การบำเพ็ญบารมีแบบเทพกษัตริย์
การบำเพ็ญบารมีแบบเทพกษัตริย์
คำว่า “เทพ” คือ เทวดาที่มีตำแหน่งเฉพาะ ไม่ใช่เทวดานางฟ้าบริวาร ที่ไม่มีตำแหน่งอะไรทำเป็นพิเศษ ส่วนคำว่า “กษัตริย์” หมายถึงผู้นำหมู่มวลมนุษย์เพื่อประโยชน์ทางโลก เป็นสำคัญ ดังนั้น ผู้บำเพ็ญเทพกษัตริย์ จึงมักทำหน้าที่เป็นพระราชาที่ดีบนโลกมนุษย์มาก่อน หรืออาจเป็นผู้นำคน เช่น พระนักพัฒนา เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีเหล่าคนที่ทำเพื่อชาติบ้านเมือง ในลักษณะของผู้นำ เหล่านี้ บำเพ็ญบารมีแล้ว ละสังขารจากมนุษย์ไปจุติเป็น “เทพกษัตริย์” อยู่สวรรค์ชั้นที่สามคือ ชั้นยามา มีกายทรงเครื่องกษัตริย์เต็มยศ โดยแบ่งออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ๆ คือ เทพกษัตริย์ที่บำเพ็ญด้านทำลายล้างศัตรูขยายอาณาเขต เรียกว่า “พระจักรพรรดิ” และเทพกษัตริย์ที่บำเพ็ญด้านรักษาปกป้องอธิปไตยของประเทศ เรียกว่า “พระสยามเทวาธิราช” ทั้งสองพระองค์หากบำเพ็ญบารมีทางโลกแล้วเกื้อหนุนทางธรรมด้วย จะมีบารมีสูงขึ้นอีกเป็น “พระธรรมมิกราชา” เช่น พระธรรมราชาลิไท เป็นต้น ซึ่งตำแหน่งเทพกษัตริย์นี้ ไม่ได้มีเทพองค์เดียวดูแล แต่มีเทพมากมายที่บำเพ็ญบารมีมาแบบเดียวกัน คอยหมุนเวียนเปลี่ยนเวรกันดูแล เช่น ตำแหน่งพระสยามเทวาธิราช ในแต่ละช่วงเวลาจะเปลี่ยนองค์มาดูแล ในช่วงประเทศไทยยังเศรษฐกิจดี องค์สยามเทวาธิราช คือ พ่อขุนรามฯ ประเทศเราเปิดรับกระแสวัฒนธรรมจากต่างชาติอย่างเสรีมาก ต่อมาเศรษฐกิจแย่ลง จนกระทบต่อความมั่นคงและการเมือง ช่วยวิกฤตินั้นเอง องค์สยามเทวาธิราชได้เปลี่ยนเป็นพระนเรศวรมหาราช แทน การเปลี่ยนแปลงนี้ก็เพื่อกิจที่เหมาะสมกับยุคสมัยนั่นเอง เมื่อผ่านวิกฤติมาได้ องค์ต่อไปที่มาช่วย คือ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ซึ่งทรงจัดการขั้วอำนาจเก่าสมัยพระเจ้าตาก ซึ่งสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของไทยที่มีการทำลายล้างขั้วอำนาจเก่าใช่วงปี พ.ศ. ๒,๕๕๑ ยุครัฐบาลของคุณอภิสิทธิ์ นี่คือตัวอย่างของการผลัดเวรของเทพเบื้องบน
หากจะยกตัวอย่างเทพกษัตริย์ที่ข้าพเจ้าได้พบ คือ พระสยามเทวาธิราช องค์หนึ่ง พระนามว่า “พระสยามปฏิโสธร” ซึ่งยามอยู่บนโลกมนุษย์ได้ทำการปฏิรูปการปกครองให้ทันสมัย จึงมีพระนามว่า “ปฏิ” มาจากคำว่า “ปฏิรูป” และรักษาอธิปไตยของชาติไว้ได้โดยไม่มีการรบราฆ่าฟัน จึงพระนามว่า “โสธร” หมายถึงการรักษาไว้ได้อย่างดี เรียบร้อยไม่มีปัญหานั่นเอง เมื่อทรงดำรงตำแหน่งพระสยามเทวาธิราช จึงรวมพระนามขึ้นว่า “พระสยามปฏิโสธร” ผู้ปฏิรูปและปกป้องอธิปไตยของประเทศสยามไว้ได้ด้วยละมุนละม่อม
การบำเพ็ญเทพกษัตริย์สองแนวทาง
การบำเพ็ญเทพกษัตริย์ มีสองแนวทาง คือ แนวทางที่มุ่งเน้นการรักษาและปกป้องเอกราชไม่รุกรานใคร และแนวทางที่มุ่งเน้นการแผ่ขยายอาณาเขตสร้างอิทธิพล แล้วนำเอาศาสนามาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวใจผู้คนหลังครอบครองอาณาจักรใหม่ เพื่อไม่ให้ผู้คนลุกขึ้นต่อต้านนั่นเอง รายละเอียดในการบำเพ็ญบารมี ในแต่ละส่วน ทั้งสองแบบมีดังต่อไปนี้
๑) การบำเพ็ญพระเจ้าจักรพรรดิ
ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของการบำเพ็ญจักรพรรดิ คือ จักรพรรดิเจงกีสข่าน ซึ่งครอบครองอาณาจักรยิ่งใหญ่มาก จากนั้นได้เปิดเสรีทางการนับถือศาสนา ทำให้ผู้คนยอมรับ แนวทางการบำเพ็ญของพระเจ้าจักรพรรดิจำเป็นต้องอาศัยศาสนาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวใจคนเช่นนี้ หลังที่ขยายอาณาเขตไปยังดินแดนที่ไม่รู้จัก ไม่มีประชาชนนับถือตนเองมาก่อน จึงจะมีอาณาจักรที่มั่นคงได้ ในประเทศไทย ตัวอย่างการบำเพ็ญพระจักรพรรดิ คือ พ่อขุนรามคำแหง ซึ่งได้แผ่ขยายอิทธิพลไปยังบางส่วนของพม่า, ลาว, เขมร และมลายู จากนั้นจึงนำพุทธศาสนานิกายเถรวาทที่แตกต่างจากนิกายมหายานที่เขมรเคยนับถือแต่เดิมมาสู่อาณาจักรสุโขทัย ทำให้ลาวและพม่าในปัจจุบัน นับถือนิกายเถรวาทตามมาด้วย ในอินเดีย ตัวอย่างของพระเจ้าจักรพรรดิคือ พระเจ้าอโศกมหาราช ซึ่งเมื่อได้ครอบครองอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ในแถบอินเดียได้แล้ว ก็ทรงสนับสนุนพุทธศาสนาในประเทศอินเดีย
๒) การบำเพ็ญพระสยามเทวาธิราช
ตัวอย่างที่ชัดเจนในยุคปัจจุบันมีเฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น กล่าวคือ การบำเพ็ญแบบนี้ จะต้องเลือกประเทศที่มีพระพุทธศาสนาตั้งอยู่ และไม่รุกรานประเทศอื่น แต่ต้องรักษาอธิปไตยของประเทศไว้ให้ได้ เช่น ในอดีตพระพุทธศาสนาเจริญที่อินเดีย ถ้ามีผู้รักษาอธิปไตยไว้ให้ก็จะได้เป็น “สยามเทวาธิราช” อนึ่งคำว่า “สยามเทวาธิราช” นี้ เพิ่งเกิดขึ้นในสมัยรัชการที่สี่ แต่ผู้ที่บำเพ็ญในลักษณะนี้ คือ ปกป้องดินแดนที่มีพระพุทธศาสนานั้น มีมาก่อนสมัยรัชการที่สี่ เช่น ในสมัยอยุธยา ก็มีสมเด็จพระนเรศวร นับเป็นพระสยามเทวาธิราช ด้วย ในประเทศเวียดนาม ก่อนที่คอมมิวนิสต์จะเข้ามานั้น มีพระสงฆ์จำนวนมากประท้วง แต่ก็พ่ายแพ้ ทำให้ประเทศล่มสลายและกลายเป็นคอมมิวนิสต์ อย่างนี้ ท่านที่เสียสละแม้ไม่สำเร็จก็นับว่าได้บารมีแบบนี้เหมือนกัน แม้บารมีจะไม่เท่าท่านที่ปกป้องได้สำเร็จก็ตาม ในปัจจุบัน หลายประเทศที่มีพระพุทธศาสนา ได้รับความยากลำบากเพราะการรุกรานของต่างชาติ เช่น ประเทศทิเบต, ประเทศพม่า ฯลฯ มีเพียงประเทศไทยที่ยังเข้มแข็งและรักษาพุทธศาสนาไว้ได้มากที่สุดในปัจจุบัน เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ
การบำเพ็ญทั้งสองแบบทำให้ได้จุติเป็นเทพกษัตริย์ เป็นเทวดาทรงเครื่องกษัตริย์มีวิมานอยู่บนสวรรค์ชั้นที่สามคือ ชั้นยามา แต่มีบางองค์บำเพ็ญบารมีได้สูงเกินกว่านั้น เช่น พระปิยมหาราช ก็ทรงได้บารมีถึงโพธิสัตว์สมันตภัทร, พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ได้บารมีถึงโพธิสัตว์มัญชุศรี เป็นต้น ที่เป็นเช่นนี้เพราะทรงบำเพ็ญประโยชน์ต่อสรรพสัตว์มากมายเสียยิ่งกว่าเป็นเทพกษัตริย์เท่านั้น ลักษณะการบำเพ็ญเช่นนี้ นอกจากจะต้องเริ่มต้นจากการบำเพ็ญเทพกษัตริย์ในแบบใดแบบหนึ่งแล้ว ยังต้องบำเพ็ญเป็น “พระธรรมราชา” ต่อด้วย เมื่อพระราชาผู้นั้นทรงธรรมแล้ว มีจิตตรงสู่ทางธรรมไม่หลงทางโลก กายทิพย์ก็จะพัฒนาสูงขึ้นจนเกิดเป็นกายโพธิสัตว์ ซึ่งจะจุติที่สวรรค์ชั้นที่สี่ เป็นอย่างต่ำ ซึ่งก็สูงกว่าเทพกษัตริย์ที่จุติที่สวรรค์ชั้นที่สาม โพธิสัตว์หลายองค์บำเพ็ญบารมีในลักษณะนี้แล้วได้บุญบารมีมากเกินกว่าสวรรค์ชั้นที่สี่จะรองรับได้ ก็จุติที่สวรรค์สุขาวดีซึ่งอยู่นอกโลกธาตุนี้ออกไป ซึ่งเป็นโลกธาตุที่เกิดขึ้นโดยอำนาจบุญบารมีของพระอมิตาภพุทธเจ้า เป็นต้น
หน้าที่สำคัญของเทพกษัตริย์
๑) ปกป้องเอกราชของประเทศไว้ ทำให้ประเทศมีความสงบมั่นคง และไม่อ่อนแอ
๒) ขยายอาณาเขตของประเทศ เพื่อความเป็นอยู่ที่ดี, ความมั่นคงยิ่งขึ้นในอนาคต
๓) สร้างความเจริญทางโลก เพื่อทำให้มวลมนุษย์และสรรพสัตว์มีความเป็นอยู่ที่ดี
๔) ส่งเสริมและสนับสนุนทุกๆ ศาสนา ให้ประชาชนได้มีโอกาสในการเข้าถึงธรรม
๕) ส่งเสริมและสนับสนุนพุทธศาสนาโดยเฉพาะ ซึ่งจะทำให้ได้บุญบารมีสูงที่สุด
ทั้งนี้ ในส่วนรายละเอียดของการบำเพ็ญนั้นแต่ละท่านจะแตกต่างกันไป บางท่านเน้นการปฏิรูป, การพัฒนา, การอนุรักษ์ ก็มี ซึ่งในการบำเพ็ญทั้งหลายนี้ ไม่จำเป็นต้องเกิดเป็นพระราชา ทุกคนสามารถบำเพ็ญบารมีแล้วไปถึงความเป็นเทพกษัตริย์ได้เท่าเทียมกัน ยกตัวอย่างเช่น พระยาพิชัยดาบหัก เป็นคนธรรมดาไม่ใช่พระราชา แต่ก็สามารถบำเพ็ญบารมีได้ถึง “สยามเทวาธิราช” ได้องค์หนึ่งเช่นกัน โดยท่านได้กายโพธิสัตว์เมตตรัย (กายที่มากด้วยการให้อภัย แม้ถูกเพื่อนทรยศ ก็ให้อภัยได้) ดังนั้น เราคนไทยทุกคนล้วนสามารถบำเพ็ญบารมีได้ไม่แตกต่างกัน ด้วยการสละตัว อุทิศตนเพื่อแผ่นดินที่มีพระพุทธศาสนาเหลืออยู่นี้ จะได้ผลบุญบารมีมากกว่าแผ่นดินอื่นมากมายนัก
บทสรุปส่งท้าย
การบำเพ็ญบารมีขึ้นชั้นเทพมีบริวารมาก และการเป็นเทพจะตรงข้ามกับการเป็นมาร ซึ่งมารเองก็มีบริวารมากเช่นกัน และยิ่งจะมากกว่าเทพด้วยซ้ำไป ส่วนเทพกษัตริย์นั้น นับว่ามีบริวารเยอะมาก เนื่องจากมีฐานะเป็นกษัตริย์ ในการบำเพ็ญเพื่อดูแลประชาชนมากมายนี้ หากหลงทางก็เกิดกรรมมาก หากถูกทางก็ได้บุญบารมีมาก จึงจะต้องพิจารณาให้ดีว่าการมีอำนาจนั้นเหมือนดาบสองคม ด้านดีก็มี ด้านเสียก็มีเช่นกัน ขอท่านจงพิจารณาเถิด