อภิธรรม เรื่อง ต้อนจิตให้จนมุมด้วยทุกข์ แบบสามเณรจับแย้

อภิธรรม เรื่อง ต้อนจิตให้จนมุมด้วยทุกข์ แบบสามเณรจับแย้

อภิธรรม เรื่อง หัวใจแห่งวิปัสสนาญาณ การต้อนจิตให้จนมุมด้วยทุกข์ แบบสามเณรจับแย้

ท่านใบลานเปล่ามีความรู้มากแต่ไม่บรรลุธรรมอย่างแท้จริง เอาแต่สอนคนอื่น ตัวเองทำไม่ได้ผลจริงอยู่นาน พระพุทธเจ้า จึงทรงเรียกท่านว่า “ท่านใบลานเปล่า” เสมอๆ จนในที่สุดท่านคงได้สติรู้ตัวว่าตนเองไม่ได้มีธรรมอะไรเลย เหมือนใบลานเปล่าฉะนั้น จึงได้ไปร้องขอให้สามเณรซึ่งเป็นศิษย์ของตนสอนธรรมให้ สามเณรได้อุปมาเหมือนการจับแย้ให้เหลือไว้รูเดียว ทันใดนั้น ท่านใบลานเปล่าก็เกิดปัญญาโพล่งสว่างไสว บรรลุอรหันต์

การต้อนจิตให้จนมุมด้วยทุกข์เสมือนการจับแย้

จิตมีสภาวะเหมือนเหมือนลิงก็ดี, แย้ก็ดีที่ไม่อยู่นิ่งมักชอบคิดไปมาอยู่เสมอจากเรื่องหนึ่งเกิดแล้วดับลง ไปสู่อีกเรื่องหนึ่ง เกิดขึ้นใหม่แล้วดับลง วนเวียนอยู่เช่นนี้ ไม่จบไม่สิ้นเป็น “วัฏฏะ” ไม่หลุดพ้น ไม่นิพพาน สูตรวิปัสสนาญาณฉับพลันของสามเณรลูกศิษย์ท่านใบลานเปล่าก็คือ “การต้อนจิตให้ตรงอริยสัจสี่แต่ทางเดียว” ไม่ให้จิตฟุ้งซ่านไปยังเรื่องอื่นๆ เช่น เมื่อจิตคิดอะไรก็แล้วแต่ให้ลัดตรงเข้าไปถึง “ทุกข์” ยกจิตขึ้นวิปัสสนาญาณฉับพลันทันทีว่าสิ่งที่เราคิดอยู่นี้ก็ดี, ดำริอยู่นี้ก็ดี, ปรารถนาอยู่นี้ก็ดี ล้วนตรงไปสู่ทุกข์ มีทุกข์เป็นแดนเกิด, มีทุกข์เป็นเป้าหมาย, มีทุกข์เป็นปลายทาง, มีทุกข์เป็นสัมภาระทั้งสิ้น ไม่ว่าจะคิดอะไร, อยากได้อะไร ก็ต้อนด้วย “ทุกข์” ไปเสียทุกประตู เมื่อจิตถูกต้อนอย่างนี้แล้ว ก็ไม่อาจไปไหนได้ ต้องตรงแต่ทางเดียวคือ “ทุกข์ตามหลักอริยสัจสี่” เท่านั้น นี่คือ เคล็ด “ต้อนแย้ให้ออกรูเดียว” ของสามเณรลูกศิษย์ท่านใบลานเปล่า คือ “รูอริยสัจสี่” นั่นเอง

ยกตัวอย่าง จิตเทพดวงหนึ่ง คิดแต่จะสร้างนั่น, พัฒนานี่ ไม่จบไม่สิ้น เราก็พิจารณาตามไป สร้างแล้วก็เป็นภาระ ต้องดูแล ต้องรักษา ต้องวุ่นวาย สุดท้ายก็ไม่พ้น “ทุกข์” พอจิตคิดสร้างอย่างอื่นหรือทำอย่างอื่นอีกเช่น เปลี่ยนไปสร้างสิ่งที่ไม่ใช่ถาวรวัตถุแต่กลายเป็น “นิกาย” แทน เราก็พิจารณาตามไปสู่ทุกข์ว่า นิกายก็เป็นภาระ, มีคนวุ่นวาย, เมื่อเราตายไป มีพวกหลอกลวงปลอมเข้านิกายอีก ฯลฯ นี่ล้วนไม่พ้นทุกข์ ต้อนจิต ให้ตรงไปสู่ทุกข์อย่างนี้ทุกๆ ความคิด คือ ถ้าจะคิดก็คิดให้ถึงที่สุดแห่งความคิดนั้นๆ คือ คิดให้รอบคอบ คิดให้ไกลๆ ก็จะพบอย่างเดียวว่า “ไม่พ้นทุกข์” สุดท้าย จิตที่ถูกต้อนด้วยทุกข์นี้ จะยอมจำนน ละ “สักกายทิฐิ” อีกทั้ง “อัตตา” ลงได้ จนถึงขั้นปัญญาแจ้ง บรรลุอรหันต์ในที่สุด

การไล่ต้อนจิตด้วยทุกข์จนดับสูญหมด

ในการไล่ต้อนจิตด้วยทุกข์นี้ ถ้าทำผิดวิธีจะทำให้จิตตกและถึงขั้นอยากฆ่าตัวตายได้ เมื่อมองโลกในแง่ร้ายเห็นอะไรก็ทุกข์ไปหมด ดังนั้น จึงต้องทำให้ถูกวิธีคือ ทำไปให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์ เมื่อเราพิจารณาความคิดใดๆ ก็แล้วแต่ เราพิจารณาไปถึงที่สุดคือทุกข์ให้หมดความอยากที่จะทำ แล้วความคิด, ความทุกข์ จะดับสูญไปเองตรงนั้น จากนั้น จิตจะดำริใหม่ออกมา ถึงเรื่องอื่นๆ ที่จิตยังมีความค้างคาใจ, ยังปรารถนาอยู่, ยังยึดมั่นอยู่ ฯลฯ ก็ใช้วิธีนี้ซ้ำๆ เดิมๆ จนไม่เหลือดำริใดๆ อีกคือ “ดับสนิทไม่มีส่วนเหลือ” เมื่อจิตยอมจำนน ไม่มีความคิดอื่นใดอีกแล้ว จังหวะนี้เอง ให้เข้าสู่วิปัสสนาญาณฉับพลัน ทำ “นิพพานให้แจ้ง” ด้วยปริศนาธรรมอันใดอันหนึ่งในทันที ก็สามารถบรรลุฉับพลันได้ หัวใจสำคัญคือ

๑)    ต้องใช้จิตที่เป็นกลาง, อุเบกขา ไม่เป็นบวกหรือลบกับความเข้าใจในเรื่องทุกข์

๒)    ต้องทำขณะจิตผ่องใส, ไม่มีทุกข์ ถ้ายังทุกข์อยู่อย่าเพิ่งใช้วิธีนี้ (สุขวิปัสสโก*)

๓)    ต้องพิจารณาไปให้ถึงที่สุดคือ “ดับสูญ” แล้วจะหมดอยาก ผ่อนคลายหายทุกข์

๔)   เมื่อดับสนิทไม่มีกิเลสอีก ให้เข้าสู่วิปัสสนาญาณฉับพลันทำนิพพานให้แจ้งทันที

๕)   ในการเข้าสู่วิปัสสนาญาณฉับพลันนั้น ให้อาศัย “ปริศนาธรรม” ที่ตรงต่อนิพพาน

๖)    ปริศนาธรรมที่ตรงนิพพาน (โกอาน) ในไตรปิฎกมีมาก เหล่านั้นนำมาพิจารณาได้      

*หลักการนี้เป็น “หัวใจของวิปัสสนาญาณ” สามารถนำไปใช้ได้โดยไม่ต้องฝึกสมถกรรมฐานใดมาก่อนเลย ใช้เพียงสมาธิขั้นต้นเหมือนการทำงานในชีวิตประจำวันเท่านั้น

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น