วิญญาณขันธ์” เป็นเครื่องหล่อเลี้ยงให้มีชีวิตินทรีย์ เคลื่อนดำเนินต่อไปได้ หรือเติบโตได้นั่นเอง “อมโนปฏิสนธิ” เหล่านี้ เป็นการปฏิสนธิรอให้จิตจุติมาร่วมปฏิสนธิตามกรรมของดวงจิตนั้นๆ
ปฐมจิตปฏิสนธิ
คือ การปฏิสนธิของจิตครั้งแรกเข้าร่วมกับ “อมโนปฏิสนธิ” ปรุงประกอบกัน จึงก่อเกิดธาตุครบทั้ง ๗ ชนิด คือ ธาตุ ๔ ดิน, น้ำ, ลม, ไฟ บวกเข้ากับ “อากาศธาตุ”, “วิญญาณธาตุ”, “มโนธาตุ” ซึ่งเป็นชาติแรกที่จิตเกิดเป็น “สัตว์” ทางพุทธศาสนา ซึ่งยังไม่เคยเกิดมาก่อน ไม่มีการก่อกรรมมาก่อน จึงเป็นการปฏิสนธิที่บริสุทธิ์ ยังไม่มีกรรมเป็นเครื่องส่งให้จิตปฏิสนธิในชาติภพใหม่ จิตที่มาปฏิสนธินี้เป็นจิตประภัสสร มีความบริสุทธิ์ เกิดขึ้นได้ด้วยความพร้อมของจิตที่เพาะบ่มจนพอเหมาะ และวัตถุธาตุต่างๆ ซึ่งรองรับมีความสอดคล้องต้องกันได้ ทั้งสองจึงเข้ามาร่วมประชุมปรุงประกอบกันขึ้นมา คือ การปฏิสนธิของจิตครั้งแรกนั่นเอง ซึ่งเป็นการปรุงประกอบของธาตุปัจจัยต่างๆ ครบทั้ง ๗ ธาตุ มีความแตกต่างจาก “อมโนปฏิสนธิ” เนื่องจากมีจิต จึงก่อกรรมต่างๆ ได้ ทั้งยังต้องเป็นผู้รับวิบากกรรมต่างๆ ที่ตนก่ออีกด้วย ลักษณะกรรมสามารถทำนายได้เรียกว่าดวงชะตา ดังนั้น สัตว์แต่ละชนิดจึงมีดวงชะตาแตกต่างกันตามกรรมที่ทำมาในอดีต และกรรมที่ทำอยู่ในปัจจุบัน ในขณะที่อมโนปฏิสนธิจะไม่มีดวงชะตา แต่ถูกบังคับควบคุมลิขิตได้ หรือบางชนิดก็สอดคล้องไปตามธรรมชาติไม่สามารถเลือกหรือเปลี่ยนชะตากรรมของตนได้ อนึ่ง “กรรมปัจจุบัน” นั้นให้ผลสูงสุด สามารถเปลี่ยนแปลงชะตากรรมได้ตามกำลัง
กรรมปฏิสนธิ
คือ การปรุงประกอบโดยกรรมเป็นปัจจัยในการปฏิสนธิเข้าหลัง “ปฐมจิตปฏิสนธิ” ในชาติแรก คือ ปฏิสนธิของจิตอันเป็นผลจากการไม่หมดสิ้นกรรม เป็นการเกิดในชาติต่อๆ ไป สืบเนื่องจากชาติแรกที่ดวงจิตลงมาปฏิสนธิ สัตว์ได้ก่อกรรมสะสมไว้ ก็จะเวียนว่ายตายเกิดตามผลกรรมนั้นต่อไปอีกไม่จบไม่สิ้น เป็นการเกิดที่ตนเองไม่ได้ตั้งใจ ไม่ได้ตั้งความปรารถนา ไม่สามารถวางแผน ไม่สามารถเลือก ไม่อาจกำหนดหรือควบคุมได้ ผลจากการปฏิสนธิแบบนี้ยังผลให้ไปเกิดยังระบบจัดการสามภพ ได้แก่ นรก, โลก, และสวรรค์ทั้งหกชั้น (ไม่รวมสุขาวดีและพรหมโลก) การจะเกิดใหม่ได้อีก ต้องผ่านกระบวนการจัดการสามภพเหล่านี้ โดยมี “พระอินทร์” เป็นผู้จัดการในลำดับการเกิดอย่างยุติธรรม ในบาลีจะกล่าวว่า “กรรมพันธุ์” หรือ “สัตว์มีกรรมเป็นเครื่องกำเนิด” ซึ่งก็หมายถึงการเกิดเพราะเหตุจากผลกรรมเช่นนี้เอง ดังนั้น การเกิดในลักษณะนี้มี “กรรม” ร่วมปรุงประกอบกับธาตุทั้ง ๗ หลังจาก “ปฐมจิตปฏิสนธิ” ในชาติแรก สัตว์จึงเริ่มมีความแตกต่างกัน มีดวงชะตาที่ทำนายได้คร่าวๆ ตามหลักอนิจจัง คือ ความไม่แน่นอน และดวงชะตาไม่ได้ลิขิตชีวิตสัตว์ สัตว์เลือกทางก่อกรรมใหม่ได้เสมอ ส่วนอมโนปฏิสนธิจะไม่มีชะตาแบบนี้
ปาฏิหาริย์ปฏิสนธิ
คือ การปฏิสนธิของจิตอันเป็นผลจากการสร้างชาติภพโดยจิต จิตมีความตั้งใจ มีความยินดีในชาติภพใหม่ ยังไม่เข้าใจถึงหลักการเวียนว่ายตายเกิด จึงยังมีอวิชชาในเรื่องการเวียนว่ายตายเกิด แต่ด้วยจิตมีความปรารถนาจึงส่งผลให้ไปปฏิสนธิในชาติภพนั้นๆ เช่น การเข้าฌานและพึงพอใจในรสฌานจนตาย ก็ยังผลให้ไปจุติในพรหมโลก เพราะจิตนั้นมีความยินดีในฌานนั้น จิตจึงสร้างภพชาติขึ้นใหม่เป็นพรหมโลก ยกตัวอย่างเช่น พระอรหันต์ชินปัญจระ ซึ่งอรหันต์คือ “กิเลสนิพพาน” แล้ว ตั้งแต่ ๗ ขวบ ไม่หลงโลกแล้ว เข้าใจการเวียนว่ายตายเกิดแล้ว แต่ด้วยถูกผู้หญิงกอด จึงถอดกายทิพย์ ทิ้งสังขารให้ตายลงเพื่อรักษาพรหมจรรย์ ทำให้ไปปฏิสนธิเป็น “ท้าวมหาพรหมชินปัญจระ” ยังพรหมโลก เพราะจิตหลงทางไป ด้วยปรารถนาความเป็นพรหมจรรย์ จึงไม่อาจนิพพานได้ และยังสามารถเกิดได้อีก เมื่อถึงวาระอันเหมาะสม ซึ่งการปฏิสนธิใหม่ของท่านชินปัญจระนี้ ด้วยเพราะจิตไม่แจ้งในหลักการปฏิสนธิ และการดับขันธปรินิพพานนั่นเอง แต่ได้บรรลุธรรมขั้นอรหันต์แล้ว คือ “กิเลสนิพพาน” สิ้นแล้ว (อนึ่ง พระอรหันต์จะไม่มีสัพพัญญูญาณจึงไม่อาจล่วงรู้ได้ทุกสิ่ง) การปฏิสนธิแบบนี้จิตต้องมีกำลังสูง เป็นจิตที่ฝึกมาดี และมีการเพ่งเล็งไปยังข้างหน้าขณะตายลง และมักเกิดขึ้นใหม่โดยไม่ตั้งใจ เช่น คิดว่าตนจะไม่เกิดอีก แต่เมื่อถึงวาระกลับต้องมาเกิดอีก จึงเรียกว่าเป็น “ปาฏิหาริย์ปฏิสนธิ”
ปณิธานปฏิสนธิ
คือ การปรุงประกอบด้วย “ปณิธานและปัญญา” เป็นปัจจัยสำคัญทำให้เกิดการปฏิสนธิของจิตในชาติภพใหม่ อันเป็นผลจากการตั้งปณิธานสืบเนื่องไปยังชาติภพต่อไป แม้ว่าในชาตินั้นๆ จะปฏิบัติจิตและหมดสิ้นเวรกรรมแล้ว และยังเข้าถึงหลักการทำให้หมดสิ้นไปแห่งชาติภพแล้วก็ตาม จิตก็ยังไปเกิดได้อีก เรียกว่า “เกิดใหม่ด้วยปัญญาไม่หลงในสังสารวัฏ” ทั้งนี้ในชาติต่อๆ ไป จะยังมี “รอยกรรมรอยเกวียน” ให้ต้องรับเหมือนชาติที่ชดใช้กรรมหมดไปแล้วอีกครั้งหนึ่ง แต่จะเบาบางลงตามผลกรรมที่ชดใช้แล้ว และด้วยผลกรรมดีที่บั่นทอนกรรมไม่ดีสิ้นลงไป ยกตัวอย่างเช่น การปฏิสนธิชาติภพใหม่ของพระมหาโพธิสัตว์ เช่น พระกวนอิม, พระจี้กง, พระสังกัจจายน์, ท่านหุยโคง ฯลฯ การปฏิสนธิแบบนี้ อุปมาได้กับ “ปฐมจิตปฏิสนธิ” ที่เริ่มต้นใหม่อีกรอบ ซึ่งเริ่มต้นด้วยความบริสุทธิ์ ปราศจากกรรม แต่มี “ปัญญา” ประกอบ ต่างจากปฐมจิตปฏิสนธิ ที่ไม่มีปัญญามาร่วมแต่แรก ดวงจิตที่มีปฏิสนธิแบบนี้ จึงมีโอกาสที่จะบรรลุธรรมได้ง่ายในชาติทุกชาติต่อไปที่เกิดใหม่ เนื่องจากจิตมีปัญญาแจ้งอยู่เป็นทุน เพียงปฏิบัติทางจิตตรงตามทางที่ถูกต้องเท่านั้น จิตนั้นก็จะบรรลุธรรมในชาติที่เกิดใหม่ได้ทุกๆ ชาติไป นอกจากนี้ บางดวงจิตยังสามารถแบ่งภาคอวตารได้ หากจิตภาคใหญ่มาเกิด เรียกว่า “ปณิธานปฏิสนธิ” แต่หากเป็นจิตภาคเล็กที่แบ่งมาเกิด จะเรียกว่า “อวตารปฏิสนธิ” ซึ่งจะอธิบายในย่อหน้าถัดไป
อวตารปฏิสนธิ
คือ การปรุงประกอบด้วย “รอยกรรมเก่า” ของผู้ที่บรรลุธรรมแล้ว หรือบำเพ็ญบารมีเต็มแล้ว เป็นปัจจัยสำคัญในการปรุงประกอบ ให้เกิดชาติภพใหม่ สำหรับ “ปฐมจิตปฏิสนธิ” นั้น ยังมีความแตกต่างกันเช่น จิตส่วนใหญ่ปฏิสนธิด้วยการเพาะบ่มพลังงานจนได้ที่แล้วจึงเข้าร่วมกับ “อมโนปฏิสนธิ” เกิดขึ้นเป็นสัตว์ครั้งแรก แต่บางครั้งจิตเก่าแก่ของผู้บรรลุธรรมแล้ว เช่น พระอวโลกิเตศวรที่มีดวงจิตแบ่งภาคจากพระอมิตาภะลงมาจุติหรือเจ้าแม่กวนอิม ซึ่งมีดวงจิตแบ่งภาคจากพระอวกิเตศวรอีกที การปฏิสนธิของจิตในชาติแรกที่เกิดจากการแบ่งภาคของดวงจิตที่เคยเกิดขึ้นแล้วบนโลกเรียกว่า “อวตารปฏิสนธิ” ดังนั้น จิตประเภทนี้จึงมิใช่ไม่เคยเกิดขึ้นเลยบนโลก ไม่ใช่ว่าเพิ่งเกิดขึ้นครั้งแรกแบบ “ปฐมจิตปฏิสนธิ” จึงไม่จัดเป็นปฐมจิตปฏิสนธิ แม้ว่าจะจุติใหม่ในชาติแรกก็ตาม ยังมี “รอยกรรมรอยเกวียนของดวงจิตที่แบ่งมา” เป็นปัจจัยปรุงประกอบ จึงจัดเป็นอวตารปฏิสนธิ ซึ่งจะมีรอยกรรมรอยเกวียนให้เดินตามทางของดวงจิตเดิมที่แบ่งมานั้น ทั้งยังมีความสามารถเหมือนดวงจิตเดิมอีกด้วย จึงมีความแตกต่างจากปฐมจิตปฏิสนธิ ตรงที่ปฐมจิตปฏิสนธิจะไม่มีรอยกรรมมาก่อนเลย นอกจากนี้ “อวตารปฏิสนธิ” ยังมีความแตกต่างจากนิรมาณกายตรงที่ มี “จิต” ปรุงเป็นปัจจัยประกอบ จึงสามารถมีความรู้สึกนึกคิดและก่อกรรมได้เอง ในขณะที่ “นิรมาณกาย” จะถูกบังคับควบคุมด้วยจิตเจ้าของนิรมาณกายนั้น เรียกว่า มโนมยิทธิ คือ ความมีฤทธิ์ทางใจ สามารถใช้จิตสั่งบังคับร่างนิรมาณกายนั้นๆ ได้
ข้อสังเกตส่งท้าย
ปัจจัยปรุงประกอบการเกิดในชาติภพใหม่มีถึง ๖ ประเภทดังนี้เอง จึงก่อให้เกิดชาติภพใหม่ของสัตว์ สำหรับพระอรหันต์ที่ปฏิบัติจิตจน “กิเลสสิ้น” หรือ “กิเลสนิพพาน” แล้ว หากยังไม่เข้าใจเรื่องการเกิดใหม่ ก็ไม่สามารถดับการเกิดใหม่ได้ ยกตัวอย่างเช่น พระอรหันต์ชินปัญจระ ซึ่งอรหันต์ตอนอายุ ๗ ขวบ แต่ได้ถอดกายทิพย์ทิ้งสังขารให้ตายไป เพราะต้องการรักษาพรหมจรรย์ จนต้องเกิดใหม่ในพรหมโลก ดังนั้น ไม่สามารถท่องจำหรือยึดมั่นถือมั่นว่าพระอรหันต์จะไม่เกิดอีกเสมอไป เพราะปัจจัยปรุงการเกิดนั้นมีหลายประการ แม้กิเลสนิพพานแล้ว กรรมชดใช้หมดแล้ว ทว่าหากยามสิ้นใจจิตตั้งปณิธานไปยังชาติภพข้างหน้าก็เกิดอีกได้เช่นกัน การจะหลุดพ้นไปซึ่งการเวียนว่ายตายเกิดจึงต้องพ้นไปจากปัจจัยการเกิดทั้ง ๖ นอกจากนี้ การจุติยังพรหมโลกและสุขาวดี เป็นการหลุดพ้นจากวัฏสงสารหรือการเวียนว่ายตายเกิดตามระบบการจัดการสามภพชั่วคราวเท่านั้น