ธรรมจักรอายตนนิพพาน มหาสติปัฏฐานที่ลัดสั้นที่สุด

ธรรมจักรอายตนนิพพาน มหาสติปัฏฐานที่ลัดสั้นที่สุด

ธรรมจักรอายตนนิพพาน

มหาสติปัฏฐานที่ลัดสั้นที่สุด

“ธรรมจักร” คือ มหาสติปัฏฐานสี่ที่ลัดสั้นและต่อเนื่อง

ธรรมะ หมายถึง ธรรมชาติ หมายถึง สรรพสิ่ง ในการพิจารณาธรรมะด้วยกรรมฐานที่จะนำเสนอนี้ จะเรียกธรรมะนี้ว่า “รูป” อันหมายถึงสิ่งที่เข้ามาถูกต้องสัมผัสสะ (ผัสสะ) เข้ากับอายตนะทั้งหก ได้แก่ สิ่งที่ทำให้เกิดรูป, สิ่งที่ทำให้เกิดรส, สิ่งที่ทำให้เกิดกลิ่น, สิ่งที่ทำให้เกิดเสียง, สิ่งที่ทำให้เกิดสัมผัสทางกาย, สิ่งที่ทำให้เกิดสัมผัสรับรู้ทางใจ ทั้งหกประการนี้ รวมเรียกว่า “รูป” ซึ่งก็คือ ทุกสรรพสิ่งที่เราสามารถไปรับรู้ได้เป็นรูป, รส, กลิ่น, เสียง, สัมผัสทางกาย และใจนั่นเอง โดยกระบวนการเกิดเหล่านี้ มาจาก “จิต” เป็นผู้เข้าไปรับรู้ เสพอารมณ์ เมื่อจิตเข้าไปรับรู้ก็จะมีการปรุงแต่งการรับรู้เพื่อให้การรับรู้ชัดเจนขึ้น ซึ่งยังผลให้หยาบขึ้น และผิดพลาดมากขึ้น หากไปยึดมั่นก็จะผิดไปเลย กระบวนการปรุงแต่งนี้อาศัยเครื่องปรุงแต่งจิตที่เรียกว่า “เจตสิก” หรือ สันดอนสันดานความเคยชินของจิตเก่าๆ ที่เป็นตะกอนนอนก้น มาเกาะปรุงแต่งเข้าเป็นสังขารขึ้นมานั่นเอง ผลสุดท้ายจึงได้ออกมาเป็น “นาม” อนึ่ง นามนี้ไม่ใช่จิต แต่เป็นนามที่เรียกถึงผลจากจิต, เจตสิก และรูป ร่วมกันปรุงแต่งขึ้นมาดังกระบวนการที่กล่าวมาข้างต้นนั่นเอง ยกตัวอย่างนามเช่น โสมนสฺสสหคตํ ทิฏฺฐิคตสมฺปยุตฺตํ สสงฺขาริกํ ซึ่งประกอบด้วยจิตและเจตสิกมากมายปรุงร่วมกันขึ้นมา โดยมีรูปเข้ามากระตุ้นนั่นเอง กระบวนการเกิดนามนี้ มี “รูป” เป็นเครื่องกระตุ้นเริ่มแรกอยู่เสมอ จึงใช้หลักการพิจารณา “รูป” ที่ผัสสะเข้า ณ อายตนะใดอายตนะหนึ่ง แล้วพิจารณา “นาม” ที่เกิดตามมาทันที ทั้งนี้ “รูป” มักมาจากภายนอก ส่วน “นาม” มักเกิดภายใน การพิจารณา “รูป” และ “นาม” นี้ จึงเกิดการวนรอบนอกและในคือวนรอบสิ่งต่างๆ ที่เข้ามากระทบใจ แล้วกลับมารู้ที่ใจเสมอๆ กระบวนการพิจารณารูปนามแบบวนรอบนอกและใน เข้ามาประตูอายตนะหกตัวใด ก็วนกลับมารู้ที่ใจ (จิต) เสมอ เป็นกระบวนการหมุนวนเช่นนี้ จึงเรียกว่า “จักร” เหมือนจักรเฟืองที่หมุนวนรอบตามกลไกหนึ่งๆ ฉะนั้น เราเรียกกระบวนการทั้งหมดนี้ว่า “ธรรมจักร” นั่นเอง ในกลุ่มสติปัฏฐานสี่ที่ไม่มีการวนรอบ เช่น ดูจิตอย่างเดียว จะเกิดการ “ติดใน” รู้ไม่เท่าทันการเปลี่ยนแปลงภายนอก ส่วนกลุ่มสติปัฏฐานสี่ที่ดูแต่ธรรมข้างนอก ก็มัก “ติดนอก” อย่างเดียว รู้ไม่เท่าทันจิตตนเองภายใน ดังนั้น ธรรมจักร จึงได้ทั้งนอกและใน ทั้งจิตและธรรม เมื่อพิจารณาในภาวะอุเบกขาเวทนา และละการยึดมั่นในกายได้ จะได้ทั้งกาย, เวทนา, จิต และธรรม ผสมผสานรวมกันเป็น “มหาสติปัฏฐานสี่” ไม่ใช่เพียงแค่ “อนุสติ” เท่านั้น

“อายตนะ” จุดรับรู้ที่สามารถดับกิเลสได้ทันควัน

อายตนะ ๖ ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น ผิวกาย และสัมผัสทางใจ เครื่องรับสัมผัสทั้งหกประการนี้ เป็นจุดที่รับสัมผัสสิ่งเร้า (รูป) ทำให้เกิดความหวั่นไหว และเกิดกิเลส ณ ที่นี้เอง โดยจะเริ่มต้นจาก รูปกระทบอายตนะทำให้เกิดผัสสะ จิตดวงแรกจะเข้ามารับรู้ก่อน เรียกว่า “มโนธาตุ” การรับรู้นี้ไม่ชัด จึงปรุงแต่งด้วย “วิญญาณขันธ์” หรือกระแสจิตที่เพิ่มเข้ามาให้เกิดความรับรู้ชัดขึ้น หยาบขึ้น ใกล้จากสภาวธรรมเดิมแท้ที่บริสุทธิ์ไปมากขึ้น คลาดเคลื่อนมากขึ้นแต่เข้าใจง่ายขึ้น เรียกว่า “มโนวิญญาณธาตุ” จากนั้น จะมีการปรุงแต่งด้วยความรู้สึกนึกคิดเดิมๆ จากความเคยชินเดิมๆ ของจิต (เจตสิก) อาการปรุงแต่งนี้ รวมเรียกว่า “อภิสังขารมาร” หรือสังขารธรรม ทำให้เกิด “สังขาร” ขึ้น จิตก็แปรเปลี่ยนไป ด้วยการร่วมผสมของเจตสิกและรูปที่กระทบนี้ กลายเป็น “นาม” ในที่สุด ซึ่งหากจิตเสพอารมณ์ในรูปที่รับมาจะทำให้เกิด “เวทนา” ต่ออีก คือ ความรู้สึกสุข, ทุกข์ หรือเฉยๆ ในกระบวนการที่ยืดยาวนี้ ให้ผลสุดท้ายไม่พ้นทุกข์ บุคคลจะพ้นจากทุกข์ในบั้นปลายของกระบวนการนี้ได้ด้วยการตัดเสียซึ่งกระบวนการนี้นั่นเอง กล่าวคือ ตัดกระบวนการของอภิสังขารมารเสีย สังขารก็ไม่เกิด นามก็ดับ (เพราะขาดเจตสิกมาปรุงแต่ง) รูปก็ดับไป (ตามธรรมชาติของรูปที่เกิดเองแล้วก็ดับไปเอง) ดังนี้ สุขและทุกข์ก็ไม่เกิด เรียกว่า “อุเบกขา” การตัดกิเลส ณ จุดผัสสะอายตนะหกทันควันคือเอกลักษณ์ของธรรมจักร

“นิพพาน” ภาวะความสูญสิ้นไปแห่งกิเลสและชาติภพ

นิพพานโดยพยัญชนะ หมายถึง ความสูญไป สิ้นไป หมดไป ส่วนนิพพาน โดยอรรถ หมายถึง สภาวะเดิมแท้ ก่อนที่จะมีการเกิด หรือดับ จึงเป็นสภาวะที่ไม่เกิด ไม่ดับ เป็นสภาวะก่อนมีการบัญญัติรูปนาม จึงไม่มีรูป ไม่มีนาม พ้นจากการบัญญัติคำศัพท์ใดๆ จะอธิบายได้ อันเป็นสภาวะหนึ่งเดียวกันของสรรพสิ่ง มีลักษณะเป็นเช่นนั้นเอง ไม่เป็นไปอย่างอื่น (ตถตา) ไม่อาจคิดเอา ไม่อาจคาดคะเนเอา ไม่อาจปรุงแต่งด้วยใดๆ (อสังขตธรรม) ไม่อาจอธิบายด้วยคำใดๆ ได้ (วิมุติธรรม) อันผู้ปฏิบัติถึงพึงรู้ได้เอง (ปัจจัตตัง) และผู้เข้าถึงผู้อื่นสามารถพิสูจน์ตรวจสอบความรู้จริงนั้นได้ เป็นสากล ไม่อาจเข้าข้างตนเองด้วยความหลงผิด (อวิชชาดับ) ในความคิดอันเป็นตัวตนของตนได้ (อนัตตา) ยังผลให้ผู้ปฏิบัติได้รับความพ้นทุกข์แท้จริง (อขมทุกข์ อขมสุข)

สรุปความหมายของ “ธรรมจักรอายตนนิพพาน” 

หมายถึง กระบวนการทางจิต ที่ตัดกิเลสให้สูญสิ้นทันทีทันควัน ณ จุดผัสสะ (สัมผัสกระทบ) ยังอายตนะทั้งหก ดุจจักรที่มีหกซี่หกคม ตัดกิเลสสูญสะบั้นในฉับพลันทันที ที่รูป (สรรพสิ่งใดๆ) เข้ามากระทบ คำว่า “อายตนนิพพาน” ก็คือ การรับรู้ถึงความสูญไปแห่งกิเลส แม้สิ่งต่างๆ จะมากระทบย่อมรับรู้ได้หมด แต่ขณะที่รับรู้นั้นเองไม่มีกิเลสเลย กิเลสสูญไปหมดในทันควัน หรือ “สุญญตสัญญา” คือ การใช้สัญญาขันธ์จำได้หมายรู้ ถึงภาวะสุญญตาของสรรพสิ่ง ภาวะเดิมแท้ที่ว่างเปล่าจากสมมุติ ว่างเปล่าจากการยึดมั่นถือมั่นใดๆ ได้ นั่นเอง บุคคลที่มีการรับรู้เช่นนี้ กิเลสย่อมไม่อาจเกิดได้เลย เพราะมีการดับสูญเสียแต่แรกที่รูปเกิดผัสสะ (กระทบ) กับอายตนะ เมื่อพิจารณาเป็นเครื่องรับรู้แล้ว (อายตนะ) จึงเรียกว่าเป็น “อายตนนิพพาน” นั่นเอง ส่วนธรรมจักร คือ กระบวนการพิจารณารูปนาม วนรอบทั้งนอกใน ไม่ยึดติดสุดโต่งในสองส่วน ดังนั้น ธรรมจักรอายตนนิพพาน จึงหมุนวนรอบรับรู้ตัดกิเลสสะบั้นสูญสิ้นทันทีไม่มีเหลือในทุกๆ อายตนะ

สมุทเฉทประหารกิเลส ด้วย “ธรรมจักรอายตนนิพพาน”

๑) พิจารณารูป

รูปภาพที่ปรากฏ ทางตา นั้นมีภาวะเดิมแท้คือความไม่แตกต่าง ไม่ว่าง ไม่มี ทั้งว่างและมีนั้นเท่าเทียมกัน จึงไม่มีทั้งว่างและมี รูปเข้ามาสักแต่ว่าเป็นสมมุติเท่านั้น รูปย่อมว่างไป

๒) พิจารณารส

รสที่ปรากฏ ทางลิ้น นั้นมีภาวะเดิมแท้คือความไม่แตกต่าง ไม่ว่าง ไม่มี ทั้งว่างและมีเท่าเทียมกัน จึงไม่มีทั้งว่างและมี รสเข้ามาสักแต่ว่าเป็นสมมุติเท่านั้น รสย่อมว่างไป

๓) พิจารณากลิ่น

กลิ่นที่ปรากฏ ทางจมูก นั้นมีภาวะเดิมแท้คือความไม่แตกต่าง ไม่ว่าง ไม่มี ทั้งว่างและมีเท่าเทียมกัน จึงไม่มีทั้งว่างและมี กลิ่นเข้ามาสักแต่ว่าเป็นสมมุติเท่านั้น กลิ่นย่อมว่างไป

๔) พิจารณาเสียง

เสียงที่ปรากฏ ทางหู นั้นมีภาวะเดิมแท้คือความไม่แตกต่าง ไม่ว่าง ไม่มี ทั้งว่างและมีเท่าเทียมกันจึงไม่มีทั้งว่างและมี เสียงเข้ามาสักแต่ว่าเป็นสมมุติเท่านั้น เสียงย่อมว่างไป

๕) พิจารณาสัมผัสทางกาย

สัมผัสที่ปรากฏทางกายนั้น มีภาวะเดิมแท้คือความไม่แตกต่าง ไม่ว่าง ไม่มี ทั้งว่างและมีเท่าเทียมกัน จึงไม่มีทั้งว่างและมี สัมผัสเข้ามาสักแต่ว่าเป็นสมมุติ สัมผัสย่อมว่างไป

๖) พิจารณาสัมผัสทางใจ

สัมผัสที่ปรากฏทางใจนั้น มีภาวะเดิมแท้คือความไม่แตกต่าง ไม่ว่าง ไม่มี ทั้งว่างและมีเท่าเทียมกัน จึงไม่มีทั้งว่างและมี สัมผัสเข้ามาสักแต่ว่าเป็นสมมุติ สัมผัสย่อมว่างไป

เมื่อพิจารณาให้ตั้งจิตตรงกลางข้างในก่อน เมื่อมีรูปใดๆ เข้ามากระทบไม่ว่าจะอายตนะใด ให้ส่งจิตไปรับรู้แล้วพิจารณาภาวะสุญญตา ปล่อยวางเสีย แล้วกลับมารู้ที่ใจ ซ้ำๆ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น