รวมบทความชุด ผู้มีบารมีเปรียบดังดาวเทพนพเคราะห์

รวมบทความชุด ผู้มีบารมีเปรียบดังดาวเทพนพเคราะห์

โลกร้อน ด้วยอาทิตย์ชิงดวง

ผู้มีบุญบารมีมีรัศมีแผ่ซ่านไกลเฉกเช่นดวงอาทิตย์

สว่างไสวในยามกลางวัน ไม่มากเกินได้ไปกว่าหนึ่งดวง

เหลือไว้เพียงค่ำคืน คือ แสงจันทราและดาราดาษ

พระอาทิตย์ชิงดวง แย่งเด่น กลางนภายามวันแสงแผดจ้า

คนมีบุญบารมี แก่งแย่งชิงดี ชิงเด่น แข่งกันครองใจทวยราษฎร์ 

โลกร้อน ลุกไหม้ ไฟโหมแรง เพราะแฝดแสงแข่งใส่กัน

ดวงจันทร์ยอมลดบทบาทลง หลบอยู่ในคืนมืดมิด

อยู่อย่างคนที่ตายแล้ว ไม่มีใครรู้จัก ส่องแสงยามยากแก่ผู้มืดมน

เพื่อลดแรงแข่งขัน บุญบารมีกระทบกระทั่งกัน ไม่วายเว้น

เหตุไฉน ยอมดับแสงแรงกล้าแห่งอุดมการณ์เก็บตัวเร้นลับ

เพราะไม่อาจเพิ่มความร้อนแรงแห่งแสงตะวันเฉิดฉายให้โลกร้อน

ใครหนอ จะยอมลดตน สละตัว ถอนตนออกจากอำนาจ สู่โลกมืดได้

ผู้มีบุญบารมีทั้งห้า เปล่งประกายเจิดจรัสแล้วสามบุรุษ คือ สามร่มโพธิ์ศรี

หนึ่ง วีรสตรี ยอมแปลงกาย ปลอมตน สลายความร้อน กลับกลายเป็นน้ำแข็ง

หนึ่ง บุรุษ ยอมแปลงกาย ปลอมตน แฝงความสว่างไสว อยู่ในโลกมืดที่เร้นลับ

โลกมืด แต่ไม่บอด ด้วยความสว่างแห่งแสงจันทร์ และดวงดาวมากมาย

ดวงจันทร์ยอมอยู่ในโลกที่มืดมิด แต่เขาจะมีเพื่อนปรากฏขึ้น คือ หมู่ดาวมากมาย

ตะวัน-จันทรา ของคู่โลก จันทรา-ดาราดาษ ของคู่กันในยามค่ำคืน

ดาวฤกษ์ที่มีแสงในตัวเอง เฉกเช่นดวงตะวัน ยอมปรากฏในโลกยามมืดมิด

คือ ดวงดาวเจิดจรัส เพื่อนในยามรัตติกาล ของจันทรา แม้มืดมิด แต่ไม่เหงาหงอย

ดวงตะวัน เป็นเอก หนึ่งเดียว ร้อนแรง หาคนรู้ใจเข้าใกล้มิได้ อยู่ที่สูงแต่หงอยเหงา

ยามตะวันปรากฏสองดวง แข่งบารมี แข่งรัศมี แข่งขันกันแผ่ความร้อนแรง

โลกร้อนขึ้นด้วยอำนาจแห่งบารมีของบุรุษเหล่านั้น แม้แผ่นดิน ยังไม่อาจรับได้

บุรุษผู้เป็นตะวันเฉิดฉาย หนึ่งในสาม จำต้องจรจากไกล เพื่อลดความรุนแรงลง

หนึ่งวีรสตรี ยอมสลายตนลงจากตะวันที่เฉิดฉาย เป็นดั่งน้ำแข็งเยือกเย็นและแข็งแกร่ง

เธอโดดเดี่ยว และหนาวเหน็บในบางคราว ท่ามกลางมรสุมแห่งอำนาจที่โหมกระหน่ำ

ด้วยเพราะมหาบุรุษยอมเกิดเป็นหญิง บำเพ็ญตรงข้าม ปรากฏทั้งกลางวันและกลางคืน

หนึ่งบุรุษ ยอมหลบหายไปจากสังคม อยู่ในความมืดมิด เวิ้งว้าง และไม่มีคนรู้จัก

เขาไม่โดดเดี่ยว เพราะมีคนรู้ใจมากขึ้นเรื่อยๆ ปรากฏเป็นหมู่ดาวมากมายในนภากาศ

ด้วยเพราะเปล่งแสงสว่างบอกทางแก่คนยากไร้ ผู้อับจนแสงแห่งปัญญาในคืนสงัด

อาทิตย์ชิงดวง บุรุษผู้มีบุญบารมีทั้งสอง ช่วงชิงแข่งขันกันโดยไม่ได้เจตนา

บุรุษหนึ่ง ต้องจรจากไกล จาริกเข้าสู่โลกมืด อยู่ในฐานะ “ราหู” คอยอมจันทร์

บุรุษหนึ่ง ยอมอยู่ในโลกมืด ไม่มีคนรู้จัก รับความยากลำบาก ไม่ปรารถนาลาภยศ

วีรสตรีหนึ่ง ยอมลดบทบาท แปลงสภาพตนเอง เป็นน้ำแข็งหนาวเหน็บและโดดเดี่ยว

อาทิตย์จะมีได้เพียงดวงเดียว มหาบุรุษไม่อาจแข่งรัศมีในยามกลางวันพร้อมกันได้

–จบ- 

ดุลยภาพสุริยจักรภพ ดาวนพเก้า

สุริยจักรวาล สมดุลด้วยดุลภาพแห่งดาวเทพนพเคราะห์

คือ ดวงอาทิตย์ผู้ส่องแสงยามกลางวัน หนึ่งดวงเท่านั้น หาเกินได้ไม่

คือ จันทรา ส่องแสงสว่างในค่ำคืนที่มืดมิด พร้อมด้วยหมู่ดาวมากมาย

คือ ดาวอังคาร พุธ พฤหัส ศุกร์ เสาร์ แวดล้อมเรียงรายในค่ำคืน

ยามใดที่กลางวันโลกร้อนด้วยอาทิตย์ชิงดวง แก่งแย่งแข่งขันกันเด่น

ราหูย่อมมีอำนาจ เพื่อลดทอนความร้อนแรงของแสงอาทิตย์นั้น

เมื่อราหูปรากฏอมจันทร์นั้น เพราะจันทร์ส่องแสงสว่างไสวเกินไป

ธาตุน้ำบนโลกย่อมเพิ่ม ราหูลดทอนอำนาจของดวงจันทร์ลงจึงสมดุล

เมื่อราหูปรากฏอมตะวันนั้น เพราะตะวันส่องแสงร้อนแรงเกินไป

ธาตุไฟบนโลกย่อมเพิ่ม ราหูลดทอนอำนาจของตะวันลงจึงสมดุล

เมื่อใดราหูกระทำการณ์เกินกว่าดุลภาพ ย่อมปรากฏพระเกตุต้านทาน

พิพากษากรรมเกินกว่าเหตุ พระอาทิตย์ไม่อาจต้านทาน พระจันทร์ยอมถอย

เมื่อนั้น พระเกตุย่อมปรากฏ โชควาสนา ย่อมปรากฏแก่คนยาก กิจปกติกลับแปรปรวน

สุริยุปราคา เกิดจากจันทราบังพระอาทิตย์ ตะวันตกบ่วงกรรมราหู

ราหูใช้พระจันทร์คือศาสนาเป็นเครื่องอำพราง เพื่อบดบังกำลังแห่งตะวันฉาย

จันทรุปราคา เกิดจากโลกบังพระจันทร์ พระจันทร์ตกบ่วงกรรมราหู

ราหูใช้โลก คือ มวลมนุษย์เป็นเครื่องอำพราง เพื่อลดความสว่างไสวของพระจันทร์

ยามพระอาทิตย์ชิงดวง เด่นนภา สาดแสงแรงกล้าแข่งขันกัน

ราหูจำต้องเรืองอำนาจมาก เป็นการปรับตามดุลยภาพของเทพนพเคราะห์

พระจันทร์เปล่งประกายมาก เพื่อเพิ่มธาตุน้ำให้สมดุลกับธาตุไฟบนโลก

ราชินีหิมะ เพิ่มความเย็นยะเยือกก่อนโลกจะร้อนระอุด้วยไฟสงคราม

พระอังคาร ทหารย่อมขยับ, พระพุธ นักธุรกิจ ย่อมสะเทือน, พระพฤหัส ครู-นักบวช ถูกรบกวน, พระศุกร์ ศิลปินก็ตกยาก,

พระเสาร์ เกษตรกร-ผู้ผลิต ย่อมทำงานหนักขึ้น, พระราหู ย่อมได้รับพลังดำมากขึ้น, พระเกตุ นักเดินทางเสี่ยงโชค ก็จรร่อนเร่มากมาย

ดุลภาพถูกรบกวนจากจุดเริ่มต้น ย่อมกระทบต่อดาวเทพนพเคราะห์ทุกดวง

เริ่มจากดวงอาทิตย์มีกำลังมากเกินไป ดาวเทพนพเคราะห์อื่นย่อมมีกำลังเพิ่มขึ้น

เมื่อดวงอาทิตย์ทั้งสองยิ่งแข่งขันกันใหญ่ โลกย่อมร้อนขึ้น กลายเป็นไฟที่ครุกรุ่น

หากพระอาทิตย์ทั้งสอง ยอมลดทอน ลดบทบาท ลดอำนาจลง โลกย่อมเย็นลงพลันได้

บริหารงานหลังม่านเหล็กคือ ดาวฤกษ์ที่เปลี่ยนบทบาทจากดวงอาทิตย์ไปเป็นดาวฤกษ์

ปรับเอาพลัง “หยิน” คือ ผู้หญิง ที่มีจิตใจเย็นเยือกแข็งแกร่ง ไปอยู่แถวหน้าแทนตน

เพื่อปรับความสมดุลของการแข่งขัน ไม่ให้แข่งขันกันรุนแรงมากเกินไปจนโลกร้อน

ไม่ก็ยกเอาพลังดำ คือ ชายที่มีจิตมิจฉาทิฐิ ไปอยู่แถวหน้าเพื่อครอบงำพลังอาทิตย์

เพื่อลดทอนความร้อนแรงแห่งตะวันที่แข่งขันกันฉายแสง แย่งเอาใจราษฎรมากเกินไป

ตะวันลดลงหนึ่งดวงกลายเป็นดาวฤกษ์ยามค่ำคืนคู่พระจันทร์ ตะวันจะเหลือดวงเดียว

แต่หากพลัง “หยิน” เข้าแทน จะเย็นเกินไป จึงต้องสลายเป็นพลังกลางก่อนจึงสมดุล

หากเอาพลังดำเข้าแทน จะบดบังแสงที่พอดีแล้ว จึงต้องปรับภาวะเป็นกลางก่อน

พระจันทร์ที่เหงาหงอย เฝ้าคอยการปรากฏของดาวฤกษ์ที่มาจากดวงอาทิตย์

–จบ-

จันทราและห้าดาวนพเคราะห์

โลกมนุษย์ตกอยู่ในอุ้งมือซาตานทั้งห้า คือ อิทธิพล, อำนาจ, เงินตรา, สื่อ, และแผนการ

นักรบดำ ผู้ต่อสู้กับซาตานทั้งห้าอย่างโดดเดี่ยวอยู่ในโลกที่มืดมิดเฉกเช่นซาตานทั้งห้า

เพื่อปลดพันธนาการโลกนี้ เปิดทางแก่ดาวเทพนพเคราะห์ทั้งห้าและจันทราอีกหนึ่ง

เมื่อโลกได้รับการโอบอุ้มจากจันทราและดาวเทพนพเคราะห์ทั้งห้า

โลกได้รับการดูแลด้วยผู้มีบารมีทั้งหก อยู่เบื้องหลังดวงอาทิตย์หนึ่งดวง

คานอำนาจกับดาวราหู และพระเกตุ ที่จรเข้ามาตามวาระวิบากกรรมและบุญ

จันทรา คือ ผู้นำแห่งจิตวิญญาณ อยู่ในโลกมืด ปรากฏในยามค่ำคืน ไม่มีคนรู้จัก

อังคาร คือ ทหารผู้สัตย์ซื่อ อยู่เบื้องหลัง หนุนกำลังให้คนดี มีปัญญาทางโลกและธรรม

พุธ คือ พ่อค้ามั่งคั่งผู้มีใจเป็นทาน อยู่เบื้องหลัง ให้การสนับสนุนดาวเทพนพเคราะห์

พฤหัส คือ อาจารย์นักวิชาการที่กล้าหาญ แสดงข้อมูลตีแผ่ ให้มนุษย์โลกมีปัญญา

ศุกร์ คือ ศิลปินผู้เข้าใจวัฒนธรรมธรรม นำปรัชญาแห่งธรรมสะท้อนสอนคนผ่านศิลปะ

เสาร์ คือ เกษตรกรผู้อดทนอยู่อย่างสมถะ สร้างความแข็งแกร่งจากรากฐานสังคม

จันทราหนึ่ง ดาวเทพนพเคราะห์อีกห้า ปรากฏแทนที่ซาตานและนักรบดำ

โลกนี้ย่อมหมุนไปในทางสุขสงบ สันติภาพย่อมเกิดขึ้น ความวุ่นวายจะหายไป

ดวงอาทิตย์ไม่ส่องแสงร้อนแรงเกินไป พระราหูและพระเกตุย่อมไม่สำแดงฤทธิ์

สุริยัน-จันทรา ย่อมหนุนเนื่องกันเคียงคู่ จันทรา-ดาราดาษ ย่อมเจิดจรัสฟ้าในคืนค่ำ

ดาวเทพนพเคราะห์ ปรับดุลภาพ เกี่ยวเนื่องกัน ประสานกันอย่างนี้ โลกไม่เดือดร้อน

อาทิตย์ คือ ผู้นำทางโลก ผู้พัฒนาโลก มากไปคนหลงโลก น้อยไป อยู่กันได้ยาก

พระจันทร์ คือ ผู้นำทางธรรม ผู้นำทางจิตวิญญาณ ปรากฏทางโลกไม่ได้ ต้องอยู่ที่มืด

พระอังคาร คือ ผู้กุมอำนาจทางทหาร ไม่ควรแข่งกับพระอาทิตย์ จำต้องหลบเบื้องหลัง

พระพุธ คือ ผู้กุมอำนาจทางเงินตรา ไม่ควรปรารถนาอำนาจการเมือง ควรเป็นทัพหลัง

พระพฤหัส คือ ครูอาจารย์-นักวิชาการ ไม่เก่งการบริหาร ส่งเสริมปัญญาทางโลกก็พอ

พระศุกร์ คือ ศิลปิน ที่มาของศิลปวัฒนธรรม จำต้องขับเคลื่อนสังคมไปในทางที่ดีงาม

พระเสาร์ คือ เกษตรกร-ผู้ผลิต ควรสร้างรากฐานสังคมด้วยการให้ปัจจัยการบริโภคต่างๆ

พระราหู คือ เบื้องหลังของแสงสว่าง คือ เงามืด คอยลดทอนปรับสมดุลกับแสงสว่าง

พระเกตุ คือ นักเดินทาง, ผู้เสี่ยงโชคลาภ คอยช่วยผู้รับวิบากกรรมหนัก ให้เบาลงบ้าง

เมื่อพระอาทิตย์คิดว่าตนเองเป็นที่สุด และเป็นทั้งหมด ไม่มีใครเหนือกว่า ตนทำคนเดียว

เมื่อนั้น พระอาทิตย์จะหลงลืมไปว่ายังมีดาวเทพนพเคราะห์อีก ๘ ดวง ปรับสมดุลร่วมอยู่

ดวงอาทิตย์จะแผดแสงแรงกล้า เพราะคิดว่าไม่มีสิ่งอื่นใดกระทำให้สุริยภพพัฒนาขึ้นอีก

ดวงอาทิตย์แสดงบทบาทร้อนแรงเกินไป โลกร้อนขึ้นกระทบต่อดาวเทพนพเคราะห์อื่นๆ

ดาวเทพนพเคราะห์ที่เป็นปรปักษ์กับพระอาทิตย์จึงแข็งกร้าว มีกำลังเพิ่มเพื่อคานสมดุล

พระจันทร์ทอแสงสว่างมากขึ้น พระราหูปรากฏบ่อยครั้งขึ้น เพื่อลดทอนอำนาจอาทิตย์

จันทรา ปรากฏส่องสว่างสุกใสยิ่งขึ้น ผู้คนเริ่มเข้าหาธรรม หาที่พึ่งทางจิตใจมากขึ้น

อังคาร แสดงแสนยานุภาพทางการทหาร ทหารแต่ละเหล่าทัพเริ่มขยับเคลื่อนไหว

พุธ เดือดร้อน ขอร้องให้ลดการกระทบกระทั่งลง เพื่อบรรยากาศการค้าขายที่ดีขึ้น

พฤหัส ออกมาสอนผู้คน ด้วยข้อมูล หลักการ วิชาการต่างๆ ผ่านสื่อต่างๆ มากขึ้น

ศุกร์ ขาดแคลนรายได้ เริ่มกลายเป็นศิลปินไส้แห้ง วอนขอความช่วยเหลือจากผู้อื่น

เสาร์ ตกระกำลำบาก ต้องอดทนเหนื่อยยากแสนเข็ญมากขึ้น ด้วยผลกระทบที่เกิดขึ้นนี้

จันทราและห้าดาวเทพนพเคราะห์หนุนหลังทางโลก ปรับตามพระอาทิตย์ที่ร้อนขึ้น

-จบ-

คนเลี้ยงหิน

หิน… แม้รดน้ำสักเท่าไร

ก็ไม่มีวันที่จะเจริญเติบโตได้

บุคคลที่แข็งกร้าวเกินไป

จะเจริญเติบโตได้อย่างไร?

ไม้… เติบโตได้ด้วยธรรมชาติ

แสงแดด, น้ำ และการตัดแต่ง

ย่อมทำให้ไม้เจริญเติบโตขึ้น

แต่หินไม่อาจเติบโตได้เช่นนี้

คนเราแม้แข็งก็ต้องมียืดหยุ่น

แม้ถูกตัดยอดก็ต้องมีแตกตา

แม้ต้องพายุก็ต้องมีกิ่งไหวเอน

คนเจริญดังไม้ ย่อมไม่แตกสลาย

คนที่แข็งกร้าวดังหินย่อมแตกดับ

ด้วยแรงกระทำต่างๆ ดังกล่าว

คนที่ยอมอ่อนลงบ้างย่อมอยู่รอด

ไม้ย่อมเติบโตได้ แต่หินจะโตได้อย่างไร?

หินกลายเป็นเพชรเมื่ออยู่ในมือนักเจียระไน

คุณค่าย่อมเปล่งประกายเจิดจรัส

ไม้แกะสลักเท่าไร คุณค่าไม่เท่าเพชร

คนแข็งกร้าวอยู่ในมือนักปั้นดีกว่าคนผ่อนปรน

คนแข็งกร้าวยอมให้ครูเจียระไน

ย่อมเปล่งประกายดุจเพชร

คนยืดหยุ่นยอมให้ครูแกะสลักเท่าใด

คุณค่าไม้แกะสลักหรือจะเท่าเพชร

ทว่า ในโลกแห่งความเป็นจริง

โลกกำลังเจียระไนเราหรือปลูกเรา?

หินปลูกเท่าไรก็ไม่อาจเติบโตได้

แต่ไม้เจริญได้ท่ามกลางธรรมชาติ

ยามมีคนเจียระไนอย่างดี พึงเข้มแข็ง

ยามอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ พึงยืดหยุ่น

ดังนี้ เพชรย่อมกำเนิดเมื่อยามเจียระไน

ไม้ย่อมเจริญเติบโตท่ามกลางธรรมชาติ

คนเราแข็งกร้าวได้เมื่อได้รับการเจียระไน

แต่ยามอยู่ท่ามกลางโลกกว้างควรยืดหยุ่น

การเจียระไนย่อมเกิดในโรงเรือนระบบปิด

แต่ท่ามกลางธรรมชาติที่เปิดกว้างนั้น…

ยืดหยุ่นย่อมได้เปรียบกว่าแข็งกร้าว

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น