ทุกข์และการดับทุกข์ในทางชีววิทยาและพุทธศาสตร์เปรียบเทียบ
หากจะพูดเรื่องทุกข์และการดับทุกข์ดูเหมือนทุกคนจะหนีหน้าหาว่าเชย แต่พอพูดถึง “กลเม็ดเคล็ดลับการกำจัดความเครียดแบบวิธีง่ายๆ” ดูจะน่าสนใจมากกว่าสำหรับคนสมัยปัจจุบันทีเดียว ในหน้าหนังสือนิตยสารต่างๆ ในปัจจุบันที่เราเสียเงินซื้อนั้น ส่วนหนึ่งได้กล่าวถึงการกำจัดความเครียดซึ่งจะยังผลให้ใบหน้าดูอ่อนเยาว์ ทำให้เป็นที่น่าสนใจมากทีเดียว ดังนั้น ขอใช้โอกาสนี้พูดถึง “กลเม็ดการกำจัดความเครียดโดยวิธีง่ายๆ ด้วยตัวท่านเอง” ซึ่งจำเป็นต้องกล่าวถึงที่มาของการค้นคว้าและวิจัยสักเล็กน้อย เนื่องจากผู้เขียนไม่มีชื่อเสียงเด่นดัง เพื่อรับประกันให้ท่านทั้งหลายเอาวิธีการไปทดลองใช้ดู ก็จะพบความมหัศจรรย์ของจิตที่ท่านเองก็สามารถกำหนดความ “สุข – ทุกข์” ได้ด้วยตัวเอง
ความทุกข์อยู่ที่ใด ในทางพุทธศาสตร์?
ท่านพุทธทาสกล่าวว่า “สวรรค์ในอก นรกในใจ” บางท่านก็เลยเหมารวมเอาว่าความทุกข์ก็เกิดที่ใจดับที่ใจเท่านั้นเอง ว่าแล้วก็ละเลยการปฏิบัติทางใจ เพราะคิดว่า ปฏิบัติอยู่แล้วนี่ไงทุกวัน เป็นต้น ทว่า ก็ไม่เห็นจะพ้นความเครียดที่รุมเร้าในชีวิตประจำวันได้
ในทางพระพุทธศาสนา ความทุกข์ไม่ได้อยู่ที่ “ใจ” อย่างเดียว ทุกข์ในทางพุทธศาสนานั้น ครอบคลุมแบ่งออกเป็นสองส่วนคือ ทุกข์ทางใจที่เรียกว่า “โทมนัสเวทนา” และทุกข์ทางกายที่เรียกว่า “ทุกขเวทนา” ความทุกข์หรือตามสมัยนิยมในปัจจุบัน เรามักใช้คำว่า “ความเครียด” นี้ เกิดขึ้นทั้งในร่างกายและจิตใจของเรา อันอาจจะมาจากสิ่งเร้ารอบตัวที่เป็นด้านลบต่อการดำรงชีวิต เช่น การจราจรที่แออัด, ควันรถยนต์ที่ต้องสูดเป็นประจำ, อากาศที่ร้อนอบอ้าว, การทำงานที่ตึงเครียดทั้งวัน ฯลฯ เป็นต้น ความทุกข์ทั้งสองประเภทนี้ สามารถดับได้สิ้นเชิงมีอย่างเดียวคือ “โทมนัสเวทนา” คือ ทุกข์ทางใจ ส่วนทุกข์ทางกายนั้น บางครั้งจำต้องรับด้วย เช่น การป่วย ก็ย่อมต้องเจ็บปวดตึงเครียดทางร่างกายคงไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ พระพุทธเจ้าจึงทรงแสดงวิธีที่หลุดพ้นไปจากการเกิดสิ้นเชิง ที่เรียกว่า “นิพพาน” ก่อนที่จะเข้าสู่ประเด็นที่ยากแก่การเชื่อของคนในสมัยปัจจุบัน ขอกล่าวตัดตอนเพียงส่วนของ “ความเครียดในชีวิตประจำวัน” ก็แล้วกัน
ความทุกข์อยู่ที่ใด ในทางชีววิทยา?
การรับรู้ของร่างกายในทางชีววิทยาได้แยกออกเป็น การรับรู้ทางปลายประสาทสัมผัส ที่เมื่อได้รับสิ่งเร้าก็สามารถรับสัมผัสได้ทันที แล้วส่งต่อไปยังสมอง อวัยวะทั้งหลายเหล่านี้ บางอย่างสามารถทำหน้าที่ได้โดยอัตโนมัติ เช่น เมื่อตะปูตำก็ยกเท้าหนีโดยอัตโนมัติทันที อวัยวะรับสัมผัสนี้ยกตัวอย่างเช่น ตา, ผิวหนัง, หู, จมูก, ลิ้น ซึ่งในทางพุทธศาสนาเรียกว่าอายตนะนั่นเอง การรับรู้นี้ก็มีทั้งความรู้สึกที่สุขสบาย และความรู้สึกทุกข์หรือภาวะความตึงเครียดบีบเค้น นอกจากนี้ ในทางชีวิวิทยายังกล่าวถึงการรับรู้ในสมอง ซึ่งไม่ใช่ส่วนของปลายประสาท เช่น เวลาหลับฝัน หลับตาลง เราก็ยังรับรู้ภาพในสมองของเราได้ สามารถตื่นขึ้นมาอธิบายภาพความฝันของตนเองได้ชัดเจน รับรู้และจดจำได้ว่าตนเห็นภาพ ทั้งๆ ที่หลับตา ดังนี้ การรับรู้ส่วนนี้จึงเกิดขึ้นภายในสมองนั่นเอง
ขอแยกส่วนของการรับรู้อย่างง่ายๆ เป็นการรับรู้ทางปลายประสาทร่างกาย และการรับรู้ทางสมองที่ไม่ผ่านระบบรับสัมผัสทางปลายประสาท (เช่น หลับตาแล้วฝันยังสามารถเห็นภาพได้) และการรับรู้ในส่วนที่เป็นภาวะความตึงเครียดบีบเค้นว่า “ทุกข์” หรือภาวะความเครียดก็ได้ ก็สามารถแยกออกได้เป็นสองส่วน คือ ส่วนภาวะความตึงเครียดทางอวัยวะรับรู้ทางร่างกาย (ปลายประสาท) และภาวะส่วนตึงเครียดที่เกิดขึ้นภายในสมอง ซึ่งจุดนี้ก็น่าจะสอดคล้องกับหลักการของ “ความทุกข์” ในทางพุทธศาสนานั่นเอง
ภาวะความตึงเครียดทางร่างกายและสมองในมุมมองทั้งสองด้าน
ภาวะความตึงเครียดทางสมองหรือจิตใจ (โทมนัสเวทนา) และภาวะความตึงเครียดทางร่างกายตามปลายประสาท (ทุกขเวทนา) มีกลไกลการเกิดที่ไม่สลับซับซ้อน เพียงแต่หลักจิตวิทยาในปัจจุบันยังไม่ได้ให้ความสนใจกระบวนการเกิดความตึงเครียดนี้อย่างลึกซึ้งเท่าใดนัก ปกติ มักกล่าวถึง “ฮอร์โมน” ซึ่งมีผลต่อความรู้สึกสุขและทุกข์ของคน จากนั้นก็นำมาผลิตเป็น “ยาแก้ทุกข์” เพื่อขายให้กับท่านทั้งหลาย แท้แล้วกระบวนการและกลไกลการเกิด ภาวะตึงเครียดทางร่างกายและสมองหรือจิตใจนั้น เกิดขึ้นได้อย่างไร ในส่วนนี้ จะขอนำท่านไปสู่หลักแพทย์ทางเลือกอย่างง่ายๆ ดังนี้
๑. การเกิดภาวะตึงเครียดตามปลายประสาทร่างกาย
ทางการแพทย์ปัจจุบันเรามักยกสาเหตุแห่งความทุกข์ในทางชีวเคมี ให้เป็นเรื่องของฮอร์โมน ในขณะที่ในทางพฤติกรรมศาสตร์ก็ยกสาเหตุแห่งความทุกข์เป็นเรื่องของพฤติกรรม แท้แล้วความทุกข์ทางร่างกายตามปลายประสาทนั้น ไม่ใช่ผลที่เกิดขึ้นจากฮอร์โมนโดยตรงแต่อย่างใดเลย เนื่องจากฮอร์โมนนั้นส่งผลต่อการรับรู้และการทำงานของร่างกายจริง แต่ความรู้สึกทางปลายประสาทต่างหากที่เป็นผู้ส่งสัญญาณและรับสัมผัสความรู้สึก “เจ็บปวดร้อนหนาว” ต่างๆ ดังนั้น การรับรู้ทางปลายประสาทและพื้นที่ของเนื้อเซลบริเวณผิวรับความรู้สึกต่างหากที่มีส่วนสำคัญที่สุด อันเป็นที่มาของความตึงเครียดทางร่างกายตามปลายประสาท ดังนี้จะขอมุ่งเน้นอธิบายวิเคราะห์เจาะลึกถึงกระบวนการและกลไกลการรับรู้ของปลายประสาทดังต่อไปนี้
๑.๑) กรดแลกติคจากการหายใจแบบไม่ใช้อากาศคือสาเหตุแห่งความตึงเครียด
เลือดที่ไหลเวียนในร่างกายเพื่อให้เม็ดเลือดแดงได้นำอากาศที่บริสุทธิ์ไปสู่เซลขนาดเล็กทั่วร่างกายนั้น ไม่ได้มีท่อเส้นเลือดฝอยแทรกอยู่ทุกอณูเซล ในช่องว่างของเซลนั้น จะเกิดการแพร่และออสโมซิส เพื่อลำเลียงอาหารและออกซิเจนให้แก่เซลขนาดเล็กเหล่านี้ต่อหลังจากหัวใจขับดันเลือดมาจนสิ้นสุดของปลายเส้นเลือดฝอยแล้ว ดังนั้น การหายใจแบบ “ไม่ใช้ออกซิเจน” จึงเกิดขึ้นอยู่เสมอร่วมกับการหายใจแบบใช้ออกซิเจน เพราะประสิทธิภาพการขนส่งเลือดที่จำกัดของร่างกายนี่เอง การนั่งทำงานในท่าเดิมทั้งวันมีผลต่อการแพร่และออสโมซิสของอณูเซลในบางจุด ทำให้เกิด “กรดแลกติค” ตกค้างในบางส่วนของร่างกายได้เช่นกัน ทำให้เกิดอาการเหน็ดเหนื่อยเมื่อล้าในบางส่วนของร่างกาย เมื่อสะสมมากๆ ก็กระทบต่อการรับรู้ของสมองทั้งระบบ ทำให้รู้สึกเมื่อยล้าทางจิตใจไปด้วย ปกติ การขยับเปลี่ยนท่าโดยไม่ตั้งใจทำให้การหมุนเวียนโลหิตด้วยการแพร่และออสโมซิสเกิดขึ้นโดยธรรมชาติ และนำกรดแลกติคออกภายนอกร่างกายตามระบบการขับถ่ายของเสียต่างๆ ได้ ก็จริง แต่ไม่ได้เป็นไปตามทฤษฎีหรืออุดมคติทางชีววิทยาอย่างนั้นเสมอไป เพราะการใช้ชีวิตของคนในปัจจุบัน มีความเคลื่อนไหวร่างกายน้อยกว่าในอดีต เราจึงพบภาวะความตึงเครียดนี้ มากขึ้นในกลุ่มคนทำงานในบริษัทต่างๆ นั่นเอง
๑.๒) การผลัดแบ่งเซลเร็วเกินไป เร่งกระบวนการความตึงเครียดและความแก่
แน่นอนว่าการออกกำลังกายเป็นทางออกที่ทำให้ชาวหนุ่มสาวออฟฟิศมีความรู้สึกกระชุ่มกระชวย ภาวะความตึงเครียดทางร่างกายนี้ได้ถูกระบายหายไปได้ในระดับหนึ่ง แต่ทว่า ก็ไม่ใช่ทั้งหมดทุกคน หากศึกษาวิธีการออกกำลังกายของบางท่านอย่างดีแล้วจะพบว่า ท่าในการออกกำลังกายบางอย่าง ทำให้เกิดการหายใจแบบไม่ใช้ออกซิเจนมากขึ้น เช่น การเพาะกาย หรือ “ฟิตเนส” นั่นเอง การยกน้ำหนักในท่าเดิมซ้ำๆ เพื่อให้กล้ามเนื้อมัดนั้นๆ ได้ทำงานมากขึ้นและขยายตัวมากขึ้น เพื่อให้ได้รูปร่างงดงามน่ามองนั้น บางครั้ง ไม่ได้รับการตรวจวัดปริมาณกรดแลกติคที่เกิดขึ้นเลย ต่างก็เชื่อว่าการออกกำลังกายนั้น จะต้องมีแต่ข้อดีแน่นอน แต่ท่านเคยสังเกตไหมว่านักกีฬาที่แข่งขันกันในระดับต่างๆ นั้น จะมีใบหน้าที่เหี่ยวย่นและแก่เร็วกว่าคนปกติ หากบางท่านมีเพื่อนที่เป็นนักกีฬาในโรงเรียน ก็จะพบว่าพวกเขาโตเร็วและแก่เร็วกว่าเพื่อนในรุ่นเดียวกัน บางท่านเป็นนักมวย เมื่อเลิกชกก็มีอาการสติไม่เต็มร้อย และนักกีฬามากมายที่ต้องอำลาเวทีในวัยไม่เกิน ๔๐ ปีเท่านั้นเอง เกิดอะไรขึ้นกับวิธีการออกกำลังกายที่ดูเหนือกว่ามนุษย์ปกติของพวกเขาทำกัน พวกเขาภูมิใจในชัยชนะแต่พวกเขาได้เห็นปัญหาทางสรีรวิทยาที่จะเกิดขึ้นในอนาคตนี้หรือไม่
การออกกำลังกายปกติ จะมีความ “สมดุลพอดี” หรือ “ทางสายกลาง” เมื่อร่างกายได้เหงื่อชุ่มสักพัก จากนั้น จะเริ่มเกิดความเมื่อยล้าหรือกล้ามเนื้อมีกรดแลกติคสะสมมากขึ้น ก็ถึงจุดสูงสุดที่ควรแก่การหยุดการออกกำลังกายในกล้ามเนื้อส่วนนั้นๆ เพื่อไม่ให้เกิดการหายใจแบบไม่ใช้ออกซิเจน แล้วหันไปออกกำลังกายกล้ามเนื้อส่วนอื่นแทน ทำเช่นนี้อย่างสม่ำเสมอ แม้นกล้ามเนื้อจะไม่ถูกเร่งให้ใหญ่โตขึ้นรวดเร็วสมใจ และประสิทธิภาพของกล้ามเนื้อไม่ถูกใช้ในการแข่งขันเพื่อเอาชนะ แต่จะส่งผลต่อระบบการหมุนเวียนโลหิต การขับถ่ายของเสีย ของอวัยวะโดยเฉพาะกล้ามเนื้อส่วนต่างอย่างๆ อย่างสมดุลดีที่สุด บางท่านมีความอ้วนและอยากลดความอ้วนให้ลงอย่างรวดเร็วทันใจ ก็ใช้การเร่งเผาผลาญและแข่งขันทำคะแนนลดน้ำหนักให้ตัวเอง การออกกำลังกายที่มากเกินพอดีนั้นทำให้ร่างกายขาดสมดุล กระตุ้นให้เกิดการกินมากขึ้น ประกอบกับกระเพาะอาหารของคนอ้วนจะมีความหย่อนยานมาก เมื่อกินน้อยจะไม่ตึง จำเป็นต้องกินมากจึงจะตึง เมื่อตึงประสาทสัมผัสในกระเพาะจะส่งข้อมูลให้สมองว่า “อิ่ม” ดังนั้น การออกกำลังกายมากเกินจุด “พอดีที่สมดุล” จึงส่งผลให้คนอ้วนน้ำหนักลดลงเร็ว แล้วเพิ่มขึ้นอีกมากในระยะต่อมา การลดความอ้วนด้วยวิธีต่างๆ จึงไม่ได้ผลเลย เพราะขาดความเข้าใจใน “สมดุลร่างกาย” อย่างแท้จริงนั่นเอง นอกจากนี้ สถานบำบัดความงามต่างๆ ก็มักปล่อยให้ลุกค้าตกอยู่ในสภาวะเช่นนี้ เพราะทำให้พวกเขามีรายได้อย่างต่อเนื่อง ตราบเท่าที่ลูกค้ายังไม่สมหวังนั่นเอง
สำหรับโปรแกรมการออกกำลังกายของนักกีฬา โค้ชในปัจจุบันไม่ได้มุ่งเน้นความสมดุลและผลกระทบต่อนักกีฬาในระยะยาว พวกเขามุ่งหวังผลเพียง “ชัยชนะมนการแข่งขัน” ชีวิตในโลกแห่งการแข่งขันนี้ บีบบังคับให้นักกีฬาทั้งหลาย ออกกำลังกายในโปรแกรมพิเศษ คือ โปรแกรมเร่ง “ประสิทธิภาพทางกาย” ซึ่งมีผลเสียมากมายต่อนักกีฬาในระยะยาว เช่น ภาวะกระดูกเสื่อมเร็วกว่าปกติ, ภาวะสมองเสื่อมจากการถูกกระแทกอยู่เสมอ, ภาวะความแก่ของเซลต่างๆ เร็วกว่าปกติทำให้แก่เร็วและอายุสั้น เมื่อนักกีฬาเหล่านี้ หมดอายุการใช้งาน ฝีมือตก พวกเขาก็ไม่ได้รับการตรวจวัดสุขภาพหลังการเป็นนักกีฬาแต่อย่างใด บ้างผันตัวเองมาเป็นโค้ช เพื่อปลูกฝังให้นักกีฬาแข่งขันเพื่อชัยชนะและเข้าสู่โปรแกรมทำร้ายสุขภาพตัวเองนี้โดยไม่รู้ตัว การเล่นกีฬาเช่นนี้ จึงไม่ใช่การเล่นกีฬาเพื่อสุขภาพในระยะยาวแต่อย่างใดเลย
โปรแกรมการออกกำลังกายเพื่อชัยชนะ เร่งประสิทธิภาพของร่างกาย เป็นโปรแกรมที่ทำร้ายตัวเอง ด้วยการเร่งการผลัดเปลี่ยนเซล ทำให้เซลมีวงจรชีวิตสั้นลง กล่าวคือ ปกติ เซลต่างๆ ในร่างกาย เช่น เซลกล้ามเนื้อและผิวหนัง จะมีอายุ และผลัดเปลี่ยนตามวาระเมื่อเซลผ่านช่วงความหนุ่มและความแก่ ก็จะเสื่อมแล้วร่างกายก็จะกระตุ้นให้เกิดการสร้างเซลใหม่ๆ ขึ้นมาแทนอยู่เสมอ ตราบจนกว่าชีวิตจะหาไม่ ยกเว้นเซลในอวัยวะสำคัญต่างๆ เช่น ตับ เป็นต้น แต่สำหรับอวัยวะที่เป็นส่วนเปลือกนอกเช่น กล้ามเนื้อและผิวหนังแล้ว สามารถสร้างและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอได้เสมอ สาเหตุจากโปรแกรมการออกกำลังกายแบบเร่ง “ประสิทธิภาพร่างกาย” ทำให้นักกีฬามีการผลัดเปลี่ยนเซลเร็วขึ้นกว่าปกติ กล่าวคือ เปอร์เซ็นต์ของเซลอ่อน, เซลแก่ และเซลหนุ่มมีสัดส่วนที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม เซลอ่อนจะถูกเร่งให้เป็นเซลหนุ่มเร็วขึ้น, เซลแก่จะถูกเร่งให้ผลัดทิ้งเร็วขึ้นเช่นกัน ดังนั้น นักกีฬาจึงมีเซลหนุ่มที่มีพละกำลังและความแข็งแรงในสัดส่วนที่มากกว่าคนปกติ อายุของเซลถูกจัดการให้เป็นวัยหนุ่มเป็นส่วนใหญ่ เมื่อมีเซลหนุ่มเหล่านี้เกิดมากขึ้น ประสิทธิภาพของกล้ามเนื้อในร่างกายก็เพิ่มมากขึ้น การฝึกซ้อมอย่างต่อเนื่อง ทำให้เซลหนุ่มรับงานที่หนักได้เสมอ และเซลอ่อนเริ่มจดจำภาระงานที่หนักกว่าปกติได้ เร่งเติบโตเป็นเซลหนุ่ม และเซลแก่ที่หมดแรงถูกผลัดให้ตายไปอย่างรวกเร็ว การแบ่งผลัดเซลที่บ่อยมาก ก่อให้เกิดการแบ่งเซลจำนวนครั้งที่มากกว่าคนปกติ เป็นสาเหตุให้เกิด “ความแก่” ของเซลเร็วกว่าคนปกติ อันนำไปสู่ภาวะเซลเหนื่อยล้าในการผลัดแบ่งเซลเมื่ออายุยังไม่ถึงเวลาอันควร เช่น คนปกติ เซลจะเริ่มล้าที่จะผลัดแบ่งเซลช่วงประมาณอายุ ๕๐ ปีขึ้นไป ในขณะที่นักกีฬาอาจเกิดภาวการณ์ล้าในการแบ่งเซลในช่วงอายุ ๓๐ ปี ถึง ๔๐ ปี เป็นต้น ดังนี้ ความแก่และเหี่ยวย่นของใบหน้าก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ดังนั้น ท่านจะแปลกใจเสมอว่าทำไมใบหน้าของนักกีฬาดูมีอายุมาก แต่เมื่อโฆษกประกาศอายุกลับดูเหมือนตัวเลขต่ำกว่าจริง เรามักพบปรากฏการณ์นี้เสมอกับนักกีฬาทั่วไป
การออกกำลังกายที่เกิน “จุดสมดุลพอดี” ที่พอเหมาะกับสมดุลของระบบในร่างกายนี้ ยังผลให้พวกเขาเอาชนะคู่แข่งขันได้ขณะอายุยังน้อยขึ้นเรื่อยๆ และจำต้องอำลาวงการไปตั้งแต่อายุยังน้อยเพราะพ่ายแพ้เด็กรุ่นหลัง นอกจากนี้ยังนำมาซึ่งภาวะความตึงเครียดของเซลกล้ามเนื้อและผิวหนังอีกด้วย สิ่งเหล่านี้ก่อให้เกิดความตึงเครียดมวลรวมของร่างกาย และกลายเป็น “สารเสพติด” ที่กระตุ้นให้นักกีฬาต้องออกกำลังกายระบายความตึงเครียดเหล่านี้อย่างเสมอ แตกต่างกับการออกกำลังกายแบบพอดี ที่จะไม่เกิดภาวะความรู้สึกอยากระบายเพราะความรู้สึกตึงเครียด แต่จะออกกำลังกายด้วยความรู้สึก สนุกและมีความสุขทั้งร่างกายและจิตใจมากกว่า
๑.๓) การเผาผลาญอาหารในร่างกาย (เมตาบอลิซึม) ที่ขาดความสมดุล
ระบบการเผาผลาญอาหารในร่างกายของมนุษย์ ถูกควบคุมด้วยฮอร์โมนอีกที ส่วนฮอร์โมนก็ถูกควบคุมด้วยระบบประสาท และระบบประสาทก็ถูกกระตุ้นด้วยการออกกำลังกายและการเคลื่อนไหวของร่างกายอีกที ในการศึกษาของศาสตร์ตะวันออกโบราณนั้น พบว่าระบบของร่างกาย มี “ธาตุไฟ” ควบคุมการเผาผลาญอาหารและการย่อยอาหารอยู่ เราเรียกกันในปัจจุบันว่า “ระบบพลังงานภายในร่างกาย” ซึ่งชาวตะวันออกโบราณได้ทดลองและค้นคว้าด้วยการปฏิบัติด้วยตนเองอีกว่า “ระบบของพลังงานในร่างกาย” นั้น มีการควบคุมกันอย่างมีระบบ และสัมพันธ์กับอวัยวะร่างกายและการเคลื่อนไหวของร่างกายส่วนต่างๆ และระบบเหล่านี้สัมพันธ์อย่างยิ่งกับการหายใจเข้าออกในแต่ละรอบของร่างกายอีกด้วย เราเรียกกันว่า “จักระ” คือ การหมุนเวียนพลังงานในร่างกายอย่างมีระบบสอดคล้องกับธรรมชาติ และเปรียบเทียบกับการหมุนรอบตัวเองของจักรวาล (โปรดสังเกตว่าชาวตะวันออกโบราณรู้เรื่องการหมุนรอบตัวเองของจักรวาลมานานแล้ว) การเคลื่อนไหวและการหายใจของร่างกายนั้น มีความสัมพันธ์สอดคล้องกับการเผาผลาญอาหารในร่างกาย อันนำไปสู่ปริมาณกรดแลกติคที่เกิดจากการหายใจแบบไม่ใช้ออกซิเจนอีกด้วย ดังนั้น จึงได้รวบรวมความรู้และถ่ายทอดหลักการความเข้าใจในเรื่อง “ความเป็นหนึ่งเดียวของร่างกายและจิตใจ” ที่เรียกว่า “โยคะ” หรือ “โยคะศาสตร์” ซึ่งเป็นวิชาเก่าแก่ของพราหมณ์ ที่พระพุทธเจ้าได้ออกจากบ้านเมืองเพื่อไปสมัครเรียนวิชานี้ด้วย เราเรียกกันว่าสำนัก “โยคีทิคัมพร” คือ ต้องนุ่งลมห่มฟ้า (แก้ผ้า) ไม่พึ่งพาสิ่งใดๆ ทางโลก เพื่อหลอมรวมร่างกายและจิตใจเป็นหนึ่งเดียว สามารถดำรงชีพอยู่ได้อย่างพิสดาร
ระบบพลังงานในร่างกายนี้ ทางองค์การนาซ่าได้ค้นพบมายาวนานแต่ไม่ได้เผยแพร่มากนัก เพราะเป็นเทคโนโลยีที่ใช้เฉพาะในการสำรวจสิ่งมีชีวิตนอกโลก ด้วยการถ่ายภาพที่สามารถจับพลังชีวิตเหล่านี้ได้ ทางองค์การนาซ่าเชื่อว่า สิ่งมีชีวิตน่าจะมีระบบพลังงาน และระบบพลังงานเหล่านี้เป็นคลื่นที่มีสเปคตรัมเฉพาะ ดังนั้น พวกเขาจึงออกแบบกล้องถ่ายรูปที่จับคลื่นพลังความถี่ในระดับที่เรียกว่า “พลังชีวิต” คือ เป็นกล้องที่สามารถจับคลื่นพลังที่สิ่งมีชีวิตแผ่ออกมาหรือมีอยู่ในขณะที่มีชีวิตได้ เราเรียกเทคโนโลยีนี้ว่า “ออร่า” ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ผสมผสานระหว่างหลักการทางชีววิทยาและทางฟิสิกส์ พวกเขาสามารถถ่ายพลังในร่างกายของคนออกมาและได้ศึกษาความสัมพันธ์ของพลังงานนั้นๆ กับความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ในร่างกาย จนได้หลักการความเชื่อมโยงของโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ในร่างกาย ตลอดจนความรู้สึกนึกคิด อารมณ์และจิตใจของสิ่งมีชีวิตนั้นๆ ได้อีกด้วย ในทางพุทธศาสนาและศาสนาอื่นๆ จะพบว่าพระศาสดามีวงกลมสีขาวรัศมีสีทองอยู่รอบศีรษะ ซึ่งเป็นภาพที่สอดคล้องกับภาพที่ถ่ายได้จากเครื่องถ่ายออร่า ที่เราเรียกกันว่า “ฉัพพรรณรังสี” นั่นเอง
ระบบพลังงานนี้ หากมีความไม่สมดุลเกิดขึ้น เช่น เผาผลาญอาหารมากเกินปกติ เพราะอาจต้องเร่งใช้พลังงานในกรณีฉุกเฉิน เช่น หนีไฟไหม้, ต่อสู้ป้องกันตัว ฯลฯ จะส่งผลต่อการเผาผลาญอาหารในเซลอย่างรวดเร็ว และเกิดกรดแลกติคตามมา การออกกำลังกายที่ผิดวิธี ท่วงท่าในกีฬาประเภทต่างๆ บางชนิดนั้น เป็นไปในแบบที่ไม่สอดคล้องกับระบบพลังงานในร่างกายนี้นัก เช่น การออกกำลังกายในท่าเดิมซ้ำๆ ของนักกีฬาบางชนิด ทำให้ระบบการทำงานของพลังงานในร่างกายไม่สมดุล
๒. การเกิดภาวะตึงเครียดในประสาทสมอง (หรือจิตใจ)
สมองมีกระบวนการทำงานและระบบควบคุมสมดุลที่ซับซ้อนยิ่งกว่ากล้ามเนื้อและอวัยวะรับสัมผัสปลายประสาทมากนัก การทำงานของสมองในแต่ละวันมีมากมายเพราะต้องควบคุมและรับรู้เรื่องราวต่างๆ ของอวัยวะทุกส่วน ดังนั้น ในตอนกลางคืน จึงเป็นช่วงที่สมองต้องปรับสมดุลอย่างหนัก วิธีการง่ายๆ ของสมองก็คือ “การฝัน” นอกจากนี้แล้วสมองยังมีการปรับสมดุลด้วยการสั่งการให้เกิดพฤติกรรมในยามตื่นอีกด้วย เพื่อให้ในแต่ละวันสมองไม่ต้องรับภาวะความตึงเครียดมากเกินไป ในทางพระพุทธศาสนานั้น กล่าวถึงความเครียดประเภทที่สองว่าเป็น “ทุกข์ทางใจ” ซึ่งในหลักการของโยคะแล้ว ทุกข์ทางใจย่อมสัมพันธ์กับทุกข์ทางกายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้น การศึกษาทางโยคะศาสตร์ร่วมกับพุทธศาสตร์และวิทยาศาสตร์ จึงเป็นทางออกในเรื่องนี้ เรามักคิดว่า “ทุกข์เป็นเรื่องนามธรรม” ไม่สามารถจับต้องหรือวัดค่าได้ แต่หากใช้หลักโยคะ จะพบว่า “ทุกข์ทางใจ” นั้น มีความสัมพันธ์กับฮอร์โมน,สารเคมีและกระบวนการทางไฟฟ้าเคมีของคลื่นประสาทสมอง ดังนั้น ทุกข์และความเครียดในทางพุทธศาสนาจึงไม่ใช่ “นามธรรม” ที่สัมผัสแตะต้องไมได้ แต่เราสามารถตรวจวัดได้ด้วยเครื่องมือทางการแพทย์และวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันอีกด้วย
๒.๑) ประจุไฟฟ้าที่ตกค้างในเซลประสาทสมอง คือ ปริมาณของความเครียด
สมองต้องรับข้อมูลมากมายในแต่ละวัน บางครั้งการดำเนินชีวิตที่เร่งรีบ ทำให้ข้อมูลบางอย่างไม่ได้รับการดำเนินการให้ครบกระบวนการ อาทิเช่น การทำงานไปแล้วเหล่สาวสวยคนหนึ่งไปด้วย เมื่อเจ้านายเดินมา ต้องรีบหันไปทำงานโดยเร็ว ภาวะเช่นนี้เอง ทำให้ประจุไฟฟ้าในสมองที่กำลังสื่อสารอยู่นั้น ขาดช่วง และไม่ครบกระบวนการ ประจุไฟฟ้าทางเคมีเล็กๆ เหล่านี้ เป็นสารเคมีที่มีประจุไฟฟ้าในตัว และสะสมอยู่ในเซลสมองในระหว่างวันที่ดำเนินชีวิตอยู่ ในทางพฤติกรรมศาสตร์ เรียกสิ่งเหล่านี้ในสมองว่า “ความจำระยะสั้น” หาเปรียบเทียบกับคอมพิวเตอร์ ก็คือ หน่วยความจำประเภท RAM นั่นเอง คือ ใช้ในการจดจำระหว่างดำเนินการหรือประมวลผล แต่เมื่อดำเนินการหรือประมวลผลเสร็จสิ้น ความจำเหล่านี้ก็ถูกจัดการให้ลบหายไป หรือกล่าวในแง่เคมีคือ สารเคมีเหล่านี้ถูกลำเลียงเข้าสู่ระบบขับถ่ายออกนอกร่างกายไปในที่สุด สำหรับในทางพระพุทธศาสนาแล้ว เราจะเรียกว่า “สัญญาขันธ์” อันเกิดจากการรับรู้และการคิดต่างๆ ในระหว่างวัน ซึ่งหากเรานั่งสมาธิพิจารณา ก็จะพบว่าความคิดความจำได้หมายรู้ (สัญญาขันธ์) นั้นๆ มีเกิดขึ้นเป็นเรื่องๆ ดำเนินไป ตั้งอยู่ระยะหนึ่ง จากนั้นก็ดับลง นั่นคือ จบครบกระบวนการหนึ่งของการนำเข้าข้อมูล และประมวลผลของสมอง เรื่องบางเรื่องเมื่อประมวลผลเสร็จก็ไม่มีการบันทึกจดจำ แต่เรื่องบางเรื่องเป็นเรื่องสำคัญก็จะได้รับการบันทึกจดจำไว้ในเซลสมองในรูปต่างๆ
เมื่อตกกลางคืนร่างกายพักผ่อนเต็มที่ สมองจึงไม่ต้องมีภาระกังวลที่ต้องรับข้อมูลและสั่งการร่างกายส่วนใดๆ สมองจึงฟื้นฟูและปรับสมดุลภายในสมองเอง ด้วยการ “ฝัน” การปรับสมดุลในสมองนี้จะเกิดขึ้นตลอดต่อเนื่องทั้งคืน แต่ผู้ฝันอาจจะจำได้หรือจำความฝันไม่ได้ก็ตาม ทั้งนี้ ฝันอาจไม่ได้เกิดขึ้นตลอดทั้งคืน บางครั้งสมองบางส่วนสลับกันพัก และบางครั้งค่อยๆ พักพร้อมกัน จากนั้นก็เข้าสู่รอบของการดูแลร่างกายแบบเบาๆ และการปรับสมดุลในสมองอีกครั้งหนึ่ง ก็เกิดฝันใหม่ๆ ขึ้นนั่นเอง
การอดนอน การนอนไม่หลับ การนอนหลับไม่สนิท และภาวะที่ไม่เอื้อต่อการพักผ่อนของร่างกาย ทำให้ระบบ “ฝัน” ขาดความสมดุล การปรับความสมดุลของสารเคมีที่มีประจุไฟฟ้าต่างๆ ในเซลสมองในระหว่างวันก็ผิดปกติ นำมาซึ่งอารมณ์หงุดหงิด และความตึงเครียดที่ตกค้างในสมองต่อมาในที่สุด จากการศึกษาทางพุทธศาสนาพบว่าการนอนคนเดียว ทำให้ภาวการณ์ปรับสมดุลของสมองดีที่สุด แต่หากต้องนอนคู่กันกับคู่รักคู่สมรส การนอนและประสิทธิภาพในการปรับสมดุลของสมองจะลดลง
นอกจากนี้ ภาวะก่อนนอนเป็นสิ่งสำคัญมาก ที่จะเป็นตัวกำหนดโปรแกรมการทำงานของสมองทั้งคืน หากก่อนนอนมีความสงบสุขสบายใจ ก็จะนอนได้อย่างมีความสุข สมองปรับสมดุลได้อย่างดี ตื่นขึ้นมาจิตใจปลอดโปร่งสดใส แต่หากก่อนนอนมีการทะเลาะเบาะแว้ง มีปากเสียง ถกเถียง หรือพูดคุยเรื่องตึงเครียดไม่สบายใจ ระบบการปรับสมดุลจะมีประสิทธิภาพต่ำ ทำให้ตื่นขึ้นมาไม่สดชื่นไม่สดใส และกระทบต่อการใช้ชีวิตในช่วงกลางวัน ทำให้มีความตึงเครียดสะสมทางใจตกค้างอีกด้วย ดังนั้น ภาวการณ์นอนหลับ และการฝัน จึงเป็นสิ่งสำคัญมาก เป็นระบบกำจัดความเครียดของร่างกายโดยธรรมชาติ หากเสียสมดุลไปก็จะส่งผลต่อความเครียดทางจิตใจได้ การใช้ชีวิตในปัจจุบันที่อยู่ภายใต้ภาวการณ์แข่งขัน จะต้องเร่งรีบอยู่เป็นเนืองนิตย์ เช่น บางท่านเปิดทีวีหลายช่อง สลับไปมาในเวลาสั้นๆ เพื่อให้ดูทีวีได้ปริมาณมากๆ ในระยะเวลาอันสั้นนั้น ส่งผลให้ปริมาณ “ประจุไฟฟ้าเคมีตกค้าง” ในสมองมีมากขึ้น และจะส่งผลให้มีความตึงเครียดมากขึ้นได้ หากการนอนหลับไม่สมบูรณ์
๒.๒) กระบวนการทำงานของสมองที่ยาวนานเกินไป ส่งผลต่อความตึงเครียด
กระบวนการทำงานของสมองในแต่ละรอบที่รับข้อมูลเข้าสู่สมองนั้น มีความยาวนานไม่เท่ากัน เช่น กินข้าว, อาบน้ำ, สั่งน้ำดื่ม, คุยสัพเพเหระ, การประชุม, การตามงาน, การลงโทษลูกน้อง, การจับผิดพนักงาน ฯลฯ เป็นต้น กระบวนการทำงานที่สั้น ทำให้มีปริมาณประจุไฟฟ้าเคมีที่ใช้บันทึกความจำระหว่างประมวลผลในสมองน้อย แต่การทำงานในกระบวนการที่ยาวนานเกินไป ทำให้มีปริมาณประจุไฟฟ้าเคมีที่ใช้บันทึกความจำระหว่างประมวลผลในสมองมากขึ้น เสมือนสารพิษตกค้างในสมองนั่นเอง ยกตัวอย่างเช่น การตามอาฆาตแค้นคนๆ หนึ่ง จำต้องติดตามดูพฤติกรรม ต้องเก็บข้อมูล ต้องตามคิดและวางแผนจัดการยาวนาน กว่าจะสำเร็จ เมื่อสำเร็จแล้วบางท่านยังไม่สาแก่ใจ คิดวางแผนต่อไปไม่มีที่สิ้นสุด การทำงานแบบนี้ ส่งผลให้กระบวนการทำงานของสมองยิ่งยาวยิ่งขึ้น และต้องเก็บข้อมูลความจำมากขึ้น ประจุไฟฟ้าเคมีในสมองเกิดการสะสมเพิ่มพูนมากขึ้น และทำให้เกิดความตึงเครียดในสมองมากขึ้น หรือในทางพุทธศาสนาเรียกว่า “ทุกข์ทางใจ” นั่นเอง ในทางพระพุทธศาสนาได้ศึกษากระบวนการทำงานของสมองที่สั้นและยาวต่างกันนี้ โดยขึ้นอยู่กับ “สัญญาขันธ์” หรือ ความคิด, ความจำ, การปรุงแต่งต่างๆ พระพุทธเจ้าท่านกล่าวไว้ประมาณว่าการคิดและการปรุงแต่งเหล่านี้ทำให้บดบังสภาวธรรมความเป็นจริง ทำให้การตัดสินใจผิดพลาดได้มากนั่นเอง นอกากนี้ท่านยังกล่าวอีกว่า “จิตคือผู้รู้” ความรู้ไม่ได้มาจากสัญญาความจำในสมองที่ใช้ระหว่างการประมวลผล แต่ ความรู้เป็นผลจากการประมวลผลของข้อมูลความทรงจำต่างๆ ต่างหาก ท่านได้ศึกษาอีกว่าการได้ความรู้นั้น แท้แล้วใช้เวลาสั้นมาก คือ ปิ๊งแว้บเดียว แต่ก่อนจะได้ความรู้นั้นอาจต้องอาศัยกระบวนการประมวลผลสักระยะ ท่านใช้หลักการ “เจริญกรรมฐาน” นั่นเอง
ในบริษัทต่างๆ บางครั้งเราพบว่าเวลาผู้บริหารต้องคิดอะไรหนักๆ มีอาการเดินวนไปมา จนคนรอบข้างต้องบ่นว่าเวียนหัว หยุดเดินเสียทีเถอะ ในทางพระพุทธศาสนาก็มีการเดิน “จงกลม” ผู้เขียนคิดว่าการเดินเป็นเส้นตรงหากใช้เวลานานก็ต้องกินพื้นที่มาก ดังนั้น จงเดินเป็นวงกลมก็น่าจะใช้พื้นที่น้อย สะดวกและเดินได้นานเท่าไรก็ได้ อาจเป็นที่มาของชื่อ “เดินจงกลม” นี้ก็ได้ ส่วนรายละเอียดในการเดินจงกลมในแต่ละขั้นตอนจะยังไม่ขอกล่าวถึงในบทความนี้เพราะจะทำให้บทความยาวนอกเรื่องเกินไป นอกจากนี้ ในทางพระพุทธศาสนายังมีท่านั่งวิปัสสนาหรือพิจารณาความคิดค้นหาความจริงแบบนั่งสมาธิและนอนสมาธิในท่าต่างๆ อีกด้วย หลักการเหล่านี้ เป็นหลักการใช้ “ปัญญา” ที่เร็วลัดสั้นมากที่สุด เพื่อลดกระบวนการสมองนั่นเอง
ในกลุ่มคนที่มีความยึดมั่นถือมั่น ติดกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง และมีความอยากไม่สิ้น หรือที่เราเรียกว่า “ตัณหาและอุปทาน” ในทางพระพุทธศาสนานั้น จะทำให้เกิดกระบวนการทางสมองที่ยาวนาน เพราะการยึดติดในเรื่องใดๆ ยาวนานเกินไปไม่ยอมปล่อย และความยากไม่จบไม่สิ้นนี้เอง ทำให้สมองต้องรับภาระทำงานอย่างหนัก กระบวนการทำงานที่ยาวขึ้นๆ เสมือนนักกีฬาที่ออกกำลังกายเกินจุดแห่งความพอดี กล้ามเนื้อสามารถทำงานได้ผ่านจุดสถิติเก่า ก็จะหาสถิติใหม่มาทำลาย เพื่อให้สมองทำงานได้มากขึ้นต่อไป ไม่มีที่สิ้นสุด ความเครียดก็เพิ่มพูนทับถมทวียิ่งขึ้น ไม่จบไม่สิ้น อันเป็นผลมาจากความโลภ, โกรธ, และความหลงนั่นเอง ดังนั้น ในทางพระพุทธศาสนาจึงเลี่ยงกระบวนการทำงานของสมองที่รกรุงรังและติดต่อกันยาวนานเช่นนี้ มาเป็นการทำงานที่รวดเร็วสั้นลัดและได้ปัญญาแก้ปัญหาได้อย่างแท้จริงแทน ซึ่งเราเรียกวิธีนี้ว่า “กรรมฐาน” แบบต่างๆ อย่างที่เราได้เห็นการ์ตูนเรื่อง “อิกคิวซัง เณรน้อยเจ้าปัญญา” ที่แก้ปัญหาด้วยการใช้ปัญญาทีไร จำต้องนั่งสมาธิก่อนทุกครั้งไป
วังวนความโลภ, โกรธ, หลง, ริษยา, อาฆาต อันประกอบขึ้นมาจาก ความยึดมั่นและความอยากไม่สิ้นนั้น ทำให้เกิดประจุไฟฟ้าเคมีตกค้างในสมอง ซึ่งเป็นบ่อยทำลายสุขภาพร่างกายและการทำงานของสมอง ทำให้ปัญญาทึบลง ทั้งยังทำให้เกิดความตึงเครียดและความทุกข์มากขึ้นอีกด้วย ในทางพระพุทธศาสนาจึงหาทางพ้นทุกข์เหล่านี้ ในทางวิทยาศาสตร์ปัจจุบัน ยังไม่ได้มีการค้นคว้าประจุไฟฟ้าเคมีที่ตกค้างในเซลสมองอันส่งผลต่อความตึงเครียดกันมากนัก เนื่องจากเป็นการยากที่จะเจาะสมองเพื่อวัดปริมาณสารเคมี ที่ตกค้างในเซลสมองของคนที่ยังมีชีวิตอยู่ ในแต่ละช่วงเวลา แต่ในทาง “เทคโนโลยีออร่า” ได้ตรวจวัดประจุไฟฟ้าเหล่านี้ในรูปคลื่นพลังงานแทน เสมือนการวัดเคลื่อนสมองในทางการแพทย์ด้วยเครื่อง EEG นั่นเอง โดยการวัดนี้จะแปรผลออกมาอยู่ในรูปสเปคตรัม ทำให้เห็นเป็นแถบสีต่างๆ ทั้งหมดเจ็ดสี และสามารถทำนายหรือประเมินภาวะทางจิตใจที่ซ่อนลึกอยู่ของผู้รับการถ่ายออร่าได้ จากเทคโนโลยีออร่านี้เอง เราได้พบว่า มีคนประเภทหนึ่งที่สามารถฝึกจิตให้มีปัญญาลดกระบวนการทำงานของสมองนี้ลงได้ จนมีความสุขตลอดเวลาไม่มีความทุกข์ทางใจ ที่ในทางพุทธศาสนาเรียกว่า “พระอรหันต์” คนเหล่านี้นอกจากจะไม่มีความตึงเครียดหรือความทุกข์ทางใจแล้ว ยังมีปัญญาที่ล้ำเลิศคิดได้ถูกต้องและรวดเร็วมากกว่าคนปกติอีกด้วย ออร่าของพระอรหันต์เหล่านี้จะมี “สีขาวและรัศมีสีทอง” มีลักษณะเป็นวงกลมที่สมบูรณ์ ราวกับดวงจันทร์วันเพ็ญทีเดียว ซึ่งการจะมีออร่าแบบนี้จำต้องบรรลุอรหันต์คือไร้ซึ่ง โลภ, โกรธ, หลง, ตัณหา และอุปทานนั่นเอง
๒.๓) ประจุไฟฟ้าเคมีที่เป็นลบต่อพลังชีวิตในสมองที่เพิ่มมากขึ้นทำให้ทุกข์มากขึ้น
เราได้รู้จักเทคโนโลยีการถ่ายภาพพลังชีวิตด้วยกล้องออร่า และส่งผลให้สามารถตรวจวัดสารเคมีที่เป็นประจุไฟฟ้าในสมองและประสาทสัมผัสต่างๆ เพื่อการสื่อสารกันของเซลทั่วร่างกายได้แล้ว ทำให้การตรวจสารเคมีและโรคต่างๆ ในร่างกายไม่จำเป็นต้องอาศัยการเจาะเลือดและสารคัดหลั่งในร่างกายเสมอไป แพทย์ทางเลือกด้วยเทคโนโลยีออร่านี้จะกลายเป็นเทคโนโลยีใหม่ในอนาคต ที่คนทั้งหลายจะหันมาให้ความสนใจมากขึ้น เพราะความเปลี่ยนแปลงของสารเคมีและประจุไฟฟ้าเหล่านี้ ถูกจับตรวจได้ด้วยกล้องถ่ายออร่าเหล่านี้ทั้งหมด โดยไม่มีการเจาะร่างกายให้บาดเจ็บ ไม่มีการเอ็กเรย์ ให้เกิดรังสีตกค้างในร่างกายแต่อย่างใด จึงได้มีผู้ศึกษาเรื่องออร่าเหล่านี้ต่อเนื่องและยาวนาน จนได้เป็น “ศาสตร์” ความรู้แขนงใหม่
เราได้พบว่า “ออร่า” บางชนิดมีผลลบต่อชีวิตทั้งร่างกายและจิตใจ (ถ้าลบต่อร่างกายก็ลบต่อจิตใจด้วย เพราะร่างกายและจิตใจสัมพันธ์ไปด้วยกัน) และออร่าบางชนิดเป็นบวกต่อชีวิตทั้งร่างกายและจิตใจ เรามักเรียกออร่าชนิดนี้ว่า “พลังชีวิต” ออร่าที่เป็นลบจะมีความหม่นหมอง มีสีดำ เป็นต้น หากสีดำไปปนกับรัศมีออร่าปกติของใคร ก็ยังผลให้เป็นลบในด้านนั้นๆ เช่น สีเขียว เป็นสีแห่งสุขภาพร่างกาย หากมีสีเขียวหม่นหรือทึบ หมายถึงสุขภาพทางร่างกายเริ่มไม่ดี ส่วนสีแดงเป็นสีแห่งความเป็นผู้นำและการเข้าสังคม หากมีสีแดงหม่นจะหมายถึงความเครียดวิตกกังวลต่างๆ เป็นต้น ออร่าสีต่างๆ เหล่านี้ เป็นสเปคตรัมที่วัดจากคลื่นพลังงานในสิ่งมีชีวิต ซึ่งคลื่นพลังงานในสิ่งมีชีวิตเหล่านี้มีความสอดคล้องสัมพันธ์กับสารเคมีต่างๆ ในร่างกายมนุษย์อีกด้วย ดังนั้นการตรวจวัดประจุไฟฟ้าเคมีในสมองที่เป็นลบต่อเซลประสาทสมอง จึงสามารถตรวจวัดได้ด้วยออร่านั่นเอง คนที่มีความทุกข์หรือภาวะความตึงเครียดมาก จะมีประจุไฟฟ้าเคมีสะสมในเซลสมองมาก ซึ่งเป็นสารมีพิษ ทำให้เกิดเป็นโรคทางสมองต่างๆ เช่น โรคไมเกรน, โรคนอนไม่หลับ, โรคจิต เป็นต้น การฝึกหัดลบประจุไฟฟ้าที่เป็นลบต่างๆ ในสมองเหล่านี้ช่วยบรรเทาอาการไมเกรนได้ เช่น การเข้าฌานแบบเนวสัญญานาสัญญายตนะ หรือ การเข้าฌานเพื่อล้างสัญญาขันธ์ที่ไม่ใช้เสมือนขยะในสมองทิ้งไป ลืมๆ ไปนั่นเอง ผู้ฝึกฌานแบบนี้ สมองจะปลอดโปร่งโล่งเบาสบาย มีที่ว่างในสมองมากขึ้น คิดอะไรเร็วขึ้น ซึ่งระบบการลบความจำที่ไม่จำเป็นนี้ หากทำอย่างผิดธรรมชาติ จะส่งผลให้สมองเลอะเลือน ความจำบกพร่องได้ แต่การเข้าฌานแบบถูกวิธี กลับไม่มีผลเสียแต่อย่างใด เพราะเป็นการเข้าฌานที่สอดคล้องธรรมชาติ
การศึกษาต่อไปพบว่า “คนที่มีจิตใจเลวร้าย” เป็นเนืองนิตย์ เช่น แอบเกลียด, แอบริษยา แต่ไม่บอกใคร เป็นการก่อ “มโนกรรม” นั้น ถึงแม้ไม่แสดงออกมา ยิ่งกลับทำให้กระบวนการทำงานของสมองไม่จบกระบวนการ ไม่ครบ ไม่สมดุล สัญญาขันธ์ความจำ และประจุไฟฟ้าเคมีจึงสะสมในสมองมากขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นโรคจิต ไมเกรน และโรคต่างๆ ได้มากกว่าคนที่มีจิตใจใสซื่อและมองโลกในแง่ดีเสมอ ทุกครั้ง ที่สมองคิดเรื่องดี ประจุไฟฟ้าเคมีที่ส่งผลดีต่อสิ่งมีชีวิตก็จะหลั่งออกมา ทำให้เป็นคนสดใสร่าเริงมีความคิดสร้างสรรค์มีปัญญา และทุกครั้งที่คิดร้ายต่อสิ่งมีชีวิตด้วยกัน ประจุไฟฟ้าเคมีที่ส่งผลร้ายต่อสิ่งมีชีวิตก็จะหลั่งออกมา และทำให้เป็นคนเจ้าคิดเจ้าแค้น พูดจาดีแต่ใจร้าย และจมอยู่ในภาวะความตึงเครียดและความทุกข์เสมอ ขาดสติปัญญา โง่ทึบลงเรื่อยๆ ขาดความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ ยึดติดกับเรื่องเก่าๆ เป็นต้น
ระบบการทำงานและระบบรักษาสมดุลในร่างกายของมนุษย์
การทำงานของร่างกายจะเกิดขึ้นอย่างมีระบบเสมอ เช่น เมื่อหายใจเข้า กล้ามเนื้อและซี่โครงจะเคลื่อนไหวสอดคล้องกันอย่างมีระบบ นอกจากร่างกายจะมีระบบทางกายภาพแล้ว สรรพสิ่งล้วนเป็นระบบทั้งสิ้น คำว่า “ระบบ” คือ รูปแบบที่สามารถคาดการณ์หรือทำนายได้จากการศึกษา ณ ปัจจุบัน ในระยะหนึ่ง เช่น เมื่อเห็นโลกหมุนรอบตัวเองในวันนี้ แล้วสามารถคาดการณ์ได้ว่าจะหมุนรอบตัวเองในวันต่อไปด้วย จนกว่าจะหยุดลงไปในวันหนึ่ง สรรพสิ่งล้วนมีกระบวนการ “เกิดขึ้น, ตั้งอยู่ ดับไป” ในกระบวนการเกิดขึ้น จะมีการเปลี่ยนของสิ่งใหม่เกิดขึ้น ทำให้สิ่งเก่าเปลี่ยนไป ในกระบวนการตั้งอยู่ จะมีการรักษาระบบ รักษาสภาวะเดิมในระยะหนึ่งเรียกว่ามีระบบการทำงาน เมื่อผ่านไปถึงระยะสุดท้ายคือดับไป จะมีการทำลายล้างของเก่าเพื่อรอให้สิ่งใหม่เกิดขึ้นมาแทน อนึ่งการเกิดขึ้นแล้วดับไป แล้วเกิดขึ้นแล้วดับไปเป็นวงจรซ้ำๆ อย่างนี้ เรียกว่า “อนิจจัง” แท้แล้วไม่มีสิ่งใดสูญหาย สสารและพลังงานไมได้สูญหาย แต่ความอนิจจังนั้นหมายถึงการเปลี่ยนแปลงของสิ่งเดิมนั่นแหละ ไปอยู่ในระบบใหม่ๆ ทำให้เราสังเกตว่าของเก่าดับ ของใหม่เกิด แท้แล้วก็เป็นของชุดเดิมแต่เปลี่ยนระบบเท่านั้นเอง ไม่มีสิ่งใดสูญหายไปเลย และในการศึกษาเหตุเกิดและเหตุดับนี้ ในทางพระพุทธศาสนาจะไม่ถือว่ามีสิ่งอื่นเพิ่มเข้ามาและไม่มีสิ่งใดหายไป เช่น ดวงอาทิตย์หากระเบิดไปก็ไม่ใช่เพราะสาเหตุอื่น แต่เพราะดวงอาทิตย์เองนั่นแหละที่ถึงคราวเปลี่ยนแปลงตัวมันเอง เป็นอนิจจัง โทษสาเหตุภายนอกใดๆ ไม่ได้ และสรรพสิ่งก็ล้วนต้องถึงอนิจจังเปลี่ยนแปลงเพราะตัวมันเองเปลี่ยนแปลงทั้งสิ้นไม่ใช่เพราะปัจจัยภายนอก สิ่งภายนอกเป็นปัจจัยเท่านั้น คือ เป็นสิ่งที่ประกอบขณะมีการเปลี่ยนแปลงเท่านั้น แต่ไม่ใช่เหตุเกิดหรือเหตุดับใดๆ ดังนั้น การคาดการณ์ว่าสิ่งใดจะเกิดขึ้นหรือดับลง ในทางพระพุทธศาสนาจะไม่แสวงหาปัจจัยภายนอก แต่จะดูโดยตรงจากสิ่งที่สังเกตนั้นเอง ว่าถึงเวลา “เกิดขึ้น, ตั้งอยู่ หรือดับไป” คล้ายกับการศึกษาแบบ Time series analysis นั่นเอง คือ มีวัฏจักรขึ้นลงโดยตัวมันเอง เพียงปัจจัยเดียวไปตามกาลเวลา ไม่ใช่แบบ Regression analysis การพิจารณาปัจจัยเดียวขณะทำกรรมฐานจนกว่าจะเกิดปัญญานี้เราเรียกว่า “เอกัคตารมณ์”
ในการศึกษา “ปัจจัย” ที่เกี่ยวข้องกับระบบที่เรากำลังจะศึกษา ในทางพุทธศาสนาถือเป็นปัจจัยปรุงแต่งภายนอกทันทีเรียกว่า “กองหรือขันธ์” ยกตัวอย่าง “รูปขันธ์” ซึ่งก็คือ ปัจจัยต่างๆ ที่กระตุ้นระบบนั้นๆ เช่น เมื่อตาดูไฟแล้วตกใจ ไฟนั้นแหละคือรูปขันธ์ ส่วนจิตที่เดิมสงบแล้ว เปลี่ยนมาเป็นตกใจ ก็คือ เหตุเกิด–เหตุดับ ตามหลัก “อิทัปปัจยตา” กล่าวคือ “จิตสงบแต่เดิม” เป็นเหตุเกิดที่ตั้งอยู่ จากนั้น ก็มีอนิจจังเปลี่ยนแปลงไปเป็น “จิตที่แสดงการตกใจ” เมื่อจิตสงบดับไป จิตแสดงความตกใจก็เกิดขึ้นแทนทันที ไม่สูญหาย ไม่มีช่องว่างคั่น ส่วนไฟที่กระตุ้นนั้นเป็นปัจจัยภายนอกเท่านั้น ทางพระพุทธศาสนาจะไม่ไปยุ่งเกี่ยวเพราะไม่อยู่ในฐานะที่จะเปลี่ยนแปลงปัจจัยภายนอกได้ ดังนั้น จึงมุ่งเน้นพิจารณาเปลี่ยนแปลงเหตุเกิดเหตุดับภายในแทนมาถึงตอนนี้ขอสรุป ระบบในร่างกายของมนุษย์ก็เช่นกัน จะมีมากมายหลายระบบ แม้นแต่พฤติกรรมก็มีระบบ เช่น เมื่อต้องตำน้ำพริกนานๆ ซ้ำๆ ท่าเดิมๆ สมองจะตั้งโปรแกรมเป็นระบบอัตโนมัติให้ทำ จนกว่าจะต้องเปลี่ยนแปลงท่าทาง จิตก็จะกลับมาดูการทำงานแล้วตั้งโปรแกรมใหม่ ระบบในร่างกายนี้ นอกจากระบบการทำงานแล้ว ยังมีระบบป้องกันภัย ระบบฟื้นฟูภาวะสมดุล เช่น ในตอนกลางคืนที่หลับสนิท จะมีการฟื้นฟูสมองด้วยการฝันระบายความเครียด เป็นต้น ในขณะเข้าฌานถึงฌานสี่ ร่างกายและสมองไม่ถูกสมองควบคุม เป็นอิสระจากกัน ดังนั้น ภาวะนี้เอง ระบบฟื้นฟูสมดุลในร่างกายจะสามารถทำงานได้เต็มที่ ๑๐๐% เมื่อออกจากฌานจึงรู้สึกสดชื่น
อะไรคือทางแก้ของปัญหาภาวะความตึงเครียดทั้งทางร่างกายและจิตใจ?
๑.๑) “อานาปานสติ” คือ การหายใจให้ถูกวิธีเพื่อกระจายออกซิเจนให้เซลได้เต็มที่
ในบทความบทต่อๆ ไป จะกล่าวถึงการฝึกการหายใจแบบ “อานาปานสติ” ที่ครบกระบวนการจากง่ายไปสู่ยาก และจากซับซ้อนไปสู่ลัดสั้นง่าย ซึ่งเมื่อคุณหายใจถูกวิธีหรือหายใจแบบ “ใช้ออกซิเจนทั่วร่าง” ได้ชำนาญแล้ว ความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าทั้งร่างกายจะสามารถคลายหายไปได้ในการหายใจเพียงรอบเดียวทีเดียว กล่าวได้ว่าความชำนาญในการหายใจนี้ ปลดทุกข์ออกไปพร้อมกับลมหายใจเป็นปลิดทิ้งทีเดียว เมื่อคุณชำนาญมากขึ้น ก็ถึงจุดสูงสุดของการหายใจคือการบรรลุธรรม
๑.๒) “มหาสติปัฏฐาน” คือ เครื่องมือทางจิตที่ตรวจวัดความตึงเครียดทางกายใจ
ในบทความต่อๆ ไป จะกล่าวถึงการตรวจร่างกายและจิตใจด้วยตัวคุณเอง โดยใช้จิตเป็นเครื่องมือตรวจร่างกายทางการแพทย์ ที่คุณสามารถฝึกฝนด้วยตนเองอย่างง่ายๆ ไปจนถึงขั้นมีความชำนาญเป็นพิเศษ ที่เรียกว่า “อภิญญา” บางท่านสามารถตรวจหาได้แม้นกระทั่งปริมาณน้ำตาลในเลือดเลยทีเดียว สติปัฏฐานในบทความต่อไปนั้น จะกล่าวถึงการตรวจวัดระดับความทุกข์หรือความตึงเครียดทางใจก่อน ซึ่งเมื่อชำนาญดีแล้วก็จะเริ่มตรวจวัดความตึงเครียดทางกาย ที่เรียกว่า “กายานุสติปัฏฐาน” นั่นเอง
๑.๓) “ฝึกกำลังภายใน” คือ วิธีการออกกำลังกายที่เหมาะสมกับทุกเพศทุกวัย
ในบทความต่อๆ ไป จะกล่าวถึงวิธีการออกกำลังกายที่เหมาะสมกับคนทุกเพศทุกวัย ยิ่งออกกำลังภายในยิ่งดีขึ้นยิ่งแก่ยิ่งดีขึ้น ซึ่งแตกต่างจากการออกกำลังกายแต่เพียงภายนอกที่เมื่อออกกำลังกายมากเกินไปก็เสื่อมลง หรือหากแก่ตัวลงความสามารถก็ถดถอย เป็นต้น เมื่อมีการออกกำลังกายอย่างถูกวิธีแล้วจะชำระสารพิษที่ตกค้างในร่างกายและในสมองได้อย่างดีทีเดียว ความตึงเครียดและทุกข์ก็จะบรรเทาลงไปได้ การออกกำลังภายในในบทความนี้ จะไม่มุ่งเน้นกระบวนท่า แต่เน้นพลังภายในจริงๆ
๑.๔) “สมาธิแบบโยคะ” คือ ทางออกด้วยการหลอมรวมร่างกายและจิตใจเป็นหนึ่ง
ในบทความต่อๆ ไป จะกล่าวถึงวิธีการทำสมาธิอย่างง่ายๆ คือ สมาธิแบบโยคะ และการทำสมาธิผสมผสานการหายใจและเคลื่อนไหวในท่าต่างๆ แบบหลักการโยคะ อันจะนำไปสู่การต่อยอดเป็นสมาธิขั้นสูงเพื่อเพิ่มพูนสติปัญญา และปลดทุกข์ทั้งมวล ซึ่งบทความในระดับที่ลึกซึ้งขึ้นจะละข้อมูลในส่วนเนื้อหาข้อพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์บางส่วนลงไปเพื่อประหยัดเวลาของผู้อ่าน อย่างไรก็ตาม วิธีการทั้งหมดนี้ ไม่เป็นผลร้ายต่อผู้ฝึกแต่อย่างใด ทั้งยังสอดคล้องกับวิถีชีวิตคนในปัจจุบันทุกคนอีกด้วย