สมาธิและการรวมจิตแบบต่างๆ

สมาธิและการรวมจิตแบบต่างๆ

สมาธิและการรวมจิตแบบต่างๆ

สมาธิหมายถึงภาวะ “จิตรวมนิ่ง” อยู่นานในสิ่งๆ หนึ่ง หากอุปมาจิตเหมือนดวงอาทิตย์ รัศมีที่ส่องสว่างออกจากดวงอาทิตย์ตลอดเวลา คือ “กระแสจิต” ซึ่งจิตจะส่งออกไปเพื่อรับข้อมูลต่างๆ ทั้งในสมอง, ร่างกาย และไกลแสนไกล ประดุจปลาโลมาที่มีคลื่นเสียงส่งไปสัมผัสสิ่งต่างๆ ใต้ทะเล แล้วรับคลื่นที่สะท้อนกลับมานั่นเอง จิตก็จะส่งกระแสจิตนี้ออกไปเพื่อรับรู้สิ่งต่างๆ เช่นกัน อนึ่ง จิต เป็นพลังงานชนิดหนึ่ง และกระแสจิตก็เป็นพลังงานชนิดหนึ่ง โดยจิตจะใช้ “วิญญาณขันธ์” หรือ “ปราณ” หรือ “ออร่า” ที่ปกป้องคุ้มครองจิต ประดุจอิเล็กตรอนหรือดวงดาวบริวารที่หมุนเวียนรอบดวงอาทิตย์มากมายเหล่านี้ เป็น “เครื่องปรุงแต่ง” ในการสร้าง “กระแสจิต” ส่งออกจากจิตนั้นๆ

ดังนั้น “สมาธิ” ก็คือ “การรวมกระแสจิต” ที่เดิมอาจส่งออกอย่างไม่มีระบบระเบียบ ให้มาเคลื่อนที่หรือหยุดนิ่งอย่างมีระบบระเบียบ จนเกิดพลังจิตที่มากขึ้นนั่นเอง อุปมาได้กับฝนที่ตกลงมาสะเปะสะปะจำนวนมาก หากรวมเป็นหนึ่งเดียวกันแล้วตกลงมาทีเดียวแล้วย่อมมีพลังมาก หรือน้ำแต่ละหยดเมื่อไหลรวมกันในเขื่อนแล้ว จะมีพลังสถิตจำนวนมาก เมื่อปล่อยน้ำออกมาก็จะเต็มเปี่ยมด้วยพลัง ให้ลองนึกถึงภาพอตอม สมมุติว่านิวเคลียร์ของ อตอม คือ จิต กระแสจิต คือ อิเล็กตรอน ที่วิ่งวนรอบดวงจิตเป็นจำนวนมากมายนับไม่ถ้วน จนหนาแน่นถึงกับสามารถถ่ายเป็นภาพ “ออร่า” ได้ กระแสจิตที่รายรอบจิตนี้ ก็คือ วิญญาณขันธ์ นั่นเอง เวลาร่างกายได้รับความเจ็บปวด จิตจะส่งกระแสไปจับความรู้สึกแรก เรียกว่า “มโนธาตุ” คือ การรู้ด้วยจิตอย่างเดียว จากนั้น จะมีการรวมกระแสจิตหรือวิญญาณขันธ์ปรุงการรับรู้นั้นให้ชัดขึ้น เป็นการรับรู้แบบ “มโนวิญญาณธาตุ” ดังนั้น จึงมีบางท่านกล่าวว่า “วิญญาณขันธ์” เกิดขึ้นที่อายตนะรับสัมผัสด้วยเหตุนี้ นั่นเอง   

การรวมกระแสจิตเพื่อทำสมาธิรูปแบบต่างๆ

๑.    การรวมนิ่งสู่ศูนย์กลาง

วิธีการรวม “กระแสจิต” แบบนี้ เป็นหลักการทำสมาธิเบื้องต้นโดยทั่วไป โดยปกติ จะตั้งจิตไว้ในฐานต่างๆ ในกาย ให้จิตอยู่ตำแหน่งนั้นๆ เช่น หน้าอก, ท้อง, ตาที่สาม ฯลฯ เป็นต้น เช่น ในหลักวิชชาธรรมกาย จิตจะตั้งอยู่บริเวณท้องเหนือสะดือสามนิ้ว, ในหลักวิชชากสิณ จิตจะตั้งอยู่บริเวณหัวคิ้วที่เรียกว่า “ตาที่สาม” นิ่งรวมศูนย์อยู่ที่นั่น  

๒.    การแผ่ออกจากศูนย์กลาง

วิธีการแผ่ “กระแสจิต” แบบนี้ เป็นหลักการทำสมาธิแบบ “อัปมัญญาฌาณ” คือ การแผ่กระแสจิตดีงามออกโดยรอบ โดยกำหนดจิต “เมตตา” ให้เกิดขึ้นก่อน เพื่อการแผ่กระแสจะไม่กระทบ หรือส่งผลร้ายต่อสิ่งอื่นใด ประดุจดวงอาทิตย์ที่ฉายแสงไปรอบตัวเอง สร้างความสว่างไสวให้กับทุกสิ่งฉะนั้น กระแสจิตก็จะมีระบบระเบียบภายใน  

๓.    การเพ่งไปยังจุดมุ่งหมาย

วิธีการเพ่ง “กระแสจิต” แบบนี้ เป็นหลักการทำสมาธิแบบ “กสิณ” ทุกกอง คือ การรวมกระแสจิตพุ่งตรงไปยังจุดหมายที่ต้องการเพ่ง เช่น ไฟ, ศพ, สีต่างๆ เป็นต้น ในการรวมจิตเพ่งไปได้มากและนานจุดเดียวนี้ สิ่งที่ใช้ในการเพ่งต้องเป็นสิ่งที่จิตจดจ่อได้นาน เช่น ไฟเรืองๆ เหมือนดวงเทียนกลางคืน จิตจะจดจ่อได้นาน รู้สึกเป็นสุข

๔.    การเคลื่อนที่อย่างมีระบบ

เช่นการหมุนวน “กระแสจิต” เป็นหลักการทำสมาธิแบบ “ธรรมจักร” หรือการหมุนจักระตามการหมุนของจักระวาลนั่นเอง โดยจะกำหนดจิตหมุนวนตามจักระต่างๆ ทั้งร่างกาย จนกระแสจิต หรือกระแสพลังงานทั้งร่างมีระบบระเบียบ จิตก็จะไม่ต้องพะวักพะวง ไม่ฟุ้งซ่าน กับการปั่นป่วนของกลุ่มพลังงานเหล่านี้ และเกิดสมาธิได้

หลักการทำสมาธิในรูปแบบต่างๆ

จากรูปแบบการรวมกระแสจิตข้างต้น นำไปสู่วิธีการทำสมาธิแบบต่างๆ ดังต่อไปนี้

๑. หลักการฝึกสมาธิโดยการรวมจิต

ในบทความนี้จะรวบรวมการรวมจิตเพื่อให้เกิดสมาธิในรูปแบบต่างๆ แต่จะไม่ลงลึกถึงขั้นการเดินฌาน ในการรวมกระแสจิตนี้ สามารถรวมไว้ได้ในตำแหน่งต่างๆ ของร่างกาย ที่เหมาะสมสามารถรวมจิตได้ดี มีด้วยกันเจ็ดตำแหน่ง จิตจะทรงนิ่งอยู่ได้นาน คือ

          จักระหนึ่ง คือ บริเวณฝีเย็บ หรือกึ่งกลางฐานของแกนร่างกายเวลานั่งสมาธิ

          จักระสอง คือ บริเวณจุดศูนย์กลางของท้องน้อย เมื่องอตัวให้ท้องป่องกลม 

          จักระสาม คือ บริเวณจุดศูนย์กลางของท้องใหญ่ เมื่อยืดตัวตรงจะอยู่ใต้ลิ้นปี่

          จักระสี่ คือ บริเวณหน้าอก เมื่อหลับตาลง ให้กำหนดจิตที่บริเวณเสียงหัวใจเต้น

          จักระห้า คือ ตรงจุดศูนย์กลางความรู้สึกบริเวณคอ เมื่อกดคางลงลูกกระเดือกค้ำ

          จักระหก คือ ตาที่สาม เมื่อหลับตาลงเพ่งมองเหมือนตาทั้งสองมารวมตรงกลาง

          จักระเจ็ด คือ กระหม่อม, เหนือศีรษะ เมื่อหลับตาลงกำหนดองค์พระลอยบนหัว

เวลานั่งสมาธิแล้วหลับตาให้เลือกวางจิตลงในตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งในเจ็ดแห่งนี้ จากนั้นเมื่อชำนาญดีแล้ว ให้ฝึกวางกระแสจิตไปรวมไว้ในจักระอื่นๆ ให้คล่องแคล่ว ปัญหาของการรวมกระแสจิตที่ผิดคือ การคิดเอาเองว่าได้รวมกระแสจิตแล้ว แต่แท้จริง จิตยังไม่ได้ย้ายออกจากที่เดิมเลย กล่าวคือ จิตอยู่ที่เดิม แต่ใช้ความคิดนึกจำเอาว่าที่ใหม่เป็นอย่างนั้น อย่างนี้ แบบนี้เป็นการฝึกผิดวิธี หลักการง่ายๆ ในการวางจิต เช่น หากวางจิตลงจักระที่สี่ จะเริ่มได้ยินเสียงหัวใจเต้นตุ้บๆ เป็นจังหวะ แสดงว่าจิตลงไปรวมที่บริเวณนั้นได้แล้ว หากจิตขึ้นไปรวมเหนือหัว จะต้องหาเป้าหมายเล็ง เพราะเป็นส่วนที่อยู่นอกร่างกาย เช่น การกำหนดเป็นภาพองค์พระลอยอยู่แล้วระลึกรู้อยู่เนืองๆ เป็นต้น การฝึกรวมกระแสจิตตามจักระต่างๆ เป็นจุดเริ่มต้นของการฝึกจิต เพื่อให้เข้าใจตำแหน่งยุทธศาสตร์สำคัญของร่างกาย ระบบพลังในร่างกายทั้งหมด ก่อนฝึกจิตขั้นต่อไป

๒. หลักการฝึกสมาธิโดยการแผ่ฌาน

การฝึกสมาธิแบบรวมกระแสจิตที่ศูนย์กลางจักระในแบบแรกนั้น จะเป็นการอยู่นิ่งกับที่ ยังไม่สามารถใช้พลังจิตไปยังเป้าหมายที่ต้องการได้ เปรียบเหมือนน้ำมากมายในเขื่อนที่นิ่งอยู่ ยังไม่ได้รับการปลดปล่อยให้ไหลออกมา ย่อมไม่สามารถแสดงพลังอำนาจได้ ในการฝึกจิตเพื่อให้เกิด “อิทธิฤทธิ์” เช่น การฝึกในสายกสิณนั้น จำต้องมีการเคลื่อนกระแสจิตไปยังเป้าหมายด้วย เรียกว่า “การเพ่ง” นั่นเอง ก่อนจะเข้าไปสู่การเพ่งจิต จำต้องฝึกการเคลื่อนย้ายทิศทางของ “กระแสจิต” และ “กำหนดจิต” ก่อนเพ่งออกไป เพื่อไม่ให้เป็นจิตเลวออกไปรบกวนสิ่งแวดล้อมภายนอก ดังนั้น เมื่อฝึกรวมจิตได้ดีแล้ว ต่อไปจึงเริ่มแผ่กระแสจิตออกโดยรอบให้สมดุล ดุจดวงตะวันฉายแสงฉะนั้น จิตจะเริ่มมีพลังด้านบวก แผ่ไปทุกทิศไร้ประมาณ เป็นลักษณะของการใช้ “พลังจิตที่ถูกต้อง” หากไม่ฝึกแผ่เมตตาไร้ประมาณก่อนการเพ่งจิต จะทำให้ผู้ฝึกจิตหลงทาง เข้าไปสู่การฝึกจิตเพื่ออวดฤทธิ์อำนาจ และใช้พลังจิตเพื่อทำร้ายผู้คนได้ ดังนั้น จึงควรผ่านการฝึกจิตด้วยการแผ่ฌานเมตตาไร้ประมาณ หรือ “อัปมัญญาฌาน” ให้ได้ชัดเจนก่อน ไม่ปล่อยให้มีช่องว่างของจิตใจที่เลวร้ายส่งออกนอกได้เด็ดขาด ในการฝึกแผ่ฌานนี้ จะเริ่มจากวางจิตในจักระที่ถนัด กำหนดความดีงามให้เกิดขึ้นในจิตก่อนเสมอ (เรียกว่าแผ่เมตตาตนเองก่อนแผ่ให้คนอื่น เพื่อให้จิตเรามีเมตตาจริงๆ) แล้วค่อยๆ ระลึกความรู้สึกทางกาย (วิญญาณธาตุ) นั้นแผ่ออกไปเป็นระลอกจนจางลงๆ จนหายไป หมดความรู้สึกในที่สุด จากนั้น สำรวจความรู้สึกทั่วร่างกาย จุดเล็กจุดน้อยใดยังมีความรู้สึกสัมผัสอยู่ แผ่ออกไปจนจางหายไปหมด ราวกับร่างกายนี้หายวับไปหมดทั้งร่าง ไม่เหลือความรู้สึกรับสัมผัสส่วนใดเลย 

๓. หลักการฝึกสมาธิโดยการเพ่งกสิณ

การฝึกสมาธิด้วยการเพ่งกระแสจิตแบบนี้เอง ที่เรียกว่า “กสิณ” ส่งผลให้เกิดพลังจิตพุ่งไปยังเป้าหมายที่ต้องการ และเกิดผลตามจิตต้องการได้ เรียกว่า “ฤทธิ์” เป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของคนที่นิยมฝึกกสิณจะได้พบเจอ การเพ่งกสิณมีองค์ประกอบ ดังนี้คือ

๓.๑) การวางจิต

ให้วางจิตที่ “จักระที่หก” หรือ “ระหว่างคิ้ว” เสมอ ในการฝึกกสิณจะใช้จักระนี้เท่านั้น เป็นเสมือนฐานยิงจรวด หรือธนู แล้วกำหนดจิตยิงกระแสจิตออกไปยังเป้าหมาย ทำอยู่อย่างนี้ ทั้งหลับตาและลืมตา จนกว่าทวารตาที่สามด้านหน้าจะเปิด หรือตาทิพย์เปิดนั่นเอง เมื่อตาทิพย์เปิดแล้ว จะเห็นสิ่งที่เป็นทิพย์ต่างๆ เช่น เทวดา, ผี ฯลฯ เป็นต้น  

๓.๒) การเพ่งจิต

ในวิชชากสิณทั่วไป การเพ่งกระแสจิตจะมีทิศตรงไปข้างหน้า แต่ในวิชชาธรรมกาย มีหลักการเพ่งจิตที่พิเศษ คือเมื่อได้ดวงแก้วนิมิตเกิดแล้ว จะเป็นการเพ่งจิตลงไปข้างล่าง ตรงจุดศูนย์กลางกาย กล่าวคือ เมื่อเพ่งดวงแก้วจนเกิดนิมิตทั้งหลับและลืมตาแล้ว ให้รวมจิตอยู่ที่ดวงแก้วนิมิตนั้นๆ นานวันเข้าพลังจิตจะสะสมมากมายเป็นพลังวัตร จากนั้น ให้เคลื่อนย้ายดวงแก้วจากจุดที่เกิดนิมิตเดิม คือ “ตาที่สาม” ลงไปยังศูนย์กลางกายแทน (บริเวณท้อง) แล้วเพาะบ่มพลังวัตรที่นั่น ดุจแม่ไก่ฟักไข่ นานวันเข้าพลังวัตรที่สะสม จะลอกแบบเป็นตัวเราอีกตัวหนึ่งซ้อนอยู่ในร่างกายเดิมนั้น จากนั้นให้เพ่งมองลงไปข้างล่างที่ศูนย์กลางกายเพื่อเจาะไข่ที่ฟักออกเป็นตัว เรียกว่า “กลางในกลาง” ของดวงแก้วเดิม จนเมื่อดวงแก้วเพาะบ่มเต็มที่แตกออก จะพบ “กายในกาย” ตอนนี้พลังวัตรหรือปราณ หรือวิญญาณขันธ์ที่สะสมไว้ ได้เลียนแบบกายทิพย์ของเรา จนเป็นตัวอีกตัวหนึ่งซ้อนอยู่ในกายแล้ว จุดนี้เกิดขึ้นเหมือนการเกิดของเราตอนแรกที่ “จุติ” จิตจะมาฟักตัวในกายเนื้อหรือเซลปฏิสนธิ แล้วลอกแบบกายนั้น ครองกายนั้น เราเรียกว่า “วิญญาณ” นั่นเอง การเกิดขึ้นของวิญญาณซ้อนวิญญาณเดิม หรือ “กายในกาย” นี้ เกิดขึ้นได้เพราะมีการสะสมพลังปราณ, พลังวัตร หรือวิญญาณมีพลังมาก จากนั้น หากกายในกายนี้หลุดออกมาทาง “ทวารเปิดจักระ” ใดๆ จะทำให้กายในกายหลุดออกมาเรียกว่า “มโนมยิทธิ” สำหรับการเปิดทวารจักระนี้ ก็ใช้วิธีการรวมกระแสจิตเพ่งออกไปเช่นกัน โดยปกติ หากสำเร็จธรรมกาย มีธรรมกายแล้ว จะทะลวงตาที่สามเป็นทางเปิดทวารให้กายในออกได้  

๓.๓) สิ่งที่เพ่ง

สามารถเลือกเพ่งสิ่งต่างๆ ได้เป็นล้านๆ ชนิดไม่จำกัดจำนวน แต่ในพระไตรปิฎกบันทึกรวบรวมไว้เพียงสิบ เรียกว่า “กสิณสิบกอง” สิ่งที่จะเพ่งกสิณได้ดีนั้น ควรมีลักษณะดังนี้

ก.)   มีความง่ายต่อการจดจำ เช่น กสิณสีต่างๆ ใช้รูปร่างเป็นวงกลมง่ายต่อการจำ

ข.)   มีความสดใสไม่มัวหมอง เช่น ไฟ ทำให้จิตมีความน่าสนใจ อยากเพ่งอยากดู

ค.)   มีความชวนมองได้นาน เช่น เงาจันทร์ในน้ำ เพื่อไม่ให้เสียสายตาขณะเพ่งตรงๆ

ง.)    มีความไม่ทรมานในการมอง เช่น ดอกบัวที่เรียบง่ายงดงาม ทำให้จิตใจผ่องใส

จ.)   มีความสุขเคลิบเคลิ้มใจ เช่น แสงไฟวอมแวม เรืองๆ รองๆ ชวนให้น่าเคลิบเคลิ้ม

ฉ.)   ไม่เอื้อให้นิวรณ์ปน เช่น การเพ่งสิ่งที่ไม่กระตุ้นกิเลสต่างๆ เพ่งแล้วพ้นจากนิวรณ์

การเพ่งจะเริ่มจากลืมตาเพ่งก่อน จากนั้น จึงหลับและลืมสลับกันเพื่อให้จดจำภาพที่เพ่งได้ จากนั้นจะหลับตาเพ่งตลอด โดยปกติเวลาหลับตาจะเห็นภาพต่างๆ ทุกคน หากเห็นเป็นหมอกเหมือนเมฆดำๆ เทาๆ ขมุกขมัวเหมือนท้องฟ้าย่ำรุ่งก่อนจะสว่าง จะจัดเป็น “อากาศกสิณ” หากเห็นเป็นสีแดง เป็น “โลหิตกสิณ” หากเห็นเป็นสีขาว เป็น “อาโลกสิณ” ต่างกันไปแต่ละชื่อ สามารถเพ่งได้ทั้งหมด เพ่งให้สิ่งที่เห็นนั้น “ใสสว่าง” ชัดเจนขึ้นเป็นลำดับแสดงว่าตาทิพย์เริ่มจะเปิดแล้ว หากหลับตาเห็นสีแต่ไม่มีการเพ่งจะเป็นเพียงการตั้งจิตหรือรวมจิตแบบอรูปฌาน ไม่ใช่รูปฌานแบบกสิณ (กสิณจำต้องเพ่ง)

ขั้นตอนการฝึกเพ่งกสิณ

๑.     ขั้นเพ่งนอกกาย คือ การลืมตาเพ่ง จนจิตสงบสุขระงับนิวรณ์ มีสมาธิ

๒.    ขั้นเพ่งในกาย คือ การหลับตาเพ่ง เมื่อนิมิตเกิดแล้วจนจิตสงบระงับนิวรณ์

๓.    ขั้นกำหนดจิต คือ การใช้พลังจิตกำหนดนิมิต บังคับให้ย่อขยายได้ดั่งใจ

๔.    ขั้นใช้ฤทธิ์ คือ การใช้พลังจิตกำหนดสิ่งภายนอกร่างกาย ได้ดั่งใจดุจนิมิต

ตัวอย่างการเพ่งกสิณที่ถูกและผิดวิธี

เตโชกสิณผิดวิธี

การเพ่งดวงอาทิตย์ย้อนแสง จะทำให้ดวงตาได้รับแสงมากเกินไป ทำให้ตาบอดได้ เป็นทุกขกริยา ที่ฤษีในสมัยพุทธกาล ซึ่งเป็นฤษียุคหลังจากพราหมณ์เสื่อมลงใช้แข่งขันกัน อวดฤทธิ์กัน จนกลายเป็นความเชื่อถืองมงาย ไม่มีการใช้ปัญญา เป็นการบำเพ็ญ “ทุกขกริยา” โดยแท้ ไม่มีประโยชน์ในการฝึกจิตเลย เป็นความโง่เขลาที่ไม่น่าเอาเยี่ยงอย่าง

เตโชกสิณถูกวิธี

คือ ใช้แสงไฟที่ลอดจากรอหรือช่อง “วอมแวม” ล่อตาให้ไม่หลับ และผ่องใสเป็นนิตย์ หรือใช้เงาแสงจากคบเพลิงที่ตกสะท้อนลงในแม่น้ำ แทนการเพ่งมองคบเพลิงตรงๆ ก็จะไม่เสียสายตา ภาพแสงไฟเรืองๆ ในน้ำ ยิ่งนิ่ง จะทำให้จิตสงบลงเร็ว จิตจะเย็นยะเยือกมีความผ่องใสประภัสสรเหมือนแสงสว่างที่เพ่งมอง ก่อให้เกิด “พุทธิปัญญา” ในที่สุด

นีลกสิณผิดวิธี

การเพ่งสีเขียวขนาดเล็กจนปวดตา และล้า ไม่มีความรู้สึกสุขสบาย จิตไม่ได้เกิดความเคลิบเคลิ้มไหลไปตามสิ่งที่เพ่ง แต่เหมือนโดนกัก โดนกด โดนดัน กั้นไว้ จำกัดไว้ในสีเขียวขนาดเล็กนั้น จนอึดอัดและเริ่มเครียด ปวดหัว และเป็นทุกข์ แบบนี้เป็นทุกขกริยา คือ กริยาที่ผิดทำให้ต้องเป็นทุกข์ ไม่ได้ผลอะไรเลยในการฝึกจิต มีแต่ความทุกข์

นีลกสิณถูกวิธี

การเพ่งสีเขียวอ่อนของทุ่งหญ้ากว้างใหญ่, หรือสีเขียวสดใสของร่มเงาไม้ที่แสงส่องผ่าน จนสว่างไสวราวกับหยกสวยงาม จนจิตเคลิบเคลิ้มในสิ่งที่เพ่ง อารมณ์จิตไหลตามสิ่งที่เพ่งไป จนเป็นหนึ่งเดียวกันกับสิ่งที่เพ่ง ทรงอยู่เช่นนั้นได้นานไม่ฟุ้งซ่าน ไม่วอกแวก ไม่หวั่นไหว ไม่ยินดี ไม่ยินร้าย ฯลฯ จึงเรียกว่ามีสมาธิดับนิวรณ์ทั้งห้าได้สงบราบคาบ

จะเห็นได้ว่าการเพ่งกสิณนั้น เป็นการฝึกจิต ต้องพิจารณาว่า “จิตเพ่งหรือไม่” ไม่ใช่ตาเพ่ง กายเพ่ง แต่จิตไม่ได้เพ่งอย่างถูกวิธี ก็ไม่สำเร็จกสิณ ในการฝึกกสิณนั้น เมื่อเพ่งแล้วจะเพ่งได้นานมีความสุขเคลิบเคลิ้มไม่ทรมาน จิตมีสมาธิสงบนิ่ง เมื่อจดจำนิมิตได้แล้ว ก็จะไม่เพ่งตรงๆ ระลึกนิมิตออกมาขณะหลับตา แล้วเพ่งต่อขณะหลับตา จนจิตอิสระจากกาย เข้าสู่รูปฌานขั้นที่สี่ และสามารถต่อยอดได้ถึงอรูปฌานต่อไป เมื่อมีการฝึกจิตแล้ว “ฤทธิ์” จะมีมาโดยธรรมชาติ เป็นวิบากกรรมในอดีตชาติของแต่ละคนที่เคยฝึกจิตมา ทำให้วนซ้ำรอยเกวียนเดิมอีก ตราบเท่าที่ไม่มีการฝึกจิตเปลี่ยนแปลงจิตใจ ฤทธิ์ที่มาโดยธรรมชาตินี้แตกต่างกันไปแต่ละคน ไม่ต้องแสวงหาหรือหาทางฝึกให้ได้อย่างคนอื่น เพราะล้วนต่างกัน หากไปหวังได้อย่างคนอื่น จะเสียเวลาฝึกแนวทางของตน และเมื่อถึงจุดหนึ่งฤทธิ์ก็เสื่อมไปเองเป็นอนิจจัง สำหรับผู้ฝึกจิตจนบริสุทธิ์แล้ว ไม่มีการฝึกเอาฤทธิ์ ฤทธิ์ก็จะมาเองหลังจิตบริสุทธิ์ เป็น “โลกุตรอภิญญา” ไม่เสื่อมง่าย ส่วนการฝึกจิตแบบอื่นๆ ก็มีฤทธิ์เช่นกสิณได้ หากสามารถรวมกระแสจิตพุ่งออกได้ โดยไม่ต้องฝึกกสิณ นอกจากนี้การเพ่งหรือรวมกระแสจิต ยังสามารถรวมผ่านอายตนะได้ทั้งหกอายตนะ ดังนั้น จึงไม่จำกัดว่าต้องเพ่งรูป สามารถเพ่งเสียง, กลิ่น, รส ฯลฯ ได้อีกด้วย

ประยุกต์หลักการฝึก “รูปฌานอายตนะหก” แบบง่ายๆ

๑) รูปฌานรูป

ความหมาย คือ การเพ่งกระแสจิตสู่ “รูปขันธ์” โดยอายตนะทางตา

วิธีการฝึก โดยเลือกรูปที่ง่ายต่อการจดจำและเมื่อดูแล้วทำให้จิตสงบ เช่น รูปที่จิตกรบางท่านวาดแล้วทำให้ระลึกถึงความสงบนิ่งและชีวิตที่เรียบง่าย เป็นต้น วิธีการที่ง่ายที่สุดและสามารถฝึกฝนได้ทุกวัน คือ การจัดแสงในห้องนอน ให้มีความอบอุ่น เป็นเรืองสีส้มเรืองๆ ขนาดไม่ใหญ่เกินไป ห้องนอนต้องมีแสงสว่างไม่มากเกินไป เป็นแสงสลัว เหมือนแสงเทียน อาศัยแสงเหล่านี้ เป็น “รูป” ที่กำหนดจิตก่อนหลับตานอนหลับทุกวัน โดยนอนตะแคงในท่า “ไสยาส” เอามือข้างหนึ่งช้อนศีรษะตั้งขึ้น หรี่ตาลงเกือบหลับ คล้ายนัยน์ตาพระพุทธรูป พิจารณาแสงเรืองๆ สลัวๆ ที่ลอดเข้านัยน์ตา จนจิตสงบก็ค่อยปิดไฟ แล้วหลับไป ทำอย่างสม่ำเสมอทุกวัน จะนอนหลับสบาย ปัญญาสว่างไสวขึ้น การเพ่งรูปนี้สามารพัฒนาเป็นรูปอื่นๆ ได้ทุกชนิด หากสามารถเพ่งแล้วจิตสงบได้ทุกรูป จะสำเร็จขั้นสูงสุด ไม่ว่าเห็นอะไรจิตก็สงบได้หมด เช่น เห็นเพศตรงข้ามแก้ผ้าตรงหน้า จิตก็สงบได้ทันที เพราะมองเห็น “ธรรม” ไม่ดี ไม่เลว ไม่สวย ไม่น่าเกลียด เป็นเช่นนั้นเอง

๒) รูปฌานรส

ความหมาย คือ การเพ่งกระแสจิตสู่ “รูปขันธ์” โดยอายตนะทางลิ้น

วิธีการฝึก โดยเลือกอาหารที่มีรส เปรี้ยว, หวาน, เค็ม, ขม, เผ็ด ครบทุกรส ทั้งนี้ รสขมหรือฝาดหมายถึง “ธาตุไฟ”, รสเปรี้ยวหมายถึง “ธาตุน้ำ”, รสเผ็ดร้อน หมายถึงธาตุลม และรสหวานหมายถึง “ธาตุดิน” ควรรับประทานผักสดไม่มีเนื้อสัตว์ปน ประเภทสลัด (นมและไข่อนุโลมใช้ได้) เป็นอาหารประจำทุกวัน โดยพิจารณารสอาหารแล้วเพ่งกระแสจิตตรวจความผสมกลมกลืนในรสอาหารที่เคี้ยวลงไป บางคำรสเปรี้ยวมากที่สุด, หวานมากที่สุด, ขมมากที่สุด, เผ็ดมากที่สุด ดุจดังชีวิตของคนเราที่มีหลากหลายรสชาติ สังคมที่มีคนผสมกันหลายประเภท จนลิ้นมีความคุ้นเคยชินกับรสชาติที่ตนไม่พึงประสงค์ จิตจะเริ่มสงบลงเมื่อต้องกินรสชาติเหล่านั้น จิตมีความว่องไวขึ้น มีกำลังมากขึ้น ที่จะไม่หลุดออกจากสมาธิ และฐานความนิ่งแต่เดิม ดังนั้น แม้ชีวิตผันแปร, สังคมเปลี่ยนแปลง จิตก็จะไม่หวั่นไหวไปง่ายเพียงเพ่งพิจารณาสิ่งที่ปรากฏประดุจ “รสชาติชีวิต” จิตจะสงบทันที และหากเพ่งกระแสจิตมากขึ้น จะเห็นองค์ประกอบธาตุที่สมดุลหรือขาดสมดุลได้ สามารถจะแก้ไของค์ประกอบให้สมดุลได้โดยการใช้ปัญญาเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบนั้นๆ วิธีการเพ่งรสนี้ยังสามารถประยุกต์เช้าได้กับอาหารทุกชนิด ทั้งนี้หากเพ่งให้เป็นของปฏิกูล จะตรงกับหลัก “อาหาเรปฏิกูลสัญญา” แต่จะได้ปัญญาไม่เท่าการเพ่งแบบพิจารณาธาตุสี่

๓) รูปฌานกลิ่น

ความหมาย คือ การเพ่งกระแสจิตสู่ “รูปขันธ์” โดยอายตนะทางจมูก

วิธีการฝึก โดยใช้กลิ่นบางชนิดที่หอมชื่นใจแล้วจิตสงบไม่ชั่วกามคุณ เช่น กลิ่นยาดมที่ช่วยให้หายเป็นลม, กลิ่นกำยาน, กลิ่นพิมเสน จากนั้นให้นั่งสมาธิหลับตาลง ป้ายกลิ่นลงบริเวณจมูก สูดลมหายใจเข้าไป แล้วเพ่งกระแสตามกลิ่นนั้นที่ลงไปในร่างกาย ราวกับเห็นทางเดินของกลิ่นนั้นในร่างกายโดยตลอด เมื่อฝึกจนชำนาญดีแล้ว แม้ไม่จำเป็นต้องใช้กลิ่นใดๆ นำทาง ก็สามารถกำหนดด้วยจิตเห็นทางเดินลมหายใจในร่างกายได้โดยตลอด สามารถต่อยอดวิชชาไปสู่อานาปานสติได้โดยง่าย รูปฌานที่ใช้กลิ่นเป็นเครื่องนำจิตนี้ ควรใช้ร่วมกับอานาปานสติ จะได้ผลมากกว่าการฝึกเพ่งกลิ่นโดยไม่เคลื่อนลม ในการฝึกรูปฌานกลิ่นนี้ ให้หลีกเลี่ยงกลิ่นที่เป็นของเสีย เพราะไม่เกิดผลดีต่อสุขภาพกายและจิตใจ จัดเป็นทกขกริยา ที่ไม่ช่วยให้การฝึกจิตก้าวหน้าเลย ให้เลือกกลิ่นที่จิตมีความสนใจแต่ไม่นำพาเข้าสู่กามคุณจะดีที่สุด กลิ่นกำยานบางชนิดช่วยนำจิตให้ระลึกถึงพระพุทธเจ้าได้ ทำให้ได้ “พุทธานุสติ” ด้วย เมื่อฝึกมากๆ จิตจะสงบได้ด้วยเพียงกลิ่น 

๔) รูปฌานเสียง

ความหมาย คือ การเพ่งกระแสจิตสู่ “รูปขันธ์” โดยอายตนะทางหู

วิธีการฝึก โดยการเปิดเพลงบทสวดมนต์ หรือเพลงธรรมชาติที่ช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดของร่างกายและจิตใจได้ หลีกเลียงเสียงที่ยั่วยุนิวรณ์ทั้งห้า เช่น เพลงร็อก ห้ามใช้เด็ดขาดเพราะเป็นเพลงทำลายจิตเมตตา หากไม่ใช่เสียงเพลง สามารถใช้เสียงระฆังที่ก้องกังวาน เสียงแว่วไกลๆ ที่ฟังแล้วจิตผ่อนคลายสงบเย็นลงได้ เป็นเครื่องกำหนดจิต จากนั้น จึงนั่งสมาธิฟังเพลงหรือเสียงนั้น เพ่งเสียงให้จิตเกิดความสงบเย็น เคลิบเคลิ้มกับเสียงจนเป็นหนึ่งเดียวกับจิต จนในที่สุดเกิดสมาธิขั้นสูงหลุดพ้นจากนิวรณ์ได้ กรณีถึงฌานสี่ ก่อนจะถึงฌานสี่จะได้ยินเสียงในร่างกายตนเอง เช่น เสียงลมหายใจที่แรงเหมือนพายุก็มี เสียงหัวใจเต้นแรงมากก็มี ไม่ต้องตกใจเพราะจิตละเอียดมาก ลงไปตั้งฐานมีสติจับที่จุดต่างๆ ในร่างกายนั้นๆ เมื่อเข้าสู่ฌานสี่แล้วเสียงก็จะดับหายไป ฝึกจนชำนาญแล้วก็สามารถ เข้าสมาธิ กำหนดจิตอยู่ที่อวัยวะร่างกายต่างๆ เพื่อนำจิตลงไปตรวจคลื่นเสียงต่างๆ ทั่วร่างกายได้ แม้แต่เสียงชีพจรเล็กๆ เต้นก็สามารถได้ยินได้ชัด

๕) รูปฌานสัมผัส

ความหมาย คือ การเพ่งกระแสจิตสู่ “รูปขันธ์” โดยอายตนะทางผิว

วิธีการฝึก โดยการใช้ความรู้สึกทางผิวสัมผัสเป็นเครื่องนำจิต ให้ผู้ฝึกนอนคว่ำหน้า ถอดเสื้อออก แล้วนำหินแม่น้ำตามธรรมชาติที่สะอาด มีความเย็นหรืออุ่นตามควร วางลงตามแนวแกนกระดูกสันหลัง ประมาณ ๗ ถึง ๘ ชิ้น ตามความเหมาะสม ตั้งแต่กระดูกระดับกระเบนเหน็บจนถึงท้ายทอย แล้วหลับตาเหมือนรอให้คนนวดให้ จากนั้นกำหนดจิตไล่ตามหินก้อนที่หนึ่งที่อยู่ล่างสุด จนถึงหินก้อนสุดท้ายคือท้ายทอย แล้วให้กระแสจิตพุ่งออกศีรษะจนโล่งหัวไปในที่สุด กำหนดจิตนำทางกระแสจิตเช่นนี้หลายๆ รอบ จนรู้สึกร่างกายและจิตใจผ่อนคลายหายตึงเครียด จะรู้สึกเหมือนได้รับการนวดทั่วตัว มีความสบายเนื้อสบายตัวบอกไม่ถูก จิตใจสงบเย็นได้ง่ายและรวดเร็ว วิธีนี้ ใช้สงบความเครียดที่การนั่งสมาธิปกติไม่สามารถสยบความฟุ้งซ่านในจิตใจได้ ทั้งยังทำให้สุขภาพดีอีกด้วย 

๖) รูปฌานใจ

ความหมาย คือ การเพ่งกระแสจิตสู่ “รูปขันธ์” โดยอายตนะทางใจ

วิธีการฝึก โดยการใช้ใจเป็นหมายกำหนดในการเพ่งกระแสจิต ซึ่งก็คือ “จิตานุสติปัฏฐาน” นั่นเอง วิธีการเพ่งใจนี้ สามารถทำได้หลายวิธี ตามหลักการของจิตานุสติปัฏฐาน ซึ่งจะไม่อธิบายรายละเอียดในที่นี้ ส่วนผลการฝึกทำให้ได้ “อภิญญาอ่านวาระจิตสัตว์” และ “พลังสะกดจิต” หรือ “พลังจิตใต้สำนึก” ซึ่งเป็นฤทธิ์ของการฝึกกสิณแบบเพ่งจิต

รูปฌานอายตนะหกนี้ เป็นรูปฌานง่ายๆ ที่ไม่ต้องเพ่งทรมาน และสามารถเข้าสู่ความสงบสุขได้เร็ว ทำให้ผ่อนคลายความตึงเครียดได้ทุกวัน ทั้งยังเพิ่มปัญญาและกำลังจิตได้ด้วย เมื่อฝึกทั้งหกอายตนะแล้ว ทำให้ไม่ว่าสัมผัสสิ่งเร้าทางอายตนะใด จิตก็สงบสุขได้อย่างรวดเร็วง่ายดาย นอกจากนี้ ยังสามารถประยุกต์พลิกแพลงไปฝึกจิตขั้นสูงอื่นๆ ได้อีกมาก เมื่อฝึกจนชำนาญดีแล้ว หากสามารถระลึกจดจำสิ่งเร้าที่สัมผัสบ่อยๆ ได้ก็สามารถพัฒนาไปฝึก “อรูปฌานอายตนะหก” ต่อได้อีก กล่าวคือ ให้น้อมจิตตามอายตนะต่างๆ ระลึกถึง รูป, รส, กลิ่น, เสียง, สัมผัส หรือความรู้สึกนึกคิดต่างๆ ขึ้นมาในใจโดยไม่ต้องอาศัยสิ่งเร้าเป็นเครื่องช่วยเพ่งจิต แล้วพิจารณาสภาวธรรม ได้เหมือนกับการเข้าฌานแบบ “อรูปฌาน” จนกระทั่งจิตสงบนิ่ง ก็ละเสียจากเครื่องช่วยนำจิต อันได้แก่ รูป, รส, กลิ่น, เสียง, สัมผัส และความรู้สึกนึกคิดนั้นๆ จิตก็ว่างจากรูป เข้าสู่อรูปฌานต่อได้ทันทีทุกอายตนะ หากฝึกจนถึงขั้นสูง สามารถดับกิเลสที่ผ่านเข้ามาทางอายตนะต่างๆ ไม่ว่าอายตนะใดอายตนะหนึ่งได้ทันที กิเลสนิพพาน ณ อายตนะนั้นๆ เรียกว่า “อายตนะนิพพาน” เมื่อฝึกมากขึ้น จิตมีกำลังมาก ข่มกำราบกิเลสได้หมดทุกประตูแบบฉับไว จะบรรลุเจโตวิมุติ ทำให้ได้อภิญญามาก ทั้งยังเกิดปัญญาญาณตามมาอีกด้วย และหลุดพ้นซึ่งความทุกข์ได้

๔. หลักการฝึกสมาธิโดยการหมุนธรรมจักร 

มีหลักการเคลื่อนที่ของกระแสจิตที่แตกต่างจากหลักการเพ่ง กล่าวคือ ในขณะที่การเพ่งนั้น จะเน้นรวมกระแสจิตพุ่งตรงออกไปยังเป้าหมาย แต่การหมุนธรรมจักร จะเป็นการวนรอบโดยเพ่งกระแสจิตไปยังเป้าหมายแล้วกลับมาที่เดิมเป็นรอบๆ วนอยู่เช่นนี้เอง จนกระแสจิตมีพลังมากขึ้น ที่เรียกว่า “เดินลมปราณ” การวนรอบเป็นวงกลมนั้นง่าย เพราะกระแสจิตไมได้ออกไปไหน วนที่เดิม จนเกิดการรวมกระแสจิตจำนวนมากๆ ก่อน มีพลังมากเพียงพอก่อน จากนั้น จึงค่อยส่งออกไปทิศทางต่างๆ ที่เรียกว่า “เดินลมปราณ” ในขณะที่การเดินลมปราณแบบเต๋า จะเดินไปตรงๆ จากจักระที่สะสมพลังวัตร ซึ่งจะมีกระแสจิตในปริมาณมากน้อยแตกต่างกันไป จำเป็นต้องเก็บสะสม และค่อยๆ ฝึกไปทีละน้อย ส่วนการเดินลมปราณ หรือหมุนกระแสจิตแบบธรรมจักรนี้ กลับทำให้กระแสจิตเข้ามารวมตรงกลางเหมือนวังน้ำวนได้เร็วกว่า การฝึกจึงก้าวหน้าเร็วกว่า เมื่อจิตได้รับการจัดการระบบกระแสจิต หรือพลังหล่อเลี้ยงด้วยจิต หรือวิญญาณ หรือก็คือกายทิพย์ อย่างมีระบบแล้ว จิตจะพ้นจากความสับสนวุ่นวาย เข้าสู่ความสงบ กระแสพลังและความแปรปรวนต่างๆ ที่เข้ามารบกวน ที่เรียกว่า “ปราณเสีย” จะถูกสลัดขับออก ปราณดีจะเข้ามาแทนที่ ปราณเสียก็ได้แก่ ประจุไฟฟ้าที่สะสมไว้มากไร้สาระ ในขณะที่คิดมากไร้สาระ (สัญญาขันธ์) ต่างๆ เป็นขยะในใจหมักหมมมานานนั่นเอง อย่าลืมว่าจิตเป็นพลังงาน มีวิญญาณเป็นพลังหล่อเลี้ยงอยู่โดยรอบและสื่อสารกับสมอง ซึ่งมีพลังงานไฟฟ้าในสมองอยู่มากมาย ทำให้เกิดการรบกวนการ “หยั่งรู้” ของจิต เมื่อจิตไร้สิ่งรบกวน หรือ “นิวรณ์” แล้ว จิตก็จะหยั่งดิ่งลึกรับรู้สิ่งที่สมองไม่อาจรู้ได้ แล้วให้สมองเป็นเรขาฯ ผู้จดบันทึกไว้

วิธีการฝึกสมาธิแบบธรรมจักร

๑.     ใช้สิ่งเร้าภายนอกกระตุ้นจิต เช่น เสียงระฆัง รูป, รส, กลิ่น, เสียง ฯลฯ จัดเป็น “รูปขันธ์” ภายนอกที่กระตุ้นการรับรู้ของจิตได้ ทำให้จิตไม่หลงยึดติดแต่ภายใน ทำให้รับรู้สภาวะความเป็นจริงของโลกภายนอก แก้การติดฌาน หลงนิมิตได้

๒.    วนกลับมาสถิตที่ใจ กล่าวคือ กำหนดจิตกลับมาอยู่ที่จักระต่างๆ อันเป็นฐานที่ตั้งบัญชาการของการรู้ หรือสมาธิ ทุกครั้งที่รับรู้ก็กลับมายังฐานเดิม วนเป็นรอบๆ ของการรู้เช่นนี้ จนเกิดความรู้สึกรับรู้พลังปราณที่หมุนวนเป็นรอบได้

๓.    สลัดทิ้งไปทุกสิ่ง คือ การสลัดความคิด, ความหลง และนิวรณ์ห้าทิ้งไป ขณะเกิดการหมุนวน จนจิตสะอาดผ่องใส ไม่มีขยะทางใจมาปะปน เสมือนการสลัดเหวี่ยงขยะที่คั่งค้าง จนจิตเหมือนไม่มีอะไรในหัว ไร้ความคิดมีแต่ความว่าง

๔.    หลอมรวมเป็นหนึ่ง คือ การหมุนวนแล้วเอาอารมณ์การหมุนวนนั้นเป็นหนึ่งเดียวกับจิต ให้จิตเข้าไปหมุนวนด้วย น้อมการหมุนวนเข้ามาเป็นอารมณ์จิต ประหนึ่งการเพ่งกสิณที่น้อมเอารูปเข้ามาสู่ใจ จนเกิดเป็น “เอกัคตารมณ์” 

๕.    ดิ่งลงสู่จิตเดิมแท้ คือ เมื่อมีการหมุนวนมากขึ้นๆ จะมีแรงดึงดูดสู่จุดศูนย์กลางของจิต หรือ จิตเดิมแท้ เสมือนการหมุนวนของน้ำ จะมีแรงดิ่งลงสู่พื้นน้ำที่ลึกที่สุด เมื่อเข้าสู่จิตเดิมแท้ที่ลึกได้แล้ว “การหยั่งรู้” จะเกิดขึ้น จะระลึกชาติได้ 

สมาธิแบบธรรมจักร เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “สมาธิหมุน” เพราะจะเกิดอาการตัวหมุนได้ขณะฝึก เนื่องจากลมปราณในร่างตื่นตัวและเกิด “กำลังภายใน” พัดพาร่างกายให้หมุนตามไป โดยไม่ได้ใช้แรงภายนอก เสมือนว่าตนไม่ได้ออกแรงหมุนเองฉะนั้น ทั้งนี้ หากจะเปรียบเทียบการทำสมาธิรวมกระแสจิตแบบต่างๆ เป็นเสมือนการดูไส้ในหัวหอมแล้ว การรวมจิตที่ศูนย์กลาง แบบ “อรูปฌาน” ก็เปรียบเหมือนการเอาหัวหอมมาตั้งไว้แล้วลอกเปลือกนอกออกทีละชั้นๆ จนไม่เหลืออะไร, การเพ่งกระแสจิตแบบกสิณ หรือ “รูปฌาน” ก็เปรียบเหมือนการเอาเข็มแทงเข้าไปในเนื้อหัวหอมให้ถึงไส้ใน, การแผ่ฌาน ก็เหมือนการที่หัวหอมถูกดึงเปลือกออกโดยรอบเป็นดอกบัวบาน ส่วนการหมุนธรรมจักร ก็เปรียบเสมือนการหมุนหัวหอมเพื่อสลัดเอาเปลือกนอกออกจนหมดสิ้นไม่เหลือนั่นเอง

สมาธิสู่ฌาน ฌานสู่ปัญญา

“สมาธิ” ความหมาย คือ การหลอมรวมกระแสจิต ให้เป็นหนึ่งเดียว

“ฌาน” ความหมาย คือ ภาวะจิตอิสระจากการดับหายของสิ่งร้อยรัด

“ปัญญา” คือ ภาวะระลึกรู้ของจิตภายหลังการดับหายไปของสิ่งร้อยรัด

จะเห็นได้ว่า ทั้งสามประการนี้ มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน ไม่ใช่หนึ่งเดียวกัน แต่เกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กัน กล่าวคือ เมื่อจิตหลอมรวมกระแสให้เป็นหนึ่งเดียวได้ เช่น จดจ่ออยู่สิ่งหนึ่งสิ่งใดได้ ก็จะได้ “สมาธิ” จากนั้น จิตมีความสงบสงัด จิตจึงคลายการยึดมั่นโดยธรรมชาติ สิ่งต่างๆ ภายนอกจะค่อยๆ ดับไปหายจากการยึดมั่นของจิต จิตจึงเดินเข้าสู่ภาวะ “ฌาน” คือ การดับหายไปของสิ่งร้อยรัดภายนอก เช่น การร้อยรัดของใจ การรู้ตัว จนเข้าสู่ภาวะอิสระจากกายใจ ไม่รับรู้อะไรทั้งสิ้น จากนั้น หากจิตได้สติทันก่อนการดับไปของสรรพสิ่ง แล้วจิตน้อมศรัทธาก้าวลงสู่ความว่างไป ความสูญไปของสรรพสิ่งนั้น จิตค้นพบความสุขสงบอันแท้จริง จิตค้นพบและแยกแยะได้ว่าเครื่องร้อยรัดได้หายไปแล้ว เกิด “ปัญญา” เข้าใจสภาวธรรม ในที่สุด จะเห็นได้ว่าจะเข้าสู่ฌานต้องมีสมาธิก่อน และก่อนจะได้ปัญญาต้องเข้าสู่ภาวะฌานก่อน คือ การดับหายไปของเครื่องร้อยรัด ซึ่งหากเครื่องร้อยรัดดับหายไปโดยพละห้าไม่เข้มแข็ง ก็จะไม่เกิดดวงตาเห็นธรรม แต่ถ้าหากพละห้าสมังคี หรือประสานร่วมกันดี ก็จะได้ “ปัญญา” รู้แจ้งในภาวการณ์ดับหายนั้น

ปกติ จิตมีสภาวะของการทรงสภาพตนเอง ด้วยการเกาะรวมกัน เสมือนฝูงผึ้ง กระแสจิตที่เกาะรวมกันทำให้ทรงจิตได้ จิตไม่ตก จิตมีความเชื่อมั่นในตนเอง ไม่แกว่ง ไม่ไขว้เขว ไม่ฟุ้งซ่าน ไม่ซัดส่าย ไม่ฟุ้งกระจาย มีความเชื่อมั่นในการดำเนินไปของชีวิตแต่ละช่วง โดยธรรมชาติ เด็กจะถูกสอนให้เชื่อ และยึดมั่นในสิ่งที่ผู้ใหญ่เชื่อ ซึ่งความเชื่อมั่นที่ผ่านมาทั้งหมดในชีวิตจนเติบใหญ่ ต่อให้ประสบความสำเร็จเป็นผู้ยิ่งใหญ่ปานใด ก็เป็นเพียง “สมมุติ” ทั้งสิ้น กล่าวคือ เกิดจากการเรียนรู้ทางสังคม ที่ไม่ได้มีการพิสูจน์สัจธรรมอันเที่ยงแท้มาก่อน แต่ได้สมมุติสิ่งต่างๆ ขึ้นมาเรียกกัน เช่น สมมุติว่าสิ่งนี้เรียกว่าโต๊ะ สิ่งนี้เรียกว่าเก้าอี้ เมื่อพังลงไป ก็สมมุติเรียกว่า “พัง” หรือ “ดับหาย” แท้แล้ว ไม้ที่ประกอบกันขึ้นมาเป็นโต๊ะหรือเก้าอี้นั้น ก็ยังไม่สูญสลายไปไหน แต่มีความแปรเปลี่ยนเป็นอนิจจัง แยกจากกันเป็นชิ้นๆ สภาพนั้นไม่เรียกสมมุติว่าโต๊ะอีก เรียกเป็นสมมุติว่าเศษไม้ เป็นต้น ดังนั้น โดยตัวมันเองไม่มีอะไรหายไปเลย แค่แปรเปลี่ยนอนิจจังเท่านั้น แต่ที่เราเรียกว่าดับหายนั้น เป็น “สมมุติ” ที่ตั้งมาเรียกกันเท่านั้น ทว่า จิตของเราไปหลงสมมุติ มีสัญญาใจกับตนเองว่า “ดับแล้วทุกข์” ดังนั้น บางท่านเมื่อโต๊ะทำงานพังลง ก็มีความวุ่นวายใจ เกิดทุกข์ โมโหใส่คนที่ทำพังทันที เป็นต้น สิ่งนี้ เกิดจาก “สัญญา” และการยึดมั่นนั่นเอง ทำให้เราเป็นทุกข์เพราะหลง “สมมุติ” นั่นเอง แต่หากเราไม่ยึดมั่นไว้ จิตของเราจะแกว่ง ไขว้เขว และลังเลไม่แน่ใจ ไม่รู้จะเชื่อมั่นอะไรดี ก็จะมีอาการเหมือนคนที่แพแตก

ในพระพุทธศาสนาให้เราศรัทธาในการ “สูญหายไปของสมมุติ” เช่น การสูญดับไปของชีวิต หรือโต๊ะเก้าอี้ ฯลฯ เพราะการสูญหายไปของสมมุตินี้เอง จะทำให้ธรรมแท้ อันเป็นวิมุติปรากฏแสดงตนขึ้นมา จนเกิดปัญญาเข้าใจสรรพสิ่งในที่สุด เมื่อจิตศรัทธาในการสูญไปของสมมุติ ก็จะเข้าใจ “อนิจจัง” ยอมรับอนิจจัง ก็จะไม่ทุกข์ เพราะเข้าใจว่าสิ่งต่างๆ เป็นสมมุติย่อมมีความเป็นอนิจจังและดับหายไปในวันหนึ่ง จะเข้าสู่ภาวะนี้ได้ ต้องทำให้ “สมมุติแตกดับ” เสียก่อน ทำให้ผู้ถูกทำลายสมมุติที่ยึดมั่นแต่เดิมนั้น มีอาการ “จิตตก” หรือเสียศูนย์ในสิ่งที่เชื่อมั่น ขาดความมั่นใจในตนเองได้ หรือภาวะจิตตกสูญ หรือก้าวลงสู่ความว่าง หากได้ “สติ” ศรัทธาในการดับไปของสมมุติ ณ ขณะนี้เอง เห็นความสงบสุขเย็นของการหายไปของสมมุตินั้น เข้าสู่ภาวะจิตเดิมแท้ สามารถเข้าใจจิตและดึงพลังจิตมาใช้ได้ทั้งด้านพลังและปัญญา คลายการยึดมั่นถือมั่นใดๆ จะเรียกว่าการบรรลุอรหันต์ นั่นเอง ดังนั้น การมีปัญญาเห็นธรรม ย่อมแตกต่างจากการมีความรู้ความเข้าใจธรรม

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น