ธรรมปฏิเวธ ถาม-ตอบ ชุด การอยู่ร่วมกันของสมมุติศาสนาและวิมุติศาสนา
ธรรมปฏิเวธ ถาม-ตอบ เรื่อง การอยู่ร่วมกันอย่างสมมุติในโลกสมมุติ
ถาม : ถ้ามีพระสงฆ์ปาราชิก ท่านจะจัดการอย่างไร?
ตอบ :
ผมเคยบวชเณร แล้วมีเณรรูปหนึ่งที่เคยบวชก่อนผม ไปมีเพศสัมพันธ์กับผู้หญิงมา แล้วมาขอต่อศีลกับเจ้าอาวาส เจ้าอาวาสก็ต่อให้ ทั้งๆ ที่ผิดศีลปาราชิก แท้ๆ ตอนแรกผมไม่เห็นด้วย ก็เลยสวด “สามเณรสิกขา” ซึ่งพระพุทธเจ้าท่านอนุญาตให้สวดแก่เณรที่ไม่อยู่ในธรรมวินัย ปรากฏว่าเณรรูปนั้นซึ่งย้ายไปอยู่วัดอื่นแล้ว ก็อยากสึกมากๆ โทรมาคุยกับเจ้าอาวาสๆ ก็บอกให้อยู่ต่อไป เรียนให้จบ วันหนึ่ง เจ้าอาวาสถามผมว่า “เธอบวชอยู่ในศาสนาอะไร” ผมตอบว่า “ก็ศาสนาพุทธนะสิ” ท่านกลับตอบว่า “ไม่ใช่ ศาสนามาร” ผมก็อึ้ง เงียบไปเลย คิดพิจารณาแล้ว ก็พบว่าเจ้าอาวาสพูดถูก จริงของท่าน ที่ผมบวชอยู่นี้ไม่ใช่พุทธศาสนาดั้งเดิมแท้เลย ผมบวชเข้าศาสนาของมารหรือพราหมณ์ไปแล้วก็ไม่รู้ วันหนึ่ง ผมอยากจะลองใจเจ้าอาวาส ว่าท่านลำเอียงรักเณรรูปนั้นมากเกินไปหรือไม่ จึงแกล้งโวยวายหาเรื่องในวัด ปรากฏว่าคณะกรรมการสี่ห้าคน มารวมหัวกันเอาเรื่องผม แต่เจ้าอาวาสรูปเดียวที่พยายามอธิบายว่าไม่ได้มีปัญหาอะไรขนาดนั้น เป็นเรื่องเล็กน้อยแต่ก็ไม่อาจต้านทานชาวบ้านได้ เขาจะขับไล่ผมไปอย่างเดียว ในที่สุด ผมจึงได้ออกจากวัดนั้น เป็นอิสระ เจ้าอาวาสจำต้องปล่อยให้ผมออกมาด้วยเหตุที่ผมโวยวายหาเรื่องนั้น
ถ้าสามเณรรูปนั้นบวชอยู่ในพระพุทธศาสนาดั้งเดิมแท้ ยังมีพระรัตนตรัยอยู่ต่อสายธรรมให้ เขาทำแบบนี้ สิ่งที่เขาควรได้รับคือ “สึกเสีย” แต่นี่เขาไม่ได้บวชในพระพุทธศาสนาดั้งเดิมแท้นั้น เขาบวชอยู่ใน “สมมุติศาสนา” เพื่อหวังได้ลาภสักการะและการเรียนให้จบตามกฎระเบียบทางโลกเท่านั้น ดังนี้ การกระทำของเขา แม้ผิดธรรมวินัยก็จริง แต่ในเมื่อเขาไม่ได้อยู่ในพุทธศาสนาที่แท้จริงอยู่แล้ว เขาแค่มาบวชเพียงสมมุติ เพื่ออยู่บนโลกที่สมมุตินี้ให้ได้เท่านั้น การเสพกามนั้นก็สมมุติเหมือนกัน ผมคิดว่าไม่จำเป็นต้องสึก แต่ถ้าเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นมา ชาวบ้านเขาไม่ยอมรับและจะกลายเป็นปัญหาได้ อันนี้ ก็ต้องว่าไปตามสมมุติ ก็คือ จำต้องสึก สรุปคือ เราอยู่ในสมมุติศาสนา ถ้าโลกสมมุติยอมรับเราได้ ก็อยู่ไป แต่ถ้ามีเรื่องมากๆ โลกสมมุติเขาไม่ยอมรับเราจริงๆ ก็ต้องว่าไปตามนั้น โดยไม่ได้เอาธรรมวินัยมาเป็นมาตรฐานก็ได้ ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญรับรองเรื่องความเชื่อ เรื่องการนับถือศาสนาว่าเป็นสิทธิ์ส่วนบุคคล สามารถทำได้ตราบเท่าที่ไม่ละเมิดผู้ใด การทำปาราชิกมันก็แค่ธาตุสี่กระทบกัน เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป เมื่อดับไปแล้ว ก็แล้วกันไป ไม่ต้องสึกก็ได้ ถ้าโลกสมมุติเขาไม่เอาเรื่อง เรื่องมันจบไปแล้ว หรือไม่มีใครเป็นเจ้าทุกข์ก็อยู่ได้ต่อไป แต่ถ้าต้องการอยู่ในพุทธศาสนาดั้งเดิมแท้แล้ว จำต้องว่าตามธรรมวินัยคือสึกเสีย
ถาม : ควรจัดการกับสมมุติศาสนาและศาสนาแท้อย่างไร?
ตอบ :
สำหรับศาสนาแท้ ผู้เขียนได้แต่เขียนบอกเรื่องราวไว้ แล้วให้ท่านปฏิบัติด้วยตนเองและ เข้าถึงให้ได้ด้วยตนเอง ต้องพึ่งตนเอง ผู้เขียนช่วยไม่ได้ เนื่องจากยังไม่เอานิพพาน จึงทำหน้าที่เพียงเขียนบอกลักษณะเบื้องต้นเอาไว้ ทั้งลักษณะความเป็นอยู่ร่วมกันและข้อธรรมต่างๆ ที่อาจแตกต่างจากความเข้าใจของชาวพุทธแบบสมมุติศาสนา ทำได้เท่านี้ เพราะผู้เขียนยังไม่เอานิพพาน ยังไม่อยากคิดเป็นอริยบุคล ยังเป็นคนนอกพุทธศาสนาดั้งเดิมแท้อยู่ คนนอกจะไปจัดการเรื่องของศาสนาดั้งเดิมแท้ได้อย่างไรกัน ต้องให้คนในเขาจัดการกันเอง คนนอกได้แต่ดูแล้วเอามาบอกกล่าว เล่าต่อไปเท่านั้น ทำเองไม่ได้
ส่วน “สมมุติศาสนา” นั้น ก็ว่าไปตามสมมุติทางโลกว่าจะอยู่ร่วมกันได้อย่างไร บางวัดก็มีพระเป็นใหญ่ คณะกรรมการต้องยอมท่านก็มี ท่านก็ถือเงินวัดเองทั้งหมด ก็ไม่มีใครไปว่าเป็นการยักยอกของวัด เป็นปาราชิกก็หาไม่ บางวัดคณะกรรมการวัดมีอำนาจเหนือพระ ก็เข้ามาจัดการกันแทน อยู่กันไป แบ่งสรรเงินใช้กันไปก็มี นี่เป็นการอยู่กันแบบสมมุติ ก็อยู่กันไป ไม่ใช่วิมุติศาสนานี่นา ถูกผิดว่าไปตามกฎหมู่บ้าง กฎหมายบ้างตามแต่กรณีๆ ไป
ถาม : สมมุติศาสนาทำผิด ไม่เป็นกรรมหรอกหรือ?
ตอบ :
เป็นสิ การได้อยู่ในวิมุติศาสนา คือ พุทธศาสนาดั้งเดิมแท้ที่ไม่มีลัทธิและนิกายนั้น ทำให้เราปลอดภัยจากกรรมได้มาก และเหลือแต่เศษกรรม ที่ชำระไปหมดได้ในชาติเดียว ตายแล้วก็นิพพานได้ในชาตินั้น นี่คือข้อดีของวิมุติศาสนา สำหรับผู้ที่เบื่อหน่ายทางโลก เบื่อเวรกรรม ไม่อยากจะเกี่ยวข้องแวะกับเวรกรรมและทางโลกอีก ซึ่งก็ยังมีอยู่ ยังเข้าถึงได้
แต่สำหรับสมมุติศาสนานั้น เขามีธรรมวินัยของพระพุทธเจ้า เอาไปปฏิบัติตามอำเภอใจ ทำจริงบ้างไม่จริงบ้าง แล้วแต่กฎหมู่ในคณะของตนเองว่ากันไป ก็ย่อมเสี่ยงต่อภัยแห่งกรรมมากมายแน่นอน เขาคิดว่ามันสมมุตินี่ ไม่ต้องเคร่งครัดอะไรก็ได้ เลยทำไปได้ด้วยอาการแห่ง “ศีลพรตปรามาส” และสุดท้ายก็ได้รับวิบากกรรมนั้น อันนี้ก็ตัวใครตัวมัน พอได้รับวิบากกรรมมาก หมดบุญแล้ว เดี๋ยวก็หมดฤทธิ์เอง ความหยิ่งผยองหมดไป ความทุกข์เข้ามาแทนที่ สุดท้ายก็ต้องยอมจำนนต่อกรรม มันก็ดำเนินไปตามธรรมชาติ ปล่อยให้เขาทำไปตามธรรมชาติ เขาไม่สนใจธรรมวินัยที่แท้ ทำผิด ก็รับกรรมเอง เดี๋ยวก็ทุกข์เอง แล้วเข้าสู่ทางธรรมที่แท้จริงได้เอง เรียกว่า “ปล่อยให้หลง เดี๋ยวจะตรงภายหลัง”
ถาม : ถ้าท่านอยู่ในสมมุติศาสนา ท่านจะทำผิดตามเขาไหม?
ตอบ :
ใครทำผิด ก็เรื่องของเขา มันเป็นแค่สมมุติศาสนาเท่านั้นนี่นา แต่อย่างไรเสีย ผมก็จะทำหน้าที่เผยแพร่วิมุติศาสนาที่แท้จริงต่อไปว่ามีอยู่จริง และไม่ได้ปฏิบัติแบบสมมุติศาสนานั้น ส่วนผมเอง ก็อยู่ในสมมุติศาสนานี้เหมือนกัน ก็รู้แล้วว่ากรรมมีจริง เรื่องอะไรผมจะไปแกว่งเท้าหาเสี้ยน ก่อกรรมทำผิดมากเกินกว่าจะรับได้ละ ผมเข้าใจความจำเป็นในการอยู่บนโลกสมมุตินี้ ผมก็ประคองตัวเองให้อยู่ในโลกสมมุติได้ตามควรแต่ความจำเป็น เช่น มีข้าวให้ฉันเย็นแล้วเราหิว ปวดท้อง ก็กิน ผิดศีลแล้วไปปลงอาบัติ ก็เท่านั้น ไม่จำเป็นต้องอยู่อย่างผู้ไม่ผิดศีลเลยก็หาไม่ คนเราผิดกันได้ โลกก็เป็นอย่างนี้ แต่เราก็ผิดตามจำเป็น ไม่ใช่ผิดจนเพลิดเพลิน รั้งไม่หยุด ฉุดไม่อยู่ ถลำลึกลงสู่อบายภูมิไปเรื่อยๆ อันนี้ก็ไม่เอา เรียกว่า เขาทำผิด ผมก็ไม่ได้ไปว่าอะไรเขา ธรรมชาติก็จะดำเนินไปตามทางของมันเองแต่ตัวผมทำผิดไหม ก็มีผิดบ้าง เพราะในโลกสมมุติผมก็ไม่อาจทำถูกได้หมด แต่ก็ต้องดูตัวเองว่าทำผิดแล้วมีกรรมมากพอรับได้ไหมหรือมันเยอะจนเกินบ่าจะแบกไว้ได้ก็จะเลี่ยง ไม่จำเป็นต้องหาเรื่อง แกว่งเท้าหาเสี้ยน ทำผิด ให้ต้องมาระวังวิบากตามหลัง ก็ไม่เอา
ถาม : ถ้าท่านมีอำนาจ จะจัดการกับผู้ทำผิดในพุทธศาสนานี้อย่างไร?
ตอบ :
ผมจะอธิบาย แจ้งให้ทราบเท่านั้นว่า “ที่ท่านอยู่กันนี้ ก็เป็นแต่เพียงสมมุติศาสนาอยู่แล้ว ดังนี้ ท่านจะผิดก็เป็นเพียงสมมุติ หรือท่านจะถูกก็เป็นเพียงสมมุติ” หาได้เกี่ยวข้องอะไรกับวิมุติศาสนาเลย พุทธศาสนาดั้งเดิมแท้ไม่มีนิกายยังบริสุทธิ์ผุดผ่อง ไม่อาจทำลายได้เหมือนเดิม ไม่เคยเสื่อมลงไปเลย สมมุติศาสนาก็ย่อมเสื่อมไปเป็นธรรมดา เพราะของที่สมมุติย่อมอยู่ภายใต้อนิจจัง คือ เกิดขึ้น, ดำรงอยู่และดับไป ของที่พ้นแล้วจากวัฏฏะการเกิดดับ ย่อมไม่มีความเสื่อมเกิดขึ้นเลยแม้แต่น้อย ดังนี้ ท่านก็อยู่กันด้วยสมมุติ ก็จัดการกันเองอยู่ร่วมกันเองให้ได้เถิด ถ้าพระสงฆ์ของท่านจะปาราชิกแล้วท่านรักเขามาก ไม่ให้เขาสึกก็เรื่องของพวกท่าน เพราะรัฐธรรมนูญรับรองให้แล้วว่าจะต้องยอมรับความเชื่อถือศรัทธาของคนในการนับถือศาสนาใดๆ แม้แต่ศาสนาพุทธแบบมารหรือพราหมณ์ก็ตาม นี่จึงไม่ต้องสนใจอะไรกับของสมมุติพรรค์นั้น หรือแม้แต่จะมีคนบวชตัวเอง ผู้หญิงบวชเป็นภิกษุณีอะไรก็ไม่ผิดต่อสมมุติทางโลกเลย รัฐธรรมนูญเขารับรองให้กันอยู่แล้ว ใครจะเชื่อกันอย่างไร ไม่ผิด เพราะการบวชตัวเองไม่ได้ทำร้ายใคร แต่ไม่ได้บังคับให้ใครมานับถือนี่ ไม่ได้ไปเอาอะไรจากสมาคมพุทธหรือมหาเถรสมาคมนี่นาแล้วจะผิดอะไร อย่างมากก็แค่เป็นสมมุติศาสนา แล้วก็ไม่ได้เข้าไปทำลายอะไรในพุทธศาสนาดั้งเดิมแท้ด้วย
ธรรมปฏิเวธ ถาม-ตอบ เรื่อง แนวคิดในการค้ำพระพุทธศาสนา
ถาม : ท่านมีแนวคิดในการค้ำพระพุทธศาสนาอย่างไร?
ตอบ :
เบื้องบนพยายามทำให้พระนิตยโพธิสัตว์ที่แบ่งภาคมาบางท่านปฏิบัติให้ได้มรรคผลจริง นิพพานจริง จึงจะออกเผยแพร่ธรรมโปรดสัตว์ได้อย่างไม่มีปัญหา เพราะถ้าตนเองไม่ได้นิพพานจริง แต่มีปัญญาถึงอรหันต์สอนคนได้ กลับยังไม่ยอมเข้านิพพาน เพราะต้องการไปเกิดเป็นพระพุทธเจ้า ก็จะทำให้เกิดกรรมพัวพันกับมวลสัตว์จนไม่อาจเข้านิพพานได้ เหมือนกันไปหมด ดังนั้น พระโพธิสัตว์ที่ยังไม่เข้านิพพาน จะทำกิจสอนธรรมตรงๆ ไม่ได้ โดยช่วงแรกจะทำได้อยู่ ธรรมชาติจะจัดสรรเอาบริวารเก่าๆ ที่ตามลงมาช่วยงานให้มาพบ แล้วปฏิบัติด้วยกันไป แม้กรรมพัวพันกันก็ไม่เป็นไร แต่พอหมดกลุ่มบริวารเก่าแล้ว เขาก็จะเก็บเสีย เช่น มีเรื่องทำให้สถานธรรมหรือวัดนั้นล่มสลายลงไม่มีเหลือเลย เช่น การล่มสลายลงของ “บู๊ตึ้ง” และสำนักธรรมต่างๆ ในอดีต ก็ล่มด้วยมูลเหตุนี้เป็นรากฐานสำคัญ ดังนั้น ต่อให้มีปัญญาและความสามารถจริงก็ออกมากระทำการต่างๆ โดยโจ่งแจ้งมากไม่ได้ ต้องเข้าใจที่จะวางตัวให้เกิดความศรัทธาเฉพาะแต่ในบริวารแท้จริงของตน และทำให้คนที่ไม่ใช่บริวารที่เขาจะนิพพานภายในยุคนี้ ไม่เกิดศรัทธา คือ คนกลุ่มหนึ่งก็ชอบ คนกลุ่มหนึ่งกลับไม่ยอม แยกแยะออกให้ได้ ก็จะไม่เกิดการพัวพันกรรมกัน ดังเช่น ของท่านพุทธทาส คนกลุ่มหนึ่งชอบท่านแต่คนอีกกลุ่มมองว่าท่านไม่ดี ปรามาสพระพุทธเจ้า ไม่เช่นนั้น จะเกิดกรณี โด่งดังแล้วล่มสลายไปเองเช่น ท่านยันตระ, แม้แต่สวนสันติธรรมก็เข้าข่ายจะต้องล่มสลายเพราะสาเหตุนี้ (เพราะยังไม่เข้านิพพาน จึงต้องทำงานอื่น) คือ การค้ำพระพุทธศาสนาด้วยการออกหน้าทำความดีทำตัวเป็นพระเอก อาจเป็นการทำลายพระพุทธศาสนาได้อย่างมาก ถ้าไม่เข้าใจเรื่อง “กรรมที่พัวพันกันจนไม่ทำให้นิพพาน” นี้ ดังนี้ คนดีเหล่านี้แหละคือผู้ทำลายพุทธศาสนาที่แท้จริง เพราะหวังดีแต่ไม่มีปัญญา ไม่เข้าใจถึงวิธีการรักษาที่ถูกต้อง ดังนั้น การกระทำด้วยความเข้าใจที่แท้จริง จึงอาจต่างไปจากสิ่งที่ท่านเห็นมาก เช่น ไม่มีการออกหน้าออกตามาสร้าง มาทำ ถาวรวัตถุมากมายให้คนเขาชื่นชมศรัทธาเลยแม้แต่น้อย เพราะการทำเช่นนี้ คนนิยมชมชอบมากจริง แต่เป็นวิธีที่ผิดอย่างมาก ตามใจคนมาก คนชอบมาก แต่พากันหลงทางไปหมด ผิดทางหมด
การค้ำพระพุทธศาสนาที่ถูกต้องก็คือ “ทำให้คนบรรลุมรรคผลอย่างแท้จริง” ไม่ใช่ให้เกิดปัญญาแต่ไม่เอานิพพาน แบบนี้ก็ไม่ได้นะ แบบนี้ทำได้เฉพาะโปรดบริวารของตนที่ลงมาจากสวรรค์ช่วยงานด้วยกัน เพื่อไม่ให้เขาหลงทาง เราจึงต้องไปหาเขาหรือพบกันแล้วให้ธรรมเขา เขาจึงจะกลับคืนสู่วิมานพร้อมเราดังเดิมได้ แต่มันใช้ไม่ได้กับคนทั่วไปในยุคนี้ คนทั่วไปในยุคนี้ถูกจัดสรรมาแล้วว่าพร้อมเข้านิพพานในยุคนี้ ดังนั้น พวกเขานั้นจะได้รับการปกป้องให้แยกออกจากผู้บำเพ็ญบารมีที่ยังไม่นิพพานในยุคนี้ กรรมจึงขาดจากกัน
ถาม : ช่วยอธิบายถึงวิธีทำอย่างชัดๆ
ตอบ :
๑) สื่อถึงวิมุติศาสนา ว่ายังมีอยู่จริงและเข้าถึงได้ด้วยวิธีการใด คือ การปฏิบัติตนเองอย่างยิ่งยวด พึ่งตนเอง เอาจริงจนสะเทือนถึงท่านให้ได้ ก็จะได้พบเอง ซึ่งไม่ได้ด้วยวิธีทางสมมุติใดๆ เช่น การบวชพระตามประเพณีนี้ ไม่อาจเข้าถึงวิมุติศาสนาได้เลย อนึ่ง วิมุติศาสนาและสมมุติศาสนานั้นจะต้องอยู่ร่วมโลกกันได้ ส่วนสมมุติศาสนาก็ทำไปตามสมมุติทางโลก ผ่อนปรนได้เพราะมันเป็นสมมุติ ไม่ใช่วิมุติ แต่วิมุติศาสนานั้นจะต้องเดินตามธรรมวินัยซึ่งก็คือ พุทธศาสนาดั้งเดิมแท้ไม่มีนิกาย
๒) ตั้งสำนักเปิดขนาดเล็ก ที่รับคนได้จำนวนจำกัดก็พอ ไม่มีโฆษณา คนจะมาเพราะเขาเป็นบริวารเก่าของเราที่เราต้องโปรดให้เขาได้ไปวิมานเดียวกับเรา เพราะต่างก็ยังไม่เอานิพพาน จึงต้องปฏิบัติด้วยกัน เพื่อรวมตัวกันให้ได้ จึงเป็นบริวารกันได้ จำเป็นต้องเปิดสำนักเพราะเราก็มีบริวารเก่าของเรา ที่ตามเราลงมาเกิด เราต้องโปรดเขาให้กลับไปอยู่กับเราได้ตามที่เขาเคยปรารถนาไว้ จึงต้องมีสำนักเล็กๆ
๓) ตั้งตนเป็น “อุบาสก” เนื่องจากพระพุทธศาสนาของเรามีพุทธบริษัทสี่ตอนนี้เหลือแค่สอง คือ ภิกษุและอุบาสีกา จากนั้น จึงเริ่มมีผู้หญิงกล้าบวชเป็นภิกษุณีขึ้น แม้ ว่าจะถูกมองว่าผิดธรรมวินัยก็ตาม ขาดอยู่ก็คือผู้ชายที่กล้าละทิ้งผ้าเหลือง มาอยู่ในผ้าขาว คือ “อุบาสก” เนื่องจากผ้าเหลืองนำมาซึ่งลาภสักการะมากมายนั่นเอง แต่ผ้าขาวทำกิจได้มากกว่าและช่วยได้ต้นทางมากกว่า ถ้าคนรีบบวชจะกลายเป็นพระที่ไม่ดี ถ้าถูกอุบาสกสอนให้ดีกว่าจนมั่นใจว่าจะเอานิพพานแล้ว จะเป็นพระดี
๔) เผยแพร่ธรรมภาคครัวเรือน โดยไม่ต้องเข้าวัดไม่จำเป็นต้องมีวัดคือ ธรรมะเข้าถึงบ้านเลย ทำให้บ้านเปิดเป็นสถานปฏิบัติธรรมให้ได้ เหมือนสมัยโบราณที่มีวรรณะพราหมณ์ ทำให้คนไม่อยู่ทางโลกเสียเวลาเปล่าไปวันๆ ให้แต่ละวันมีคุณค่าด้วยการปฏิบัติธรรมในครัวเรือนของตน โดยไม่ต้องออกจากบ้านไปแสวงหาธรรมที่ไหน เพราะวัดเดี๋ยวนี้อาจไม่เหมือนก่อน บางวัดมีแม้แต่ยาบ้ามาแอบขายให้พระหนุ่มที่โง่เขลา บวชเข้ามาตามประเพณี มีเงินใช้จากการออกกิจนิมนต์ ก็ใช้เงินไม่เป็น เอาไปซื้อยาบ้ามาเสพในกุฏิกันลับๆ พ่อแม่ก็ไม่รู้เรื่อง ขายดีเชียวในวัดนี่
๕) ขยายสู่สถานธรรม โดยการรับกิจนิมนต์ไปเผยแพร่ธรรมตามสถานธรรมต่างๆ ไม่สอนพระ เพราะผ้าเหลืองเป็นหน้าที่ของผ้าเหลือง ดูแลกันเอง เราไม่เอานิพพาน เขาเอา เราไปทำกรรมพัวพันกับเขาไม่ได้ ปล่อยเขาให้ขาดจากเราไป เราโปรดแต่ผ้าขาว คือ ฆราวาสในสถานธรรมต่างๆ เพื่อปูพื้นเบื้องต้นให้ตรงต่อนิพพาน ก่อนที่เขาจะเลือกทางเองว่าจะบำเพ็ญบารมีหรือจะเข้านิพพานในอนาคตนั้น
๖) เผยแพร่ธรรมในที่ลับ เพื่อโปรดคนในวงกว้างได้โดยไม่มีกรรมพัวพันกัน เป็นแค่เศษกรรม ด้วยวิธีนี้จะโปรดได้ทั้งผู้ที่ปรารถนานิพพานและปรารถนาพุทธภูมิ ถ้าเปิดตัววงกว้างมากเกินไป จะพัวพันกรรมกับมวลสัตว์มาก มวลสัตว์มีจิตพุ่งตรงมายังเรามาก ก็จะไม่ยอมเข้านิพพานในยุคนี้ จิตผูกมัดกับเรา ไม่เข้านิพพานได้ แบบนี้ ดูเป็นที่รักของคนมากมาย เหมือนเป็นฮีโร่ แต่ไม่ใช่เลย อนึ่ง ผมเผยแพร่ธรรมทางอินเตอร์เน็ตนี้มาเกือบครบสามปีแล้ว และก็คงต้องทำต่อไปเรื่อยๆ
ถาม : ตอนนี้ดำเนินการไปอย่างไรแล้ว?
ตอบ :
อาจารย์บอกกิจมาว่าเราไม่มีกิจสร้างอีก ไม่ต้องสร้าง ให้รอให้คนมาสร้างให้ เราก็ได้ไปเจอคนหลายคนที่เขาสร้างสถานธรรมไว้ แล้วจะยกให้เราอยู่เพื่อใช้ในการทำกิจ แต่เราก็ไม่เอา เพราะพิจารณาแล้วคุณสมบัติผู้ให้ “ยังไม่ผ่าน” เช่น ไม่ศรัทธาเราจริงๆ ทั้งที่ตนก็สื่อกับเทพเจ้าได้ เทพเจ้าบอกเขาทุกอย่างเกี่ยวกับเรา เขาก็รู้หมด เขาก็เลยจะยกสถานธรรมให้เราดูแล ทว่า กลับไม่มีความเชื่อในตัวเราเลย เพราะเห็นเราเป็นคนไม่น่าเชื่อถือ อายุน้อย ไม่มีความน่าศรัทธาอะไรเลย ผมเหมือนเด็กวัยรุ่นข้างถนนธรรมดามาก แต่เขาน่าจะคิดบ้างว่าทำไมเทพเจ้าของเขาถึงได้ให้เขายกสถานธรรมให้เราดูแล สุดท้าย พอเขาคิดไม่ได้ ผมก็ออกมาเอง ไม่อยากทำงานร่วมกับคนที่ไม่เชื่อใจกัน เลยต้องมารอคนใหม่ ก็เจออีก สามรายเห็นจะได้ สร้างเอาไว้หมดแล้ว ให้เราไปอยู่ที่นั่น อย่างดีตรงใจแต่ก็ไม่เอาเพราะมีความคิดอยากให้บ้านพ่อแม่ขึ้นเป็นสถานธรรมให้ได้ อยากให้สถานธรรมได้เกิดขึ้นเสียที่ในภาคครัวเรือน โดยไม่ต้องออกจากบ้าน เอาบ้านเป็นสถานธรรม แต่ก็มีปัญหาคือ ตอนนี้ มีบางท่านมาขอปฏิบัติ เราต้องให้เขาพักกับเราแล้วมันค่อนข้างลำบาก ที่พักเป็นบ้านไม้มุงสังกะสี ทำให้เวลาร้อนก็ร้อนมาก อยู่บนบ้านกลางวันแทบไม่ไหวเลย ต้องไปหลบอยู่ใต้ถุนบ้านข้างๆ เพราะบ้านเราก็ไม่มีใต้ถุนที่เหมาะในการนั่งอีก สถานที่ไม่พร้อม และไม่มีใครสักคนเหลียวแล หรือคิดจะยื่นมือลงมาช่วยเลย ก็ต้องช่วยตัวเอง แต่อาจารย์ห้ามเราไว้ ไม่ให้เราทำ กลัวเราจะมีบุญบารมีล้ำหน้าเกินบริวาร เขาให้บริวารเรามาเป็นคนทำ จะได้ยกบุญบารมีให้บริวารเราไป บางทีเราเบื่อบริวารเก่าเรา เขาทิ้งเราแล้ว เขาหลงใหลคนอื่นที่น่าศรัทธา ดูเหมือนเทพเจ้ามาเกิดเหล่านั้นแล้ว เราเป็นแค่คนธรรมดา ไม่น่าศรัทธาเลย เราคิดจะทำเองทุกอย่าง แม้แต่ห้องนั่งสมาธิ เราก็จะเอาโอ่งขนาดใหญ่มากอันหนึ่ง ฝังลงดิน แล้วฉาบปูนที่พื้นโอ่ง ปูกระเบื้อง ข้างบนมีเพิงสังกะสี ก็สามารถลงไปอ่านหนังสือ นั่งสมาธิในโอ่งได้ ไม่ร้อนแล้ว นี่ง่ายมาก ไม่แพงเลย