คำนำ วิปัสสนาญาณเพื่อโสดาปัตติผล
คำนำ วิปัสสนาญาณเพื่อโสดาปัตติผล
นั่งสมาธิในท่าที่ถนัดที่สุด ผ่อนคลายร่างกายและจิตใจ ช่วงเวลาต่อไปนี้ เราจะพักอยู่กับตัวเอง เพื่อทำความเข้าใจตนเองชั่วครู่ จะไม่พุ่งความสนใจออกไปนอกตัวเอง จะมีสมาธินิ่งอยู่ดูตัวเอง เราจะไม่พะวงกับสิ่งนอกตัว รอบด้าน เราจะไม่พะวงกับสิ่งในตัวที่เกิดขึ้น เราจะไม่พะวงกับอนาคตข้างหน้าที่ยังมาไม่ถึง เราจะไม่พะวงกับอนาคตข้างหลังที่จบไปแล้ว เราจะไม่มีความพะวงใดๆ กับสิ่งใดอีก เพราะเวลานี้ เป็นเวลาพักชั่วคราวของเรา ให้ปลดปล่อยพันธนาการของร่างกายและจิตใจให้หมดสิ้น เป็นอิสรเสรีเหนือจินตนาการใดๆ
ค่อยๆ ระลึกถึงกรรมฐานที่ตนเองถนัดที่สุด หรือรูปแบบกุศโลบายใดๆ ก็ได้ที่ทำให้เรารู้สึกสงบสุข เช่น ระลึกถึงความดีงาม, คนที่ดีงามยังประโยชน์แก่โลก, สิ่งที่ระลึกแล้วทำให้ใจสงบ สามารถระลึกได้ทุกอย่าง ให้วางความรู้สึกนึกคิด อารมณ์ทั้งหมดอย่างกลางๆ ไม่มีถูก ไม่มีผิด ไม่มีจริง ไม่มีเท็จ ไม่มีสูง ไม่มีต่ำ ไม่มีดี ไม่มีเลว ไม่มีสิ่งใดๆ ทั้งซ้ายและขวา ไม่มีคู่ตรงข้ามให้จิตของเราเอนเอียงไปทางใด มีแต่ความเฉยๆ ในทุกสิ่ง
เมื่อวางจิตดีแล้ว เบาแล้ว สงบลงแล้ว อาจมีความคิดต่างๆ ผุดขึ้นมาบ้าง ไม่เป็นไร นั่นเป็นธรรมชาติปกติ เราเพียงแต่พักต่อไป ไม่ว่าจะคิดอะไร เห็นอะไร รู้สึกอะไร เราก็จะพักต่อไป เพราะเวลานี้ไม่ใช่เวลาทำกิจ เราจะพักเฉยๆ ดูสิ่งที่เกิดขึ้นในกาย, จิต, ความคิด ต่างๆ ของเรา เหมือนกับนั่งดูทีวี หรือนั่งฟังเพลงเฉยๆ เพลินๆ สบายอารมณ์อย่างนั้น เราไม่สนใจกระทำอะไร หรือคิดอะไรเพิ่มเติมนัก ปล่อยให้ความคิด, จิตใจ, อารมณ์ต่างๆ ดำเนินไปเอง ไม่มีอะไรถูกหรืออะไรผิด ไม่มีจริง ไม่มีเท็จ ไม่มีดี ไม่มีเลว ปล่อยจิตไปตามอารมณ์อย่างเป็นธรรมชาติ จิตของเราจะค่อยๆ เบาสบายมากขึ้น ละเอียดมากขึ้น ความรู้สึกหยาบค่อยๆ หายไป ความรู้สึกละเอียดค่อยๆ ปรากฏออกมาเองตามธรรมชาติ เมื่อเวลาผ่านไป ผ่านไป เราเพียงพักดูเฉยๆ นิ่งอยู่ ทุกอย่างจะดำเนินไปเอง อย่างเป็นธรรมชาติ จนจิตเราเบาที่สุด ละเอียดที่สุด ราวกับไม่มีเรา ไม่มีความรู้สึกเหลือเลย ว่างมาก สงบมาก เบามาก ละเอียดมาก นุ่มนวลมาก สงัดมาก เงียบมาก นิ่งมาก ราวกับเวลาหายไป โลกหายไป เราหายไป สรรพสิ่งหายไปเฉยๆ เราจะพักอยู่ในภาวะนี้ชั่วครู่
จากนั้น ความรู้สึกเราจะค่อยๆ กลับมาอีกครั้ง สติค่อยๆ ชัดมากขึ้น เราค่อยๆ ถอยออกจากความว่างเบาสบายนั้น เราจะรู้สึกสดชื่น เพราะได้พักผ่อนเต็มที่อย่างมีความรู้ตัว จากนี้ไป เราจะเริ่มใช้ปัญญาเพื่อพิจารณาการกระทำ, การพูด, การคิด ฯลฯ ของตัวเราเอง ที่เกิดขึ้นซ้ำๆ จนกลายเป็นนิสัยที่ไม่ดี และทำให้เกิดผลเสียต่อชีวิตของเราเอง เป็นข้อๆ ไปตามลำดับ เราจะพิจารณาตัวเราเองอย่างเป็นกลางๆ เป็นธรรม ซื่อตรง ไม่เอนเอียง ไม่มีถูก ไม่มีผิด ไม่มีจริง ไม่มีเท็จ ไม่มีดี ไม่มีชั่ว ไม่มีเงื่อนไขใดๆ ที่เป็นคู่ตรงข้ามกันในการพิจารณา มีแต่สาเหตุที่ก่อให้เกิดผล เกิดแล้วก็ทรงอยู่ แล้วดับลงไปแค่นั้น เราจะพิจารณาถึงเหตุในเหตุ ผลในผล แก่นในแก่น ของทุกการกระทำของเรา อย่างถ่องแท้จนเกิดปัญญาเข้าใจตัวเอง ถึงการกระทำของตัวเรานั้นๆ อันจะทำให้เรามีทางออกที่ดีกว่า มีทางเลือกที่ดีกว่า มีแนวทางในการกระทำใหม่ๆ ที่ดีกว่า เป็นลำดับๆ ไป
ค่อยๆ น้อมจิตเข้าสู่ความสงบ แล้วค่อยๆ ถามตัวเองว่าชีวิตของเราทุกวันนี้ นั้น…
เรายังไม่พ้นทุกข์ใช่ไหมหนอ ….. จิตรับรู้ว่า “ใช่” (ไม่ต้องตอบ)
เรายังไม่พ้นความวุ่นวายใจใช่ไหมหนอ …. จิตรับรู้ว่า “ใช่” (ไม่ต้องตอบ)
เรายังไม่พ้นความเร่าร้อนใจใช่ไหมหนอ …. จิตรับรู้ว่า “ใช่” (ไม่ต้องตอบ)
เรายังไม่พ้นความห่วงกังวลใจใช่ไหมหนอ …. จิตรับรู้ว่า “ใช่” (ไม่ต้องตอบ)
เรายังไม่พ้นความหดหู่ท้อแท้ใช่ไหมหนอ …. จิตรับรู้ว่า “ใช่” (ไม่ต้องตอบ)
เรายังไม่พ้นความพะวงกลัวใช่ไหมหนอ …. จิตรับรู้ว่า “ใช่” (ไม่ต้องตอบ)
เรายังไม่พ้นความหนักใจใช่ไหมหนอ …. จิตรับรู้ว่า “ใช่” (ไม่ต้องตอบ)
ค่อยๆ น้อมจิตเข้าสู่ความสงบ แล้วค่อยๆ ถามตัวเองว่าปัจจุบันของเราทุกวันนี้ นั้น…
เราต้องการความสุขใช่ไหมหนอ ….. จิตรับรู้ว่า “ใช่” (ไม่ต้องตอบ)
เราต้องการพ้นทุกข์ทั้งปวงใช่ไหมหนอ ….. จิตรับรู้ว่า “ใช่” (ไม่ต้องตอบ)
เราสามารถปฏิบัติเพื่อพ้นทุกข์ได้ใช่ไหมหนอ ….. จิตรับรู้ว่า “ใช่” (ไม่ต้องตอบ)
เราสามารถปฏิบัติเพื่อสุขแท้ได้ใช่ไหมหนอ ….. จิตรับรู้ว่า “ใช่” (ไม่ต้องตอบ)
เราสามารถปฏิบัติในชาตินี้เลยได้ใช่ไหมหนอ ….. จิตรับรู้ว่า “ใช่” (ไม่ต้องตอบ)
ค่อยๆ น้อมจิตเข้าสู่ความสงบ แล้วค่อยๆ ถามตัวเองว่าจิตใจของเราทุกวันนี้ นั้น…
เราทุกข์เพราะจิตไม่สงบใช่ไหมหนอ ….. จิตรับรู้ว่า “ใช่” (ไม่ต้องตอบ)
เราทุกข์เพราะจิตไม่อิ่มเต็มใช่ไหมหนอ ….. จิตรับรู้ว่า “ใช่” (ไม่ต้องตอบ)
เราทุกข์เพราะจิตยังไม่พอใช่ไหมหนอ ….. จิตรับรู้ว่า “ใช่” (ไม่ต้องตอบ)
เราทุกข์เพราะจิตยังไม่หยุดใช่ไหมหนอ ….. จิตรับรู้ว่า “ใช่” (ไม่ต้องตอบ)
เราทุกข์เพราะจิตนี่เองใช่ไหมหนอ ….. จิตรับรู้ว่า “ใช่” (ไม่ต้องตอบ)
ค่อยๆ น้อมจิตเข้าสู่ความสงบ แล้วค่อยๆ ถามตัวเองว่าภาระทุกข์ของเราทุกวันนี้ นั้น…
เรามีภาระเป็นทุกข์เพราะยึดถือใช่ไหมหนอ ….. จิตรับรู้ว่า “ใช่” (ไม่ต้องตอบ)
เรามีภาระเป็นทุกข์เพราะติดบ่วงใช่ไหมหนอ ….. จิตรับรู้ว่า “ใช่” (ไม่ต้องตอบ)
เรามีภาระเป็นทุกข์เพราะหลงวนใช่ไหมหนอ ….. จิตรับรู้ว่า “ใช่” (ไม่ต้องตอบ)
เรามีภาระเป็นทุกข์เพราะคิดไปเองใช่ไหมหนอ ….. จิตรับรู้ว่า “ใช่” (ไม่ต้องตอบ)
เรามีภาระเป็นทุกข์เพราะจิตเตลิดไปใช่ไหมหนอ ….. จิตรับรู้ว่า “ใช่” (ไม่ต้องตอบ)
ค่อยๆ น้อมจิตเข้าสู่ความสงบ แล้วค่อยๆ ถามตัวเองว่าภาวะของเราในอนาคต นั้น…
เราจะพ้นทุกข์ได้เพราะปลดภาระทุกข์ใช่ไหมหนอ ….. จิตรับรู้ว่า “ใช่” (ไม่ต้องตอบ)
เราจะพ้นทุกข์ได้เพราะปลดความยึดถือใช่ไหมหนอ ….. จิตรับรู้ว่า “ใช่” (ไม่ต้องตอบ)
เราจะพ้นทุกข์ได้เพราะปลดบ่วงทางใจใช่ไหมหนอ ….. จิตรับรู้ว่า “ใช่” (ไม่ต้องตอบ)
เราจะพ้นทุกข์ได้เพราะปลดกับดักความคิดใช่ไหมหนอ … จิตรับรู้ว่า “ใช่” (ไม่ต้องตอบ)
เราจะพ้นทุกข์ได้เพราะปลดความอยากได้ใช่ไหมหนอ …. จิตรับรู้ว่า “ใช่” (ไม่ต้องตอบ)
เราจะพ้นทุกข์ได้เพราะปลดความอาลัยอาวรณ์ใช่ไหมหนอจิตรับรู้ว่า “ใช่” (ไม่ต้องตอบ)
เราจะพ้นทุกข์ได้เพราะปลดความผูกพันได้ใช่ไหมหนอ … จิตรับรู้ว่า “ใช่” (ไม่ต้องตอบ)
เราจะพ้นทุกข์ได้เพราะจิตเป็นอิสระจากทุกสิ่งใช่ไหมหนอ จิตรับรู้ว่า “ใช่” (ไม่ต้องตอบ)
พิจารณากลับไปกลับมาในห้วงคำนึงความคิดอย่างเบาๆ และนุ่มนวลว่า
“เราจะนำตัวเองให้พ้นทุกข์แท้จริงในชาตินี้ เราจะพบความสงบสุขแท้ เป็นอิสระจากทุกสิ่ง เราจะปลดเปลื้องตนเองออกจากภาวะความเป็นทาสของสรรพสิ่ง เราจะไม่อยู่ภายใต้อิทธิพลของการยั่วยุหรือชักจูงใดๆ จิตของเราจักเป็นอิสระแท้จริง โดยกายของเรายังสามารถทำกิจต่างๆ ได้ครบถ้วนตามแบบอย่างของปุถุชนทั่วไป เราจะเป็นอิสระแท้ด้วยจิตของเรา และยังไม่กระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวันของเราอีกด้วย เราจักสลัดทิ้ง สละเสียจากภาระใดๆ ที่ทำให้จิตใจของเรา ใฝ่หา โหยหา หวงหา อาลัย อาวรณ์ ยึดติด ยึดถือ ยึดมั่น ขังกรอบ ล้อมคอก บังคับ ขู่เข็ญ อยากได้ อยากมี อยากเป็น โลภ โกรธ หลง อันเป็นสิ่งที่ทำให้จิตใจของเราทุกข์ หดหู่ เครียด ซึมเศร้า เศร้าหมอง ไม่ผ่องใส ไม่เบาสบาย หนักอกหนักใจ และไม่เป็นอิสระทั้งหลาย เราจักปลดปล่อยตนเอง ให้พ้นไปจากภาระอันนำมาซึ่งทุกข์ พ้นไปจากเครื่องพันธนาการทั้งหลายเหล่านี้ให้จงได้”