การบำเพ็ญบารมีแบบเทพนพเคราะห์

การบำเพ็ญบารมีแบบเทพนพเคราะห์

การบำเพ็ญบารมีแบบเทพนพเคราะห์

เทพประจำดาวนพเคราะห์ มีเพียงเก้าองค์ จึงเรียกว่า “นพเคราะห์” เทพทั้งเก้าองค์นี้ มีฤทธานุภาพและบารมีมาก พระมัญชุศรีได้เคยถามถึงเทพนพเคราะห์นี้แก่พระพุทธเจ้าว่าได้ทำบุญบารมีมาอย่างไร จึงได้มีอานุภาพขนาดนั้น ท่านก็ทรงตอบไว้ในพระสูตรหนึ่ง ในบทความฉบับนี้ จะได้กล่าวถึง การบำเพ็ญบารมีแบบ “เทพนพเคราะห์” ดังต่อไปนี้

เทพนพเคราะห์คืออะไร

เทพนพเคราะห์ คือ เทพประจำดวงดาว ซึ่งจะควบคุมดวงและบุญกรรมของมนุษย์ในด้านต่างๆ เช่น เทพราหู จะควบคุมเคราะห์กรรมของมนุษย์ จะทรงมีบัญชีเคราะห์กรรมของมนุษย์ในมือ สามารถบันดาลให้เกิดเคราะห์กรรมแก่มนุษย์ได้ แต่เทพราหูเป็นเทพอสูร จึงมักรับสินบนมนุษย์ ดังนั้น มนุษย์เมื่อมีเคราะห์ก็อาศัยการสะเดาะเคราะห์แก้กรรมด้วยการบวงสรวงพระราหูเป็นต้น ทว่า กรรมนั้นไม่อาจต้านทานได้ แม้ได้ติดสินบนแล้วก็ไม่อาจพ้นกรรม แม้ยืดระยะเวลาไปได้ระยะหนึ่ง สุดท้ายก็ต้องเป็นไปตามกรรม นอกจากนี้ยังมีเทพนพเคราะห์องค์อื่นอีกเช่น เทพพฤหัสบดี ทำหน้าที่ควบคุมดูแลการเรียนรู้ของมนุษย์ เทพนพเคราะห์นี้มีเพียงเก้าตำแหน่ง แต่ผู้บำเพ็ญได้นั้นอาจมีมากมาย แล้วคอยผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันทำหน้าที่ต่อไป ตามแต่บุญบารมีที่ได้บำเพ็ญมาไม่เท่ากัน ท่านใดบำเพ็ญบารมีได้มากจะอยู่ตำแหน่งที่หนึ่ง ไล่เรียงลำดับบุญบารมีกันลงไป

ทั้งนี้ เทพนพเคราะห์ทั้งเก้าองค์จะรับกิจจากพระยูไลประจำทิศตะวันออกจำนวนเจ็ดองค์ (พระไภษัชยคุรุพุทธเจ้า) และพระยูไลประจำทิศตะวันตกอีกหนึ่งองค์ (พระอมิตาภะ) ทำให้การทำงานคานสมดุลกันเองในที่สุด ตำแหน่งเทพนพเคราะห์นี้จึงนับว่าใหญ่มาก และมีผลต่อมนุษย์ทั้งโลกมากมาย ทั้งนี้ ตำแหน่งนี้เปลี่ยนแปลงได้ ยกตัวอย่างเช่น พระเยซูทรงเคยประกาศว่าจะทรงเป็นพระผู้พิพากษาแก่มนุษย์เองในยุคนี้ แต่เมื่อทรงรับกรรมแทนมนุษย์ด้วยการยอมขึ้นไม้กางเขนแล้ว และทรงบำเพ็ญธรรมสูงขึ้นไป ก็ไม่ได้ทรงรับกิจนี้ ภายหลังข้าพเจ้าได้ทราบมาว่า พระมัญชุศรีสิตัง ซึ่งแบ่งภาคจากพระอสุรินทราหูโพธิสัตว์ ได้บัญชีกรรมของมวลสัตว์ไปบริหารจัดการ ทำให้บัญชีกรรมที่เคยอยู่กับพระเยซูผู้ปลดปล่อยและคอยปลดเปลื้องกรรมให้แก่มนุษย์ถูกภาคแบ่งของพระราหูโพธิสัตว์นำไปทำกิจแทน และนั่นหมายความว่ามนุษย์จะไม่ได้รับการผ่อนปรนอีกแล้ว เพราะผู้พิพากษาได้เปลี่ยนจากพระผู้ช่วยให้รอด กลายเป็นพระผู้พิพากษาอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งท่านได้เปลี่ยนเวรมารับหน้าที่ “เทพราหู” เพื่อดูแลเวรกรรมของมนุษย์เมื่อปี ๒,๕๕๑

อนึ่ง คำว่าเทพราหูนั้น เป็นคำที่มนุษย์เรียกและเข้าใจกันตามความเชื่อที่ได้รับสื่อสืบทอดต่อๆ กันมา แต่บนสวรรค์นั้น จะเรียกท่านที่ทำหน้าที่นี้ในขณะนั้นว่าเทพราหูก็ได้ แต่แท้แล้วท่านอาจไม่ใช่แค่เทพราหู เพราะท่านอาจทำกิจโปรดสัตว์อื่นๆ อีกก็ได้ แต่เมื่อใดก็ตามที่เราหมายถึงกิจด้านเคราะห์กรรมแล้ว เราก็จะเรียกท่านที่ดูแลขณะนั้นว่าเทพราหู ซึ่งในปัจจุบัน เทพราหูเป็นพระโพธิสัตว์มีกายเป็นพระมัญชุศรี มีพระนามว่าองค์สิตัง ไม่ได้มีกายเป็นอสูรราหูอีกต่อไป เหตุที่เป็นเช่นนี้ เพราะท่านได้บำเพ็ญบารมีมาจากภพภูมิอสูร คือ ได้จุติเป็นอสูรมาก่อน จนหมดเวรกรรมนั้นแล้ว จึงได้บำเพ็ญบารมีจนได้เป็นพระโพธิสัตว์ ดังนั้น จึงพบว่าหลังปี ๒,๕๕๑ มวลมนุษย์ที่ทำกรรมเลวไว้ ต้องรับกรรมเลวอย่างตรงไปตรงมา ในขณะที่ก่อนหน้านี้ ก่อนปี ๒,๕๕๑ นั้น คนทำเลวยังลอยนวลอยู่ได้มากมาย (สังเกตประเทศไทย มีการพิพากษาตรงไปตรงมามากใน ปี ๒,๕๕๒ ถัดจากปีที่องค์สิตังได้ตำแหน่งหนึ่งปี) อนึ่ง ก่อนหน้านี้ บัญชีกรรมอยู่กับพระเยซู ซึ่งท่านมักให้โอกาสคนกลับตัวกลับใจมาก ทำให้คนเลว ทำเลวแล้วยังไม่ได้รับผลกรรมเลวมีมาก เพราะท่านไม่ได้พิพากษา เพราะท่านมีน้ำพระทัยที่อ่อนโยนเกินไป นี่คือ การเปลี่ยนแปลงตัวอย่างอย่างหนึ่งที่ได้เกิดขึ้นแล้ว โปรดทดลองดูก็ได้ ให้บูชาพระมัญชุศรีสิตัง เพื่อขออภัยลดหย่อนผ่อนโทษจากท่านแทนพระราหูดูว่าจะได้ผลดีขึ้นหรือไม่ แต่เท่าที่ทราบตอนนี้ คนเสื้อแดงบูชาพระราหูมากมาย แต่ไม่มีอะไรดีขึ้นเลย

เทพนพเคราะห์ได้แก่ท่านใดบ้าง

๑)    ดาวเทพพระอาทิตย์    ผู้ดูแลบัญชีมนุษย์ในส่วน “อำนาจความเป็นเจ้าทางโลก”

๒)    ดาวเทพพระจันทร์      ผู้ดูแลบัญชีมนุษย์ในส่วน “ความสงบร่มเย็นในทางธรรม”

๓)    ดาวเทพพระอังคาร     ผู้ดูแลบัญชีมนุษย์ในส่วน “การสงคราม, เอาชนะคะคาน”

๔)   ดาวเทพพระพุธ         ผู้ดูแลบัญชีมนุษย์ในส่วน “การเจรจา, การทูต, ค้าขาย”

๕)   ดาวเทพพระพฤหัสบดี ผู้ดูแลบัญชีมนุษย์ในส่วน “การศึกษา, การปฏิบัติธรรม”

๖)    ดาวเทพพระศุกร์        ผู้ดูแลบัญชีมนุษย์ในส่วน “เรื่องครอบครัว ความรักใคร่”

๗)   ดาวเทพพระเสาร์       ผู้ดูแลบัญชีมนุษย์ในส่วน “การเกษตร, งานต้องใช้แรง”

๘)   ดาวเทพพระราหู        ผู้ดูแลบัญชีมนุษย์ในส่วน “เคราะห์, เวรกรรม, โชคร้าย”

๙)    ดาวเทพพระเกตุ        ผู้ดูแลบัญชีมนุษย์ในส่วน “เคราะห์ดี, สิ่งศักดิ์สิทธิ์ดูแล”

บัญชีบุญกรรมของมนุษย์ได้ถูกแยกส่วนไว้ เพื่อให้เทพนพเคราะห์ดูแลครบทั้ง ๙ ด้าน จึงเรียกเป็น “นพเคราะห์” ซึ่งสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของดวงดาวทั้ง ๙ ดวงบนท้องฟ้าด้วย พระนามของท่านจึงปรากฏในตำราทำนายโชคชะตาเสมอ ซึ่งเหล่าพระพรหมจะมีความสามารถในการทำนายหรือหยั่งผลการทำงานของเทพทั้ง ๙ องค์นี้ได้ การเรียนรู้และเข้าใจการทำกิจของเทพนพเคราะห์ จึงเป็นการเรียนรู้เรื่องเคราะห์กรรมของมนุษย์ ทำให้สามารถคาดการณ์, ทำนายโชคชะตาของมนุษย์แต่ละคนได้

บำเพ็ญบารมีอย่างไรจึงเป็นเทพนพเคราะห์

ดาวเทพนพเคราะห์กุมชะตาชีวิตมนุษย์ในแต่ละด้านไว้ แต่ละองค์ต่างมีบัญชีบุญกรรมคนละด้านกัน จึงไม่อาจล่วงรู้ของท่านอื่นได้ ทำให้บางครั้ง แม้คิดช่วยเหลือมนุษย์ก็ไม่สามารถทำได้ทุกด้าน จึงมักพบว่าบางครั้ง เคราะห์กรรมด้านหนึ่งของมนุษย์พ้นไป แต่กลับไปปรากฏอีกด้านหนึ่งแทนก็มี นับว่าเทพนพเคราะห์มีอิทธิพลต่อชีวิตมนุษย์มาก ดังนั้น การบำเพ็ญจนได้ตำแหน่งเทพนพเคราะห์นั้นไม่ใช่ของง่ายเลย จำต้องผ่านด่านต่างๆ มากมาย เทพนพเคราะห์บางคน เคยเกิดเป็นมนุษย์และชอบทำสงคราม นำภัยสงครามและความโชคร้ายมาสู่มวลมนุษย์ หลายต่อหลายชาติ แต่ท่านทำไปเพราะถูกสถานการณ์บีบบังคับ สุดท้าย ท่านก็เบื่อหน่ายและหาทางทำให้ตนได้หลุดพ้นจากวังวนของการทำลายล้างนั้น สุดท้าย ท่านก็ทำสำเร็จและบรรลุเป็น “อรหันตโพธิสัตว์” ทำให้ ท่านเข้าใจเรื่องโชคร้ายและเวรกรรมของมนุษย์ เพราะประสบพบมาด้วยตนเองจนชินชาแล้วนั่นเอง และสามารถทำเรื่องนี้ได้โดยที่ไม่ลังเลหรือใจอ่อนเลย ดังนั้น จึงรับหน้าที่ “ดาวเทพพระราหู” ได้ การจะได้ควบคุมดวงชะตาของมนุษย์ และได้บัญชีบุญกรรมของมนุษย์ในด้านต่างๆ ได้นั้น ต้องผ่านประสบการณ์ด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์จำนวนมากในด้านนั้นๆ มาก่อน เช่น ดาวเทพพระอาทิตย์ ต้องเข้าใจเรื่องการเมือง, อำนาจ, การเปลี่ยนแปลงขั้วอำนาจ และตำแหน่งในทางโลกอย่างแจ่มแจ้ง จึงจะสามารถควบคุมดวงชะตาในการขึ้นเป็นผู้นำหรือเป็นใหญ่ของผู้คนได้อย่างดี ด้วยประการต่างๆ เพราะการขึ้นไปมีอำนาจของคนๆ หนึ่งนั้น มักต้องแลกด้วยเลือดเนื้อของคนมากมาย และทำให้มนุษย์ต้องรับเคราะห์ร้ายมากมาย ท่านที่จะทำหน้าที่ดาวเทพพระอาทิตย์ได้จึงต้องผ่านเรื่องราวของการแก่งแย่งชิงอำนาจทางการเมือง เรื่องทางโลกเหล่านี้มามากพอควร ซึ่งก่อนจะได้รับตำแหน่ง ควรบำเพ็ญบารมีให้ได้ถึงระดับพระอรหันตโพธิสัตว์ก่อน เมื่อมีบารมีมากระดับนี้แล้ว จึงค่อยมีโอกาสไปรับกิจ รับตำแหน่งเทพนพเคราะห์อีกทอดหนึ่ง ซึ่งจะดีกว่าการทำกิจโดยบำเพ็ญบารมีมากได้น้อยเช่น บางท่านได้บำเพ็ญบารมีได้เพียงเทพอสูรราหู เมื่อทำหน้าที่เป็นเทพราหู ก็จะมีจิตไม่ตรงนัก เมื่อมนุษย์บนบานสานกล่าวขอลดผ่อนโทษแลกกับเครื่องสักการะ ก็อาจช่วยเหลือได้ ไม่ได้ตรงไปตรงมาเท่ากับการทำกิจของพระโพธิสัตว์นัก อย่างไรก็ตาม การทำหน้าที่นี้ จะถูกหมุนเวียนเปลี่ยนไปเรื่อยตามวาระ ทำให้โลกมนุษย์มีความผันผวนเปลี่ยนแปลง และยากที่จะคาดเดามากยิ่งขึ้น

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น