เทคนิคการสื่อสารเพื่อการสอนธรรมะและจรรโลงพระพุทธศาสนา

เทคนิคการสื่อสารเพื่อการสอนธรรมะและจรรโลงพระพุทธศาสนา

เทคนิคการสื่อสารเพื่อการสอนธรรมะและจรรโลงพระพุทธศาสนา

หลายท่านมีความรู้ทางธรรมสูง มีจิตปรารถนาช่วยเผยแพร่ธรรมะในพุทธศาสนา บางท่านเทศน์เก่งคนชอบฟัง แต่ไม่ทำให้คนบรรลุ บทความฉบับนี้จึงขอนำเสนอวิธีแก้ดังนี้

การสื่อสารเชิงเดี่ยว (การสอนตัวต่อตัว)

๑)   จากปุถุชน สู่ โสดาบัน

การสื่อสารกับปุถุชนธรรมดา เพื่อหวังเปิดตาให้เห็นสัจธรรมแห่งโลก ให้ละความหลงโลก มีจิตตรงต่อนิพพานอย่างไม่มีข้อสงสัย จนนำไปปฏิบัติจริงเท่าที่ทำได้อย่างเคร่งครัด (ไม่มีศีลพรตปรามาส) คือ การสื่อสารเพื่อพัฒนาระดับจิตของปุถุชน ยกขึ้นสู่ระดับโสดาบันนั่นเอง วิธีการสื่อสาร จำต้องมุ่งเน้นไปในเรื่องความจริงของชีวิตในโลกมนุษย์ที่เห็นได้ง่ายๆ เหมาะกับการสังเกตด้วยตาเปล่าของปุถุชน เช่น การทำงานได้เงินมากมายแต่ไม่มีความสุข เป็นต้น แล้วน้อมนำจิตเข้าสู่ความสุขสงบทางธรรมในท้ายที่สุด เพื่อเปิดทางให้จิตพุ่งตรงต่อนิพพาน ในขั้นนี้ พระโสดาบันไม่มีทางเข้าใจเลยว่า “นิพพานคืออะไร” แต่เพราะมีความศรัทธาในธรรม จิตน้อมเห็นความสุขสงบสงัดของผู้สื่อสาร และเชื่อว่าสิ่งที่ผู้สื่อสารกล่าวถึงนั้น ดีกว่าสิ่งใดๆ ทางโลกอย่างแน่นอน ผู้สื่อสารจำต้องมีพลังความคิดสร้างสรรค์ พลังเชิงบวก พลังแห่งความสุขสงบ และเมตตาปราณีอย่างสูง จึงจะน้อมนำจิตผู้ฟัง ยกเข้าสู่ระดับที่เหนือจากความหลงโลกได้ ไม่เช่นนั้นแล้ว จิตผู้ฟังจะตกลงไปสู่การเบื่อโลก และเข้าสู่ห้วงแห่งความทุกข์ และกลายเป็นการมองโลกในแง่ร้ายไป การสื่อสารระดับนี้จึงคล้ายการขายตรงที่มีศิลปะอย่างสูง มากกว่าจะเป็นการตัด การละ การปล่อยวาง เพราะยังไม่มีการต่อสู้กับกิเลสแต่อย่างใด เพียงแค่น้อมนำจิตผู้ฟังให้มีจุดมุ่งหมายสูงสุดของชีวิต คือ ความพ้นไปจากการเวียนว่ายตายเกิดเท่านั้นเอง ซึ่งการพ้นจากเวียนว่ายตายเกิดก็คือลักษณะของนิพพานอย่างหนึ่ง โทนของการสื่อสารจะมีกึ่งแรกที่เต็มไปด้วยความน่าเบื่อของโลก และกึ่งหลังที่แฝงด้วยความสุขสงบของอารมณ์นิพพาน ที่ผู้ฟังไม่อาจเข้าถึงได้ แต่สังเกตได้จากผู้พูดที่มีพลังในการน้อมนำจิต มีความเมตตา มีจิตสงบสงัด มีความเชื่อมั่นศรัทธาอันแรงกล้าในสิ่งที่พูดนั้น

๒)   จากโสดาบัน สู่ สกิทาคามี

การสื่อสารกับพระโสดาบันเพื่อยกระดับจิตสู่สกิทาคามี คือ การเชื้อเชิญ กระตุ้น เร้าพลังความกล้าหาญในการเข้าตู่กรกับกิเลส ดุจดังเช่น การปลุกใจทหารหาญ ให้โรมรันกับศัตรูในสนามรบนั่นเอง ปกติแล้วพระโสดาบัน ทราบดีถึงจุดมุ่งหมายสูงสุดของชีวิตว่าคือนิพพานไม่หลงโลกก็จริง แต่ไม่อาจเอาชนะกิเลสได้ จึงมีวิถีชีวิตดั่งปุถุชนปกติ เคล้าคลึงด้วยกิเลสเป็นนิตย์ การยกระดับจิตของพระโสดาบันสู่สกิทาคามี จึงต้องเล็งกาลอันควรว่าพระโสดาบันนั้นมีความพร้อมจริงที่จะออกสู่สนามรบ หาไม่เช่นนั้นแล้ว จะเกิดกำลังใจท้อถอย และจิตตกจากระดับเดิมลงสู่ความเศร้าหมอง ทำให้การฝึกจิตในอนาคตยากขึ้นอีกด้วย การสื่อสารในระดับนี้ ไม่ใช่การ “ขายตรง” อีกต่อไป เพราะไม่ได้แค่ซื้อความคิดกันเท่านั้น แต่ต้องมีการปฏิบัติเพื่อต่อสู้กับจิตใจตนเองด้วย ดังนั้น จึงมีลักษณะการสื่อสารเหมือน “โค้ช” ที่ปลุกเร้าขวัญกำลังใจให้นักกีฬามีพลังใจในการเอาชนะสถิติตนเองได้ฉะนั้น จำต้องมีอุบายอันแยบคายและแยบยลพอที่จะปลุกพลังใจของพระโสดาบันได้ (อนึ่ง ลักษณะของพระโสดาบัน คือ จะมุ่งตรงนิพพานชัดเจน แต่กลับไม่มีความเข้าใจที่แท้จริง ยังมีกิเลสอยู่ มีจิตที่เศร้าหมองไม่ผ่องใสอยู่) เมื่อพระโสดาบันมีระดับจิตเข้าสู่พระสกิทาคามีแล้ว จะเริ่มมีกำลังใจที่จะต่อสู้กับตัวทุกข์ หรือเหตุแห่งทุกข์ ซึ่งก็คือกิเลสนั่นเอง ช่วงนี้ จะต้องประกบเคียงข้างอยู่ตลอดเพื่อเป็นกำลังใจในช่วงแรก ซึ่งพระสกิทาคามีจะพ่ายแพ้กิเลสบ่อยมาก และอาจท้อถอยได้ จึงควรคอยดูแลระยะหนึ่ง เมื่อผ่านจุดเสี่ยงแล้ว พระสกิทาคามีจะเริ่มได้ชัยชนะกิเลสบ้าง แพ้บ้าง เริ่มสนุกที่จะต่อสู้กับกิเลสต่อไป ช่วงนี้ จะสังเกตว่าจิตใจเริ่มผ่องใสเหมือนนักกีฬาที่เริ่มแข่งขันชนะบ้างแล้วฉะนั้น เริ่มมีจิตห้าวหาญมากขึ้น ก็ให้ท่านประคองจิตอยู่ด้วยความไม่ประมาท จึงค่อยละการดูแลออกได้ จิตพระสกิทาคามีก็จะทรงระดับเดิมได้ไม่ตกลงไปสู่โสดาบัน

๓)   จากสกิทาคามี สู่ อนาคามี

การสื่อสารกับพระสกิทาคามีเพื่อยกระดับจิตสู่อนาคามี ล้วนมุ่งไปในเรื่องการฝึกจิตเอาชนะกิเลสได้อย่างราบคาบแท้จริง แต่ไม่ใช่ถาวร คือ ชนะแน่นอนในขณะที่ใช้กรรมฐานเท่านั้น เป็นชัยชนะแบบชั่วคราว ในกรณีของพระสงฆ์เรามองภายนอกแทบไม่เห็นกิเลสของพระอนาคามีเลย เพราะวีถีชีวิตที่สงบของท่านนั่นเอง แต่สำหรับพระอนาคามีที่เป็นปุถุชนแล้ว จะเห็นว่าท่านยังมีกิเลสบางตัวที่ชัดอยู่ เช่น กินเหล้าแต่กินในระดับที่มีสติปัญญาประคองอยู่, เสพกามแต่ไม่ผิดศีล ในวิถีชีวิตปุถุชนนี้พระอนาคามีจะมีความแตกต่างจากพระสงฆ์ที่บรรลุธรรมระดับอนาคามีด้วยอาการอย่างนี้ โปรดอย่ายึดมั่นท่องจำเอาว่าพระอนาคามีไม่มีกิเลส เพราะผู้ที่ไม่มีกิเลสจริงเลยมีเพียงพระอรหันต์เท่านั้น พระอนาคามีนั้น มีกิเลสเบาบางมากก็จริง แต่การแสดงออกของท่านแตกต่างกันขึ้นอยู่กับเป็นเพศฆราวาสหรือบรรพชิต ดังกล่าวข้างต้นแล้ว ยังมีอีกหลายกรณีและหลายเหตุผล ในการสื่อสารนี้ จะมุ่งเน้นที่การปฏิบัติกรรมฐานเพื่อเอาชนะกิเลสเป็นสำคัญ จึงไม่ออกนอกเรื่องกรรมฐานหรือการฝึกจิตเลย การสื่อสารจะมุ่งเน้นแก้ไขแนวทางกรรมฐานของพระสกิทาคามีที่ยังไม่ถูกต้องนัก ยังไม่ตรงทางนัก เพื่อเอาชนะกิเลสได้อย่างแน่นอนในแต่ละขณะๆ ไป (ไม่ใช่ชนะแบบถาวร) และไม่มุ่งเน้นการสื่อสารเพื่อปัญญาแจ้งในธรรม ในนิพพาน เพราะอินทรีย์ยังไม่พร้อมนัก ในขั้นนี้ จะฝึกจิตอย่างมาก และมุ่งที่การพัฒนาอินทรีย์ห้าเป็นสำคัญ คือ สติ, สมาธิ, ปัญญา, ศรัทธา, วิริยะ

๔)   จากอนาคามี สู่ อรหันต์

การสื่อสารกับพระอนาคามีเพื่อยกระดับจิตสู่อรหันต์ ล้วนมุ่งไปในเรื่องการฝึกจิตเอาชนะกิเลสได้อย่างถาวรแท้จริง ซึ่งมุ่งไปสู่การตีธรรมให้แตกอย่างลึกซึ้ง หรือการเอาชนะกิเลสตัวสุดท้าย อุปมาเหมือนไก่กับไข่อะไรเกิดก่อนกัน กล่าวคือ หากรู้แจ้งได้ก่อน ก็หลุดจากกิเลสได้ถาวร หรือหลุดจากกิเลสได้ถาวรก็จะรู้แจ้งตามมา กระบวนการนี้เกิดขึ้น อุปมาเหมือนไก่กับไข่อะไรเกิดก่อนกันนั่นเอง ดังนั้น การสื่อสารจึงมีสองวิธีหลักๆ คือ วิธีเข้าถึงธรรมด้วยปัญญา ที่เรียกว่า “ปัญญาวิมุติ” จะมุ่งเน้นการตีธรรมให้แตกฉาน รู้แจ้งในธรรม ในนิพพาน จนจิตคลายกิเลสได้หมดตามมาเองโดยอัตโนมัติ และวิธีที่สองคือ การเข้าถึงธรรมด้วยจิต ที่เรียกว่า “เจโตวิมุติ” จะมุ่งเน้นการขจัดกิเลสให้หมดไป จนจิตแจ้งในธรรม ในนิพพานเอง การจะใช้วิธีใดขึ้นอยู่กับผู้สื่อสารและผู้รับสาร ว่าฝึกฝนมาในแบบใด มีอินทรีย์ที่พร้อมเอื้อไปทางใด กล่าวคือ ถ้ามีปัญญามาก ฝึกจิตน้อยแต่อดีตชาติมีสมาธิทำมาดี ก็ใช้ “ปัญญาวิมุติ” แต่ถ้ามีการฝึกจิตมามาก แต่ปัญญาน้อย ก็ใช้ “เจโตวิมุติ” ในการเข้าถึงธรรม ในขั้นนี้ จะต้องตรวจดูอินทรีย์ห้าประการว่ามีความพร้อมในการรับธรรมระดับอรหันต์หรือไม่ เมื่อพร้อมแล้วจึงเข้าช่วยเหลือ ในการเข้าช่วยเหลือก็จะใช้การเทศนาธรรมไม่มาก เพียงแค่จัดการสิ่งที่ขัดขวางหรือติดขัดอยู่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ที่เหลือคือผู้ฟังจะเข้าถึงด้วยตัวของเขาเอง ในขั้นนี้ ผู้ฟังคือผู้ปฏิบัติ เป็นปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิติ ไม่อาจเทศนาให้แจ้งได้ แม้ผู้สื่อสารจะทราบก็ตาม ดังนั้น การสื่อสารในลักษณะนี้ จึงหนักไปทาง “ปริศนาธรรม” ที่ชวนขบคิด เป็นสำคัญ ผู้สื่อสารจึงควรมีทักษะและพลังแห่งความสร้างสรรค์ที่สามารถกระตุ้นความอยากรู้ อยากค้นหาด้วยตนเองอย่างสูงที่สุดให้แก่ผู้ฟัง คือ พลังแห่งการตรัสรู้ หรือค้นพบด้วยตนเอง

๕)   แบบข้ามระดับขั้น

ไม่จำเป็นเสมอไปว่าผู้ฟังธรรมจะต้องบรรลุตามขั้นตอนเป็นขั้นๆ ไป สามารถบรรลุข้ามขั้นได้ เช่น จากปุถุชนสู่อรหันต์ทันที, จากโสดาบันสู่อนาคามีทันที ฯลฯ สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้เสมอระหว่างการสื่อสารทางธรรม แต่ปัจจุบันหาได้ยากมาก เพราะวิถีปุถุชนละทิ้งจากวรรณะพราหมณ์แล้ว การฝึกจิตอย่างเป็นปกติวิสัยจึงหายไปจากวิถีชีวิตของปุถุชน การที่จะพัฒนาข้ามขั้นได้จึงยากมาก แต่ให้ผู้สื่อสารธรรมะ เข้าใจไว้ด้วยว่าการบรรลุข้ามขั้นนั้นเป็นเรื่องปกติธรรมดาอย่างหนึ่งเหมือนกันที่จะเกิดได้กับคนในปัจจุบัน

การสื่อสารเชิงกลุ่มที่มีความคล้ายคลึงกัน

เป็นการสื่อสารที่มีการคิดวางแผนและวิเคราะห์กลุ่มผู้ฟังอย่างดีแล้ว เช่น การทำโฆษณาเฉพาะกลุ่มและสื่อที่ใช้ เป็นต้น ทำให้สามารถเลือกสื่อสารได้วงกว้าง แตกต่างจากสมัยการเผยแพร่ธรรมในอดีต เราสามารถเลือกกลุ่มผู้ฟังได้ เช่น การชักชวนกลุ่มพระโสดาบันเข้ามาฟังการบรรยายพร้อมกันในคราวเดียวเป็นต้น ในการสื่อสารระดับนี้ แน่นอนว่าสื่อและสารที่ใช้น่าจะคล้ายคลึงกันเพราะกลุ่มผู้ฟังมีระดับภูมิจิตเท่ากัน แต่เมื่อบรรยายไปเรื่อยๆ ความแตกต่างระหว่างบุคคลก็เกิดขึ้น คือ บางท่านพัฒนาจิตตามได้ช้าและเร็วต่างกัน การแสดงธรรมให้กลุ่มคนฟังจำนวนมาก แม้มีระดับภูมิธรรมเท่ากัน มีเนื้อหาการสื่อสารเดียวกัน จึงยังต้องเผื่อความแตกต่างทางบุคคลไว้ด้วย ควรรู้จังหวะที่เปิดให้เกิดการสื่อสารสองทาง เพื่อแก้ไขความแตกต่างระหว่างบุคคล บุคคลใดที่ไม่เข้าใจ หรือตามไม่ทัน สามารถถามเพิ่มเติมได้ บุคคลใดที่คิดได้เร็วกว่า ก็สามารถถามคำถามเฉพาะตนได้ การสื่อสารเชิงกลุ่มจึงมีความยากขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง และไม่สามารถคาดหวังผลรายบุคคลได้ จำต้องประเมินผลเหมือนการหว่านเมล็ดพืชฉะนั้น

การสื่อสารเชิงกลุ่มที่มีความแตกต่างกัน 

การสื่อสารที่ยากขึ้นมาอีกระดับ คือ การสื่อสารเชิงกลุ่มที่มีความซับซ้อน คือ มีภูมิจิตที่แตกต่างกัน เนื้อหาการสื่อสารอาจไม่เฉพาะเจาะจงในเรื่องเดียว บางครั้งจำต้องไล่เรียงจากต่ำไปสูงเพื่อให้ทุกระดับจิตสามารถได้ประโยชน์ทั่วถึงกัน การหวังผลทำได้น้อย เพราะความไม่เฉพาะเจาะจงนี่เอง บางครั้ง อาจต้องวนรอบปรับระดับธรรมกลับไปมา คือ ถอยระดับธรรมลดลง หรือเพิ่มขึ้น กลับไปกลับมาเพื่อช่วยกลุ่มผู้ฟังที่มีความแตกต่างกันนั่นเอง ในการสื่อสารกรณีนี้ ควรเปิดให้มีการสื่อสารในลักษณะสองทางมากกว่าการสื่อสารทางเดียว ดังนั้น การใช้สื่อจึงมักไม่ค่อยได้ผลเท่ากับการสื่อสารผ่านตัวบุคคล

ข้อควรระวังในการสื่อสารเพื่อสอนธรรม

๑)   ต้องแน่ใจว่าการสื่อสารนั้นเป็นธรรมแท้จริง

บางท่านมักสื่อสารโดยใช้คำว่า “นิพพาน” มาโฆษณาเหมือนสินค้าชนิดหนึ่ง แต่ไม่เข้าใจว่านิพพานคืออะไร ไม่เข้าใจว่าเป็นการพ้นไปจากการเวียนว่ายตายเกิด เพราะเห็นทุกข์ของโลก เหตุโทษของความหลง มัวแต่พูดนอกเรื่องเอาใจคนให้คนอยากฟัง กลายเป็น “ทอลกโชว์” แล้วเกรงว่าจะมีผู้ครหานินทาก็เอาคำว่า “นิพพาน” มาใส่เสียเฉยๆ อย่างนั้น แบบนี้ไม่ถูกต้อง เพราะไม่ทำให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องในธรรมเลย

๒)   ต้องไม่ทำให้ผู้ฟังจิตตกทุกข์

เป็นการเสี่ยงมากหากไม่วิเคราะห์อินทรีย์ของผู้ฟัง ในการถ่ายทอดธรรมที่มุ่งเน้นการเบื่อหน่ายโลกนั้น อันส่งผลทางจิตวิทยาให้เกิดภาวะซึมเศร้าและการตกทุกข์ของผู้ฟังได้ นี่ก็ไม่ช่วยให้เกิดการบรรลุธรรมเพราะจิตที่เศร้าหมองไม่ผ่องใสไม่อาจเป็นฐานของปัญญาได้นั่นเอง ดังนั้น จำต้องถ่ายทอดธรรมพร้อมยกระดับจิตให้ผู้ฟังมีจิตสงบผ่องใสด้วย

๓)   ต้องไม่ทำให้ผู้ฟังหลงทาง

หลายท่านเอาธรรมะไปทำให้ผิดเพี้ยน หวังประโยชน์สุขเพียงปัจจุบัน เป็นแค่สุขทางโลกที่ได้เพราะความสงบ หรือได้เพราะการเข้าสังคมแก้เหงาที่ถูกจริตตนไปเท่านั้น โดยที่ตนไม่ทราบเลยว่ากำลังบิดเบือนธรรมะอยู่ ด้วยคิดไปว่าการออกบวชการอ่านธรรมะก็เข้าใจนั้นคือการบรรลุธรรมแล้ว จึงได้สื่อสารผิดไป ยังผลให้ผู้คนหลงทางไม่บรรลุอะไรเลย มีความประมาทในชีวิต คิดว่าภาวะที่ตนอยู่นั้นดีแล้ว ไม่พ้นได้จากความทุกข์แท้จริง ผู้สื่อสารจะรับกรรมมาก จำต้องสื่อสารให้เหมาะสมกับระดับภูมิธรรมของตน และต้องบรรลุธรรมจริงๆ ไม่ควรหลงกับคำว่า “คุรุ” หากตนไม่แน่ใจว่าจะถ่ายทอดธรรมได้จริง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น