การบรรลุธรรม ไม่จำเป็นต้องนิพพาน มีอะไรให้เลือกบรรลุบ้างดังต่อไปนี้

การบรรลุธรรม ไม่จำเป็นต้องนิพพาน มีอะไรให้เลือกบรรลุบ้างดังต่อไปนี้

การบรรลุธรรม ไม่จำเป็นต้องนิพพาน มีอะไรบ้างดังต่อไปนี้

แรกเริ่มเดิมทีพลังงานที่ได้รับการเพาะบ่มดี ยังไม่จัดเรียกได้ว่าเป็นสิ่งมีชีวิต ไม่เรียกว่าเวไนยสัตว์ แต่เมื่อนานวันเข้า พลังงานนั้นพัฒนาคลื่นความถี่เฉพาะตัวอันละเอียด และประกอบกับสรรพสิ่งเปลี่ยนแปลง วัตถุธาตุบางชนิดได้เกิดขึ้นบนโลก วัตถุธาตุเหล่านี้รองรับพลังชีวิตได้ จึงได้ดูดซับพลังชีวิตนี้เข้าไป อยู่ร่วมด้วย เช่น เหล็กไหล ที่สามารถงอกเองได้ แรกเริ่มเดิมทีก็เป็นเหล็กธรรมดา แต่เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงทางวัตถุธาตุ จนสภาวะภายในรองรับพลังชีวิตได้ วัตถุธาตุก็ดูดซับพลังชีวิตเหล่านั้นที่มีอยู่ในธรรมชาติ และพลังชีวิตก็ได้เข้ามาอยู่ร่วมด้วยกับวัตถุธาตุนั้นๆ สามารถกำเนิดเป็น “พลังชีวิต” ซึ่งสามารถขับดันให้วัตถุธาตุมีการเคลื่อนไหวด้วยพลังงานนั้นๆ จากนั้น พลังชีวิตนั้นๆ และวัตถุธาตุก็ร่วมอยู่ด้วยกันมา กำเนิดเป็น “สิ่งมีชีวิต” ชนิดต่างๆ ที่หลากหลายในปัจจุบัน อันเป็นผลจากกระบวนการวิวัฒนาการด้วยการเกิดและตายซ้ำๆ ที่เอง พลังชีวิตเหล่านี้ เมื่ออยู่ในร่างกายสัตว์ จะมีการกระทำกรรม ทำให้ลักษณะคลื่นพลังมีความเปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อยทุกรอบของการเกิดตาย จนกระทั่งกลายเป็น “ลักษณะพลังชีวิตแบบใหม่” หรือ “ดวงจิตวิญญาณแบบใหม่” ที่หลากหลาย เช่น ดวงจิตวิญญาณเทวดา, ผี, เปรต ล้วนมีความแตกต่างกันทั้งสิ้น ในขณะเดียวกัน วัตถุธาตุที่รองรับดวงจิตวิญญาณเหล่านี้ก็มีวิวัฒนาการมีความเปลี่ยนแปลงไปเช่นกัน เมื่อวัตถุธาตุมีลักษณะแบบใหม่ ที่สอดคล้องกับดวงจิตวิญญาณที่มีคลื่นความถี่แบบใหม่ “สัตว์ชนิดใหม่ๆ” หรือ “สายพันธุ์ใหม่” จึงได้เกิดขึ้น เรียกว่าฝ่าย “พลังชีวิต” ก็มีการเปลี่ยนแปลงจากการก่อกรรมในขณะเคยเป็นสัตว์ชนิดเดิม และฝ่าย “วัตถุธาตุ” หรือ ร่างกายที่รองรับก็มีวิวัฒนาการเปลี่ยนแปลงไปด้วย ควบคู่กัน เมื่อ คลื่นพลังชีวิต กับ วัตถุธาตุ รองรับกัน การจุติอุบัติขึ้นของสัตว์ชนิดใหม่ก็เกิดขึ้น ดังนั้น แรกเริ่มเดิมทีของจิตนั้น เป็นแค่พลังงานที่ไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิด เป็นพลังงานที่อยู่ได้ด้วยตัวเอง แต่เมื่อเข้ามาอยู่ในวัตถุธาตุแบบต่างๆ จำต้องปรับวัตถุธาตุและพลังชีวิตที่อาศัยร่วมกันนั้น ให้สอดคล้องกัน พลังชีวิตก็รับเอารูปแบบจากวัตถุธาตุนั้นๆ เข้าไปเป็นคุณลักษณะเฉพาะตัวด้วย และวัตถุธาตุ ก็ได้รับผลกระทบจากพลังชีวิตที่มาอาศัยด้วย ทำให้ทั้งคู่เกิด “วิวัฒนาการ” ที่เรียกว่า “วิวัฒนาการคู่ขนาน”

ดังนั้น เริ่มเดิมที เราแท้จริง เป็นแค่พลังงานชนิดหนึ่ง ที่อยู่ได้เองโดยไม่มีการเวียนว่ายตายเกิด จากนั้น ก็ถูกดูดซับด้วยวัตถุธาตุ หรือเรียกได้ว่ามาอาศัยในร่างกายหรือวัตถุธาตุใหม่ๆ เวียนว่ายตายเกิดไปเรื่อยๆ เกิดวิวัฒนาการทางจิตวิญญาณไปเรื่อยๆ ด้านสิ่งมีชีวิตก็มีวิวัฒนาการมากขึ้นเรื่อยๆ จากการกระทำกรรมที่แตกต่างกันไปอย่างไม่อาจคาดเดานี่เอง ดังนั้น เราแท้แล้ว คือ จิต, จิตแท้แล้วคือ พลังชีวิต, พลังชีวิต แท้แล้วไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิด สามารถอยู่ได้โดยไม่อยาก, ไม่ยึด, ไม่กิน, ไม่บริโภคใดๆ สภาวะนี้เรียกว่า “นิพพาน” นั่นเอง ซึ่งเวไนยสัตว์จะเข้าสู่ภาวะนิพพานนี้ได้ ไม่ยากและไม่ง่ายเกินไป เพราะหากได้เกิดเป็นมนุษย์ที่มีวิวัฒนาการสูงสุด ก็สามารถเรียนรู้เข้าถึงที่มาของตนเองได้ และหากละคลายความหลงใน “วัตถุธาตุร่างกาย” จิตก็จะไม่ยึด ไม่มีร่างใหม่ ไม่เกิดใหม่ เข้าสู่สภาวะเดิมแท้ คือ จิตซึ่งเป็นพลังงาน และยังได้รับรูปแบบชีวิตไปอีกด้วย

พลังชีวิตที่ถูกวัตถุธาตุดูดซับเข้ามาเพราะการสอดคล้องต้องกันของการจูนคลื่นพลังงานนั้น มีแรงส่งในการเวียนว่ายตายเกิดที่จำกัด เมื่อถึงจุดหนึ่ง ก็จะหมดแรงไปต่อ เรียกว่าเป็น “ชาติสุดท้าย” ก็จะไม่เกิดอีก เพราะได้บรรลุอรหันต์ และนิพพานในที่สุด ประกอบกับพลังชีวิตนั้นๆ ได้มีวิวัฒนาการในการเรียนรู้หลายชาติ จนค้นพบเองว่าตนเองเป็นอะไร มาจากไหน และจะดำเนินต่อไปอย่างไร ปัจจัยทั้งการสิ้นแรงส่ง และวิวัฒนาการนี้เอง ทำให้พลังชีวิต หรือ ดวงจิตนั้นๆ นิพพานในชาติสุดท้าย แต่ระหว่างทางก่อนจะนิพพานนั้น ดวงจิตอาจหลงทาง ไม่เข้าใจในสิ่งที่ก่อกรรมไว้ ทำกรรมมากมาย และต้องรับผลกรรม ได้รับทุกขเวทนาไม่จบไม่สิ้น ก่อนที่จะได้รับ “ความสุขแท้ตลอดกาล” เป็นรางวัลจากความเหนื่อยยากในการใช้พลังการเกิดดับในแต่ละชาติ เพื่อสร้างเผ่าพันธุ์สัตว์ชนิดต่างๆ นี่คือ กลไกลของจักรวาล ที่ก่อให้เกิดสิ่งมีชีวิตขึ้นมาในจักรวาลไม่จบสิ้น

ลักษณะของพลังชีวิตหรือธาตุธรรมแห่งจิตมนุษย์

จิตมนุษย์แต่ละคนมีลักษณะที่แตกต่างกันเป็นเอกลักษณ์ ลักษณะที่แตกต่างกันนี้แบ่งได้เป็นสามแบบ ผสมผสานในตัวเองตามสัดส่วนต่างๆ กัน จนกว่าจะชัดเจนถึงชาติสุดท้ายที่จะได้นิพพานก็จะแน่วแน่ มี “ธาตุธรรม” เฉพาะดวงจิต ดังนี้คือ

๑.    พุทธภูมิ

คือ ลักษณะดวงจิตที่มีความเป็นอิสระในตัวเอง มีพลังในการดึงดูดผู้อื่นได้มาก และเอื้อประโยชน์แก่คนจำนวนมาก อุปมาก็เหมือน “ดวงอาทิตย์” ที่มีพลังดึงดูดดาวเคราะห์บริวาร และแผ่รังสีแสงสว่างหล่อเลี้ยงดาวเคราะห์บริวารต่างๆ เหล่านั้น บุคคล จะมีจิต หรือ “ธาตุธรรม” เป็น “พุทธภูมิ” ก็เมื่อบำเพ็ญเพียรแบบโพธิจิต

๒.    ปัจเจกภูมิ

คือ ลักษณะดวงจิตที่มีความเป็นอิสระในตัวเอง ไม่มีพลังดึงดูดผู้อื่น มีความแปลกแยกไม่สนใจใคร มีความสามารถพิเศษในตัวเอง แต่จะไม่เอื้อประโยชน์แก่มหาชน ในท้ายที่สุดดวงจิตเช่นนี้ ก็จะบรรลุ “ปัจเจกพุทธเจ้า” คือ ตรัสรู้ได้ด้วยตนเอง ไม่ต้องมีศาสดาให้การสอนสั่ง แต่ไม่มีความสามารถในการเป็นผู้นำและสร้างศาสนา

๓.    สาวกภูมิ

คือ ลักษณะดวงจิตที่ไม่มีความเป็นอิสระในตัวเอง ไม่มีพลังดึงดูดผู้อื่น และไม่มีความสามารถในการถึงวิวัฒนาการสูงสุดได้ด้วยตัวเอง จำต้องอาศัยพระศาสดา เป็นผู้สอนสั่งชี้ทางสว่างให้ จึงเป็น “ผู้ตาม” ได้แก่ ดวงจิตอรหันต์สาวกทั้งหลายนั่นเอง

ดวงจิตทั้งสามแบบนี้ เป็น “ดวงจิตที่มีวิวัฒนาการสูงสุดในตัวเอง” แล้ว ไม่เปลี่ยนแปลงอีกแล้ว และจะเกิดในชาตินั้นเป็นชาติสุดท้ายแล้ว มีความบริสุทธิ์ในธาตุธรรมนั้นๆ ของตน สัดส่วนผสมในธาตุธรรมทั้งสามไม่มีอีก เหลือแต่ธาตุธรรมใด ธาตุธรรมหนึ่งเพียงอย่างเดียวเท่านั้น และจะบรรลุอรหันต์ นิพพานในชาติสุดท้ายในแบบต่างกัน คือ แบบตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า, แบบตรัสรู้เป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า และแบบบรรลุอรหันต์ แต่ก่อนที่จะถึงชาติสุดท้ายที่ “ธาตุธรรม” มีความบริสุทธิ์มาก ไม่มีธาตุธรรมอื่น ปะปนนั้น จะต้องผ่านกระบวนการเกิดตายหลายชาติ และมีความเปลี่ยนแปลงไม่คงที่ ไม่แน่นอนตลอดเวลา จากเดิมที่เป็น “พลังบริสุทธิ์ในจักรวาล” ใน “แบบเดียวกัน” จากนั้น ก็เข้ามาอาศัยในวัตถุธาตุร่างกายสัตว์ วิวัฒนาการด้วยการเกิดตายหลายชาติ คลื่นพลังจิต หรือคลื่นพลังชีวิตก็เปลี่ยนแปลงไป คลื่นพลังชีวิตที่อยู่ระหว่างการเวียนว่ายตายเกิดได้แก่

๑.    ธาตุธรรมฝ่ายมาร (ดำ)

หรือ ปัจเจกที่หลงว่าเป็นพุทธภูมิ มีความเป็นตัวของตัวเองสูง มีความสามารถในการครอบงำคน แต่ไม่อาจเข้าสู่พุทธภูมิได้ เพราะจิตมีความเห็นแก่ตัว มีขีดจำกัด

๒.    ธาตุธรรมฝ่ายเทพ (ขาว)

หรือ พุทธภูมิที่ยังไม่ซักฟอกธาตุธรรมให้บริสุทธิ์ ยังมีกิเลสอยู่ จึงยังไปต่อได้ เกิดใหม่ได้ เพื่อช่วยเหลือสรรพสัตว์ จวบจนกว่าจะถึงชาติสุดท้ายที่จะตรัสรู้เป็นพุทธะ

๓.    ธาตุธรรมฝ่ายกลาง (เทา)

หรือ สาวกภูมิที่มีสัดส่วนของธาตุธรรมสายต่างๆ อ่อนแอ ไม่อาจจัดได้ว่าเป็นธาตุธรรมฝ่ายเทพหรือฝ่ายมาร แต่สามารถเป็นสาวกภูมิที่เข้ากับเทพก็ได้ หรือสาวกภูมิที่เข้ากับมารก็ได้ ธาตุธรรมฝ่ายกลางนี้ ไม่มีพลังพอ เพราะพลังอ่อน และสัดส่วนธาตุธรรมไม่แตกต่างกันมาก จึงเป็นกลุ่ม “สาวก” เท่านั้น ไม่อาจเป็น “ผู้นำ” ผู้อื่นได้

การบรรลุธรรมแบบต่างๆ สอดคล้องกับธาตุธรรมของจิตนั้นๆ

บุคคลที่เวียนว่ายตายเกิดมากมากมาย จนเริ่มใกล้เข้าสู่ชาติสุดท้าย จะมีความเหนื่อยล้า พลังพุ่งต่อไปเริ่มลดลง แต่จะกลายเป็นพลังสมดุลในตัวเองแบบสถิตแทน ดวงจิตที่เข้าใกล้ภาวะนี้ ล้วนสามารถบรรลุธรรมได้ ในระดับที่แตกต่างกันตามธาตุธรรมของจิต ดังนี้

๑) การบรรลุในชาติสุดท้ายสามแบบ

๑.๑) บรรลุ “พุทธธรรม”

เกิดขึ้นในชาติสุดท้ายที่ “ธาตุธรรม” มีความบริสุทธิ์สูงมาก ได้แก่ ธาตุธรรมของพุทธภูมิ เท่านั้น ดวงจิตที่ไม่ใช่ “ธาตุธรรมพุทธภูมิ” ไม่สามารถบรรลุเป็นพระพุทธเจ้าได้ เมื่อบรรลุแล้วจะล่วงรู้ได้ทุกสิ่งทุกอย่าง และสามารถสร้างพระพุทธศาสนาให้เกิดแก่โลกได้

๑.๒) บรรลุ “ปัจเจกธรรม”

เกิดขึ้นในชาติสุดท้ายที่ “ธาตุธรรม” มีความบริสุทธิ์สูงมาก ได้แก่ ธาตุธรรมของปัจเจกภูมิ เท่านั้น ดวงจิตที่ไม่ใช่ “ธาตุธรรมปัจเจกภูมิ” ไม่สามารถบรรลุเป็นปัจเจกพุทธเจ้าได้ เมื่อบรรลุจะใช้ความสามารถตนเอง ไม่มีผู้ใดสอน แต่ไม่สามารถสร้างพระพุทธศาสนาได้

๑.๓) บรรลุ “อรหันต์ธรรม”

เกิดขึ้นในชาติสุดท้ายที่ “ธาตุธรรม” มีความบริสุทธิ์สูงมาก ได้แก่ ธาตุธรรมของสาวกภูมิ เท่านั้น ดวงจิตที่ไม่ใช่ “ธาตุธรรมสาวกภูมิ” ไม่สามารถบรรลุเป็นพระอรหันต์สาวกได้ เมื่อบรรลุจะไม่ใช้ความสามารถตนเอง แต่จะได้รับการสั่งสอนจากพระพุทธเจ้า จนยอมจำนนว่าปัญญาตนด้อยกว่า “คายสักกายทิฐิ” ความถือตน ยอมเห็นว่าตนยังเขลาได้

๒) การบรรลุระหว่างสังสารวัฏสามแบบ

๒.๑) บรรลุ “โพธิสัตว์ธรรม”

เกิดขึ้นในชาติระหว่างสังสารวัฏไม่ใช่ชาติสุดท้าย ซึ่ง “ธาตุธรรม” มีความบริสุทธิ์สูงมาก ได้แก่ ธาตุธรรมของพุทธภูมิ เท่านั้น ดวงจิตที่ไม่ใช่ “ธาตุธรรมพุทธภูมิ” ไม่สามารถบรรลุเป็นพระมหาโพธิสัตว์ได้ เมื่อบรรลุอาจใช้ความสามารถตนเองตรัสรู้ แต่ต้องอาศัยข้อมูลจากพระคัมภีร์ของพระพุทธเจ้าองค์ก่อนโดยไม่มีอาจารย์ก็ได้ (หากมีอาจารย์จะบรรลุธรรมรองลงไป เป็น “อรหันตโพธิสัตว์” จะยังไม่ถึง “พระมหาโพธิสัตว์”) เมื่อบรรลุแล้วจะทราบอดีตชาติของตนบางส่วน และ “รู้ความปรารถนาพุทธภูมิของตนเอง” และจะไม่เข้าสู่นิพพาน จะเวียนว่ายตายเกิดได้อีก และจะทำกิจทำนุบำรุงศาสนาพุทธดั่งพุทธะ องค์หนึ่ง ทัดเทียมกับพุทธะจริงๆ สอนคนให้บรรลุธรรมได้ แต่แนวการสอนจะไม่บริสุทธิ์ ๑๐๐% สาวกจำต้องเดินทางต่อไปเอง จึงจะถึงซึ่งพระนิพพาน การบรรลุธรรมแบบนี้ พบได้เฉพาะในบารมีจิต “พระอรหันตโพธิสัตว์” ขึ้นไปเท่านั้น เช่น พระกวนอิม

๒.๒) บรรลุ “มหาเทพ”

เกิดขึ้นในชาติระหว่างสังสารวัฏไม่ใช่ชาติสุดท้าย ซึ่ง “ธาตุธรรม” มีความบริสุทธิ์สูงมาก ได้แก่ ธาตุธรรมของพุทธภูมิ เท่านั้น ดวงจิตที่ไม่ใช่ “ธาตุธรรมพุทธภูมิ” ไม่สามารถบรรลุเป็นพระมหาเทพได้ เมื่อบรรลุจะใช้ความสามารถตนเองตรัสรู้ โดยอาศัยแนวทางของธรรมฤษี (วิชชาฝึกจิตต่างๆ ที่ปัญญายังไม่สูงถึงนิพพาน) ไม่มีพระธรรมถึงนิพพาน หรือแม้มีอรหันตธรรมแต่กำลังจิตในการบรรลุยังไม่ถึงนิพพาน บรรลุโดยไม่มีอาจารย์ก็ได้ เมื่อบรรลุแล้วจะทราบอดีตชาติของตนเองบางส่วน แต่ไม่รู้ความปรารถนาของตนเอง ไม่รู้ว่าก่อนเกิด ตนเป็นอะไรมา ยังยึดติดในชาติภพที่ระลึกได้นั้น ว่าตนเป็น “เทพ” หรือ “มหาเทพ” บนสวรรค์ และจะทำกิจช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ แต่ช่วยให้บรรลุนิพพานไม่ได้

๒.๓) บรรลุ “ธรรมฤษี”

เกิดขึ้นในชาติระหว่างสังสารวัฏไม่ใช่ชาติสุดท้าย ซึ่ง “ธาตุธรรม” มีความบริสุทธิ์สูงมาก ได้แก่ ธาตุธรรมของสาวกภูมิ เท่านั้น ดวงจิตที่ไม่ใช่ “ธาตุธรรมสาวกภูมิ” ไม่สามารถบรรลุธรรมฤษีได้ (พวกปัจเจกภูมิและพุทธภูมิมีความเป็นผู้นำสูง จะไม่ยอมเชื่อธรรมฤษี จึงฝึกจิตได้แต่ไม่บรรลุ จึงยังมีการแสวงหาธรรมด้วยตนเองในชาติต่อๆ ไป แต่สาวกภูมิ จะเชื่อคนอื่น ก็นึกว่าธรรมฤษีถึงที่สุดแล้ว ก็จะบรรลุธรรมฤษีได้แท้จริง) เมื่อบรรลุจะไม่ใช้ความสามารถตนเองตรัสรู้ แต่อาศัยแนวทางของธรรมฤษี (วิชชาฝึกจิตต่างๆ ที่ปัญญายังไม่สูงถึงนิพพาน) บรรลุได้โดยมีอาจารย์ทางจิตคอยส่งพลังช่วยเหลือ หรือสอนธรรมทางนิมิต เพราะยอมเป็นสาวก เมื่อบรรลุแล้วจะทำกิจช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์เพื่อแลกกับลาภสักการะในการดำรงชีพ หรือปลีกวิเวกอยู่เดี่ยว แต่จะช่วยคนให้บรรลุนิพพานไม่ได้ การบรรลุแบบนี้จะไม่ทราบว่าอดีตชาติตนเป็นใคร แต่จะได้ฤทธิ์ที่จิตวิญญาณอื่นให้มา

ข้อสังเกตของการบรรลุธรรมให้ปัจจุบัน

พระภิกษุสงฆ์หลายรูปยังติดอยู่ในขั้น “อนาคามี” เพราะคิดว่าตนบรรลุธรรมแล้ว มีความเข้าใจแจ่มแจ้งในธรรมทั้งหลายเพราะได้ศึกษา, อ่านมา, ทำความเข้าใจ, นั่งสมาธิ แล้ว แต่แท้แล้วไม่ได้บรรลุธรรมจริง ในปัจจุบัน การบรรลุธรรมภายใต้พระพุทธศาสนาคือ การบรรลุอรหันต์ธรรม นั้น มีได้เพียงสองแบบ เพราะยุคสมัยปัจจุบันจนล่วงเลยไป ๒,๕๐๐ ปี จะยังไม่มี “พระพุทธเจ้า” มาตรัสรู้บนโลก การบรรลุแบบ “พุทธธรรม” จึงไม่มี การตรัสรู้จนถึงนิพพานจึงไม่มี และยังไม่มี “พระปัจเจกพุทธเจ้า” เกิดขึ้นในระหว่างนี้ การตรัสรู้เป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าจึงไม่มี ดังนั้น หากภิกษุสงฆ์ใด ไม่มีอาจารย์ ไม่มีการถูกว่ากล่าวตักเตือนจนรู้ว่าว่าโง่เขลาผิดไปแล้ว ไม่เคยได้รับความรู้สึกตัวว่าตนเองยังโง่เขลา ยังผิดพลาดอยู่ จึงไม่อาจละ “สักกายทิฐิ” ที่มีในตนได้ ภิกษุสงฆ์ไม่อาจละสักกายทิฐินี้ได้ด้วยตนเอง เพราะไม่ใช่พระพุทธเจ้า, พระปัจเจกพุทธเจ้า จึงไม่มีกำลังจิตที่สูงพอที่จะกระทำได้ บางท่านยังไม่เคยมีใครว่ากล่าวตักเตือนให้รู้ตัวตนว่ายังโง่อยู่ ศึกษาธรรมเพียงผู้เดียว แล้วเข้าใจได้เอง จึงคิดว่าตนบรรลุธรรมแล้ว แท้แล้วหาเป็นเช่นนั้นไม่ เพราะ “สักกายทิฐิ” นั้นยังคงมีอยู่ แต่กำลังสมถะกรรมฐานสามารถข่มกำราบกิเลสได้หมด จึงคิดว่าตนเอาชนะกิเลสได้แล้ว บรรลุธรรมแล้ว จึงเป็นการเข้าใจผิดไปคนเดียว

ยกตัวอย่างพระภิกษุที่บรรลุธรรมจริงๆ เช่น พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ซึ่งได้เข้าป่าแสวงหาธรรมด้วยตนเอง สุดท้าย ก็เกิด “สัญญาวิปลาส” จนได้รับการแก้ไขจากหลวงปู่เสาร์ ผู้เป็นอาจารย์ จึงละสักกายทิฐิ ยอมรับอาจารย์ และตัวตนของตนว่าแน่ และบรรลุธรรมได้ในที่สุด ปัจจุบัน ไม่มีพระพุทธเจ้ามาเกิด, ไม่มีพระปัจเจกพุทธเจ้ามาเกิด การบรรลุธรรมด้วยการตรัสรู้เอง อ่านเอง ศึกษาเอง เข้าใจเอง จึงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้อย่างยิ่ง ขอเตือนให้พระภิกษุสงฆ์ทั้งหลาย ยังความไม่ประมาทในธรรมให้ถึงพร้อม ด้วยการเดินตาม “สายธรรม” หรือ การแสวงหาอาจารย์ให้ช่วยเคาะความโง่เขลาและความยึดถือตัวตนออกไป เมื่อจิตคลายความยึดตัวตน เห็นตนโง่มาก่อน และผิดพลาดมาแล้ว จิตที่ปล่อยวางตัวตนของตนนั้นแหละ เป็น “การปล่อยวางที่แท้จริง” ทำให้ละสักกายทิฐิได้ จากนั้นก็อาศัยอารมณ์การปล่อยวาง หรือกริยาจิตที่ปล่อยวางนั้น ในการปล่อยวาง “อุปทาน” หรือ “อัตตา” ในสิ่งอื่นๆ จนไม่เหลือการยึดมั่นถือมั่นใดๆ อีกต่อไป ดังนี้ พระอรหันต์ทุกรูป ที่บรรลุธรรมจริงๆ ท่านจะมี “ครูบาอาจารย์” ทั้งสิ้น และท่านจะเคารพนับถือครูบาอาจารย์ มีความอ่อนน้อม มีความกตัญญู ต่อครูบาอาจารย์ มีจิตสุขุมอ่อนน้อมต่อธรรม มีปกติเป็นผู้วางตนอ่อนลง น้อมลง ไม่ใช่เป็นผู้ปกติแข็งกระด้าง หรือหยิ่งยโสทะนงตนแต่อย่างใด พระอรหันต์ที่แท้จริงในประเทศไทยทั้งหลาย แม้บางรูป จะดูดุดัน แต่ทุกรูปก็มีความ “อ่อนน้อมถ่อมตน” มีจิต “สุขุม” ทั้งสิ้น เมื่อศึกษาประวัตท่านจึงพบว่า “ผ่านการหลงทาง” และ “ถูกสั่งสอน” มาแล้วทั้งสิ้น ไม่มีผู้ใดไม่เคยผิดพลาด ไม่มีผู้ใดไม่เคยได้รับคำตักเตือน เพราะสิ่งเหล่านี้คือเครื่องละ “สักกายทิฐิ” โดยแท้นั่นเอง

คำแนะนำสำหรับผู้ที่เป็น “สาวกภูมิ”

สำหรับผู้ที่ปกติ มักไม่ค่อยมีความเป็นผู้นำ ไม่ค่อยพึ่งตนเอง มักอาศัยผู้อื่นเป็นที่พึ่งพาทางใจ ชอบไปหาหมอดู ไปหาคนมีฤทธิ์ ขอประจบอาจารย์คะขาอาจารย์เก่งจังดีจัง สรรเสริญอย่างนั้นอย่างนี้ “ท่านคือสาวกภูมิ” แน่แล้วครับ สิ่งที่ท่านควรทำคือ ท่านต้องเลือกที่จะเปลี่ยนมาบำเพ็ญเป็น “พุทธภูมิ”หรือไม่ ท่านมีกำลังเพียงพอที่จะรอพระพุทธเจ้าอีก เป็นร้อยองค์เรียงคิวเข้านิพพานก่อนท่าน แล้วท่านถึงได้ตรัสรู้หรือไม่ หากไม่ไหวท่านจะต้องหา “พระพุทธเจ้า” หรือ “หาพระโพธิสัตว์” ที่ตนหวังจะเป็นสาวกของท่านหากไม่ทำแบบนี้ จะตกเข้าสู่ “ปัจเจกภูมิ” ซึ่งอรหันต์ยาก ไม่มีใครช่วยเหลืออรหันต์ในกลียุคที่มนุษย์โหดร้ายเลวทราม และไม่มีกำลังเผยแพร่ศาสนาได้ตรัสรู้เองอย่างยาก แต่เมื่อรู้แล้วบอกใครไม่ได้ เขาก็หาว่าบ้าไปเช่นนั้นเอง

หากท่านไม่ไหวที่จะบำเพ็ญ “พุทธภูมิ” และไม่อยากเจอบทตรัสรู้โหดอย่าง”ปัจเจกภูมิ” ท่านควรจะมั่นใจตัวเองว่า เป็น “สาวกภูมิ” ดีกว่า อย่างน้อยได้เจอพระพุทธเจ้า และได้ฟังธรรมบรรลุได้ง่ายๆ อาศัยบารมีของพระพุทธเจ้าองค์ที่อยากไปเกิดในชาติสุดท้าย ก็จะได้เจอโลกที่อาศัยบุญบารมีของพระพุทธเจ้าองค์นั้น สวยสดงดงามเป็นชาติสุดท้ายที่ประทับใจก่อนไม่เกิดอีก

สิ่งที่ต้องระวัง

หลายท่านไปพึ่งพา “ปัจเจกภูมิ” ซึ่งเขาไม่อาจช่วยเหลือท่านได้ ไม่มีจิตที่จะเสียสละช่วยหลือท่านจริงๆ พอเขาเหนื่อยแย่ เขาก็เอาตัวเองรอดตรัสรู้ธรรมด้วยปัญญาที่สูงหนีท่านไป ท่านก็หาตัวเขาไม่เจอ ท่านต้องลำบากวนเวียนในสังสารวัฏต่อไป เพราะเลือกนายผิดคน ไปเลือก “ปัจเจกภูมิ” ซึ่งเขาไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะมาสอนธรมให้ท่านเลย เสียเปล่าเลย เป็นความหลงอันยิ่ง ลักษณะของปัจเจกภูมิ จะมีความน่าเชื่อถือศรัทธา มีความสามารถและมีฤทธิ์มาก แต่ไม่ได้ช่วยคนด้วยการเสียสละแท้จริง ให้ฆ่าตัวตายเพื่อคนอื่น ก็ไม่อาจทำได้ ช่วยคนเพราะหวังผลตอบแทน เช่นนี้ ท่านไม่ควรไปเป็นบริวารเขาเลยเพราะเสียเปล่าในสังสารวัฏ ไม่อาจหลุดพ้นได้ เลือกเป็นสาวกของพุทธภูมิดีกว่า

สิ่งที่ต้องเข้าใจ

พระโพธิสัตว์บางองค์บารมีเต็มรอตรัสรู้ ดังนั้น นจะมีสาวกมากแล้ว รออยู่ในวิมานบนสวรรค์มากมาย สาวกแต่ละองค์ล้วนไม่ธรรมดาทั้งสิ้น ดังนั้น ท่านจะคัดเลือกมาก คัดหนักเอาแต่ที่ดีจริงๆ เท่านั้น บางครั้งท่านแสร้งเป็นคนไม่เอาไหน เพื่อลองใจท่านว่าจะศรัทธาพระโพธิสัตว์จริงหรือไม่ เพื่อคัดเอาเฉพาะที่ตนช่วยไหว ช่วยได้จริงๆ ในชาติสุดท้าย ดังนั้น ขอให้ท่านทั้งหลายประเมินตนด้วยว่าดีพร้อมแล้วหรือยังที่จะพ่วงกระเตงไปเป็นบริวารของพระโพธิสัตว์แต่ละองค์ ซึ่งท่านจะได้พบเจอแน่นอนในทุกๆ พระองค์ที่จุติลงมาช่วยสานกิจค้ำจุนพุทธศาสนาในกลางกึ่งพุทธกาลนี้ ขอให้พิจารณาดีๆ เถิด ย่อมเห็นได้เอง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น