คาร์ล มาร์กแย้ง “ทุนนิยม” คือเครื่องทำลายประชาธิปไตย ในหลวงตรัส “พอเพียง” คือ ระบบเศรษฐกิจที่ คาร์ล มาร์ก ตามหา
ประชาธิปไตยไม่สมบูรณ์เพราะเหตุใด?
คาร์ล มาร์ก ได้วิพากย์ระบอบประชาธิปไตยภายใต้ทุนนิยมไว้อย่างชัดเจนว่าเขาเห็นด้วยกับประชาธิปไตย คือ การให้สิทธิเสรีภาพที่สมบูรณ์แก่ประชาชนแต่เขาไม่เห็นด้วยกับระบบเศรษฐกิจทุนนิยมซึ่งเป็นตัวขับเคลื่อนประชาธิปไตย เนื่องจากระบบนี้ หนุนอำนาจให้กับนายทุน เปลี่ยนขั้วอำนาจจากชนชั้นขุนนางมาเป็นชนชั้นนายทุน ยังผลให้แรงงานต้องทำงานภายใต้กลไกลการแข่งขันซึ่งเป็นกลไกลสำคัญที่ขับเคลื่อนระบบทุนนิยม สุดท้าย เสรีภาพจึงไม่มีจริง เมื่อแรงงานต้องถูกใช้แรงงานอย่างหนัก ไม่มีเวลาส่วนตัว แล้วเสรีภาพที่แท้จริงจะเกิดขึ้นได้อย่างไร? ทั้งยังส่งผลให้ทรัพยากรธรรมชาติถูกเผาผลาญทำลายเพราะตัวเร่งอันได้แก่ กลไกลการแข่งขัน, ดอกเบี้ยเงินกู้ที่เป็นบวก และเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์อีกหลายประการที่มุ่งเน้นไปทาง “ขาขึ้น” เพียงอย่างเดียว
ดังนั้น คาร์ล มาร์ก จึงมุ่งเน้นความสำคัญไปที่ “ภาคแรงงาน” แต่เขาก็ไม่ได้ให้คำตอบที่ดีนัก กับคำถามที่เขาตั้งขึ้นเอง เพื่อโต้แย้งจุดบอดของระบบทุนนิยม และส่งผลให้ “การปฏิวัติโดยชนชั้นแรงงาน” เกิดขึ้นเพื่อล้มล้างนายทุน และยังผลให้เกิดการเปลี่ยนขั้วอำนาจโดยกลุ่มผู้ปฏิวัติ แต่ไม่อาจนำประชาธิปไตยมาให้อย่างแท้จริง
ย้อนกลับไปสู่คำถามที่ คาร์ล มาร์ก ได้ตั้งไว้ แล้วลองทบทวนเพื่อตอบคำถามใหม่เขาได้ตั้งกระทู้ไว้เพียงว่า “ระบอบประชาธิปไตยเป็นสิ่งที่ดี แต่ระบบทุนนิยมที่ใช้หนุนระบอบนี้ต่างหากที่มีปัญหาควรแก้ไข” ไม่ใช่ “กลุ่มบุคคลที่กุมอำนาจในขณะหนึ่งๆ แต่อย่างใด นั่นหมายความว่า คำถามนี้ นายทุนเอง ไม่ใช่ผู้ผิด แต่ผู้ผิดคือ “ระบบทุนนิยม” ต่างหาก ที่ไม่ขับดับระบอบประชาธิปไตย ให้ก้าวไปสู่ประชาธิปไตยที่แท้จริง
นั่นหมายความว่า หากเราสามารถค้นหาระบบเศรษฐกิจที่เหมาะสมกับประชาธิปไตยและหนุนประชาธิปไตยให้เกิดสิทธิเสรีภาพอย่างแท้จริง ตั้งแต่ระดับบนลงไปสู่ระดับรากหญ้า เช่น ชนชั้นแรงงานได้แล้วละก็ นั่นหมายความว่า “เราได้ค้นพบคำตอบที่แม้แต่คาร์ล มาร์ก ยังค้นไม่พบนั่นเอง”
เศรษฐกิจพอเพียงเหมาะสมกับประชาธิปไตยที่แท้จริงได้อย่างไร?
ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม มุ่งเน้น “ผลกำไรสูงสุด” (Maximize profit)เป็นสำคัญ โดยการเข้าสู่ภาวะจุดประหยัดต่อขนาดก่อน (Economic of scale)และเมื่อเข้าสู่จุด “ผลกำไรสูงสุดแล้ว สิ่งที่ระบบเศรษฐกิจนี้ต้องเผชิญก็คือการลดลงของผลได้ตามมา (Diminishing of return) ทำให้ต้องขยายฐานตลาดและหาตลาดใหม่ๆ ต่อไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด และนี่แหละคือสาเหตุที่ทำให้ระบบทุนนิยมไม่สามารถนำประชาธิปไตยมาสู่ประชาชนได้อย่างแท้จริง เพราะการผลิตไม่สิ้นสุด และการแข่งขันที่ไม่จบสิ้นนี้เอง ส่งผลให้แรงงานขาดอิสระเสรีภ่พที่แท้จริง ต้องถูกกดขี่จากนายทุนให้ทำงานหนัก
ระบบเศรษฐกิจพอเพียงนั้นต่างกัน ตรงที่ เมื่อการผลิตเข้าสู่จุดประหยัดต่อขนาดแล้ว แทนที่จะมีความละโมบโลภมาก เร่งการผลิตให้ถึง “จุดกำไรสูงสุด” ทว่า กลับลดจำนวนการผลิตลงเพื่อควบคุมกลไกลราคาเสียเอง ทำให้ราคาไม่ตกตามการแข่งขัน และรักษาเสถียรภาพทางราคาไว้ได้ ดังนั้น จึงขายในราคาที่ไม่สูงไม่ต่ำเกินไป และผลิตในอัตราที่น้อยกว่าแบบทุนนิยมกลับหันไปทบทวนตนเองเพื่อลดต้นทุนการผลิต, เพิ่มความหลากหลายของสินค้า และมุ่งเน้นการ “พึ่งพาอาศัยกัน” แทนกลไกลการแข่งขัน ดังนั้น ผลสุดท้าย เศรษฐกิจพอเพียงจึงมิได้มุ่งเข้าสู่ “จุดกำไรสูงสุด” แต่กลับพุ่งเข้าสู่เส้น “สมดุลยั่งยืน” แทน ทำให้ผู้ประกอบการและแรงงาน สามารถปลดระวางตนเองออกจากระบบ ใช้ให้ระบบที่เข้าสู่สมดุลแล้วทำงานด้วยตัวมันเองผลสุดท้าย ผู้ประกอบการและแรงงานจึงมีอิสระเสรีภาพจากการทำงาน ขับเคลื่อนให้สังคมไปสู่ความมีอิสระเสรีภาพของชีวิตอย่างแท้จริง จึงกล่าวได้ว่าระบบเศรษฐกิจพอเพียงต่างหากที่จะสามารถทำให้ประชาธิปไตยเต็มใบได้อย่างแท้จริง หาใช่ระบบทุนนิยมไม่
ระบบเศรฐกิจแบบพอเพียงแตกต่างจากทุนนิยมอย่างไร?
1. ระบบเศรษฐกิจทุนนิยม ตั้งอยู่บนสมมุติฐานที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงที่ว่าพรุ่งนี้จะต้องดีขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้น ทุนนิยมจึงใช้ได้เฉพาะเศรฐกิจ “ขาขึ้น” เท่านั้น ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วระบบเศรษฐกิจมีวัฏจักรในการขึ้นและลง ในขณะที่เศรษฐกิจพอเพียง มีทั้งกลยุทธ์ในช่วงขาขึ้นที่เรียกว่า “วัฒนาการ” และช่วงขาลงที่เรียกว่า “วิวัฒนาการ”
2. ระบบเศรษฐกิจทุนนิยม ใช้กลไกลการแข่งขันเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และใช้กลไกลราคาเป็นเครื่องควบคุม ทำให้ผลสุดท้าย ธุรกิจต้องแข่งขันกันอย่างรุนแรง ภายใต้สภาวะราคาที่ตกต่ำลง และส่งผลให้อาจต้องตายทั้งหมด จนในที่สุดต้องขยายฐานตลาดสู่ประเทศใหม่ๆ แต่ระบบเศรษฐกิจพอเพียง ใช้กลไกลการพึ่งพาอย่างสมดุล เพื่อลดต้นทุนและการแข่งขัน ทั้งมุ่งเน้นความหลากหลายและคุณภาพในการตรึงราคาสินค้าในตลาด ทำให้สามารถรักษาเสถียรภาพของตลาดได้ส่งผลให้ท้ายที่สุด ทั้งผู้ซื้อ, คู่แข่งขัน, และผู้ผลิต ล้วนอยู่ร่วมกันได้อย่างสมดุล และสามารถปลดแอกตนเองให้มีอิสระจากการทำงาน ให้ระบบเดินเองต่อไปได้อีกด้วย
3. ระบบเศรษฐกิจทุนนิยม ทำลายทรัพยากรธรรมชาติอย่างหนัก เพราะกลไกลการแข่งขันด้านทุนทำให้บางประเทศที่ขาดแคลนทุนทางการเงิน นำทุนทางทรัพยากรธรรมชาติออกมาแข่งขันแทน เช่นประเทศที่มีป่าไม้, สินแร่ และน้ำมันมาก จำต้องเพิ่มปริมาณการผลิตสูงขึ้นไม่มีที่สิ้นสุด จนกว่าจะหมดทรัพยากร ถึงตอนนั้น ก็ไม่อาจดำรงตนอยู่ได้ ในขณะที่เศรษฐกิจพอเพียง จะมีการปรับลดปริมาณการผลิตลงก่อนถึงจุดกำไรสูงสุด เพื่อควบคุมกลไกลราคาด้วยการลดปริมาณสินค้า จึงช่วยในการอนุรักษ์
ทรัพยากรธรรมชาติอย่างสมดุลอีกด้วย
มาร์ก มองว่าสังคมจะพัฒนาสูงสุดไปสู่สังคมนิยมได้จำต้องอาศัยการ “ปฏิวัติ” เป็นเครื่อมือขับดัน
ข้าพเจ้ามองว่า การปฏิวัติทำได้เพียงการเปลี่ยนขั้วอำนาจระหว่างชนชั้นเท่านั้น ไม่สามารถนำไปสู่สังคมนิยมได้
จะนำโลกไปสู่สังคมเจริญสูงสุดหนึ่งเดียว (สังคมนิยม) จะต้องผ่านการปฏิวัติที่ไม่ใช่การขาดสติปัญญา ไม่ใช่การปฏิวัติที่อาศัยความเครียดและแค้นทำลายล้างกันแต่ต้องเป็นการปฏิวัติที่เกิดจากการร่วมใจเป็นหนึ่งของคนทั้งสังคมเพื่อสร้างความคิดให้เป็นความจริงเชิงวัตถุเช่นการปฏิวัติวิทยาศาสตร์, การปฏิวัติอุตสาหกรรมการปฏิวัติการติดต่อสื่อสาร เป็นต้น
ส่วนการปฏิวัติอื่นๆ ที่ทำเพื่อเปลี่ยนขั้วอำนาจทางการเมือง เช่น จีน, รัสเซีส ล้วนไม่ใช่สังคมนิยมเป็นได้เพียง “เผด็จการคอมมิวนิสต์” หรือ “คณาธิปไตย”ส่วนประชาธิปไตยในปัจจุบัน ไม่สามารถนำพาประชาชนไปสู่เสรีภาพที่แท้จริงได้ ด้วยเพราะระบบทุนและการแข่งขันที่รุนแรงกดดันให้ชนชั้นแรงงานขาดอิสรภาพประชาธิปไตยจึงไม่มีวันเต็มใบ เป็นได้เพียง
“ทุนนิยมคณาธิปไตย” เท่านั้น