การบรรลุธรรมโดยพิสดารของพระโพธิสัตว์ที่มีบารมีมาก

การบรรลุธรรมโดยพิสดารของพระโพธิสัตว์ที่มีบารมีมาก

ลักษณะของพระโพธิสัตว์ที่มีบารมีมาก

๑)    ถ้าพระราชบิดายกบัลลังก์ให้ท่านจะปฏิเสธ ถ้าปฏิเสธไม่ได้ ท่านจะหนี ถ้าหนีไม่ได้ถูกกักขัง ท่านจะตรอมใจตาย หากไม่ทำเช่นนี้ จะไม่มีทางหลุดออกจากการผูกมัดและจองจำด้วยพันธนาการต่างๆ ได้เลย ย่อมตรัสรู้ไม่ได้แน่ๆ

๒)    ถ้ามีการแต่งงานเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง ท่านจะปฏิเสธ, หนี หรือตรอมใจตาย ถ้าผู้ใดยอมแต่งงานเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองแล้ว ผู้นั้นย่อมไม่ได้ตรัสรู้แน่นอน ไม่มีพระพุทธเจ้าองค์ใดที่ปัญญาอ่อนจนยอมให้ผู้อื่นบงการชีวิตตน

๓)    ถ้าแต่งงานกับคู่บารมี จะรักษาไว้ไม่ได้เพราะกรรมที่เคยถวายลูกเมียให้คนอื่น แต่หากได้คู่บุญมาแต่งงานจะอยู่กันได้ แต่ไม่ค่อยมีความสุข หรืออยู่อย่างไม่ได้รักกันนัก คู่บารมีกับพระโพธิสัตว์แต่งงานกันอยู่กันไม่ได้นาน ต้องพรากจากกัน

๔)   ถ้าได้ลูกเป็นพุทธบุตรแท้ จะรักมากมีความสุขมาก ทั้งพ่อและลูก แต่จะเสียลูกไป แต่ถ้าได้บุตรที่เป็นผู้มีบุญกรรมพัวพันกันมา ไม่ใช่พุทธบุตร (เช่น พระราหุล) ก็จะอยู่ได้นาน ใครอยู่ได้นานไม่ใช่พุทธบุตร ใครอยู่ได้ไม่นาน เป็นพุทธบุตร

๕)   ถ้าได้ครองราชย์ จะไม่ได้มาจากพระราชบิดา แต่เหมือนบุญส่งนำมาให้เอง เช่น มีคนไปทูลเชิญมาเอาบัลลังก์ที่ไม่มีผู้ครองแล้ว แต่ถ้าได้ครองราชย์แล้ว จะละไป ทิ้งไป ถ้าสละราชบัลลังก์ไม่ได้ ปลงไม่ลง อย่าหวังจะเป็นพระพุทธเจ้าได้เลย

๖)    ถ้าได้ครองราชย์โดยไม่ได้มาจากผู้อื่นยกให้ ต้องเพียรพยายามสร้างเอง หรือต่อสู้ฆ่าฟันยึดครองมาเองเช่น พระเจ้าตากสิน จะรับจากผู้อื่นมิได้เลย ถ้ารับจากใคร เป็นหนี้คนนั้นและต้องชดใช้เป็นบริวารเขา จึงตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าไม่ได้

๗)   ถ้าได้ครองราชย์จะยิ่งใหญ่ แต่แล้วก็ล่มสลายลงไม่นาน เนื่องจากผลกรรมที่สละราชบัลลังก์จึงไม่สามารถรักษาบัลลังก์ไว้ได้ นอกจากจะได้พระนิตยโพธิสัตว์ยอมเอาบุญบารมีมาสานต่อราชวงศ์ให้ แต่ผู้สานต่อนั้นจะต้องลาพุทธภูมิไปเลย

๘)   เป็นผู้สิ้นเนื้อประดาตัว หรือล้มละลายแล้วเปลี่ยนแปลงชีวิตไปสู่ทางใหม่ที่ดีกว่า เนื่องจากผลกรรมที่สละทุกอย่างออกบวชแสวงหาสัจธรรม หากไม่เคยล้มละลาย จะยังไม่ได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ล้มแล้วจะต้องลุกใหม่เปลี่ยนเป็นคนใหม่ได้

๙)    เป็นผู้ที่คนธรรมดามักจัดการไม่ได้ ต้องให้คู่ปรับจัดการสั่งสอน หรือให้พระนิตยโพธิสัตว์ด้วยกันจัดการกัน เพราะผลกรรมที่ถวายชีวิตให้พระพุทธเจ้า เสียชีวิตด้วยพระพุทธเจ้าแล้ว ผู้อื่นใดไม่มีบารมี หรือบุญกรรมมากพอ เอาไปไม่ได้

๑๐)     เป็นผู้ที่ไม่ยอมก้มหัวให้ใคร แต่ไม่ใช่ปัจเจกชน มีอุดมการณ์ดี มีความสามารถทำประโยชน์เพื่อมวลสัตว์ได้มากมาย แต่ไม่ยอมก้มหัวให้ใคร หรือไม่ยอมแพ้ใคร หรือไม่ยอมเสียอิสรภาพให้ใคร เพราะเกิดมาเพื่อเป็นหนึ่งเท่านั้นแม้ตายก็ยอมได้

๑๑)     เป็นผู้ที่ล้มเหลว หรือเหลวไหล ฝันเฟื่อง เฟ้อพก อยู่แต่ทฤษฎีหรืออุดมการณ์ที่ไม่เป็นจริง เพราะยังไม่ถึงเวลาได้ตรัสรู้จริง แต่ทั้งหมดที่ทำนั้น พยายามทำไปเพื่อมวลสัตว์ คนที่ประสบความสำเร็จตามแบบสังคม ไม่มีทางเป็นพระพุทธเจ้า

๑๒)     เป็นผู้ที่สังคมมองว่าโง่, บ้า, เพี้ยน แต่ “ไม่ธรรมดา” เพราะไม่เหมือนใคร จะเหมือนใครไม่ได้ ถ้าเหมือนก็ไม่มีทางตรัสรู้ได้เอง แต่เป็นผู้รับผิดชอบผู้อื่นมาก จึงไม่ใช่คนแบบที่จะเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า และไม่ใช่คนที่จะเป็นสาวกของใคร  

การบรรลุธรรมด้วยความเข้าถึงที่สุดแห่งทุกข์แบบพระเมตตรัย

พระโพธิสัตว์มีรูปกายต่างกัน บารมีก็ต่างกัน เหมือนเทวดาชั้นที่หนึ่ง บางเหล่าเป็นนาค, ครุฑ ฯลฯ พวกนาคก็มีกายเหมือนๆ กัน เฉกเช่นเดียวกับเทพบุตรชั้นสี่ที่เป็นโพธิสัตว์ จะมีรูปกายต่างกันแบ่งได้เป็นกลุ่มๆ คือ กลุ่มที่มีรูปกายแบบอวโลกิเตศวร เช่น พระอวโลกิเตศวรกวนอิม, พระอวโลกิเตศวรตัสสะ, พระอวโลกิเตศวรนัตธี ฯลฯ

ในบทความนี้จะกล่าวถึงความพิเศษของโพธิสัตว์ที่มีกายแบบเมตตรัย ดังนี้

พระเมตตรัยโพธิสัตว์มีบารมี ๑๖ อสงไขย เป็นบารมีที่พอดีเหมาะสมกับการตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า เมื่อบรรลุธรรมแล้ว เศษกรรมเศษบุญที่เหลือ ไม่ล้นเกินไป ก็จะนิพพานได้ในชาตินั้นเลย จึงไม่ต้องจุติไปสุขาวดีเพื่อชำระกรรมอีก สามารถตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าได้ เวลาจะบรรลุธรรม ไม่ต้องมีผู้ใดมาสอน เพราะบารมีมากถึง ๑๖ อสงไขย มากกว่าพระปัจเจกพุทธเจ้าที่มีบารมีเพียง ๒ อสงไขยอีก (บารมีพระปัจเจกพุทธเจ้า แค่สองอสงไขยก็ตรัสรู้เองได้แล้ว) ดังนั้น จึงบรรลุธรรมเองได้ไม่ยากเลย เวลาจะบรรลุธรรมจะต่างจากพระสมันตภัทรที่บารมีล้นเกิน คือ ไม่ต้องทำกรรมดีกรรมเลวอะไรมากสะสมไว้ก่อนเหมือนพระสมันตภัทร (ผู้มีบารมีล้นเกินหากไม่รีบทำกรรมทำบุญก่อน จะตรัสรู้เป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าได้ง่ายๆ) แต่จะรับกรรมที่มีอยู่นั้นโดยการทุกข์อย่างที่สุด ทั้งความรักความแค้นจะระคนปนเปคละเคล้า จนแยกไม่ออก ความทุกข์เอ่อล้นหัวใจ เหมือนสายน้ำที่ไหลจากภูเขาไม่มีที่สิ้นสุด สุดท้ายจู่ๆ จะบรรลุธรรมไปเอง เหมือนท่อนไม้ที่ถูกไฟไหม้ไม่มีใครทำอะไร ไฟก็ดับไปเอง เพราะไหม้ท่อนไม้จนหมดแล้ว ไม่มีเชื้อเพิ่มเข้าไป ไม่มีเชื้อไฟเหลืออีก ท่อนไม้หรือเชื้อไฟก็เหมือนกิเลส ไฟก็เหมือนความทุกข์ พอทุกข์ไปถึงจุดหนึ่งจนไม่เหลืออะไรให้ทุกข์แล้ว ก็หมดทุกข์ หมดกิเลส หมดเชื้อไฟ คือ บรรลุธรรมได้ด้วยการทุกข์ใจอย่างที่สุดนั่นเอง เรียกได้ว่าเพียงแค่ได้เกิดมาใช้ชีวิตแบบคนธรรมดาแล้วรับความทุกข์ไปถึงที่สุด ก็จะบรรลุธรรมได้เองเสียอย่างนั้น โดยไม่ต้องทำอะไรเลย เพราะบารมีมากพอดีแล้ว ซึ่งก็สอดคล้องกับการได้พบอริยสัจสี่ คือ ต้องเริ่มจากทุกข์

เมื่อทุกข์ถึงที่สุดจนไม่เหลืออะไรให้ทุกข์อีกแล้วก็บรรลุธรรมนั้น ไม่ใช่สิ่งที่ทุกคนจะทำได้ ถ้าบารมีต่ำกว่า ๑๖ อสงไขยจะตายก่อน เช่น ตรอมใจตาย, ฆ่าตัวตาย, ป่วยตายได้ ที่ทำแบบนี้ได้เฉพาะผู้มีบารมี ๑๖ อสงไขยแล้วเท่านั้น เกินกว่านั้นไม่ใช่สูตรนี้ น้อยกว่านี้ต้องใช้สูตรอื่น ดังนั้น ผู้ใดมีกายทิพย์แบบเมตตรัยโพธิสัตว์ เช่น พระศรีอาริยเมตตรัย, พระวัชรเมตตรัย, พระพุทธเมตตรัย ฯลฯ ล้วนเป็นผู้ที่สามรถบรรลุธรรมได้โดยไม่ต้องไปทำอะไรเลยเพียงแค่ใช้ชีวิตเสมือนคนธรรมดา แล้วรับกรรมเสวยทุกข์จนกว่าจะหมดสิ้นไป พอสิ้นกรรมบังตา ตาก็สว่าง ดวงตาธรรมสดใส บรรลุธรรมได้เอง เสมือนผลไม้ที่แก่เต็มที่ก็สุกเองฉะนั้น ท่านเหล่านี้ให้ลองสังเกตดีๆ จะมีประวัติว่ามีความทุกข์เพราะรักมาก ตรอมใจกำลังจะตาย หรือมีข่าวว่าตายเพราะตรอมใจ แต่แล้วท่านจะบรรลุธรรม บางท่านบรรลุธรรมแล้วละสังขารไปเลยก็มี บางท่านบรรลุธรรมแล้วกลับฟื้นคืนชีพ แล้วหายตัวไป หลบหน้าไปจากสังคมเดิมๆ อยู่อย่างพระปัจเจกพุทธเจ้าก็มี แต่คนทั่วไปจะทราบแค่ว่าท่านตรอมใจตายไปแล้วเท่านั้น เพราะท่านจะปกปิดความจริงที่ตนเองบรรลุธรรมนั่นเอง

การบรรลุธรรมโดยบารมีระดับเมตตรัยนั้น เมื่อบรรลุแล้ว จะมองโลกนี้อย่างเป็นโลกละครตลกอย่างหนึ่งที่ช่างหาสาระอันใดมิไดเลย บางครั้งพอพิจารณาไปแล้วกลับไม่มีอะไรเห็นแต่ความบ้าเก่าก่อนของตนเอง เลยหัวเราะการกระทำของตนเองแล้วขำโดยไม่มีสาเหตุก็มี อยู่อย่างนั้นได้ตลอดทั้งวัน ไม่ทราบเพราะอะไร คนภายนอกเห็นเข้าคิดว่าสติไม่เต็มเต็งไปแล้ว หรือบ้าไปแล้ว เพราะยิ้มคนเดียว หัวเราะคนเดียว ก็มี แต่ทดลองดูเถิด เขาผู้นั้นจะเป็นผู้ที่มีปัญญาหาใครเทียบไม่ได้อีก แม้จะดูโง่ๆ หรือพูดอะไรพื้นๆ ก็ตามที แต่เขาพ้นแล้วจากโลก ไม่มีความหลงโลกอีก อยู่บนโลกราวกับหยดน้ำที่กลิ้งบนใบบอนหาได้ติดใบบอนส่วนใดไม่ ในบทความนี้ขอเล่าแต่พอสังเขปเพียงเท่านี้

การบรรลุธรรมด้วยการก่อกรรมแบบสมันตภัทร

พระโพธิสัตว์มีรูปกายต่างกัน บารมีก็ต่างกัน เหมือนเทวดาชั้นที่หนึ่ง บางเหล่าเป็นนาค, ครุฑ ฯลฯ พวกนาคก็มีกายเหมือนๆ กัน เฉกเช่นเดียวกับเทพบุตรชั้นสี่ที่เป็นโพธิสัตว์ จะมีรูปกายต่างกันแบ่งได้เป็นกลุ่มๆ คือ กลุ่มที่มีรูปกายแบบอวโลกิเตศวร เช่น พระอวโลกิเตศวรกวนอิม, พระอวโลกิเตศวรตัสสะ, พระอวโลกิเตศวรนัตธี ฯลฯ

ในบทความนี้จะกล่าวถึงความพิเศษของโพธิสัตว์ที่มีกายแบบสมันตภัทร ดังนี้

พระโพธิสัตว์ที่มีกายแบบสมันตภัทร จะมีบารมี ๑๗ อสงไขย ล้นเกินกว่าที่จะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าได้ เพราะการตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าใช้บารมีเพียง ๑๖ อสงไขย เพราะเหตุว่ามีบารมีล้นเกินนั้น กรรมและบุญก็มากเกินด้วย ทำให้ไม่สามารถชำระกรรมเสวยบุญได้หมดภายในชาติที่ได้อรหันต์ และนิพพานไม่ได้ เพราะต้องไปจุติที่สุขาวดีเป็นพระยูไลต่อ แล้วชำระกรรมบนสุขาวดีจนกว่าจะหมดบุญกรรม จึงจะนิพพานไปเอง อันนี้ เป็นลักษณะพิเศษของผู้มีบารมีล้นเกิน คือ บรรลุอรหันต์ได้ง่ายมาก เพราะบารมีทำมามากนั่นเอง แต่เพราะบุญกรรมล้นมากเกินไป ทำให้ยังนิพพานไม่ได้ เมื่อบรรลุอรหันต์จะสำเร็จขั้นสูงคือระดับยูไล แต่ไม่ได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า อนึ่ง พระยูไลไม่ใช่จำเป็นต้องเป็นพระพุทธเจ้า เพราะยังขาดคุณสมบัติบางอย่าง แต่พระพุทธเจ้าทำหน้าที่เป็นพระยูไลได้ กล่าวคือ พระยูไลใกล้เคียงพระพุทธเจ้ามาก แต่นิพพานไม่ได้ ต้องจุติที่สุขาวดี

ผู้ที่ได้บารมีล้นเกิน ๑๖ อสงไขยนั้นมีมากมาย ไม่ใช่หมายความว่าพระศรีอาริยเมตตรัยมีบารมีมากที่สุด คือ ๑๖ อสงไขยอย่างที่เข้าใจกันไม่ เหนือฟ้ายังมีฟ้า ผู้มีบารมีมากล้นมีมากดั่งเม็ดทรายในมหานที แต่หากพระสมันตภัทรจุติมายังโลก บารมีที่มากล้นเกินของท่านจะก่อภัยแก่สัตว์ได้ทางอ้อม กล่าวคือ จิตท่านก็บริสุทธิ์มากแล้ว จะนิพพานเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าได้ง่ายมาก เมื่อบรรลุแล้วจะไม่ทำกิจใดของพระโพธิสัตว์อีก เพราะเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าไปแล้ว ดังนั้น ท่านจึงมีปณิธานข้อหนึ่งประจำพระองค์คือ จะไม่ยอมบรรลุพุทธะตราบที่ทำงานไม่สำเร็จ แล้วมุมานะทำงานแบบผิดๆ ถูกๆ ไปก่อน เพราะไม่บรรลุธรรมก่อนนั่นเอง ท่านจึงก่อกรรมมาก บุญก็มาก หลงทางผิดก็มาก จนถึงจุดหนึ่ง ท่านสะสมกรรมและพลังดำได้มากพอ ไม่ต้องกลัวบรรลุเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าอีกแล้ว ท่านก็จะแบ่งภาคแล้วบรรลุธรรมได้โดยง่าย โดยจิตส่วนหนึ่งจะเอาความบริสุทธิ์ไป จิตส่วนหนึ่งจะเอาความดำไป กลายเป็นพระโพธิสัตว์ทรงสัตว์อสูรเป็นพาหนะ อยู่ในสังขารเดียวกัน การบรรลุธรรมแบบนี้ เป็นไปตามธรรมชาติ โดยต้องมีการสอนธรรมจากผู้ใดเลย เช่น พระอานนท์ ก็จุติมาด้วยบารมีสมันตภัทร และบรรลุธรรมขณะเอนตัวลงนอน

ในทิเบตพระลามะที่ใช้แนวทางของท่านมาเรปะ ทั้งห้าแนวทางนั้น มีอยู่หนึ่งแนวทางคือ การบรรลุธรรมด้วยการฝัน ซึ่งก็คือ วิธีเฉพาะของพระสมันตภัทรโพธิสัตว์นั่นเอง ยังมีคนอีกมากกว่าหนึ่งคนที่ใช้การฝันเป็นการเข้าสมาธิและพิจารณาธรรมนี่เพราะบารมีมากแล้ว นอกจากนี้ พระสมันตภัทรยังเชี่ยวชาญในเตโชกสิณ (กสิณไฟ) ดังเช่นที่พระอานนท์ก็ใช้กสิณไฟระเบิดกายกลางอากาศมาแล้ว หนึ่งในห้าแนวทางการบรรลุธรรมที่ท่านมาเรปะกล่าวก็คือ การใช้ความร้อนในกายเพื่อบรรลุธรรม ในทางอินเดียมีการฝึกโยคะร้อน มีการฝึกกุณดาริณีคือพลังงูไฟและในประเทศจีนก็มีการฝึกพลังเก้าเอี๊ยง ซึ่งเป็นพลังความร้อนในกาย วิชชาเหล่านี้ เป็นทางเฉพาะตัวของพระสมันตภัทรในการบรรลุธรรมทั้งสิ้น

ผู้มีบารมีล้นเกินแบบพระสมันตภัทรมีมาก แม้แต่พระศรีอาริยเมตตรัย ที่เดิมมีบารมี ๑๖ อสงไขย แต่เพราะยังไม่ถึงเวลาตรัสรู้ จึงลงมาช่วยเหลือมวลสัตว์ก่อนนั้น ก็ส่งผลให้บารมีล้นเกินไปแล้วเหมือนกัน ท่านเหล่านี้ เมื่อบารมีล้นเกินจะแบ่งภาคใหม่ เพื่อลดทอนบารมีตนเองลงไป ให้อยู่ในระดับที่พอดีได้ แต่บางท่านก็ล้นแล้วล้นเลย คือ ไม่รู้จะถอยกลับอย่างไรก็มี ทำให้ไม่ทราบวิธีที่จะทำให้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าได้ในชาติสุดท้ายพอดี

การบรรลุธรรมด้วยการตายลงนรกแล้วฟื้นแบบกษิติครรภ์

พระโพธิสัตว์มีรูปกายต่างกัน บารมีก็ต่างกัน เหมือนเทวดาชั้นที่หนึ่ง บางเหล่าเป็นนาค, ครุฑ ฯลฯ พวกนาคก็มีกายเหมือนๆ กัน เฉกเช่นเดียวกับเทพบุตรชั้นสี่ที่เป็นโพธิสัตว์ จะมีรูปกายต่างกันแบ่งได้เป็นกลุ่มๆ คือ กลุ่มที่มีรูปกายแบบอวโลกิเตศวร เช่น พระอวโลกิเตศวรกวนอิม, พระอวโลกิเตศวรตัสสะ, พระอวโลกิเตศวรนัตธี ฯลฯ

ในบทความนี้จะกล่าวถึงความพิเศษของโพธิสัตว์ที่มีกายแบบกษิติครรภ์ ดังนี้

พระกษิติครรภ์มีบารมีมาก ใกล้เคียงกับพระเมตตรัยโพธิสัตว์ และสามารถบรรลุธรรมได้ด้วยการ “ตายแล้วฟื้น” หรือเกือบตาย แล้วจิตจุติลงไปสู่นรกจึงฟื้นขึ้นมาแล้วบรรลุธรรม ใครที่ตายแล้วฟื้นแล้วบรรลุธรรมพร้อมกลับมาเล่าเรื่องราวของนรกได้มากมาย อาจเป็นพระกษิติครรภ์ บางครั้ง ท่านไม่ต้องตายแล้วฟื้น เพียงแต่นั่งสมาธิแล้วจิตจุติลงนรกไปเลย ก็กลับมาพร้อมบรรลุธรรมได้ เรียกได้ว่า “กายทิพย์หลุดออกไปนรกแล้ว กลับมาก็บรรลุธรรม” หากไม่ลงนรก จะไม่มีทางบรรลุธรรม เพราะพระกษิติครรภ์มีมหาปณิธานว่าหากนรกไม่สิ้นจะไม่ขอบรรลุพุทธะ แต่ท่านจะบรรลุธรรมได้ง่ายมากเพียงแค่ยอมสละตนลงนรกไป หรือระลึกนึกถึงสัตว์นรกที่ทุกข์ยาก จนจิตจุติลงนรกไปก็บรรลุธรรมได้ง่ายๆ อนึ่ง ถ้าผู้ได้บารมีกษิติครรภ์บุญเหลือน้อยจะตายแล้วจุติลงนรกแล้วบรรลุเลยแต่ไม่ฟื้นอีก ถ้ามีบุญเหลือก็จะฟื้นได้อีก แม้เซียนนั้นยังบารมีไม่เท่าพระโพธิสัตว์ แต่เซียนก็บรรลุธรรมได้เองเช่นกัน ทั้งเซียนและโพธิสัตว์นี้ อยู่เพียงสวรรค์ชั้นที่สี่ก็พร้อมบรรลุธรรมแล้ว ไม่ต้องไปอยู่สวรรค์ชั้นสูงมากอะไรเลย การบรรลุธรรมไม่ใช่ของยากเกินไป ขอเพียงกระทำให้ถึง “ที่สุด” เมื่อถึงที่สุดในแบบใดแบบหนึ่ง นั่นแหละ ก็พ้นโลกได้ไม่ยากนัก คือ บรรลุธรรมหลุดพ้นจากการยึดมั่นถือมั่นในเรื่องโลกๆ อีกต่อไป ด้วยการตายนั้นเอง

คนเราทุกคนไม่มีใครสามารถจะหายแค้นได้เอง หรือหายแค้นได้ด้วยการแก้แค้น เพราะความแค้นเป็นกิเลส ไม่อาจไถ่ถอนได้ด้วยวิธีปกติ ต้องปฏิบัติธรรมเพื่อการบรรลุธรรมจึงจะหายแค้นได้ ดังนั้น หากใครที่จู่ๆ เคยคับแค้นใจแล้วหายแค้นไปเลย กลายเป็นคนใหม่ไปเลย ขอให้เข้าใจว่า “ทุกอย่างมีเหตุ” ไม่ใช่อยู่ๆ แค้นดับไปเองได้ เหตุนั้นคือ เขาอาจบรรลุธรรมระดับหนึ่ง เช่น ระดับเซียนก็ได้ ดังนั้น แม้หากว่าบุคคลใดตายแล้วฟื้น หรือป่วยแล้วจิตจุติไปลงนรก กลับมาก็กลายเป็นคนใหม่ ให้ทราบว่าเขาอาจได้บรรลุธรรมแล้วก็ได้ แต่จะระดับไหนนั้น ต้องมาพิจารณากันละเอียดอีกที บางครั้ง คนที่แค้นสุดๆ ทุกข์สุดๆ อยู่ๆ ก็เปลี่ยนไป ความแค้นหายไป เพราะบรรลุธรรมเองโดยธรรมชาติก็มี

ในทิเบตนั้นมีแนวทางบรรลุธรรมของท่านมาเรปะ กล่าวไว้ห้าทาง หนึ่งในห้านั้นคือ การบรรลุธรรมด้วยการพิจารณาการ “ตาย” ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของพระกษิติครรภ์โพธิสัตว์ สามารถบรรลุธรรมได้ด้วยการตายแล้วฟื้น ขณะตายจะลงไปที่นรก และเข้าใจถึงสิ่งต่างๆ โดยทั้งหมด ทางทิเบตจึงมีศาสตร์แห่งการตายเผยแพร่มากมาย การทำโพวะ (เตรียมจิตขณะตาย) เรื่องของบาร์โด (วงชีพชีวิตจากเกิดจนตายของมนุษย์) เป็นต้น

พระกษิติครรภ์โพธิสัตว์ เมื่อบรรลุธรรมแล้ว จะเป็นผู้ชำนาญในเรื่อง “กรรม” อย่างมาก จะชัดเจนและฟันธงได้เลยว่ากรรมอะไรส่งผลอะไร ทั้งๆ ที่เรื่องกรรมเป็นเรื่องอจิณไตย เป็นเรื่องที่คนทั่วไปไม่ทราบ หากไม่ใช่พระพุทธเจ้าแล้วก็ยากที่จะมีใครทราบ นอกจากพระกษิติครรภ์และพระพุทธเจ้าแล้ว ไม่มีใครชำนาญเรื่องดูกรรมเท่านี้อีก ในประเทศไทย มีแม่ชีรูปหนึ่ง ชื่อ ทศพร นั่งดูกรรมแก้กรรมให้คนอื่น นี่ก็เป็นวิถีของ “กษิติครรภ์” เหมือนกัน ซึ่งหากไม่มีบารมีระดับพระกษิติครรภ์โพธิสัตว์แล้ว ไม่สามารถดูกรรมแก้กรรมให้ใครได้เลย แต่ท่านจะไม่แก้ให้แบบเกลื่อนตลาด จะพิจารณาก่อนว่าสมควรได้รับการอภัยหรือลดหย่อนโทษหรือไม่ เช่น ถ้าสำนึกผิดแล้วก็ผ่อนโทษให้ ในประเทศไทยมีผู้ได้บารมีกษิติครรภ์กันมากเช่น พระกษิติครรภ์ภูมิพล, พระกษิติครรภ์ทศพร ฯลฯ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น