บทกลอนปริศนาธรรม ชุด เซนอุปมา
บทกลอนปริศนาธรรม เรื่อง เซนแท้ เซนอุปมา
เซนแท้จริงแล้ว ไม่อาจอธิบายได้
ศึกษาเซนจึงไม่ต้องพูดเช่นนั้นหรือ?
แท้แล้วพูดหรือไม่พูด ก็ล้วนไม่ใช่เซน
ดังนี้ จะพูดก็ได้ ไม่พูดก็ได้ แต่ไม่ใช่เซน
เซนแท้อธิบายไม่ได้ แต่เซนอุปมาได้
การอุปมาเซน ก็เพื่อกระตุ้นให้เกิดปัญญา
ทั้งนี้เพื่อไม่ให้หลงทาง จนจับทางไม่ถูกเลยสักทาง
จึงจำเป็นต้องอุปมาไว้ เพื่อให้สามารถคลำทางได้
เซนอุปมา ไม่ใช่เซนแท้ แต่กระตุ้นเซนแท้
เซนอุปมา เป็นปริศนาธรรม ก่อเกิดเซนแท้
แท้แล้ว ทั้งเซนแท้และเซนอุปมา ล้วนไม่มีสาระ
เซนเป็นเพียงคำยืมมาใช้ หลอกล่อเพียงเบื้องต้นเท่านั้น
ไม่มีอะไรพูดเลย ก็ไม่รู้จะพูดอะไรกัน
ดังนี้ จึงจำเป็นต้องใช้สมมุติบัญญัติพูดกัน
แต่สมมุติบัญญัติไม่ใช่แก่นแท้ ไม่ใช่สัจธรรม
เพียงหยิบยืมมาเพื่อกระตุ้นให้เกิดปัญญาเท่านั้น
เซนอุปมา เปรียบเทียบกับสิ่งง่ายๆ รอบตัว
เพื่อให้เข้าใจวิถีธรรมแนวเซนได้ง่ายขึ้น
จึงอุปมาเซนเหมือนสิ่งต่างๆ รอบตัว
เพื่อให้คนทั้งหลายเข้าใจได้ไม่หลง
เซนอุปมา ไม่ใช่เซนแท้
แต่เกิดขึ้นเพื่อกระตุ้นเซนแท้
เซนอุปมา จึงไม่มีสาระอะไรให้ยึด
ฟังแล้วผ่านไป ไม่มีสาระที่จะต้องจำ
อ่านเพียงผ่าน ไม่ต้องจำใส่สมอง
กระตุ้นจิตภายใน จิตสู่จิตเท่านั้น
เมื่อกระบวนการกระตุ้นสำฤทธิ์ผล
ปัญญาญาณย่อมเกิดขึ้นได้เอง
เคยไหมที่คุยสนุกกับเพื่อนไม่คิดอะไร
เผลอๆ กลับเกิดความคิด “ปิ๊งแว้บ” เข้ามาได้
เป็นความคิดที่ไม่ได้ตั้งใจจะให้เกิด
แต่เกิดเองเมื่อมีเหตุปัจจัยอันเหมาะสม
เซนอุปมา ก็เป็นเหมือนเพื่อนคุยเล่นสนุกๆ นั้น
ที่คุยในยามว่าง ยามเหงา ให้เพลิดเพลิน
แต่หาสาระอันใดให้ยึดหรือจดจำไม่ได้
ทว่า เมื่อเหตุปัจจัยพร้อมมูล ปัญญาก็เกิดเอง
……………………………………………………………………………..
บทกลอนปริศนาธรรม เรื่อง เซนกับอาวุธลับห้าประการ
อาวุธลับทั้งห้าประการมิได้มีไว้ให้ยึดถือ
คือ สติ, สมาธิ, ปัญญา, ศรัทธา, วิริยะ
มิได้ยึดถืออย่างหนึ่งอย่างใดอย่างเดียว
แต่หยิบใช้ได้ฉับพลันตามโอกาสอันควร
ถึงเวลาต้องใช้สติ สติก็เกิดเอง
ถึงเวลาต้องใช้สมาธิ สมาธิก็เกิดเอง
ถึงเวลาต้องใช้ปัญญา ปัญญาก็เกิดเอง
เมื่อไม่ใช้ก็ดับไปเอง จึงเรียกว่า “อาวุธลับ”
ผู้ชำนาญในการใช้อาวุธลับ ย่อมไม่เปิดเผยอาวุธของตน
เมื่อไม่ถึงวาระคับขัน ไม่หยิบเอาอาวุธลับมาใช้
แต่เมื่อใด โอกาสเหมาะสม ก็หยิบใช้ได้ทันที
อินทรีย์ทั้งห้า ก็เกิดเอง ดั่งอาวุธลับห้าประการนี้
ผู้เปิดเผยอาวุธของตนแก่ศัตรูย่อมเสียเปรียบ
ผู้หยิบใช้อาวุธลับในเวลาไม่เหมาะสม ย่อมไม่เกิดผล
เมื่อศัตรูรู้จักอาวุธลับนั้นแล้ว มันจะเรียกว่าอาวุธลับได้อย่างไร
เซน เป็นดั่งผู้ชำนาญอาวุธลับ หยิบใช้ได้ฉับพลันฉะนั้น
ผู้ฝึกสติ เปิดเผยสติอยู่ในมือ ถืออยู่เนืองๆ
กิเลสมารย่อมเท่าทัน เพราะกิเลสก็คือตัวเราเอง
เมื่อเราเปิดเผยให้กิเลสเห็นอาวุธอย่างนี้
แล้วเมื่อใดจึงจะพิชิตกิเลสราบคาบลงได้เล่า?
จงเปิดเผยกิเลส แล้วเก็บซ่อนพละห้าเสีย
ทำตนดั่งคนไม่มี สติ, สมาธิ, ปัญญา, ศรัทธา, วิริยะ
เต็มไปด้วยกิเลสและทุกข์อย่างปุถุชนทั่วไป
อาศัยจังหวะโอกาสเดียว ประหารกิเลสฉับพลัน
อาวุธลับทั้งห้า จู่โจมจุดอ่อนกิเลสฉับพลัน
กิเลสไม่คุ้นเคย ไม่รู้จักอาวุธลับมาก่อน
กิเลสย่อมพลาดท่า ดับสิ้นลงง่ายดาย
ขั้วหัวใจของกิเลส คือ อวิชชา ก็มลายสิ้น
เซนใช้อาวุธลับห้าประการนี้อย่างชำนาญ
จึงเป็นดั่งคนโง่เง่า คล้ายไม่ฝึกจิตอะไรมาเลย
แต่ฉับพลันทันใดที่ต้องใช้อาวุธลับนั้นๆ
สติ, สมาธิ, ปัญญา, ศรัทธา, วิริยะ ก็ทำกิจได้ฉับพลัน
อาวุธลับห้าประหารนี้ จึงต้องเก็บในที่ลับ
ไม่นำออกมาแสดงให้ศัตรูรู้เท่าทัน
อาศัยจังหวะกิเลสเผลอตัว เผยจุดอ่อน
จู่โจมพร้อมกัน ประหารกิเลสฉับพลันทันที
……………………………………………………………………
บทกลอนปริศนาธรรม เรื่อง เซนกับนักฆ่าดาบเดียว
นักฆ่าดาบเดียว ฟันทีเดียวตาย
มือกระบี่ต่อสู้ศัตรูหลายท่าไม่จบสิ้น
ท่าต่อท่า ตาต่อตา ฟันต่อฟัน ไม่สิ้นสุด
นักฆ่าดาบเดียว ลงมือครั้งเดียว ก็จบ
เซน เป็นดั่งนักฆ่าดาบเดียวนั้น
ดาบไม่ชักออกจากฝัก คมในฝัก
เหมือนคนโง่เง่าทึมทึบ แต่ฉับพลันแปรเปลี่ยน
เพียงครั้งเดียวขาดสะบั้น คือ นักฆ่าดาบเดียว
นักฆ่าดาบเดียว ไม่เผยคมดาบให้ศัตรูเห็น
ศัตรูชักดาบต่อสู้ เผยกระบวนท่ามากมาย
นักฆ่าดาบเดียว รู้เขา ไม่ให้เขารู้เรา
ฉับพลันทันที ดาบเดียวสิ้นใจ
ยิ่งต่อสู้กับกิเลส กิเลสยิ่งแก่กล้า
ยิ่งต่อสู้กับตนเอง อัตตายิ่งกล้าแกร่ง
คนเราสู้กับตัวเอง ใครจะชนะ?
ดังนี้ จึงขจัดกิเลสไม่จบไม่สิ้น
นักฆ่าดาบเดียว ไม่นิยมต่อสู้
เขาเบื่อหน่ายการต่อสู้ที่ไม่จบสิ้น
ปล่อยให้ศัตรูสู้ แต่ไม่ปล่อยให้ชนะ
เมื่อศัตรูสู้ถึงที่สุด ก็ชนะได้อย่างง่ายดาย
ปรับเปลี่ยนสภาวะตามศัตรูไปราวสายลม
ล่องลอย เคลื่อนคล้อย ลื่นไหล ราวสายน้ำ
ไม่แพ้ แต่ไม่นิยมเอาชนะ จนศัตรูพ่ายแพ้ตนเอง
นักฆ่าดาบเดียว ฟันดาบครั้งเดียวก็ชนะฉับพลัน
ใช้กำลังให้น้อย ใช้สมถะให้น้อย
ปรับไปตามสภาวะ ไม่แพ้ ไม่ชนะ
ประคองสภาวะของตนให้สมดุล
ศัตรูเสียสมดุลเมื่อใด ชักดาบทันที
หลอกล่อให้ศัตรูเปิดเผยตัวตนก่อน
ทั้งจุดแข็ง, จุดอ่อน, และจุดตาย
รู้เขา เข้าใจเขาอย่างถ้วนถี่ แต่มิให้เขารู้เรา
เมื่อไม่มีอะไรให้รู้อีก ก็ถึงวินาทีประหารกิเลส
นักฆ่าดาบเดียว ฟันดาบเดียวก็ชนะ
ปรับตัว ลื่นไหล เรียนรู้ศัตรูให้ถ้วนถี่
เก็บคมดาบไว้ในฝัก ศัตรูยากหยั่งถึง
พิฆาตศัตรู คือ กิเลสในฉับพลันทันใด
……………………………………………………………………………..
บทกลอนปริศนาธรรม เรื่อง เซนกับมือธนูไร้พ่าย
มือธนูไร้พ่าย คือ ผู้ไม่เคยยิงพลาดเป้า
เมื่อเล็งแล้วเหนี่ยวคันธนูเต็มที่ ย่อมได้ชัย
เขาไม่เคยพลาดเป้าเลยสักครั้ง เพราะอะไร?
เซน ก็เป็นเหมือนดั่งมือธนูไร้พ่ายนั้น
มือธนูไร้พ่ายเล็งตรงจุดหมายปลายทางเท่านั้น
เขามีสมาธิจิตที่แน่วแน่ไม่เอนเอนทางหนึ่งทางใด
เขาย่อมเหนี่ยวคันธนูด้วยกำลังอันเป็นที่สุดนั้น
แล้วปล่อยลูกธนูไปด้วยความเชื่อมั่น
เซนย่อมเล็งเป้าหมายเดียวคือ นิพพาน
มีสมาธิจิตไม่แน่วแน่ไปทางหนึ่งทางใด
แล้วใช้พละทั้งห้าอันเป็นที่สุดทุ่มลงพร้อมกัน
ก่อนปล่อยวางทั้งหมดด้วยความเชื่อมั่น
เมื่อพละทั้งห้าอันประกอบมาดีแล้วนั้น
ได้รวมกำลังกัน ประสานกลมกลืนกันดี
มือธนูไร้พ่ายย่อมปล่อยลูกธนูอย่างไม่กังวล
ดุจ เซนผู้ปล่อยวางพละทั้งห้าได้อย่างไม่เกรงกลัวใดๆ
พละทั้งห้าย่อมรวมกำลังกันดำเนินไปดุจลูกธนู
ตรงไปยังเป้าหมายเดียวคือ นิพพาน เท่านั้น
เมื่อทุกอย่างพร้อมสมบูรณ์แล้ว จึงปล่อยสายธนู
เช่นนี้ ลูกธนูจึงพุ่งตรงไปถึงยังเป้าหมายได้
ผู้ขลาดเขลา ย่อมไม่กล้าปล่อยวางพละห้า
เขาย่อมถือพละทั้งห้า เป็นผู้เจริญพรหมจรรย์อยู่
ดังนี้ เขาย่อมไม่ถึงเป้าหมายคือ นิพพาน ได้
ด้วยความเกรงกลัว ไม่กล้าปล่อยวางพละทั้งห้านั้น
มือธนูขี้ขลาดตาขาว ไม่กล้าปล่อยสายธนู
เขาเอาแต่เล็งแล้วจับถือธนูไว้อย่างนั้น
เกรงว่าถ้าปล่อยสายธนูแล้วจะพลาดเป้า
ดังนี้ ลูกธนูย่อมไม่มีวันถึงเป้าหมายได้
บุคคลผู้ปรารถนาพุทธภูมิแต่ไม่กล้าตรงสู่นิพพาน
อุปมา ดั่งนักธนูผู้ขี้ขลาดตาขาวผู้นั้น
เขาเอาแต่เล็งธนูแต่กลับไม่กล้าปล่อยลูกธนูออกไป
เพราะกลัวผลที่เกิดขึ้นจะผิดไปจากความคาดหวัง
มือธนูไร้พ่าย ผู้ไร้ซึ่งความขลาดเขลา
เป็นผู้ฝึกพละทั้งห้ามาแล้วด้วยดี
เขาย่อมปล่อยวางแม้พละทั้งห้า
ดุจปล่อยสายธนู ให้ลูกธนูพุ่งตรงสู่เป้าฉะนั้น
……………………………………………………………………
บทกลอนปริศนาธรรม เรื่อง เซนกับดัชนีไร้เทียมทาน
ดัชนีไร้เทียมทาน เป็นยอดวีรบุรุษ
เขาย่อมรู้กำลังแห่งดัชนีนั้น
แม้จะใช้เพื่อฆ่าหรือรักษาคนก็ย่อมได้
เซน ก็เป็นดั่งดัชนีไร้เทียมทานผู้นั้น
ดัชนีไร้เทียมทาน ใช้กำลังเต็มแรงฆ่าศัตรู
ใช้กำลังสามในสี่ส่วน ทำลายวรยุทธ์
ใช้กำลังสองในสี่ส่วน ทำให้หยุดการเคลื่อนไหว
ใช้กำลังหนึ่งในสี่ส่วน จี้จุดเพื่อการรักษา
เซนใช้กำลังเต็มที่เพื่อประหารกิเลส
ใช้กำลังสามในสี่ส่วนเพื่อหยุดกิเลสถาวร
ใช้กำลังสองในสี่ส่วนเพื่อหยุดกิเลสชั่วคราว
ใช้กำลังหนึ่งในสี่ส่วนเพื่อการหล่อเลี้ยงสภาวะ
แม้ตรงจุดแต่กำลังจิตไม่พอ ย่อมหล่อเลี้ยงสภาวะ
กำลังจิตสูงขึ้นอีกขั้น อาจยับยั้งกิเลสได้ชั่วคราว
กำลังจิตสูงขึ้นอีกขั้น อาจยับยั้งกิเลสได้ถาวร แต่กิเลสก็ยังไม่ถูกทำลาย
กำลังจิตสูงขึ้นอีกขั้น อาจประหารกิเลสได้อย่างแท้จริง
อาจารย์สอนธรรมจี้จุดตายให้ศิษย์ได้แต่ไม่แรงพอ
ดุจผู้ใช้ดัชนีหล่อเลี้ยงสภาวะกิเลส
แม้ตรงจุดแต่ไม่แรงพอที่จะทำลายกิเลสได้
จึงทำได้แต่รักษาอาการไปครั้งต่อครั้งเท่านั้น
อาจารย์สอนธรรมจี้จุดตายให้ศิษย์ได้ด้วยแรงมากพอ
ดุจผู้ใช้ดัชนีทำลายศัตรูให้สิ้นซากฉะนั้น
ตรงจุดตายด้วยกำลังเต็มเหนี่ยว
ทำให้กิเลสถูกประหารหมดสิ้นไป
อาจารย์สอนธรรมจี้จุดตายให้ศิษย์ด้วยแรงมากพอ
ศิษย์ฝึกจิตมาไม่พร้อมรองรับสภาวะ
กิเลสยังไม่สิ้น ศิษย์นั้นสิ้นใจก่อน
ดุจผู้ใช้ดัชนี ไม่รู้จักประมาณกำลัง
อาจารย์สอนธรรมจี้จุดตายให้ศิษย์ด้วยแรงพอเหมาะ
ด้วยเห็นความไม่พร้อมในอินทรีย์ของศิษย์
กิเลสยังไม่สิ้น แต่พอช่วยเหลือศิษย์ได้ชั่วคราว
ดุจผู้ใช้ดัชนี รู้จักประมาณกำลังตนฉะนั้น
อาจารย์เซนย่อมเป็นดั่งดัชนีไร้เทียมทานนั้น
ย่อมรู้จักประมาณกำลังอินทรีย์ห้าของศิษย์
แล้วจี้จุดตายของศิษย์ด้วยแรงที่พอเหมาะ
ประคองศิษย์จนถึงที่สุดแห่งดัชนีไร้เทียมทาน
……………………………………………………………………
บทกลอนปริศนาธรรม เรื่อง เซนกับเกราะสี่ชั้น
เกราะสี่ชั้น อาวุธใดๆ ไม่อาจทะลวงทำลายได้
มันจึงได้หยิ่งผยอง เล่นงานผู้อื่นไปทั่ว
เกราะสี่ชั้นไม่มีอาวุธใดทำลายได้
นอกจากอาวุธทางปัญญาเท่านั้น
เกราะชั้นแรก คือ สิ่งที่ถูกมนุษย์ปรุงแต่งขึ้น
เกราะชั้นที่สอง คือ ธรรมะในศาสนาต่างๆ
เกราะชั้นที่สาม คือ ธรรมชาติเดิมแท้
เกราะชั้นที่สี่ คือ แก่นแท้ของธรรมชาตินั้น
แก่น คือ สัจธรรมที่เป็นสากลในสรรพสิ่ง
เนื้อ คือ ธรรมชาติเดิมแท้ ที่ไม่ถูกปรุงแต่ง
เปลือก คือ ปริศนาธรรมที่ปรากฏในศาสนาต่างๆ
เครื่องห่อหุ้ม คือ ธรรมชาติ ที่มนุษย์ปรุงแต่งขึ้น
มนุษย์บางคนเรียนรู้แต่สิ่งที่มนุษย์ปรุงแต่งขึ้น
มนุษย์บางคนพยายามตีปริศนาธรรม
มนุษย์บางคนกลับสู่ธรรมชาติเดิมแท้
แต่จะมีมนุษย์กี่คนเข้าถึงสัจธรรมแก่นแท้?
ผู้ปฏิบัติธรรมมัวหลงแต่สิ่งที่เขาสร้างสรรค์ขึ้น
เขานั้นย่อมไม่อาจทะลวงผ่านเกราะชั้นใดได้เลย
มัวแต่หลงสถานที่, บรรยากาศ, ผู้คนหรือสังคมนั้นๆ
ตลอดจนพิธีกรรมที่มนุษย์สร้างขึ้น ล้วนเป็นเพียงเครื่องห่อหุ้ม
ผู้ปฏิบัติธรรมที่มัวหลงแต่ธรรมะในตำราหรือกรรมฐานต่างๆ
เขานั้นย่อมไม่อาจทะลวงผ่านเกราะชั้นที่สองต่อไปได้
มัวแต่หลงตำรา, คำศัพท์บาลี, กรรมฐานกองต่างๆ
เหล่านี้ ไม่อาจทำให้เขาได้เข้าถึงแก่นแท้แห่งธรรมเลย
ผู้ปฏิบัติธรรมที่มัวหลงแต่ธรรมชาติเดิมแท้ที่ไม่ถูกมนุษย์สร้างขึ้น
เขานั้นย่อมไม่อาจทะลวงผ่านเกราะชั้นที่สามต่อไปได้
มัวแต่หลงธรรมชาติ นิยมธรรมชาติ อนุรักษ์นิยม
เหล่านี้ ไม่อาจทำให้เขาได้เข้าถึงแก่นแท้แห่งธรรมเลย
เซน ทะลวงเกราะชั้นแรกที่มนุษย์ปรุงแต่งขึ้น
แล้วทะลวงธรรมะในศาสนาต่างๆ สิ้นลง
จากนั้น ทะลวงธรรมชาติเดิมแท้อีกที
จึงทะลวงถึงสัจธรรมแก่นแท้แห่งสรรพสิ่ง
เซนย่อมทะลวงเกราะสี่ชั้นนี้โดยทั้งหมดทั้งสิ้น
ผู้ไม่อาจทะลวงเกราะทั้งสี่ชั้นนี้ได้ ย่อมไม่เข้าถึงเซน
เซนจึงเป็นอาวุธทางปัญญาที่แหลมคมยิ่งกว่าอาวุธใดๆ
ที่สามารถทะลวงทำลายเกราะทั้งสี่ชั้นนั้นได้ทั้งหมด
……………………………………………………………………………..
บทกลอนปริศนาธรรม เรื่อง เซนกับเซียนเฒ่าสารพัดพิษ
เซียนเฒ่าสารพัดพิษ ใช้พิษเป็นอาวุธ
ผู้ใช้พิษย่อมต้องเรียนรู้วิธีแก้พิษ
จวบจนถึงการใช้พิษต้านพิษ
จึงนับว่าเป็นสุดยอดวิชาพิษ
เซน เป็นดั่งเซียนเฒ่าสารพัดพิษนั้น
ใช้กิเลสและทุกข์เป็นพิษต้านพิษ
เมื่อทุกข์ก็นึกถึงกิเลส เมื่อมีกิเลสก็เป็นทุกข์
ทุกข์กับกิเลส เป็นดั่งพิษต้านพิษ
ผู้กลัวทุกข์ ดั่งกลัวพิษ จึงหาวิธีหลบทุกข์
เขาหลบหนีจากทุกข์ได้ชั่วคราวด้วยวิธีต่างๆ
แต่เขาย่อมไม่อาจหนีทุกข์ได้ถาวร
เพราะกลัวพิษภัยจากความทุกข์นั้น
เซน ผู้ไม่กลัวทุกข์ ดั่งผู้ไม่กลัวพิษ
ย่อมทดลองที่จะทุกข์ ดุจทดลองใช้พิษกับตนเอง
เซน เป็นผู้ไม่กลัวกิเลส ดุจผู้ไม่กลัวพิษ
ย่อมจะทดลองที่จะมีกิเลส ดุจทดลองใช้พิษต้านพิษ
กิเลสและทุกข์เข้าทำลายล้างกันเอง
ดุจพิษชนิดหนึ่ง ทำลายล้างอีกชนิดหนึ่ง
ท้ายที่สุด ย่อมดับไปเองทั้งคู่ นิโรธฉับพลัน
นี่คือ ยุทธวิธีใช้พิษต้านพิษแบบเซน
กิเลสเป็นดั่งพิษร้าย ทำลายตัวเจ้าของเอง
ทุกข์เป็นดั่งพิษร้าย กัดกร่อนเจ้าของเอง
กิเลสและทุกข์เป็นพิษทำลายตัวตนของตน
ผู้ใช้พิษถูกพิษทำลายไม่เหลือตัวตนของตน
เมื่อมีกิเลสก็เกิดปัญหาดุจพิษกำเริบ
เมื่อมีทุกข์ก็ทรมานดุจพิษเล่นงาน
บุคคลผู้ได้รับพิษอย่างนี้เนืองๆ
ย่อมสำเร็จเป็นเซียนเฒ่าสารพัดพิษ
คนขี้ขลาดตาขาวกลัวทุกข์ กลัวกิเลส
เขาย่อมเอากิเลสแอบซ่อนไว้ไม่ให้ใครเห็น
เขาย่อมเอาตัวเองหลีกหนีจากทุกข์เสีย
ดังนี้ ทุกข์และกิเลสจะหมดสิ้นไปได้อย่างไร
คนกล้าหาญเรียนรู้วิธีใช้พิษต้านพิษ
ย่อมยอมให้กิเลสและทุกข์ทำลายตนเอง
ถึงที่สุดแห่งการทำลายนั้นย่อมตื่นเต็มที่
เมื่อนั้น กิเลสและทุกข์ดับฉับพลัน นิโรธทันที
……………………………………………………………………
บทกลอนปริศนาธรรม เรื่อง เซนกับพิณพิฆาต
พิณที่บรรเลงเพียงเพื่อขับกล่อมให้เพลิดเพลิน
ย่อมไม่อาจไปถึงที่สุดของความเป็นดนตรี
พิณที่พิฆาตใจผู้ฟังลงได้อย่างราบคาบ
พิณนั้นจึงนับได้ว่าเป็นพิณพิฆาต
พิณพิฆาต มีท่วงทำนองพิชิตศัตรู
บางครั้งอ่อนไหวเพื่อใช้หลอกล่อ
บางครั้งดุดันเพื่อรุกเร้าจู่โจม
เซน ก็เป็นดั่งพิณพิฆาตนั้น
พิณพิฆาต ใช้ความพลิ้วไหวผูกใจศัตรู
ใช้ความไพเราะ ทำให้ศัตรูหลงเคลิ้ม
ใช้ความเร่าร้อนดุดัน พิฆาตศัตรู
เซน ก็เป็นดั่งพิณพิฆาตนั้น
บางครั้ง โอนอ่อนผ่อนตามเพื่อยืดหยุ่น
บางครั้ง ต่อเนื่องสม่ำเสมอเพื่อคงที่
บางครั้ง หนักแน่นรุนแรงเพื่อพิชิต
อาจารย์เซน ก็มีลักษณะเป็นเช่นนี้
จิตที่ดำเนินไปอย่างไร้จุดมุ่งหมาย
จิตนั้นย่อมไม่อาจบรรลุเป้าหมายได้
จิตที่ดำเนินไปอย่างไร้จังหวะทำนอง
จิตนั้นย่อมไร้ซึ่งสุนทรียภาพแห่งชีวิต
อาจารย์เซน ย่อมรู้ท่วงทำนองของศิษย์
บางครั้ง ก็เชื่องช้าชวนให้หลับใหล
บางครั้ง ก็รวดเร็วไปไม่มีความไพเราะ
การถ่ายทอดเซน ดุจบรรเลงเพลงพิณพิฆาต
พิณทั่วไปเล่นเพียงเพื่อเพลิดเพลินไม่รู้จบ
เหมือนผู้ปฏิบัติธรรมที่เพลินอยู่ไม่รู้เป้าหมาย
ย่อมหลงวนในการปฏิบัติ ไม่จบไม่สิ้นลงได้
เช่นนี้ จึงไม่สำเร็จถึงท่วงทำนองพิณพิฆาต
พิณพิฆาตมีจุดหมายที่แน่ชัดคือพิชิตชัย
เหมือนผู้ปฏิบัติธรรมที่มีเป้าหมายคือชนะกิเลส
ย่อมไม่เป็นผู้หลงวน แต่ปฏิบัติเพื่อความจบสิ้นไป
เช่นนี้ จึงเข้าถึงท่วงทำนองแห่งพิณพิฆาตได้
เซน ย่อมเป็นผู้ตรงสู่เป้าหมายแน่ชัดคือนิพพาน
จึงมีท่วงทำนองแห่งพิณพิฆาต คือ กำจัดกิเลส
ไม่เป็นผู้หลงเพลิน บรรเลงธรรมไปอย่างไม่รู้จบ
ดังนี้ ชีวิตย่อมมีท่วงทำนองไปสู่ชัยชนะเหนือกิเลส
……………………………………………………………………………..
บทกลอนปริศนาธรรม เรื่อง เซนกับจอมยุทธ์ไร้เทียมทาน
จอมยุทธ์ไร้เทียมทาน คือ ผู้ไร้คู่ต่อสู้
ด้วยเหตุว่าไม่มีผู้ใดสามารถต่อกรได้อีก
จึงต้องปลีกวิเวกสันโดษ อยู่เหนือปุถุชน
เซน ก็เป็นดั่งเช่น จอมยุทธ์ไร้เทียมทานฉะนั้น
ผู้สำเร็จธรรม ได้ญาณระดับต่างกัน
มหายาน คือ พีรามิดชั้นล่าง ได้ง่าย โปรดสัตว์ได้กว้าง
ตันตระยาน คือ พีรามิดชั้นกลาง ได้ยากขึ้น มีญาณหยั่งรู้สูงขึ้น
วัชระยาน คือ พีรามิดชั้นบน ได้ยากที่สุด แกร่งดุจเพชรไม่อาจทำลายได้
เซน ไม่ใช่ยานทั้งสามข้างต้น แต่เหนือกว่าทั้งสามข้างต้น
เป็นที่สุดแห่งที่สุด คือ “พุทธสภาวะ” หรือ ยูไล
เป็นผู้ยืนตระหง่านรออยู่บนยอดพีรามิดอีกที
นี่จึงกล่าวว่าเป็น “จอมยุทธ์ไร้เทียมทาน”
จอมยุทธ์ไร้เทียมทาน ถึงที่สุดในตนเอง
ไม่อาจหาคู่เปรียบ ไม่อาจหาคู่ต่อสู้
ต้องวิเวกรอคู่มืออยู่นานนับนาน
แม้ท่านตั๊กม้อ ยังต้องรอถึง ๙ ปี
เซนแท้ จึงไม่ปรากฏบ่อยและง่ายนัก
ผู้ที่ได้พบวิถีธรรมแนวเซนก็มิได้พบได้ง่ายนัก
ยอดแห่งยอดคน จึงนับว่ามีโอกาสพานพบ
จึงกล่าวว่า เซนเป็นดั่งจอมยุทธ์ไร้เทียมทานนั้น
ที่สุดแห่งอาจารย์ผู้ถ่ายทอดธรรม
ที่สุดแห่งศิษย์โง่ผู้รับการถ่ายทอดธรรม
สองอย่างนี้ ยากที่จะเกิดขึ้นได้บ่อยๆ
ดุจ ยอดยุทธ์ประลองกัน มิได้เกิดขึ้นง่ายๆ
ศิษย์โง่ มีบุญบารมีเก่าแต่หนหลัง
แต่ไม่อาจหาอาจารย์ใดสอนตนได้
เนื่องจากอาจารย์ไม่มีบุญวาสนาพอ
ศิษย์โง่จึงถูกด่าว่าเป็นศิษย์โง่ สอนได้ยาก
ศิษย์โง่ที่สุดแห่งยุคที่ไม่มีใครสอนได้
จึงต้องพานพบอาจารย์เซนผู้ไร้เทียมทาน
ที่สุดแห่งที่สุด จึงได้พบกันด้วยเหตุนี้
แล้วจอมยุทธ์ไร้เทียมทาน ก็มีคู่ต่อสู้
ศิษย์ที่สอนได้ง่ายทั้งหลายล้วนเป็นศิษย์ธรรมดา
ศิษย์โง่สอนได้ยาก คือ ยอดคนที่หาได้ยาก
ศิษย์โง่นั้นจึงมาเรียนเซน ที่นับว่าเป็นที่สุด
ศิษย์ไม่โง่ เรียนเก่ง สอนได้ง่าย จึงไม่ต้องมาเรียนเซน
……………………………………………………………………………