อนุตรธรรม เรื่อง การเผยแพร่ธรรมด้วยการประทับทรง

อนุตรธรรม เรื่อง การเผยแพร่ธรรมด้วยการประทับทรง

อนุตรธรรม เรื่อง การเผยแพร่ธรรมด้วยการประทับทรง

ปัจจุบัน มีการเผยแพร่ธรรมด้วยการประทับทรงกันมาก ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ อนุตรธรรรมนั่นเอง อาจารย์ผู้เผยแพร่อนุตรธรรม จะทำหน้าที่เป็น “ตัวแทน” ปรมาจารย์ท่านต่างๆ เช่น จี้กง, กวนอิม, เมตตรัย ฯลฯ วิธีนี้แพร่หลายมากขึ้น เพราะเร็วลัดไม่ต้องรอให้ปฏิบัติธรรมถึงอรหันต์ก่อน โดยผู้เป็น “ม้าทรง” หรือให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทรง จะเตรียมตัวให้พร้อมระดับหนึ่ง แล้วสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้น ก็จะถอดกายทิพย์มาครอบไว้ แล้วคอยคุมอีกที จะไม่ได้แทรกเข้าสู่ร่างกายทั้งจิตวิญญาณ ทำให้ผู้ทรงมีบารมีเพิ่มทันที พูดสิ่งใดๆ แล้วคนก็เชื่อได้ง่าย ทำกิจได้สำเร็จ วิธีนี้มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อดีคือ การเผยแพร่ธรรมเป็นไปได้เร็วในวงกว้าง แต่ข้อเสียคือ ผู้ทรงอาจหลงตัวเอง คิดว่าตนเป็นปรมาจารย์ไป ซึ่งไม่ใช่ เขาเป็นแค่ผู้ถูกทรงเท่านั้น นอกจากนี้ ธรรมะที่เผยแพร่ยังไม่เข้ากับผู้ฟังที่เป็นคนในยุคปัจจุบันมากนัก เพราะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ประทับทรงนั้น ไม่ใช่มนุษย์ยุคปัจจุบัน การสื่อสารจึงไม่ทันต่อความรู้สึกนึกคิดของคนปัจจุบัน นอกจากนี้ การเผยแพร่ธรรมด้วยการประทับทรงนั้น เมื่อทำนานเข้าแล้วผู้ประทับทรงไม่มีธรรมก้าวหน้าได้ด้วยตนเอง ทำให้ไม่อาจรับบารมีของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้อย่างเสมอภาคกัน จนกลายเป็นการหลงตัวเอง หลงทางก็มี ในอนุตรธรรม ได้สื่อสารด้วยว่าผู้ถ่ายทอดธรรมของอนุตรธรรมนั้น มีมากมายที่ตายไปแล้วกลายเป็นมังกรถูกกักขังอยู่บนสวรรค์ เพราะจิตวิญญาณจริงๆ ของเขามักเป็นสัตว์ทิพย์พาหนะทรงของพระโพธิสัตว์ (ม้าทรง) ในแบบต่างๆ เช่น มังกรดำ, สิงห์, ม้า ฯลฯ เมื่อหลงตัวเอง ทำสิ่งผิดพลาดไปแล้ว ตายไป ต้องจุติเป็นสัตว์ทิพย์ ถูกกักขังในสวรรค์ชั้นต่างๆ อันนี้ มีหนังสือเล่มหนึ่งของอนุตรธรรม ได้เขียนไว้อย่างชัดเจน

การเป็นผู้ถ่ายทอดธรรม ควรต้องมีธรรมในตนบ้าง

ผู้ถ่ายทอดธรรม คือ ผู้กระทำกรรมต่อผู้รับธรรม ถ้าการถ่ายทอดดีถูกต้อง ก็เป็นกรรมดี แต่ถ้าการถ่ายทอดธรรมไม่ดี หรือผิดพลาด ก็เป็นกรรมของผู้ถ่ายทอด ดังนั้น ผู้ถ่ายทอดธรรมควรพิจารณาตนเอง ประเมินตนเอง ประมาณตนเอง ว่าตนสามารถถ่ายทอดธรรมได้ในระดับใด ไม่ทำการณ์เกินตัว ธรรมะของพระพุทธเจ้าเหมือนงูพิษ ถ้าไม่ระวังให้ดี การเผยแพร่ธรรมก็กลายเป็น “กรรมหนัก” ได้เหมือนกัน อันนี้ต้องเตือนไว้กันภัยล่วงหน้า

ความหลงของผู้ถ่ายทอดธรรมด้วยการประทับทรง

๑)    หลงว่าเรามีคุณวิเศษในตัว     คุณวิเศษ เป็นพลังจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ประทับทรง ไม่ใช่คุณวิเศษของผู้ถ่ายทอดธรรม ดังนั้น ควรแยกให้ออกว่าตนเองมีอะไร ได้มรรคผลแท้จริงเท่าใด ไม่ควรหลงสิ่งที่ผู้อื่นประทานมาให้ แล้วคิดว่าเป็นของตน

๒)    หลงว่าเรามีธรรมในตน                   ธรรม นั้นไม่ใช่ตัวตนของตน สิ่งศักดิ์สิทธิ์รู้ธรรมใช้ร่างผู้เข้าทรงสื่อสอนธรรมได้ แต่ไม่ใช่ว่าผู้ประทับทรงจะมีธรรมในตนแท้จริง เป็นธรรมของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างหาก ผู้ประทับทรงไม่ควรหลงว่าเป็นธรรมที่มีในตน

๓)    หลงว่าเรามีบุญบารมีมาก       บุญบารมี เกิดจากพลังครอบขันธ์ของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เมื่อประทับทรงจะดูเหมือนเป็นคนมีบุญบารมี มีสง่าราศีขึ้นมาทันที แต่นั่นไม่ใช่ตัวตนของตน เป็นแค่พลังจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์เท่านั้น ไม่ควรหลงตัวเองด้วยเหตุนี้

๔)   หลงว่าเรามีสานุศิษย์มาก      สานุศิษย์ ล้วนเป็นเจ้ากรรมนายเวรของผู้ถ่ายทอดธรรมทั้งสิ้น ดังนั้น ควรพิจารณาให้หายความหลงในตัวตน ควรพิจารณาให้เบื่อหน่ายคลายกำหนัดว่าคนมากมายเหล่านั้น ล้วนเกิดจากกรรมของเราทั้งสิ้น

๕)   หลงว่าเรามีลาภสักการะมาก   เมื่อได้ลาภสักการะมากขึ้น ในสถานธรรม อันเป็นผลบุญใดก็แล้วแต่ อย่าหลงว่าเราเป็นผู้มีลาภสักการะมาก เพราะแม้แต่พระสีวลีผู้มีลาภมาก ยังไม่ได้เท่าคนในปัจจุบันเลย อันนี้ ทางโลกกำลังครอบงำหลอกเรา

๖)    หลงว่าเรายิ่งใหญ่เหนือใคร    การถูกทรง ถูกครอบนั้น กายสังขารจะต้องเปิดรับพลังภายนอกได้ เมื่อร่างกายเปิดแล้ว พลังอื่นๆ ก็เข้ามาครอบมาทรงเราได้ด้วย ดังนั้น พลังบางอย่างจะครอบงำให้เราหลงตัวเองว่าเรายิ่งใหญ่เหนือใคร ก็มีได้     

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น