ศาสนธรรม “ทาน ๓ ประเสริฐ”
ศาสนธรรม “ทาน ๓ ประเสริฐ”
การคิดว่าบุญต้องทำกับพระดี พระอรหันต์ ไม่ควรทำให้พระทุศีล หรือคนเลว เป็นการคิดแบบมิจฉาทิฐิ เพราะเป็นการทำบุญหวังผล ไม่ถูกต้องตามหลักการทำทาน การทำทานที่เป็นสัมมาทิฐิ คือ การทำทานเพื่อฝึกการละ การสละ การเอาชนะความตระหนี่ ไม่ใช่ทำบุญหวังผล แม้ในความเป็นจริง ทำบุญกับพระอรหันต์จะได้บุญมากกว่าคนที่ไม่อรหันต์ก็จริง แต่ก่อนที่บุคคลจะมีบุญส่งไปได้พบพระอรหันต์ได้นั้น จะถูกเจ้ากรรมนายเวร เจ้าหนี้ต่างๆ ทวงบุญคุณความแค้นเสียก่อน ดังนั้น บุคคลจะต้องทำบุญไล่ไปจากที่ง่ายที่สุด สะดวกที่สุด เช่น ทำบุญกับพ่อแม่ของตน, ครอบครัวของตน ดูแลให้ดีพร้อม แล้วจึงค่อยๆ ขยายวงบุญให้กว้างออกไปไพศาลไม่มีที่สิ้นสุด การที่เอาแต่ทำบุญกับพระอรหันต์ทอดทิ้งพ่อแม่, ทอดทิ้งคนยากไร้ ทำให้จิตขาดความเมตตา และไม่สนใจความยากลำบากของคนยากจน เอาแต่หวังผลบุญมากมายจากการทำบุญกับพระอรหันต์ พระอรหันต์บางรูปได้ลาภสักการะชนิดที่ทั้งชีวิตก็ใช้ไม่หมดอยู่แล้ว ยังเอาเงินไปทำทับถมกันมากเกินไป จนสุดท้าย ต้องชวนพระอรหันต์มาทำนั่นสร้างนี่ ผิดหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าในที่สุด นี่จึงจัดเป็น “มิจฉาทิฐิ” ในที่สุด บางคนทำบุญให้พระไปแล้วยังไม่ละความหวงทรัพย์ ยังตามไปดูอีกว่าพระจะเอาไปทำอะไร ทำดีหรือไม่ ทำตามศีลไหม อย่างนี้แสดงให้เห็นว่าทำบุญไม่เป็น ไม่ตรงตามคำสอนของพระพุทธเจ้า หวังเอาแต่ผลบุญ ยังคงมีความหวงทรัพย์ มีความตระหนี่ไม่ลดละ ความคิดเห็นที่จัดเป็น “สัมมาทิฐิ” ก็คือ ทำบุญทำทานนั้นทำกับใครก็ได้ ตามความเหมาะสมความสะดวกและไม่ทำให้ตนเองต้องทุกข์ โดยมุ่งเน้นการทำบุญทำทานเพื่อขจัดความยึดมั่นถือมั่น ความตระหนี่ถี่เหนียวของตนเอง อย่าทำบุญหวังผล การทำบุญหวังผลไม่ใช่การทำบุญ แต่เป็นการ “ค้า” เป็น “พุทธพาณิชย์” ต่างหาก และควรตรวจสอบจิตของเราให้ดีทั้งก่อนทำและหลังทำบุญทำทานว่า เรามีความยึดมั่นถือมั่นในทรัพย์ลดลงหรือไม่ด้วย การทำบุญทำทานจะสำเร็จผลจริงเมื่อเราละความยึดมั่นถือมั่นในทรัพย์ได้มากขึ้นต่างหาก การที่คนรับทานจะดีหรือไม่ หลอกลวงเราหรือไม่ อย่าได้สนใจ กรรมใดใครก่อกรรมนั้นเขารับเอง เราทำเฉพาะส่วนของเราทำบุญให้สำเร็จที่ใจ คือ ตัดความยึดมั่นในทรัพย์ให้ได้เป็นพอ ผู้รับจะดีหรือเลว จะหลอกลวงเอาทรัพย์ของเราหรือไม่นั้น ไม่ใช่กรรมของเรา สรุปสั้นๆ ได้ว่า “บุญทานนั้นทำกับใครก็ได้ทำไปเถิด เพราะสำคัญที่ตัวเราต่างหากว่าละความยึดมั่นถือมั่นในทรัพย์ได้หรือไม่ ไม่ได้สำคัญที่ตัวผู้รับ แม้ผู้รับจะทำให้เราได้ผลบุญมาก แต่การได้รับผลบุญมาก มิใช่ทางหลุดพ้นทุกข์ หลุดพ้นการเวียนว่ายตายเกิดเลย” การเอาผลบุญมาล่อให้ทำบุญนั้น ไม่ใช่คำสอนที่ถูกต้องตามพระพุทธศาสนา แต่ก็ถือว่ายังดีกว่าการตกนรก อุปมาอย่างนี้ เป็นมารก็ยังได้ขึ้นสวรรค์ชั้นหก ก็ดีกว่าตกนรกนั่นเอง
ทว่า พระพุทธเจ้าสอนให้หลุดพ้นจากบาปกรรมทั้งมวล การจะหลุดพ้นได้ ก็ต้องละเว้นละวางไม่ก่อกรรมใหม่เพิ่ม ถ้าเราก่อกรรม แม้เป็นกรรมดี เราเองนั่นแหละที่ต้องไปชำระกรรมชดใช้ผลความดีนั้น ก็ไม่พ้นต้องเกิด, แก่, เจ็บ และตาย จึงยังเป็นหนทางที่ห่างไกลนิพพาน พระพุทธองค์ทรงสอนให้ลอยแล้วซึ่งบุญและบาป ไม่ก่อกรรมสืบภพชาติใหม่ ทว่า ก็ทรงสอนให้ “ทำความดี” ละเว้นความชั่ว ทำจิตใจให้บริสุทธิ์ จึงทำให้หลายท่านสับสนในคำสอน อนึ่ง ความดีอันประเสริฐสามประการที่ทำแล้วใกล้นิพพานที่สุด มีดังนี้
การปลดเปลื้องลดทอนกรรมใหม่ ด้วย “อภัยทาน”
เมื่อเราถูกคนทำร้ายแล้วเราไม่อาฆาต เราให้อภัยเขา เมื่อนั้น กรรมที่เราได้รับ จะถือเป็น “วิบากกรรม” ทันที นั่นคือ เรารับวิบากกรรม ชำระกรรมของเรา ให้ลดทอนลงไป แต่ถ้าเราไม่อภัย กลับตอบโต้และผูกอาฆาตไว้ เราจะกลายเป็น “เจ้ากรรมนายเวร” ของกรรมนั้นๆ และต้องเกิดไปตามทวงเอาคืน จากคนที่ทำร้ายเรา ชาติภพก็จะสืบต่อไปเรื่อยๆ ดังนั้น ผลจากการทำ “อภัยทาน” ทำให้สามารถตัดกรรม ลดทอนชาติภพลงได้ ทำให้นิพพานอยู่ใกล้เข้ามามากขึ้น นี่คือ ผลของอภัยทานได้ผลเป็นนิพพานทีเดียว จึงนับเป็นทานที่ประเสริฐที่สุด เหนือกว่าทานใดๆ เพราะช่วยลดทอนกรรมลงได้เรื่อยๆ นั่นเอง
การแก้กรรมอนุเคราะห์ตนเองด้วย “กรรมทาน” (ชิงให้ก่อน จิตไม่ต้องทุกข์)
การทำกรรมทาน คือ การทำบุญต่อเจ้ากรรมนายเวร เพื่อชำระชดใช้กรรมในรูปการทำบุญทดแทน เช่น เราอาจเคยไปขโมยของเขามา เขาจะมาทวงเอาทรัพย์คืนจากเรา แทนที่เราจะรอให้เขามาขโมยของเรากลับคืนไป เราก็รุกเข้าไปให้เขาก่อน เมื่อเราให้เขาแล้ว เราก็สบายใจ และไม่ต้องมาทุกข์กับการถูกขโมยของ เพราะเรารู้ว่าทรัพย์ของเราได้ไปที่ใด นี่เรียกว่าการทำ “กรรมทาน” การทำกรรมทานทุกครั้ง จิตต้องตั้งให้ดีว่าเราไม่ขอผลบุญจากทานนี้ ลูกขอชำระกรรมชดใช้ให้แก่เจ้ากรรมนายเวรด้วยการทำบุญนี้ การทำกรรมทาน เป็นสิ่งที่ควรทำอย่างยิ่ง ทำแล้วทำให้สังคมน่าอยู่ เช่น การเดินผ่านขอทาน แม้รู้ว่าเขาอาจหลอกลวงเรา แต่หากเขาทักเราเมื่อไร ก็ให้เขาไปเท่าที่เราพอให้ได้เถิด ถือว่าเขาเป็น “เจ้ากรรมนายเวรของเรา” ที่มาทวงคืน แล้วอธิษฐานไปดังกล่าว
การช่วยเหลือคนให้พ้นกรรม ด้วย “ธรรมทาน”
กรรมใครกรรมมัน ไม่มีใครรับแทนกันได้ ไม่มีใครแก้กรรมแทนกันได้ หรือแก้ให้กันก็ไม่ได้ หากเราทำอย่างนั้นเมื่อไร เราเองนั่นแหละที่จะต้องเป็นคนรับกรรมใหม่แทนต่อไป ดังนั้น การช่วยใครก็ตามให้พ้นกรรม จะช่วยโดยเข้าไปทำแทนเขาไม่ได้ เราต้องรู้จักปล่อยวางเขาให้เป็นไปตามธรรมชาติ แต่เราสามารถบอกเขาได้ ให้แสงสว่างแก่เขาได้ว่าเขาจะหลุดพ้นจากกรรมนั้นๆ ได้อย่างไร เช่น เจ้ากรรมนายเวรของเขาเป็นทหารที่ตายเพราะผู้ป่วยวางยาพิษลงน้ำ ทำให้ป่วยเป็นโรครักษาไม่หาย ก็สามารถบอกเขาได้ว่าควรทำบุญ อุทิศส่วนบุญส่งไปให้ และแผ่เมตตาถึงด้วยเป็นประจำ แต่จะไปทำแทนไม่ได้
ทานนอกเหนือจากนี้ ไม่ส่งเสริมให้ทำเลย เช่น บางคนบ้าบุญชอบไปหาพระอรหันต์ เพราะจะได้ทำบุญแล้วถูกหวยรวยโตกับเขาบ้าง อันนี้ เป็นทานให้โทษ กล่าวคือ เมื่อทำแล้วจิตผูกไว้ สร้างชาติสืบภพไว้ ทำให้ตนเองต้องไปเกิดรับผลบุญที่ทำนั้นๆ ชาติภพยืดยาวออกไป แทนที่จะหดสั้นเข้าใกล้นิพพานไปเรื่อยๆ การที่บุคคลนั้นบ้าบุญก็มีสาเหตุจากกรรมบังตาเหมือนกัน เช่น กรรมต้องพาไปให้ทำบุญกับพระอรหันต์รูปนั้น ในกรณีนี้ให้ทำ “กรรมทาน” ด้วยการอธิษฐานว่า “ข้าพเจ้าขอทำทานนี้เพื่อชำระกรรมชดใช้แก่เจ้ากรรมนายเวรของลูกด้วยเทอญ” อย่าไปอธิษฐานหวังผลบุญจากการทำทาน ทำทานเช่นนี้ จึงตรงต่อนิพพานมากที่สุด เป็นทางที่ลัดสั้นตัดตรงที่สุด อนึ่ง ในขณะที่ทำทานนั้น ให้พิจารณาจิตของตนไปด้วยว่าได้ลดความตระหนี่ถี่เหนียวในทรัพย์ได้มากขึ้นไหม หากยังไม่ลดให้พยายามพิจารณาให้เกิดความตระหนี่น้อยลงไปเรื่อยๆ ทุกครั้งที่ทำทาน
นอกจาก “ทาน ๓ ประเสริฐ” นี้แล้ว ความดีอื่นๆ ล้วนไม่จำเป็น
การทำความดี ในคำสอนชุด “ทำความดี ละเว้นความชั่ว ทำจิตใจให้บริสุทธิ์” นั้น หมายถึง การทำความดีในรูปทานทั้งสามประการนี้เอง คือ อภัยทาน, กรรมทาน และธรรมทาน ความดีอื่นๆ ไม่จำเป็นต้องทำอีกเลย เพราะความดีทั้งหลาย เป็นกรรมทั้งนั้น แม้ว่าจะเป็นกรรมดี แต่ก็เป็นเครื่องสร้างชาติสืบภพไม่จบสิ้น หากต้องการจบ ต้องการนิพพาน ต้องทำน้อยได้ผลเร็วลัด คือ ทาน ๓ ประเสริฐนี้ การทำทานสามประเสริฐนี้ ไม่ได้แปลว่าห้ามทำบุญกับพระอรหันต์ก็หาไม่ บางครั้ง การที่เราอยากไปทำบุญกับพระอรหันต์เพราะอยากได้บุญมากๆ นั่นก็อาจเพราะพระอรหันต์รูปนั้นเป็นเจ้ากรรมนายเวรเรา หรือเจ้ากรรมนายเวรเรามาทวงหนี้ แล้วเทวดาประจำตัวเรา อาจดลจิตดลใจให้ไปทำบุญกับพระอรหันต์เพื่อให้บุญได้ชดใช้ไปถึงเจ้ากรรมนายเวรบ้างก็ได้ ดังนั้น ทำบุญลักษณะนี้ทำได้ ไม่ได้หวงห้าม เพียงแค่ทำให้เป็น ก็พอ คือ “ตั้งจิตชำระกรรมแก่เจ้ากรรมนายเวร” อย่าเผลอ “ไปอธิษฐานขอผลบุญ” เข้า อันนั้นให้ผลเป็นหลงชาติสืบภพทีเดียว บางท่านไปอ่านพุทธประวัติ เห็นพระพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญบารมี แล้วได้ผลบุญอย่างนั้น อย่างนี้ ก็อยากได้อย่างนั้นบ้าง ไปทำบุญแล้วอธิษฐานเอาก็มี ส่งผลให้ต้องไปเกิดรับผลบุญอีก อนึ่ง พระโพธิสัตว์เวลาบำเพ็ญบารมีนั้น ไม่ได้หวังผลว่าตนต้องได้รับผลจากการกระทำนั้นๆ ทรงทำไปด้วยจิตบริสุทธิ์เท่านั้นเอง การทำบุญหวังผล โลภในผลบุญ มักให้ผลเป็นมาร คือ ได้ขึ้นสวรรค์ชั้นสูงสุด คือ ชั้นที่หก แต่จะกลายเป็นมารในที่สุด
“ทาน ๓ ประเสริฐ” ก็พอช่วยให้โลกสันติสุข
เพียง อภัยทาน, กรรมทาน, ธรรมทาน ก็มีผลานิสงค์มากเหลือคณานับ สำหรับอภัยทานนั้นทำให้สังคมสงบสันติสุขได้มาก ส่วนกรรมทานนั้นก็ช่วยให้มวลมนุษย์ช่วยเหลือกันและกันไม่ทอดทิ้งผู้ยากไร้ ไม่รอให้คนยากจนจนต้องไปเป็นโจร แต่รุกเข้าช่วยเหลือก่อนที่เขาจะเป็นโจร ส่วน “ธรรมทาน” นั้น เหนือขึ้นไปอีก เพราะช่วยให้คนมีปัญญา เมื่อคนในสังคมมีปัญญามากขึ้นแล้ว ก็จะทำสิ่งที่ถูกต้องดีงาม และทำให้สังคมสันติสุขได้ การมุ่งสร้างสิ่งใหม่ๆ ที่ไม่จำเป็น เช่น ถาวรวัตถุที่แสดงถึงบารมีที่ยิ่งใหญ่อวดแข่งกัน นั้น เป็นเครื่องสร้างชาติภพให้เหนื่อย ต้องเกิดไปรับผลบุญนั้นมากมายไม่ช่วยให้หลุดพ้นทุกข์ได้เลย เช่น การก่อสร้างเจดีย์บรรจุพระธาตุแข่งกัน, หล่อพระแข่งกัน ฯลฯ กรรมดีเหล่านี้ ส่งผลมากถึงขั้นเกิดเป็นพระราชา ซึ่งต้องอยู่ท่ามกลางกองกิเลสอีกมากมาย
ในพระสูตร “หัวใจพระยูไล” นั้น ได้กล่าวถึงผลานิสงค์จากการสร้างพระเจดีย์นั้น ว่าจะได้เสวยผลบุญเป็นถึงพระเจ้าจักรพรรดิ ซึ่งก็อาจจะจริง แต่นั่นเป็นทางอ้อม ทำให้ได้นิพพานช้าลง นิพพานย่อมไกลออกไปอีก มีนักปฏิบัติธรรมท่านหนึ่งได้กล่าวว่า เขาได้สื่อจิตถึงองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า และท่านได้ตรัสสอนว่าท่านไม่ได้ต้องการให้สร้างถาวรวัตถุมากมายเพื่อบรรลุพระธาตุของท่านเลย ท่านปรารถนาเพียงให้เราทั้งหลายปฏิบัติธรรมที่ท่านได้พยายามตรัสรู้ไว้ให้แจ่มแจ้ง ท่านยังเคยตรัสว่า “ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา ตถาคต” ทั้งยังตรัสอีกครั้งว่า “พระธรรมวินัยคือตัวแทนของพระองค์” อนึ่ง การก่อสร้างถาวรวัตถุต่างๆ พระพุทธองค์ทรงเคยตรัสบอกไว้ในพระธรรมวินัยเรียบร้อยทั้งหมด ว่าให้จัดสร้างได้แบบเรียบง่ายและไม่ต้องถาวร ไม่ต้องยึดติด สามารถละทิ้งออกไปได้ตลอดเวลาโดยไม่กังวล และไม่มีปัญหาทิ้งไว้เบื้องหลัง การสร้างวัดใหญ่มีไฟฟ้ามากมาย บางครั้ง พระสงฆ์ต้องทุกข์เมื่อจะออกจากวัด เพราะกลัวว่าจะมีขโมยเข้ามาลักของในวัดไป นี่ท่านจึงไม่ให้สร้างให้ดูมีค่ามีราคา ใหญ่โตอะไร ให้ทำลวกๆ เรียบๆ ง่ายๆ พออยู่ และไม่ต้องถาวรก็ได้ ทำพออยู่ชั่วคราว ไม่ได้จะอยู่ตลอดไป อยู่แค่พอหมดเวลาก็เดินทางไปโปรดสัตว์ถิ่นอื่นๆ ต่อไปเท่านั้นเอง ไม่ได้สร้างไว้อยู่อาศัยจริงๆ จังๆ ก็หาไม่ แค่พักระหว่างทาง แล้วก็จากไป เหมือนการเวียนว่ายตายเกิด ที่จุติมาโลกนี้เพียงเพื่อผ่านไปไม่กลับมาอีกก็เท่านั้นเอง ปัจจุบัน เรานิยมสร้างถาวรวัตถุมากมายแข่งขันกัน อันที่จริง ก็ไม่ห้ามว่าต้องไม่สร้าง สร้างได้ แต่สร้างอย่างไร จึงจะไม่ยึดติด ไม่เป็นภาระให้กังวลใจ ไม่เกิดความหวงแหนในทรัพย์ที่สร้างไว้นั้น จึงจะนับว่าถูกต้อง