ธรรมกาย มโนมยิทธิ กายทิพย์ คุณมีความเข้าใจแค่ไหน?
| ธรรมกาย มโนมยิทธิ กายทิพย์ คุณมีความเข้าใจแค่ไหน?
ในวิชชาธรรมกายตามแบบหลวงพ่อสด กล่าวว่า ทุกคนมีธรรมกายในตัวแล้ว และแต่ละคนจะมีกายทิพย์ซ้อนอยู่เป็นชั้นๆ จากหยาบไปละเอียด ถึง ๑๖ กาย แท้จริงแล้วเป็นอย่างไร บทความฉบับนี้ ขอเสนอแนวคิดที่ได้จากการปฏิบัติเป็นการส่วนตนดังนี้ กายทิพย์มีกี่กายกันแน่? กายทิพย์สามารถฝึกให้มีกี่กายกี่แบบก็ได้ สำหรับผู้บำเพ็ญเพียรจิตขั้นสูง เช่น เทพวานรเห้งเจีย มีกายทิพย์ที่แปลงร่างได้ ๗๒ กาย สำหรับระดับมหาโพธิสัตว์จะสามารถเนรมิตกายได้ด้วย “มโนมยิทธิ” ชนิด นับไม่ถ้วนทีเดียว เช่น พระกษิติครรภ์มหาโพธิสัตว์ แปลงกายและเนรมิตกายได้นับไม่ถ้วน แม้แต่พระมัญชูศรีผู้มีกำลังญาณหยั่งรู้อดีตและอนาคตของหมื่นโลกธาตุได้ ยังไม่สามารถนับได้หมด หรือแม้แต่พระศรีอาริยเมตตรัย ก่อนละสังขารที่ประเทศจีน (ภาคพระสังกัจจายน์) ได้เขียนกลอนปริศนาไว้ว่า เมตตรัย คือ เมตตรัย แบ่งกายหลายหมื่นโกฏิ แต่ก็ไม่มีใครรู้จัก หรือแม้แต่พระอวโลกิเตศวรกวนอิม (ภาคเจ้าแม่กวนอิม) ก็มีบันทึกไว้ชัดเจนว่าพระองค์สามารถแบ่งกายได้ และแปลงกายได้มากมาย ตามแต่ว่าพระองค์ประสงค์จะโปรดสัตว์แบบใด ดังนั้น กายทิพย์จะมีได้ไม่จำกัด ขึ้นอยู่กับฤทธิ์ทางใจ (มโนมยิทธิ) ของผู้บำเพ็ญเพียร นอกจากนี้ กายทิพย์ที่เกิดในระหว่างการบำเพ็ญแต่ละชาติ ยังถูกบันทึกซ้อนไว้ในกายทิพย์เป็นชั้นๆ ได้อีกด้วย เช่น พระอานนท์ เคยเกิดเป็นพระอินทร์ เมื่อถอดกายทิพย์ขึ้นสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ สามารถใช้กายทิพย์ในรูปพระอินทร์ได้ แต่ถ้าขึ้นสวรรค์ชั้นดุสิต ก็ไปในรูปพระโพธิสัตว์ได้ กายทิพย์ ๑๖ กายของธรรมกาย กายทิพย์ ๑๖ กายของธรรมกาย เป็นแบบหนึ่งของการบำเพ็ญเพียร จนได้กายทิพย์ถึง ๑๖ กาย เมื่อได้กายทิพย์ ๑๖ กาย สามารถถอดกายทิพย์แบบต่างๆ ไปยังนรกสวรรค์ชั้นต่างๆ โดยเลือกกายที่เหมาะสมได้ เช่น ไปพรหมโลก ก็เลือกกายพรหม พรหมโลกบางชั้น ผู้มีกายทิพย์ไม่ละเอียดเท่าจะมองเห็นกายทิพย์ของพรหมไม่ถ้วน เช่น อรูปพรหม จะมองด้วยตาทิพย์ปกติไม่ถ้วน จะต้องใช้กายทิพย์ที่เป็น “อรูปพรหม” ด้วยกันจึงจะเห็นเท่ากัน หรือ ต้องใช้ธรรมกายที่เป็นกายอรหันต์บริสุทธิ์เท่านั้น จึงเข้าถึงเข้าใจได้ถ้วน กล่าวคือ กายทิพย์ที่ละเอียดกว่าจะมองกายทิพย์ที่หยาบกว่าได้หมด แต่กายทิพย์ที่หยาบกว่า จะมองกายทิพย์ที่ละเอียดกว่าบางชนิดไม่ถ้วน เช่น พระพุทธเจ้านิพพานแล้ว ปกติ กายทิพย์อื่นๆ จะมองไม่เห็น แต่ด้วยพุทธานุภาพที่อาศัยขันธ์ห้าของผู้มอง มาเป็นหมายกำหนดให้ ผู้มองจึงเห็นได้เป็นรูปเช่นเช่นนี้ ทั้งนี้ เพราะพระพุทธเจ้าทั้งหลายที่นิพพานแล้วล้วนไม่สูญ แต่ทรงดับขันธ์ห้าทั้งหมด จึงต้องอาศัยขันธ์ห้าของผู้มองในการแสดงกายทิพย์ให้เห็น ซึ่งเราจะเรียกกายทิพย์ของผู้บรรลุอรหันต์นี้ว่า “ธรรมกาย” หรือ หากจำแนกเป็นประเภท เวลาเห็นเทพทั้งหลาย เราจะเรียกว่า “วิสุทธิเทพ” นั่นเอง ดังนั้น การฝึกธรรมกาย ๑๖ กาย จึงเป็นการฝึกเนรมิตกายทิพย์ ซ้อนไว้ในกายตน ก่อนที่จะทำการถอดกายทิพย์ ไปยังสวรรค์ชั้นต่างๆ เป็นพื้นฐานของการเนรมิตกายทิพย์นั่นเอง ลูกแก้วธรรมกายคืออะไร? ลูกแก้วธรรมกาย เป็นผลจากการบำเพ็ญตบะแบบกสิณ เป็น “ของทิพย์” ชนิดหนึ่ง ในกลุ่มนาค จะบำเพ็ญตบะเก็บไว้เป็นรูปลูกแก้วเช่นนี้ทั้งสิ้น แต่ในสัตว์ชนิดอื่น จะบำเพ็ญพลังทิพย์เก็บไว้ในรูปของทิพย์ชนิดอื่นๆ ก็ได้ เช่น ตรีทิพย์, คทาทิพย์, เหล็กไหลทิพย์, สังข์ทิพย์, จักรทิพย์ ฯลฯ เราสามารถรู้ได้ว่าใครมีของทิพย์อะไรบ้างไม่ยาก เช่น รูปเทพพระนารายจะมีจักร ให้ทราบได้เลยว่าท่านมีจักรทิพย์เป็นอาวุธประจำกาย จักรทิพย์นี้เกิดขึ้นเพราะการบำเพ็ญเพียรของท่าน บุคคลใดได้เกิดเป็นพระราชาแล้วปกครองคนได้ดี เมื่อตายลง จะรับผลบุญเป็น “จักรทิพย์” ทั้งสิ้น ดังนั้น พระมหากษัตริย์ไทยจำนวนมาก ทรงมีจักรทิพย์เป็นอาวุธที่วิมานของท่านแทบทั้งสิ้น ในกลุ่มนาค มักจะมีของทิพย์เป็นลูกแก้ว ในพุทธศาสนายุคพระพุทธเจ้าสมณโคดม มีนาคจำนวนมาก จะต้องบรรลุธรรมภายในพุทธกาลนี้ เพราะไม่อาจบรรลุล่วงเลยไปในศาสนาของพระศรีอาริยเมตตรัยได้ (ศาสนาพระศรีอาริยเมตตรัย จะเก็บพวกมังกร) ดังนั้น การบำเพ็ญแบบนาค คือ การบำเพ็ญกสิณ สะสมจนเกิดตบะ แล้วมี “ลูกแก้วธรรมกาย” จึงเป็นสิ่งที่เข้ากันมากกับมนุษย์ในยุคนี้ สำหรับท่านที่ฝึกจิตขั้นสูงขึ้นไป จะเก็บของทิพย์ไว้ในกายทิพย์ เช่น เมื่อเห็นเหล็กไหลที่มีพลังทิพย์ ก็จะดึงเข้ากายทิพย์ตนเอง เห็นพระที่มีพลังทิพย์ ก็จะดึงเข้ากายทิพย์ตนเอง แทนที่จะห้อยวัตถุมงคลไว้มากมายก็ไม่ต้องมี แต่มีความศักดิสิทธิ์ในตัวเอง ลักษณะของผู้ดึงพลังทิพย์เข้าร่าง เรียกว่า “วิชชาพลังจักรวาล” กลุ่มผู้ศึกษาวิชชานี้ ค่อนข้างมีผู้สำเร็จไม่มากนัก ผู้สำเร็จจริงๆ สามารถดึงอภิญญา, ฤทธิ์ ของผู้มีฤทธิ์ต่างๆ เข้าร่างได้ ปัจจุบัน พบจำนวนไม่มากนัก ที่เหลือ ไม่ได้สำเร็จวิชชานี้จริง ลูกแก้วธรรมกายกับธรรมกาย ผู้ฝึกธรรมกาย จะต้องบรรลุทั้ง “ทิพยจักษุ” คือ มีตาทิพย์ เห็นของทิพย์ และกายทิพย์ได้ และยังต้องสะสมตบะในรูป “ลูกแก้วธรรมกาย” เมื่อสำเร็จแล้ว จะใช้ลูกแก้วธรรมกายที่เก็บไว้ในร่างกาย คือ บริเวณเหนือสะดือสามนิ้ว เป็นเครื่องหมายบอกจุดที่จะดูกายทิพย์ จากนั้น จะทำการคว่ำตาทิพย์ลง (ปกติตาทิพย์จะมองไม่ข้างหน้า) เพื่อจ้องมองลูกแก้วนี้ เมื่อมองลงไปในลูกแก้ว จะพบกายทิพย์ได้ ทีละกาย ไล่จากหยาบไปละเอียด ตามความสามารถของผู้ฝึก ถ้ามีจิตที่ละเอียด มีจิตบริสุทธิ์มาก จะได้กายทิพย์มาก ได้กายทิพย์ที่ละเอียดลึก และมีความก้าวหน้าในวิชชา ดังนั้นกายทิพย์กับลูกแก้วธรรมกาย จึงมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกันอย่างนี้ สำหรับบางท่าน ไม่ได้สะสมพลังตบะในรูปลูกแก้ว แต่ก็มีกายทิพย์ได้ และสามารถมองเห็นกายทิพย์ตนเองได้ด้วยวิธีเดียวกัน สำหรับบางท่าน สามารถสะสมลูกแก้วนี้ ได้มากมาย มากกว่าแค่ ๑ ลูกในตำแหน่งเหนือสะดือสามนิ้ว บางท่านมีตบะมาก สามารถสะสมไว้ที่มือและเท้าได้ บางท่านมีถึง ๙ ลูกก็มี จำนวนลูกแก้วทิพย์นี้ ขึ้นอยู่กับตบะที่บำเพ็ญมา หากนั่งสมาธิบ่อยและนาน หรือเจริญสมาธิเจริญฌานตลอดในรูปของลูกแก้ว คือ กำหนดไว้ให้เป็นรูปลูกแก้ว ก็จะเป็นลูกแก้ว และเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ในกลุ่มนาค จะบำเพ็ญนานเป็นปีๆ เพื่อคายลูกแก้วขึ้นท้องฟ้าบูชาพระพุทธเจ้า ที่เราเรียกกันว่า “บั้งไฟพญานาค” นั่นเอง บั้งไฟพญานาคนี้ เป็นพลังทิพย์ชนิดหนึ่งที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่าของมนุษย์ เป็นพลังทิพย์ที่หยาบ ไม่ละเอียด ตามนุษย์จึงมองเห็นได้ เหล่านาคจะบำเพ็ญเพื่อทำพุทธบูชาทุกปี ซึ่งจะใช้เวลาบำเพ็ญไม่มาก เพราะเป็นลุกแก้วไม่ละเอียดนัก เป็นลูกแก้วทิพย์หยาบ สำหรับลูกแก้วทิพย์ของนาคที่มีความละเอียด และมีฤทธานุภาพมากจริงๆ จะต้องใช้เวลาบำเพ็ญเพียรนานมาก ไม่สามารถคายออกมาได้ทุกปี เหมือนพวกบั้งไฟพญานาค และฤทธานุภาพของลูกแก้วพญานาคนี้ จะแตกต่างกัน มีสีต่างกัน ขึ้นอยู่กับการบำเพ็ญเพียรของนาคตนนั้น พลังทิพย์รูปแบบอื่นๆ พลังทิพย์บางชนิด ไม่มีรูปแบบชัดเจน เช่น ในกลุ่มผู้ฝึกอัปมัญญาฌาน พลังทิพย์จะแผ่เป็นรัศมีออกจากศีรษะกว้างและไกลมาก เหล่าเทวดาทั้งหลายจะเคารพยำเกรงเพราะมีพลังทิพย์แผ่ไกล เราเรียกว่า “ฉัพพรรณรังสี” หรือที่เรียกปัจจุบันว่า “ออร่า” ซึ่งสามารถใช้กล้องถ่ายวิทยาศาสตร์ถ่อยออกมาได้ บางท่านสามารถฝึกพลังทิพย์นี้ถึงได้ ๗ สี แล้วใช้เจ็ดสีนี้ ม้วนเก็บไว้ในกายทิพย์ตรงท้องน้อย หรือจักระที่สอง เมื่อจะแผ่ฉัพพรรณรังสีก็กำหนดจิตแผ่ออกมา ทั้งเจ็ดสีจะพุ่งออกมาที่ศีรษะแล้วแผ่ออกครบเจ็ดสี สำหรับรุ้งเจ็ดสีที่แผ่ออกที่ศีรษะนี้มีเฉพาะผู้บำเพ็ญจิตขั้นสูงจริงๆ เช่น พระโพธิสัตว์และพระพุทธเจ้า เป็นต้น ในกลุ่มพระอรหันต์มักจะมีฉัพพรรณรังสีเพียงสีเดียวในแต่ละรูป แตกต่างกันไปตามการบำเพ็ญเพียร หรืออาจมากกว่า ๑ สี แต่มักไม่ครบเจ็ดสี ทั้งนี้ ฉัพพรรณรังสีจะเปลี่ยนสีไปเรื่อยๆ ตามภาวะจิต และการบำเพ็ญ แต่จะเสถียรเป็นพลังทิพย์ที่สมบูรณ์ได้นั้น จะต้องปฏิบัติจิตยาวนาน ไม่เช่นนั้น สีต่างๆ ก็จะเกิดๆ ดับๆ หายและเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ และไม่มีลักษณะที่สมบูรณ์ หรือมีสีที่หม่นหมอง เป็นต้น ฉัพพรรณรังสีเหล่านี้ มีคุณสมบัติเป็นทิพย์พิเศษที่แตกต่างกันไปตามสีต่างๆ ที่แน่นอน ทำนายได้เป็นสีๆ ไป ของทิพย์ในรูปแบบต่างๆ ของทิพย์เป็นของที่เทพเทวดาใช้ เพื่อทำหน้าที่ตามประสงค์ของตน เทวดาบางพวกมีหน้าที่เฉพาะกิจ เช่น เทพนาจา มีหน้าที่เฝ้าประตูสวรรค์ จำต้องมีฤทธิ์ จึงมีของทิพย์ใช้เพื่อป้องกันตัว และจัดการกับสิ่งที่ไม่ดีไม่งามต่างๆ เช่น กงล้อไฟใต้เท้าของเทพนาจา นี่ก็เป็นของทิพย์ชนิดหนึ่ง ในโลกมนุษย์ของทิพย์จะมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า และของทิพย์บางชนิด จะอยู่ในวัตถุธาตุที่มองเห็นด้วยตาเปล่า เช่น ของทิพย์ประเภทเหล็กไหล ก็อยู่ในวัตถุธาตุที่เรียกว่าเหล็กไหล แต่บางครั้งก็สามารถเคลื่อนย้ายเข้าออกได้ พระธาตุก็เป็นวัตถุธาตุที่มีพลังทิพย์สถิตอยู่ ไม่นับเป็นของทิพย์ เป็นเป็นวัตถุธาตุที่มีพลังทิพย์ สามารถเรียกความศรัทธาแก่มหาชนได้ ผู้ครอบครองสามารถระดมเงินทำบุญได้มาก เมื่อมีพระธาตุที่มีพลังทิพย์ครอบครอง ทั้งนี้ ของทิพย์และพลังทิพย์มีคุณสมบัติแตกต่างกันออกไป จำแนกได้ง่ายๆ เช่น กลุ่มพลังปกป้อง, กลุ่มพลังเมตตามหานิยม ฯลฯ ในกลุ่มผู้นิยมสะสมของทิพย์และวัตถุมงคลจะทราบกันดี แต่จะรู้จริงหรือไม่รู้จริง อันนี้แล้วแต่ละบุคคลจะมีความสามารถหยั่งรู้ได้ไม่เท่ากัน แต่สำหรับผู้ที่เข้าใจ และสามารถเก็บพลังทิพย์ไว้ในกายทิพย์ได้แล้วนั้น จะไม่นิยมสะสมวัตถุสิ่งของใดๆ จะใช้พลังจากกายทิพย์ดึงดูดพลังทิพย์เข้าร่างกาย และมุ่งเน้นการปฏิบัติจิตมากกว่าโดยไม่ต้องพึ่งพาวัตถุมงคลใดๆ เลย พลังทิพย์ของมหาเทพเป็นพลังเสริมบารมีเป็นส่วนใหญ่ แตกต่างกันออกไป สำหรับผู้บำเพ็ญเพียรทางจิตถึงขั้นหนึ่งจะได้รับพลังนี้ได้ ที่เรียกกันว่าเทพประทานพรนั่นเอง แท้แล้วก็เป็นพลังทิพย์สากลที่มีอยู่ในจักรวาลธรรมดาชนิดหนึ่ง เช่น พลังพรหม จะทำให้มีญาณหยั่งรู้ทำนายทายทักได้ มีเมตตาบารมีคนทั่วไปยอมรับนับถือ พลังนาราย จะมีพลังขับไล่สิ่งชั่วร้ายและมนต์ดำ ทำให้ผู้เล่นมนต์ดำต้องร้อนรนอยู่ไม่ได้ พลังศิวะ จะมีพลังบำเพ็ญจิต ทำให้แสวงหาสัจธรรม และสละซึ่งความโลภ โกรธ หลงได้ พลังเหล่านี้ หากไม่ใช่พุทธคุณแล้ว ย่อมมีคู่ตรงข้าม สิ่งของที่ปราบกันได้เสมอ หากบุคคลใด ใช้พลังเหล่านี้ในทางที่ผิด ย่อมจะถูกปราบด้วยสิ่งตรงข้ามจนหายนะในสักวัน นอกจากนี้ ของทิพย์ทุกชนิด มีทั้งข้อดีและเสียในตัว จึงคุมสมดุลจักรวาลได้ในตัวเอง หากผู้ใช้ไม่รู้จริงและไม่ระวัง มีความหลง ความประมาทแล้ว มักได้ผลร้ายในภายหลัง กายทิพย์ของสัตว์ต่างๆ บางท่านถอดกายทิพย์ไปพบพระอินทร์ เห็นพระอินทร์แสดงกายทิพย์ต่างๆ เช่น แปลงกายเป็นคนธรรมดามาก็มี แต่หากท่านแสดงกายพระอินทร์ บางท่านก็พบพระอินทร์ได้มากกว่า ๑ องค์ ทั้งนี้ ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่า พระโพธิสัตว์มีกายทิพย์จำนวนมาก บางองค์เคยเกิดเป็นพระอินทร์ ดังนั้น ท่านสามารถแสดงกายทิพย์เป็นพระอินทร์ให้เราเห็นได้ จึงไม่แปลก หากจะพบว่ามีพระอินทร์ ๒ องค์พร้อมกันหรือมากกว่านั้น แม้แต่เทพต่างๆ เช่น พระนาราย ก็มีมากกว่า ๑ กายทิพย์ อาจด้วยการแบ่งกายทิพย์ด้วยมโนมยิทธิ ก็ได้ คือ มีจิตเดียว แต่แบ่งกายทิพย์ได้มากกว่า ๑ กาย หรือ อาจด้วยการที่จิตนั้นเป็นคนละจิต แต่มีกายทิพย์แบบพระนารายเช่นกัน เช่น พระพุทธเจ้าสมณโคดม ก็มีกายพระนาราย เป็นกายทิพย์เช่นกัน เพราะท่านคือ นารายปางที่เก้า ส่วนนารายปางที่สิบที่จะเกิดมาบนโลกมนุษย์ จะไม่ใช่จิตของพระพุทธเจ้า เพราะพระพุทธเจ้านิพพานแล้วไม่เกิดอีก ดังนั้น กายทิพย์นารายนี้ ไม่ใช่ของที่จะยึดได้ ถ้าท่านได้บำเพ็ญเพียรถึง ก็จะได้กายเช่นนั้น หากท่านใดมาทำหน้าที่ของพระนาราย ก็จะมีกายทิพย์เป็นพระนาราย ดังนั้น พระนาราย จึงมีได้มากกว่า ๑ องค์ มากกว่า ๑ ดวงจิต เช่น พระนารายที่ทำหน้าที่บนสวรรค์ อาจเป็นดวงจิตเทพองค์หนึ่ง แต่พระโพธิสัตว์สามารถแบ่งกายทิพย์เป็นเทพนารายไปโปรดสัตว์ได้อีก จำนวนพระนารายบนสวรรค์จึงเพิ่มขึ้นได้ด้วยเหตุนี้ เทพใหญ่ๆ ที่มนุษย์รู้จัก ล้วนเป็น “ตำแหน่ง” ทั้งสิ้น เช่น เทพวิษณุกรรม ฯลฯ เพื่อเปิดให้คนบำเพ็ญเพียรแล้วไปเกิดรับหน้าที่นั้นๆ ต่อ ใครทำได้ ใครบำเพ็ญเพียรถึง ก็ได้ตำแหน่งนั้น ได้กายทิพย์เช่นนั้น ตามบุญตามวาระ กายทิพย์ของเทพเทวดา ชั้นเดียวกันยังต่างกัน ยังสับสนได้ขนาดนี้ ท่านที่ถอดกายทิพย์ไปพบเข้าจึงควรใช้ปัญญาให้มาก อย่าเพิ่งสรุปอะไรง่ายๆ ตามที่ตาทิพย์ของท่านเห็น เพราะสิ่งที่เห็นอาจไม่ใช่สิ่งที่ท่านเข้าใจเสมอไป กายทิพย์ของกลุ่มมารและอสูร มารสามารถแปลงกายได้มาก กว่ากว่าเทวดาชั้นล่างๆ มารคือ เทวดาชั้นสูงสุด คือ ชั้นที่ห้าและหก พวกเขาจึงมีฤทธิ์มากกว่าเทวดาผู้น้อย สามารถเนรมิตกายและของทิพย์ได้มากมาย แต่ไม่ได้ใช้เพื่อโปรดสัตว์แบบพระโพธิสัตว์ เหล่ามารมีความหลงผิด แม้มีฤทธิ์กลับยิ่งหลงทางผิด แบ่งกายทิพย์อวดกัน ทำร้ายกัน แย่งชิงความเป็นพญามารที่ยิ่งใหญ่ที่สุดกัน พญามารสามารถแปลงกายทิพย์ของเขาให้เป็นเหมือนพระพุทธเจ้าได้ เช่น พระยามาราธิราช ก็เคยแปลงกายทิพย์ให้พระอุปคุตได้เห็น ช่วงปี พ.ศ. ๒๐๐ กว่าๆ ที่พระเจ้าอโศกมหาราชกำลังทรงทำนุบำรุงศาสนา ก็มีประวัติเขียนไว้ชัดเจน (หากไม่คิดว่าคนโบราณเป็นคนขี้โกหก ก็จะเข้าใจว่านี่เป็นเรื่องจริง) ดังนั้น แม้จะเห็นพระพุทธเจ้าเสด็จมาในนิมิต ก็อย่าได้ประมาทหลงเข้า จงเชื่อเพราะตนได้พิสูจน์ด้วยตนเอง อย่าเชื่อคนอื่นมากเกินไปหมด หรือไม่เปิดใจเชื่อใครเลยก็ไม่ใช่ความพอดี เมื่อถอดกายทิพย์ขึ้นสวรรค์พึงระวังเทวปุตมาร หรือมารที่ชอบแปลงกายเหล่านี้ให้ดี พวกเขามักเข้ามาดีมากๆ จึงได้เป็นเทวดาชั้นสูงสุด พวกเขาไม่ใช่สัตว์นรก จึงไม่แสดงความเลวตรงๆ แต่จะแสดงความดีต่อเรามาก แต่สุดท้ายพาเราหลงทางและกลายเป็นมาร เป็นมิจฉาทิฐิเหมือนพวกเขา และต้องพบกับความทุกข์ในบั้นปลายท้ายที่สุด มารมักเข้ามาแทรกเสมอเวลาที่เราบำเพ็ญจิตได้ขั้นสูงๆ และมักแสดงนิมิตมากมายให้เราลุ่มหลง พึงอย่าลืมว่าเราปฏิบัติธรรมเพื่อปล่อยวางหลุดพ้นทุกข์ ไม่ใช่เพื่อไขว่คว้าหาอะไรอื่นอีก ในโลกอื่นหรือภพอื่นก็หาไม่ จึงจะพ้นจากภัยมาร นอกจากนี้ อสูร ยังมีกายทิพย์ที่หยาบและแปลก เช่น มีหัวและตัวเป็นครึ่งคนครึ่งสัตว์ สามารถแปลงกายให้เรากลัวได้ ขู่ให้จิตเราตกได้ อสูรบางชนิดแบ่งกายทิพย์ได้มาก มีฤทธิ์มากก็มี เช่น พวกปอบ จะแบ่งกายออกได้ แล้วเข้าไปสิงสู่คนจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ได้ พวกอสูร หรืออสุรกาย แรกๆ จะเกิดจากสัตว์นรกที่ถูกทรมานไร้อิทธิฤทธิ์ แต่เพราะเหตุไม่คาดคิด อาจหลุดออกมาจากนรกที่จองจำ แล้วมาฟักตัวได้พลังทิพย์เข้า เช่น ได้พลังทิพย์ของพระผู้บำเพ็ญเพียรเมตตาส่งให้ แล้วอาศัยพลังทิพย์นั้น เพื่อให้ตนรอดบนโลก เข้าครอบงำคนแล้วเพิ่มฤทธิ์ตนเองมากขึ้นก็มี ดังนั้น การแบ่งกายทิพย์และการแปลงกาย จึงพบได้ในกลุ่มผู้ปฏิบัติทางจิตขั้นสูง ไม่ว่าจะเป็นเทพหรือมาร หรือพระโพธิสัตว์ ซึ่งต้องเป็นผู้มีบารมี มีการบำเพ็ญเพียรมายาวนานจริงๆ จึงจะสามารถทำได้ แต่เมื่อทำได้แล้วจะใช้ฤทธิ์ที่มีไปในทางดีหรือชั่ว และจะนำผลดีหรือชั่วย้อนกลับมาก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง สำหรับเรื่องของมารและอสูรนั้น มีอยู่มากที่ก่อกวนชาวมนุษย์ เป็นสิ่งที่ตามองไม่เห็น จึงขอกล่าวเพียงเบื้องต้นเพียงเท่านี้ กายทิพย์และภาคแบ่งของพระมหาโพธิสัตว์ เมื่อมหาโพธิสัตว์แบ่งภาค มีความแตกต่างกันบางประการ เช่น ในพระสูตรกล่าวถึงการแบ่งภาคของพระกษิติครรภ์มหาโพธิสัตว์ไว้ชัดเจน ว่ามีจำนวนมาก และสามารถกลับเข้ามารวมกันได้ ในขณะที่พระมหาโพธิสัตว์บางองค์แบ่งภาคเพื่อทำกิจเฉพาะแล้วไม่กลับคืน เช่น พระอวโลกิเตศวร ซึ่งแบ่งภาคเป็นพระพุทธมารดาในภัทรกัปนี้ หรือก็คือ พระนางสิริมหามายาเทวี เราเรียกท่านว่า “พระโพธิสัตว์จุนที” หรือ พระจุณฑิอวโลกิเตศวร คือ พระอวโลกิเตศวรผู้แบ่งภาคเป็นพุทธมารดา นั่นเอง สำหรับพระอวโลกิเตศวรนี้ แบ่งภาคทำกิจเฉพาะหลายองค์ เช่น พระตั๊กม้ออวโลกิเตศวร ซึ่งเป็นภาคบำเพ็ญเพียรเพื่อพุทธภูมิ พระกวนอิมอวโลกิเตศวร หรือพระธิดาเมี่ยวซ่าน (เจ้าแม่กวนอิม) ซึ่งได้บรรลุอรหันต์เข้านิพพานแล้ว สำหรับภาคแบ่งอื่นๆ ยังคงทำหน้าที่ต่อไป เช่น พระจุนทีจะทรงบรรลุอรหันต์ในพุทธกาลของพระสมณโคดม สำหรับพุทธมารดาของพระศรีอาริยเมตตรัยจะเป็นพระโพธิสัตว์องค์อื่นทำหน้าที่ต่อไป กายทิพย์ที่เกิดจากการแบ่งภาคนี้ มีสองประเภทดังที่กล่าวแล้ว คือ ประเภทแบ่งแล้วไม่กลับคืน มาเพื่อทำกิจเฉพาะแล้วเข้านิพพานไป กับอีกประเภทคือ แบ่งแล้วกลับคืนไปรวมจิตเดิมแท้ เพื่อรวมบารมีให้เป็นหนึ่งเดียว เช่น กายทิพย์ที่แบ่งมากมายของพระศรีอาริยเมตตรัย จะต้องกลับไปรวมคืนเพื่อสะสมบารมีให้เต็มเปี่ยม สำหรับผู้ที่ปรารถนาพุทธภูมิทั้งหลายจะต้องทำเช่นนี้ แต่สำหรับผู้ไม่ปรารถนาพุทธภูมิแล้ว จะไม่จำเป็นต้องรวมจิตกลับคืน แตกต่างกันไป มโนมยิทธิแบบฤทธิ์และอภิญญา การนิรมาณกาย มีได้หลากหลายรูปแบบ คำว่า “ฤทธิ์” และ “อภิญญา” นั้นแตกต่างกันเล็กน้อย เช่น ถ้าดาราแสดงหลายบทบาทแล้วครอบงำคนดูได้ เรียกว่ามีฤทธิ์ จะนำไปสู่ลาภยศเงินทองได้ แต่ถ้าดาราถอดกายทิพย์ได้หลายแบบ นี่เรียกว่ามี “อภิญญา” ทั้งนี้ ฤทธิ์และอภิญญานั้น สัมพันธ์กัน กล่าวคือ ถ้าอดีตชาติเคยมีอภิญญา ก็จะเกิดมามีฤทธิ์มากอยู่ เช่น เคยเป็นมาร สวรรค์อยู่สวรรค์ชั้นสูงสุด แปลงกายได้มากมาย เมื่อจุติลงมาเป็นคน ก็จะเป็นดาราแปลงกายแสดงได้หลายบทบาท นี่เป็นผลจากของเก่าในชาติภพที่แล้ว ส่งมาทำให้มี “ฤทธิ์” เมื่อมาฝึกจิตตามแบบที่ถูกต้องมีความรู้แจ้งตามหลักวิชชา ก็จะพัฒนาเป็น “อภิญญา” ได้โดยง่าย คำว่า “มโนมยิทธิ” นั้น หมายถึง “ฤทธิ์” ที่สำเร็จด้วย “ใจ” (มโน แปลว่าจิต อิทธิ คือ ฤทธิ์ นั่นเอง รวมกันเป็นมโนมยิทธิ) ดังนั้น การแสดงฤทธิ์ จึงเกิดขึ้นทุกวัน ไม่ใช่แค่การถอดกายทิพย์ แต่การแสดงละครก็เป็นการแสดงฤทธิ์อย่างหนึ่ง ให้คนดูลุ่มหลงได้ นำมาซึ่งเงินทองได้ นอกจากนี้ ฤทธิ์ ยังเข้ากับวัตถุต่างๆ ได้อีก เช่น แสดงฤทธิ์ผ่านป้ายโฆษณา ให้คนเห็นรูปของตนแล้วหลงใหลเป็นต้น ดังนั้น จึงต้องมี “สติ” ตลอดเวลา เพราะปัจจุบัน สื่อมีอิทธิพลต่อความคิดของคนมาก มี “พลังฤทธิ์” มาก ทำให้คนที่เฉยๆ นึกสนุกอยากเป็นโจรก็ยังได้ไม่ยากเลย ผลกรรมของมโนมยิทธิทางลบ สำหรับดารา เราจะพบว่าพวกเขาสามารถแสดงละครเป็นคนนั้นคนนี้ มีบทบาทแตกต่างกันไป ให้คนดูชอบใจได้มาก เพราะกรรมเก่าที่เขาทำไว้ คือเคยเกิดเป็นมาร สวรรค์ คำว่ามารสวรรค์อย่ามองว่าเป็นคนเลว เพราะมารสวรรค์ คือ เทวดาชั้นสูงสุด ทำบุญมากที่สุดกว่าเทวดาทั้งปวง จึงได้ขึ้นสวรรค์ชั้นสูงที่สุด มีชีวิตอยู่แบบสวยงามหรูหราอลังการ แต่ไม่มีความสุขเลย เพราะจิตมารไม่หมดสิ้นนั่นเอง จึงไม่แปลกที่มีเรื่องมายาและการอิจฉาริษยาในหมู่ดารามากกว่าคนปกติ ในคนปกติ จะมีส่วนหนึ่งเป็น “มารนรก” หรือ อสูรมาเกิด เช่น พวกชอบกินเหล้าแล้วทำร้ายลูกเมีย เป็นต้น พวกเขาเหล่านี้ หากอยากหลุดพ้นจากความเป็นมาร ต้องฝึกจิตละจิตมารให้ได้ ไม่เช่นนั้น ก็ต้องตกนรก หรือรับความทุกข์แม้ได้ขึ้นสวรรค์ก็ตาม โดยปกติแล้ว สัตว์ในสามภพจะมีการหมุนเวียนเปลี่ยนกันเกิดในสามภพ โดยผู้ที่จุติไปอยู่สวรรค์ชั้นสูงสุด มักจะตกนรก หลังจากได้เกิดเป็นคนแล้ว กล่าวคือ พวกที่ทำบุญมาก แต่จิตมีความเป็นมิจฉาทิฐิ เมื่อมาเกิดเป็นคน จะเป็นคนรวยฟุ้งเฟ้อ ประมาทและไม่ทำบุญ สุดท้ายตายไปก็ตกนรก ดาราทั้งหลายล้วนไม่พ้นนรก หากไม่ทำความดีชดใช้ พระพุทธเจ้าเคยตรัสตอบผู้ถามว่า นักแสดงนั้น ตายไปจะไปที่ใด ผู้นั้นถามถึงสามครั้ง พระพุทธเจ้าจึงยอมตอบสั้นๆ ว่าตกนรก เหตุเพราะเขาเหล่านี้ มอมเมาให้ผู้คนหลงใหลในตนเพื่อประโยชน์ส่วนตนนั่นเอง ดังนั้น ดาราทั้งหมด แทบไม่พ้นนรกได้เลย อนึ่ง พึงเข้าใจว่า ดาราไม่ใช่ศิลปิน พวกที่เป็นศิลปินแท้ๆ มักทำตัวไม่ฟุ้งเฟ้อ มักจนๆ เซอร์ๆ และตายไปจะเป็นเทพด้านศิลปะวิทยา ไม่ใช่คนกลุ่มเดียวกัน แนะนำเรื่องการฝึกฤทธิ์และอภิญญา การฝึกฤทธิ์และอภิญญาไม่เหมือนกันเสียทีเดียว ดังที่กล่าวไว้แล้วข้างต้น อภิญญา เป็นแบบแผนมากกว่า และมีรูปแบบชัดเจน แต่การฝึกฤทธิ์นั้นไม่ค่อยมีรูปแบบและมักได้ผลเร็ว เช่น การเล่นคุณไสย, การใช้เวทย์มนต์ ฯลฯ แต่การใช้ฤทธิ์เสี่ยงต่อการนำตัวเองลงนรกได้มาก ดังที่ได้กล่าวไว้แล้ว สำหรับการฝึกอภิญญานั้น จำต้องผ่านกระบวนการของกรรมฐานก่อนทั้ง ๔๐ วิธีตามแต่จะถนัด แต่การฝึกฤทธิ์ จะมีทั้งวิธีลัด วิธีย่อ วิธีรวบสั้น ไม่ใช่วิธีตรงไปตรงมา จึงพบปัญหาได้มากกว่า เจ็บตัวได้มากกว่า และต้องลองผิดลองถูกมากกว่า ไม่มีรูปแบบที่ถูกต้องแน่นอนนัก การฝึกฤทธิ์พบในกลุ่มผู้บำเพ็ญแบบเซียนเต๋ามากกว่าสายพุทธ ในสายพุทธจะมีรูปแบบที่ถูกต้องชัดเจนไม่ต้องลองผิดลองถูกมากนัก จึงปลอดภัยมีพุทธบารมีคุ้มครอง และได้ผลเป็นอภิญญาดังกล่าว แต่ก็มีคนจำนวนมากที่นิยมฝึกฤทธิ์กันมากกว่า เพราะได้ผลเร็ว การฝึกฤทธิ์มักจะพลิกแพลงไปเรื่อยๆ ตามยุคสมัย เช่น พวกเล่นคุณไสย จะชอบสรรหาวัตถุอาถรรพ์แปลกๆ เปลี่ยนไปเรื่อยๆ เมื่อปลุกเสกจะได้มีฤทธิ์แสดงให้คนนับถือได้ เป็นต้น รายละเอียดจะยังไม่ขอกล่าวถึง การฝึกฤทธิ์ต่างจากอภิญญาอย่างไร? ต่างกันอย่างชัดเจนทีเดียว กล่าวคือ การฝึกอภิญญาจะต้องมีรูปแบบขั้นตอนที่แน่นอนชัดเจน ผิดไม่ได้ ซึ่งจะต้องใช้เวลานานพอควรจึงจะสำฤทธิ์ผล แต่การฝึกฤทธิ์นี้ ไม่มีรูปแบบที่แน่นอน เกิดจากการที่ฝึกอภิญญาแล้วไม่สำเร็จ จากนั้น จึงดัดแปลงวิธีการฝึกให้เข้ากับแบบของตน ทำให้การฝึกก้าวหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว ผลสุดท้ายแสดงฤทธิ์ได้เหมือนกัน แต่สำเร็จเร็วกว่า ข้อควรระวังอย่างหนึ่งของการฝึกฤทธิ์คือ การพลิกแพลง ทำให้เกิดปัญหาแก่ตนเองได้ เรียกว่า หมองู ตายเพราะงู คือ ยิ่งดัดแปลงมาก โดยไม่รู้จริง ก็จะยิ่งเสี่ยงที่จะฝึกจิตผิดพลาดได้ และเมื่อผิดพลาดไปแล้ว บางท่านก็แก้ไขไม่ได้ด้วย ดังนั้น ผู้ฝึกฤทธิ์นอกจากจะต้องมีความกล้าหาญ กล้าเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายเพื่อให้ได้สำเร็จวิชชาแล้ว ยังต้องมีปัญญายืนหยุ่นประยุกต์พลิกแพลงเก่ง ไม่ใช่เป็นคนทื่อๆ ตรงไปตรงมามาเกเกิน คือ เดินวิชชาต่อไปข้างหน้าไม่ได้ ก็ยังดันทุรังเดินต่ออย่างนั้น ไม่สามารถฝึกฤทธิ์ได้ (แต่เหมาะฝึกอภิญญามากกว่า) การฝึกฤทธิ์มีความเสี่ยงแบบนี้ แต่ก็ทำให้ฝึกวิชชาทางจิตได้ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว คุ้มค่าเช่นกัน ผู้ฝึกไม่ใช่จะได้กันทุกคน ล้วนจะต้องถูกคัดเลือกและตรวจตราอย่างดีก่อน ว่าหากเกิดผิดพลาดแล้ว สามารถเอาตัวเองรอดได้ จึงเหมาะที่จะฝึกฤทธิ์ อนึ่ง ในการฝึกฤทธิ์นี้ เหล่าเซียนจะใช้ฤทธิ์ของตนเพื่อโปรดสัตว์ เช่น ผู้ให้กำเนิดวิชชาโยเร ก็เป็นหนึ่งในผู้ฝึกฤทธิ์ที่สำเร็จขั้นเซียน แล้วใช้ฤทธิ์ของตน (โยเร) เพื่อโปรดสัตว์ การใช้ฤทธิ์เพื่อโปรดสัตว์ ไม่ใช่เพื่อการโอ้อวด หากใช้ด้วยความระมัดระวัง ไม่หลง ไม่ประมาทแล้ว ก็นับว่าสามารถใช้ได้ ระบบพลังงานและกายทิพย์ ระบบพลังงานและกายทิพย์มีความเกี่ยวข้องกัน กล่าวคือ กายทิพย์ก็คือ ระบบพลังงานของจิตวิญญาณนั่นเอง ส่วนระบบพลังงานอื่นๆ นั้นมีมากมาย เช่น ระบบพลังงานของสิ่งที่ไม่มีชีวิต เช่น ในผลไม้ ก็มีระบบพลังงานอยู่ เวลาสัมภเวสีหิวมากๆ มาเห็นผลไม้ที่คนเขาอนุญาตให้กิน ก็จะกินในส่วนระบบพลังงานข้างในผลไม้นั้นๆ ไม่ได้กินส่วนที่เป็นธาตุสี่ เพื่อนำพลังงานไปหล่อเลี้ยงจิตวิญญาณที่หิวโหยของตน ในกายทิพย์นั้น มีระบบย่อยๆ ที่ละเอียดอ่อนยิ่งกว่าตับไตไส้พุง ซึ่งเป็นอวัยวะภายในของกายเนื้อ ที่มีความละเอียดอ่อนซับซ้อนกว่า เพราะว่ากายทิพย์นั้นเป็นต้นแบบของกายเนื้อ และยังมีความประณีตมากกว่ากายเนื้อ ความซับซ้อนของกายเนื้อ จึงไม่อาจเทียบเท่ากายทิพย์ ส่วนต่างๆ ของกายทิพย์ มีระบบที่สำคัญอยู่เจ็ดแห่ง เรียกว่าจักระทั้งเจ็ด ซึ่งอยู่แกนกลางของกายทิพย์ เสมือนกระดูกสันหลัง มีท่อที่ให้ลมปราณไหลผ่านอยู่สามท่อ ท่อตรงกลางหนึ่งท่อ ท่ออีกสองท่อจะเป็นที่ไหลของพลังหยินหยางแตกต่างกัน เป็นรูปร่างพันท่อแรกเป็นเกลียว เหมือนงูสองตัวพันไม้เท้าอยู่ เราเรียกท่อที่มีลักษณะคล้ายงูสองตัวนี้ว่า “กุณฑาริณี” ซึ่งมีด้วยกันสองชนิด คือ ท่อหยิน และท่อหยาง หรือกุณฑาริณีร้อนและเย็น สำหรับผู้ฝึก “งูไฟ” หรือ กุณฑาริณีร้อน ให้ฝึกในที่เย็นจัด เช่น นั่งสมาธิใต้น้ำตก หรือบนพื้นน้ำแข็ง ซึ่งเหล่าลามะมักฝึกกันมาก ส่วนผู้ฝึกพลัง “งูเย็น” ให้ฝึกในที่ร้อน เช่น นั่งสมาธิกลางแดด หรือนั่งสมาธิกลางวันที่ร้อนๆ พร้อมห่มผ้าไปด้วย สำหรับผู้ฝึกพลังงูเย็นมีน้อย เท่าที่พบมักเป็นโยคีในอินเดีย เพราะอยู่ในแถบร้อน สำหรับข้าพเจ้าเองก็ฝึกพลังงูเย็น นอกจากนี้ยังมี หลวงพี่หมู วัดวังโตก จ. สุโขทัย ผู้มีอดีตชาติเป็นมังกรดำ (พาหนะของเจ้าแม่กวนอิมทะเลใต้) พลังงูไฟและงูเย็นนี้ จะไหลผ่านไขสันหลัง ทะลวงจักระต่างๆ ทั้งเจ็ด ทำให้ระบบพลังเคลื่อนดำเนินไปได้สะดวกด้วยดี ทำให้การเดินลมปราณป่านจักระต่างๆ การสะสมพลังวัตรไว้ในจักระต่างๆ เป็นไปได้ง่ายขึ้น สิ่งที่เป็นทิพย์ มีมากมาย เช่น ผลไม้ทิพย์บนสวรรค์, จักรทิพย์อันเป็นของใช้ของมหาเทพบางองค์ สิ่งเหล่านี้ นั้น บางอย่างไม่สามารถย่อยสลายให้เป็นพลังงานได้ด้วยกายทิพย์ เช่น หากมีคนซัดจักรทิพย์ทำลายกายทิพย์เรา เราก็ตาย กายทิพย์สลายไป ต้องเกิดใหม่ แต่บางท่านสามารถฝึกพลังกายทิพย์ได้ยอดเยี่ยม สามารถย่อยสลายแม้แต่ของทิพย์ได้ เช่น ย่อยสลายลูกแก้วทิพย์ให้เป็นพลังงานแก่กายทิพย์ เป็นต้น |