พระเยซูไม่ได้บอกให้เปลี่ยนศาสนา แต่ทรงบอกให้เปลี่ยนแปลงจิตใจของตน
พระเยซูไม่ได้บอกให้เปลี่ยนศาสนา แต่ทรงบอกให้เปลี่ยนแปลงจิตใจของตน
ทุกวันนี้ มีชาวคริสต์จำนวนมากออกเดินไปหาคนเพียงเพื่อบอกให้เขาเปลี่ยนศาสนา บอกให้พวกเขารู้จักพระเจ้าและหันมานับถือพระเยซูคริสต์ จริงๆ แล้วในสมัยที่พระเยซูทรงมีพระชนม์ชีพอยู่พระองค์ไม่ได้สร้างศาสนา พระองค์ไม่ได้สร้างอะไรเลย และทรงไม่สนับสนุนให้สร้างอะไรเลยด้วยซ้ำ แม้แต่รูปปั้น รูปเคารพของพระองค์ท่านก็ไม่ให้ทรงหลงงมงายจัดสร้างบูชาเลย ดังนี้ จึงกล่าวได้ว่าพระเยซูมิได้ทรงสร้างศาสนา พระเจ้าต่างหากที่ทรงสร้างทุกอย่างแล้ว รวมทั้งพระคริสต์ศาสนาด้วย ทว่า สิ่งใดๆ ก็ตามที่พระเจ้าสร้างขึ้นบนโลกแห่งบาปกรรมนี้ จะถูกบาปกรรมทำลายความดีงามของมันลงเสียส่วนหนึ่ง มารซาตานทั้งหลายมีความสามารถที่จะทำลายได้โดยไม่ต้องกระทำเอง นี่เป็นผลจากบาปของมวลมนุษย์ที่ก่อขึ้น ทำให้พวกเขาไม่สามารถจะได้รับสิ่งดีงามต่างๆ ที่พระเจ้าสร้างขึ้นได้จากโลกแห่งบาปกรรมใบนี้ หากพระคริสต์ศาสนาถูกสร้างขึ้นบนสวรรค์ที่พระเจ้าเตรียมไว้ให้แก่เราตั้งแต่แรก ศาสนานั้นก็จะบริสุทธิ์ ไม่ถูกมารซาตานรอบงำได้แน่นอน ดังนั้น เราจึงต้องเข้าใจให้ตรงกันอย่างนี้ พระเจ้าทรงให้พระเยซูเป็นผู้ประกาศ และทรงให้พระสาวกผู้อื่นๆ ช่วยกันสร้างคริสต์ศาสนา และแน่นอนว่ามารซาตานย่อมไม่ยอมให้ศาสนาบริสุทธิ์แน่นอน นี่เป็นต้นเหตุให้มีบางอย่างที่แทรกเข้ามาในศาสนานั้น
นักปราชญ์ชาวสังคมนิยมมักคัดค้านศาสนา กลายเป็นต้นเหตุให้ประเทศคอมมิวนิสต์ไม่มีศาสนาเพราะพวกเขามองว่าศาสนาคือยาเสพติด ทำให้คนหลงเหมือนติดยาเสพติดและถูกนำไปเป็นเครื่องมือของชนชั้นสูงในการครอบงำชนชั้นล่างให้ยอมสยบอยู่ภายใต้การปกครองที่เหลื่อมล้ำของพวกเขา ซึ่งก็มีส่วนถูกต้อง ในบางสมัย คริสตจักรมีอำนาจทางการเมืองมาก ถึงขนาดที่ชนชั้นกษัตริย์ยังต้องยอมทำตามผู้นำศาสนาคริสต์ เพราะผู้นำศาสนาสามารถบงการผู้คนได้มากมาย จนกลายเป็นสงครามในที่สุด แต่นี่ไม่ใช่สิ่งที่พระเยซูต้องการเลย พระเยซูไม่ได้สร้างอะไรเลย แม้แต่ศาสนาคริสต์ก็ไม่ได้ทรงสร้าง ทรงทำหน้าที่ประกาศเรื่องราวการได้รับความรอดพ้นจากบาปกรรมผ่านพระเจ้าต่างหาก เมื่อพระเยซูสิ้นพระชนม์ไป คนมากมายเข้ามาร่วมมือกันสร้างสิ่งที่เรียกว่าศาสนาคริสต์ พวกเขาบางส่วนทำตามคำสั่งพระเจ้า บางส่วนถูกมารซาตานครอบงำให้กระทำ ดังนี้ ความบริสุทธิ์ของศาสนาจึงไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ การครอบงำและแทรกแซงของมารซาตาน ผ่านผู้อ่อนแอที่อยู่ในวงการศาสนาย่อมมีปรากฏอยู่เสมอ แต่พระเจ้าก็ไม่ได้ทอดทิ้ง แม้มารซาตานจะมีความสามารถในการครอบงำผู้คนได้โดยไม่ต้องออกมาจากนรกเลยก็ตาม
พระเจ้าทรงเป็นได้ทุกอย่างและผ่านมาสู่มนุษย์ได้ทุกทาง เพราะทรงมีอานุภาพที่ไม่อาจคาดคิดได้ ดังนั้นพระเจ้าจึงไม่ทรงถูกจำกัดให้อยู่แต่ในคริสต์ศาสนา ท่านทรงอยู่ในทุกๆ สรรพสิ่ง ในทุกศาสนา แม้ศาสนานั้นๆ จะไม่กล่าวคำว่าพระเจ้าเลย ศาสนานั้นก็ไม่อาจห้ามอำนาจของพระเจ้าในการที่พระองค์จะทรงยื่นพระหัตถ์ไปช่วยผู้คนในศาสนานั้นๆ ได้ ไม่ว่าพวกเขาจะนับถืออะไร กล่าวพระนามสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ตนนับถือว่าอะไรก็ตาม พระเจ้าก็ทรงสถิตอยู่เสมอ ดังนั้น จึงไม่มีประโยชน์อะไรเลยที่ชาวคริสต์จะต้องไปร้องขอให้เพื่อนๆ ในศาสนาอื่นๆ เปลี่ยนมานับถือศาสนาคริสต์ เพราะพวกเขาก็ได้รับการดูแลจากพระเจ้าผ่านศาสนาของพวกเขาอยู่แล้วด้วยเหตุดังที่ได้กล่าวมานี้ พระเจ้าทรงสร้างและประทานศาสนาที่เหมาะสมแก่เขาแล้ว จึงไม่ใช่หน้าที่ของชาวคริสต์ที่จะไปเปลี่ยนแปลงหรือทำลายการนับถือศาสนาอื่นๆ เลย สิ่งที่พระเยซูทรงกระทำอย่างมากคือ ทรงบอกให้ผู้คนทั้งหลายล้างบาปเสียและวิธีที่ง่ายที่สุด คือ การขอความรอดพ้นจากบาปกรรมจากพระเจ้า ซึ่งก็คือการล้างมือจากการก่อบาปกรรม หรือเลิกก่อบาปกรรมนั้นเอง เมื่อเลิกก่อบาปกรรมแล้วจะได้รับความรอดพ้นจากทุกข์ที่ได้รับจากบาปกรรมนั้น ซึ่งก่อนที่จะได้รับความรอดนี้ จะมีช่วงเวลาที่พวกเขาต้องผ่านการทดสอบจากพระเจ้าก่อน พวกเขาจะต้องอดทนรอด้วยศรัทธาอย่างแท้จริง ไม่ว่าพระเจ้าจะอยู่ในรูปใด แบบใด พระนามใดก็ตาม เช่น ในพุทธศาสนามหายาน ก็มีพระกษิติครรภ์โพธิสัตว์ ที่รอฉุดช่วยมนุษย์ให้หลุดพ้นจากเวรกรรมต่างๆ เหมือนกัน นี่แสดงว่าพระเจ้าไม่ได้ทอดทิ้งมนุษย์ในศาสนาอื่นเลย