รวมบทความเกี่ยวกับการใช้เทคนิคของเซียนในการเข้าถึงธรรม
มหาธรรม เรื่อง การดับสักกายทิฐิแบบพุทธศาสนาและแบบเต๋าต่างกันอย่างไร
ในการปฏิบัติธรรมให้ได้มรรคผลจริง ขั้นแรกคือการดับตัวสักกายทิฐิเสียก่อน คือ ความถือตัวถือตน จนครูบาอาจารย์สอนไม่ได้ ในทางพุทธศาสนานั้น การบรรลุธรรมไม่ได้เกิดจากคนๆ เดียว แต่เกิดขึ้นโดยอาศัยผู้อื่นหรือหมู่คณะก็ได้ แม้แต่พระพุทธเจ้า ก็ทรงเคยมีครูมาก่อน ท่านทรงยอมลดตนลง ยอมละความถือตัวตนลง แล้วอ่อนน้อมยอมรับธรรมจากผู้อื่น แล้วพิจารณาเห็นว่ายังไม่ถึงที่สุดแห่งธรรม ท่านก็พากเพียรต่อไปด้วยตนเองจนตรัสรู้เองในที่สุด ดังนั้น พระพุทธศาสนาจึงมีวิธีการเข้าถึงธรรมแบบไม่ใช่ปัจเจกชน คือ ไม่ได้เกิดจากการศึกษาเองคนเดียว, ปฏิบัติเองคนเดียว แล้วบรรลุได้เองคนเดียว แต่เกิดจากการอาศัยครูบาอาจารย์ หรือท่านอื่นช่วยสลายความยึดมั่นถือมั่นในตนก่อน คือ ดับสักกายทิฐินั่นเอง ทว่า นี่คือวิธีการแบบพุทธศาสนา แต่ในแบบเต๋า ครูอาจารย์จะไม่มีการสลายสักกายทิฐิให้กัน เพราะศิษย์ในสายเต๋าก็ดี หรือยุคสมัยที่มีเซียนเกิดมากก็ดี คนจะถือตัว ถือตนมาก สอนได้ยาก ว่าก็ไม่ได้ สอนก็ไม่ฟัง ดังนั้น เซียนจึงมีเทคนิคในการดัดนิสัย หรือปล่อยให้ผู้ศึกษาเต๋าต้องสิ้นเสียซึ่งความถือตัวถือตน (สักกายทิฐิ) ด้วยตนเอง ซึ่งก็คือ การอาศัยธรรมชาติ หรือเวรกรรมของคนผู้นั้น กระทำและบีบจนไม่เหลือซึ่งความถือตัวถือตนเลย บางคนโดยเวรกรรมกระทำบีบจนแทบไม่เหลือความเป็นคน ไม่เป็นผู้เป็นคนเลยก็ว่าได้ กรรมของเขาหนักมาก และมีชีวิตอยู่แบบไม่เหมือนคนปกติ ไม่อาจทำอะไรได้ดังคนปกติ ไม่มีอำนาจที่จะตัดสินใจเอง ดำเนินการเอง ฯลฯ
ในยุคก่อนนี้ย้อนไป ๒,๕๐๐ ปี สัตว์ที่ยังพอสอนได้ก็มีอยู่บ้าง การถ่ายทอดธรรมตัวต่อตัว เพื่อให้ครูบาอาจารย์ช่วยดับตัวสักกายทิฐิจึงมีได้เช่น ท่านใบลานเปล่าถูก สามเณรศิษย์เก่าของตน ทรมานให้ลงน้ำก่อนจึงจะสอนธรรมให้ ท่านก็ยอมเดินลงน้ำโดยไม่ถามเลยว่าทำไปทำไม มีเหตุผลอะไรถึงต้องทำ แล้วทำแล้วจะได้อะไรบ้าง ท่านก็เดินลงไปเลย อันนี้แหละ สักกายทิฐิท่านหมดสิ้นลงตรงที่ยอมเดินลงไปในน้ำบรรลุโสดาบันแล้ว ต่อมาสามเณรก็เปรียบการฝึกจิตเหมือนการจับแย้ ว่าให้ปิดรูอื่นให้เหลือไว้รูเดียว ท่านใบลานเปล่าที่เคยมีอายตนะมาก ฟังมาก อ่านมาก พูดมาก ก็เข้าใจฉับพลัน บรรลุอรหันต์ทันที ทว่า ปัจจุบันนี้ เราไม่มีเหลือคนแบบนี้อีกแล้ว สัตว์ทั้งหลายที่เข้าไปยังสถานธรรมก็ดี ในวัดก็ดี คิดว่าจะไปฟังเทศน์ ไปทำบุญ ไปฝึกจิต แต่เอาเข้าจริง พูดกันแบบเปิดอกจริงใจไม่ได้ เพราะใจอ่อนแอฟังอะไรแรงๆ ไม่ได้ เดี๋ยวหนีออกจากวัดกันหมด ส่วนผู้สอนธรรมก็เกรงใจ กลัวว่าโยมจะไม่กลับมาทำบุญอีก ก็เลยพูดคุยกัน “ตามความพอใจ” ต่างฝ่ายก็มีความสุขทางโลกที่ได้พูดคุยสนทนากัน อิ่มบุญกลับบ้าน จิตมีปีติ แต่ไม่มีใครที่กล้าพอที่จะสู้กับสักกายทิฐิของตน ยอมเสียหน้า หน้าแตก ยอมเผชิญกับความทุกข์ตรงๆ เพื่อเข้าสู่ธรรม ต่างกลัวตัวเองเจ็บ กลัวทุกข์ กลัวกระทบกระเทือนหัวใจอ่อนๆ ที่เครียดมากพออยู่แล้ว จึงกลับไปได้แต่บุญ ไม่ได้ละทิ้งสักกายทิฐิไว้ด้วย กลับบ้านก็ยังไปสั่งลูกน้องทำงานไม่ต่างจากเดิม ความถือตัวถือตนยังครบ การมองเห็นคนเท่าเทียมกัน ไม่ต่างกัน ไม่เหลือตัวตนของตนของเขาของเราไม่เกิดขึ้น ยังมีเราเป็นหัวหน้า เป็นเจ้าของ เป็นเถ้าแก่ และมีเขาเป็นลูกน้อง เป็นคนงาน อยู่ อันนี้ละ ยังไม่ละสักกายทิฐิ มีน้อยมากจริงๆ ที่จะยอมให้เขาว่า เขาด่า ยอมเสียหน้า ยอมหน้าแตก ยอมพบความทุกข์แบบตรงๆ และเห็นความทุกข์ของตนที่ยังมีตัวตนของตนนั้น จนไม่เหลือแม้ความเป็นตน เป็นคน เป็นสัตว์อะไรเลย คือ สิ้นความเป็นคน สิ้นความเป็นอะไรต่อมิอะไร นั่นคือสิ้นสักกายทิฐิ ผู้อ่านเคยเป็นไหมละ ความรู้สึกที่เราเหมือนสูญเสียความเป็นคน ความเป็นสัตว์ แม้แต่อะไรก็ไม่ใช่ ไม่ใช่แม้แต่ชีวิต สิ่งมีชีวิตอะไรก็ตาม เราเหมือนถูกแกล้งให้เป็นตัวตลกที่ไม่มีทางไป ไม่มีทางออกอื่นอีก เป็นตลกร้าย ที่เราต้องลงไปอยู่ในกองทุกข์ แต่โลกกำลังหัวเราะเยาะเราอยู่ ถึงจุดนี้ “จิตอาจตกถึงขั้นฆ่าตัวตาย” ได้เลย การละสักกายทิฐินั้น ถ้าจิตไม่มีกำลังกล้าแข็ง จิตไม่มีสมาธิเป็นฐานรองรับ ไม่มีฌานรองรับ จิตอาจตกทุกข์แสนสาหัสได้เหมือนกัน ดังนั้น พระพุทธเจ้าจึงกล่าวสรรเสริญว่าการบรรลุโสดาบัน เป็นของยาก แต่เมื่อบรรลุโสดาบันแล้ว ขั้นต่อไป อะไรๆ ก็ง่ายขึ้นมาก ขั้นอื่นๆ ไม่ยากเท่าด่านโสดาบันจริงๆ ดังนั้น จึงกล่าวว่าการละสักกายทิฐินั้น ไม่ใช่สิ่งที่ทำกันได้ง่ายๆ
การดับสักกายทิฐิแบบเซียนหรือแบบเต๋า
เป็นวิธีที่ใช้ดัดนิสัยสัตว์ที่ดื้อด้านสอนได้ยาก เช่น บางคนที่มีจิตเป็นมาร เป็นอสูรมาก่อน ไม่สามารถฝึกจิตแบบพุทธศาสนาได้เพราะจิตเขาไม่ตรงเลย เหมือนใช่แต่ไม่ใช่ เหมือนจะถูกแต่ผิดไปนิดเดียว หรือเดินทางสายดำมาโดยตรง เช่น ฝึกไสยดำ, มนต์ดำมาก่อน เป็นต้น แบบนี้จะสอนตรงๆ ไม่ได้ เดี๋ยวทะเลาะกันตาย ถึงขั้นฆ่ากันได้ทีเดียว ดังนั้น จึงใช้วิธีแบบเซียนดีกว่า คือ การไม่สอน ไม่ว่า ไม่ด่า ไม่ตำหนิ แต่ปล่อยให้เขาต้องดำเนินไปตามกรรมของเขาเอง จนกว่าจะถึงวาระจริงๆ จึงจะถ่ายทอดและบอกวิธีหลุดพ้นจากทุกข์ให้ ในสมัยโบราณ คนจีนจะสอนให้ฝึกลมปราณพอฝึกได้ดีแล้ว ก็ปล่อยให้ไปสู่โลกกว้างด้วยตนเอง เพื่อฝึกฝนจากประสบการณ์จริง ว่าตนได้ฝึกจิตผ่านได้จริงหรือไม่ เช่น เมื่อถูกโจรป่าจะฆ่าเอา กลัวตาย, โกรธแค้นโจรไหม หรือใช้ปัญญาและความสามารถเอาตัวรอดได้อย่างไร เป็นต้น วิธีแบบนี้คล้ายการธุดงค์เหมือนกัน เป็นวิธีที่สอดคล้องกับวิธีแบบวัชระญาณคือการใช้ปัญหาและอุปสรรคในโลกแห่งความเป็นจริงเพื่อขัดเกลาและฝึกฝนตนเอง แบบเซียนหรือเต๋าก็ใช้วิธีนี้ในการบำเพ็ญขัดเกลาจิตใจของตนเองเช่นกัน
คนที่ละสักกายทิฐิได้ตามแบบพุทธศาสนา จะมีครูบาอาจารย์สอนจนยอมละความถือตัว แต่ในแบบเซียนหรือเต๋านั้น เขามักละสักกายทิฐิได้ด้วยตนเอง โดยไม่มีครูบอกหรือสอน ซึ่งถ้าเขาทำได้ก็มีโอกาสสำเร็จธรรมขั้นสูง แต่ถ้าทำไม่ได้ ก็สำเร็จได้อย่างต่ำคือเซียน ในคนที่ทำได้ ต้องพบกับปัญหาชีวิตรุมเร้ามากมาย, อุปสรรคมากมายกดดัน ทำให้ต้องทุกข์ทรมานเหมือนถูกกดดัน, บีบคั้น และในที่สุดก็ไม่เหลือความเป็นตัวตนของตนเลย เหมือนแก้วที่ถูกทุบจนแตกละเอียดไม่เหลือสภาพ ที่เคยแข็งกร้าวก็มลายหายสิ้น แล้วหลอมใหม่ด้วยไฟ ทำให้กำเนิดใหม่ กลายเป็นแก้วใหม่ที่เปิดรับยอมให้คนอื่นสอนได้หากใช้วิธีแบบพุทธศาสนาและเต๋าผสมผสานกัน จะทำให้สามารถโปรดสัตว์ได้กว้างขึ้น คือ ในสัตว์ที่สอนได้ยาก พวกมารและอสูร ซึ่งปกติพระพุทธศาสนาจะไม่สอนกัน ก็สอนได้ด้วยวิธีแบบเต๋าหรือเซียนนี้ โดยใช้การปฏิบัติแบบเซียนเต๋าเป็นฐาน แล้วต่อยอดด้วยพระพุทธศาสนา คือ สำหรับคนที่มีจิตเป็นอสูรหรือมารมาก่อน ก็เริ่มต้นจากเต๋าก่อน เมื่อหลุดพ้นจากมารและอสูรแล้ว ก็เข้ามาปฏิบัติตามหลักพุทธศาสนาได้ เพราะแบบเต๋าจะไม่เน้นรายละเอียด แต่พุทธศาสนามีการจำแนกธรรมไว้ละเอียดถึง ๘๔,๐๐๐ ธรรมขันธ์
ผู้ที่ละสักกายทิฐิได้เองมีแต่พระพุทธเจ้าและพระปัจเจกพุทธเจ้าเท่านั้น
ในยุคนี้ ยังไม่ใช่ยุคของพระปัจเจกพุทธเจ้ายังเป็นยุคของพระพุทธเจ้าอยู่ และมีได้เพียงคนเดียว จึงไม่นับให้ว่ามีผู้สำเร็จธรรมเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า เพราะสาเหตุนี้ แม้ว่าจะมีผู้สำเร็จธรรมเอง, ปฏิบัติได้เอง ไม่มีครูสอน ก็จะนับให้เพียงเป็น “เซียน” เท่านั้น แต่จะมีกายทิพย์แตกต่างกันไป ผู้สำเร็จเซียนบางคนอาจมีกายทิพย์เป็นพระยูไลก็ได้ แต่เราจะไม่นับให้ว่าเป็นพระพุทธเจ้า เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในด้านการทำกิจของมนุษย์และเทวดาทั้งหลาย ดังนั้น ผู้ที่ละสักกายทิฐิได้เอง ไม่มีครูสอนจึงนับว่าไม่มี การจะละสักกายทิฐิได้นั้น ต้องอาศัยผู้อื่น ให้ผู้อื่นสั่งสอนหรือต่อว่า เพื่อให้ตนเองยอมละวางสักกายทิฐิลง นอกจากนี้แล้วไม่มีทางบรรลุถึงอริยบุคคลได้ จะสำเร็จได้อย่างมากคือเซียนดังที่กล่าวมาแล้ว ผู้เขียนได้พบผู้ที่ปฏิบัติธรรมเอง ไม่มีครูบาอาจารย์ แล้วสำเร็จธรรมขั้นสูง คือรู้ถึงที่สุดของสรรพสิ่งได้เอง มีมากกว่าหนึ่งท่านทีเดียว แต่ท่านเหล่านี้ยังมีสักกายทิฐิอยู่ เพราะความที่ไม่มีครู ไม่มีใครมาช่วยตักเตือนสั่งสอนให้ได้ จึงเหลือสักกายทิฐิไว้อย่างนี้ และบรรลุเซียน แต่เพราะบุญบารมีเก่ามีมาก บางท่านมีกายทิพย์เป็นเซียน, บางท่านมีกายทิพย์เป็นยูไลก็มี แต่เราไม่อาจนับวิธีการสำเร็จธรรมด้วยตนเองไม่มีครูสอนนี้ให้ว่าเป็นพระอริยบุคคล เพราะไม่ใช่แนวทางของพระพุทธศาสนา แต่เราก็ยอมรับนับถือท่านเหล่านี้ได้ ซึ่งบุญบารมีของท่านเหล่านี้ก็มากไม่น้อย เราสามารถอาศัยเป็นครูบาอาจารย์ของเราได้ แต่เราไม่อาจยึดเป็นที่พึ่ง เป็นสรณะแท้ได้ เมื่อเราได้ฝึกฝนปฏิบัติจากท่านเหล่านี้ เรายังต้องละวางความยึดมั่นถือมั่นในครูเหล่านี้ไปเสีย เพื่อเปิดโอกาสให้ตนเองได้เชื่อมต่อสายธรรมเข้ากับพระรัตนตรัยที่แท้จริง ที่รอถ่ายทอดให้เราอยู่สืบต่อไป
มหาธรรม เรื่อง เซียนมีประโยชน์ต่อประเทศอย่างไรบ้าง
ผู้บรรลุธรรมในพระพุทธศาสนาตามปกตินั้นจะไม่สอนสิ่งที่นอกเหนือจากการบรรลุธรรม หรือการขจัดกิเลส มีบางท่านที่บรรลุระดับหนึ่งพร้อมด้วยวิชชาเฉพาะของตน เช่น การหุงปรอทและใช้ปรอทในแง่ต่างๆ ซึ่งไม่ใช่ทุกคนจะทำได้ วิชชาเหล่านี้มักเกิดขึ้นเพราะการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง ทดลองเอง เข้าใจเอง คือ สำเร็จเซียนนั่นเอง ในสาวกแท้ของพระพุทธเจ้าไม่มีวิชชาอื่นๆ เลยที่นอกเหนือไปจากการขจัดกิเลสให้สิ้น แต่ในเหล่าเซียนจะมีวิชชาเฉพาะตัวมากมาย ทั้งยังเป็นวิชชาประหลาดอีกด้วย หลายๆ วิชชาบ้างไม่ทราบว่าจะเอาไปใช้ประโยชน์อะไร จนกระทั่งเกิดปัญหาหรือมีวิชชาสายตรงข้ามเกิด และทำร้ายคนอยู่ จึงทราบว่ามีประโยชน์อะไร แต่บางวิชชาก็มีประโยชน์ชัดเจน เช่น ในกลุ่มวิชชาการแพทย์, วิชชาการปกครอง ฯลฯ เป็นต้น การเกิดขึ้นของพระอรหันตสาวก ทำให้ประเทศนั้นๆ มีเนื้อนาบุญค้ำจุนประเทศ แต่การเกิดขึ้นของเซียนจะช่วยทำให้เกิดวิชชาความรู้ใหม่ๆ สำหรับทางโลกและเพื่อการบำเพ็ญบารมีของพระโพธิสัตว์ อันจะนำ ไปสู่การพัฒนาประเทศในยุคต่อไป เหล่าเซียนเมื่อบรรลุแล้ว ไม่ค่อยนิยมเข้าสังคมหรือหาสาวกบริวารนัก จะแยกตัวออกจากสังคม ถ้าเคยมีบริวารอยู่ก็จะออกจากสาวกบริวารเสีย เป็นต้น เราจะได้ศึกษาวิชชาความรู้จากเซียนเหล่านี้ต่อเมื่อเราได้ดั้นด้นไปขอวิชชาจากเซียนเหล่านี้โดยตรง หรือเขาได้ถ่ายทอดวิชชาไว้ให้ เช่น ท่านเล่าจื้อ ที่ได้รจนาคัมภีร์เต๋าเต็กเก็ง ทิ้งไว้ให้ ชนรุ่นหลังก็ได้อาศัยศึกษาและปฏิบัติตามๆ มาภายหลัง
เซียนมีสองประเภทคือเซียนสายขาวและสายดำ เซียนสายขาวไม่ค่อยนิยมลาภสักการะ ไม่ต้องการสิ่งแลกเปลี่ยนจากศิษย์ แต่เซียนสายดำมีเล่ห์เหลี่ยมมาก บางท่านหลอกให้เราไปเรียนครั้งละกี่บาทๆ ก็ว่าไป ยังไม่ได้วิชชาสักที เขาก็มัวแต่โฆษณาว่าจะถ่ายทอดวิชชานั้นวิชชานี้ให้ แต่แล้วก็ไม่ยอมถ่ายทอดให้ สุดท้าย ผู้เรียนต้องเสียเงินไปมากมายแต่ไม่ได้วิชชาอะไรติดตัวมาเลยก็มี เช่น การฝึกตาทิพย์ ที่หลายคนอยากได้ มีคนที่ได้ตาทิพย์แต่หวงวิชชา ไม่อยากให้คนอื่นได้เหมือนตน แล้วหลอกให้คนไปเสียเงินลงเรียนมากมาย อย่างนี้ก็มี อันนี้ให้ระวังด้วย เพราะเซียนไม่ได้เหมือนกันทุกคน ไม่ได้ละกิเลสหมด เพราะไม่ใช่พระอรหันต์ จึงมีทั้งเซียนสายขาว และเซียนสายดำ ดังที่ได้กล่าวมา
นอกจากนี้ ผู้บรรลุเซียนไม่ได้มีกายทิพย์เป็นเซียนอย่างเดียวเท่านั้น บางท่านมีบุญบารมีเก่าสะสมไว้แต่หนหลัง เมื่อบรรลุเซียนแล้วได้ถึงโพธิสัตว์เลยก็มี กล่าวอีกนัยหนึ่งคือการบรรลุโพธิสัตว์ด้วยวิธีแบบเซียนก็ได้ ซึ่งการบรรลุแบบนี้เป็นการบรรลุโดยการเข้าถึงด้วยจิตก่อนปัญญา คือ จิตเปลี่ยนแปลง จิตวิญญาณเดิมสลาย แล้วเกิดจิตวิญญาณใหม่เป็นจิตวิญญาณเซียนหรือโพธิสัตว์ภายหลังก็ค่อยๆ เข้าใจถึงสภาวะนั้นๆ เองไม่ได้ทราบก่อน หรือรู้ตัวล่วงหน้าก่อนก็หาไม่ ซึ่งถ้าไม่ใช้วิธีแบบพระพุทธศาสนาคือ “จัดการสักกายทิฐิ” ก่อน ก็จะไม่ได้บรรลุโสดาบันแต่เป็นปุถุชนเซียน, ปุถุชนโพธิสัตว์ แต่สภาวะจะเหนือกว่าปุถุชนปกติไปแล้ว การคิด, การมองโลก, ความคิดเห็นก็ไม่เหมือนปุถุชนทั่วไป แตกต่างจากปุถุชนทั่วไปชัดเจน เรียกว่าจิตพ้นโลกียะระดับหนึ่ง แต่ยังไม่ถึงขั้นอริยบุคคล แบบนี้ เรียกว่า “เซียน” ได้ ซึ่งวิธีการบรรลุธรรมแบบเซียนนี้ ถ้าเอาไปใช้ในพระพุทธศาสนา จะส่งผลให้บรรลุอริยบุคคลได้ ตั้งแต่โสดาบันถึงอรหันต์ แต่ถ้าเอามาใช้ทางลัทธิเต๋า ก็นับให้แค่เซียน เพราะยังไม่ใช่วาระของพระปัจเจกพุทธเจ้า จึงไม่อาจบรรลุถึงความเป็นพระ ปัจเจกพุทธเจ้าได้ด้วยวิธีแบบเซียน แม้มีปัญญามากแค่ไหน ก็นับระดับธรรมให้เท่าเซียน
ปัจจุบันคนที่บรรลุเซียนมีมาก พวกเขามีบารมีเก่าสั่งสมมาดี จึงบรรลุเซียนได้เองไม่มีครูสอน แต่เพราะการที่ไม่ยอมก้มจำนนต่อครู จึงละสักกายทิฐิไม่ได้ แม้ได้พระธรรมจากในพุทธศาสนา ก็ไม่อาจสำเร็จถึงอริยบุคคล แม้แต่โสดาบันก็ไม่ได้ เพราะตัว “สักกายทิฐิ” นั้น ไม่อาจเอาออกได้ด้วยตนเอง สักกายทิฐินั้น มีแต่พระพุทธเจ้าและพระปัจเจกพุทธเจ้าเท่านั้นที่เอาออกได้ด้วยตนเอง ในยุคนี้ ไม่มีพระปัจเจกพุทธเจ้า หรือต่อให้มีคล้ายๆ พระปัจเจกพุทธเจ้า ก็นับให้ไม่ได้ เพราะพระพุทธศาสนายังคงอยู่ แต่เซียนยังมีอยู่ได้
ดังนั้น สำหรับผู้ที่บรรลุธรรมเองไม่มีครูนั้น จึงยังไม่นับเป็นพระพุทธเจ้า หรือพระปัจเจกพุทธเจ้าเพื่อไม่ให้เกิดความวุ่นวายทั้งทางโลกและทางธรรมเพราะตำแหน่งพระพุทธเจ้านั้นมีแล้ว คือ พระสมณโคดมเท่านั้น จนกว่าจะสิ้นอายุพุทธกาล คือห้าพันปี ผู้ที่บรรลุธรรมเองไม่มีครูสอน ในยุคนี้มีปรากฏขึ้นได้เหมือนกัน แต่ไม่นับเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า และพระพุทธเจ้าดังกล่าว นับให้เป็นเซียนขึ้นไป ตามแต่ว่าบรรลุเซียนแล้วจะมีบุญบารมีได้กายทิพย์ได้ เช่น ถ้าได้กายทิพย์เซียนก็เรียกว่าเซียนได้, ได้กายทิพย์โพธิสัตว์ เรียกโพธิสัตว์ได้, ได้กายทิพย์ยูไล ก็เรียกว่ายูไลได้ เป็นต้น ในพระยูไลทั้งหมดนั้น ถ้าไม่มีครูสอน อาจติดสักกายทิฐิได้ คือ เมื่อบรรลุแล้วไม่มีครู ตนเองตั้งตนเป็นครูเลย โดยไม่ได้ตรวจดูว่าตนก็มีความถือตัวว่าเป็นครูอยู่ นี่ก็มีสักกายทิฐิเหลืออยู่ แต่ก็จัดว่าบรรลุธรรมได้ด้วยบารมีเก่ามีมาก แต่กรณีนี้ไม่นับให้เป็นอริยบุคคล เพราะมีสักกายทิฐินั่นเอง แต่นับให้เป็นเซียน ดังนั้น คำว่าเซียนจึงมีทั้งแบบที่เป็นกายเซียน, กายโพธิสัตว์ และกายยูไล แต่คำว่าอริยบุคคลนั้น มีได้เป็นพระโสดาบัน, พระสกิทาคามี, พระอนาคามี และพระอรหันต์ ถ้าท่านบังเอิญไปพบผู้ที่รู้ธรรมมากๆ แต่สักกายทิฐิเขายังมี ไม่ฟังใคร ตั้งตนเป็นครู สอนผู้อื่นอย่างเดียว ไม่เคยน้อมรับฟังธรรมจากใคร ไม่ยอมให้ใครสอน อันนั้น เข้าข่ายเป็นเซียน ต่อไป ท่านก็ดูต่อว่าบุญบารมีของเขาระดับใด เช่น เซียน, โพธิสัตว์ หรือยูไล ซึ่งเราไม่เอาความบริสุทธิ์ของจิตมาวัดประเภทของเซียนกัน เพราะการปฏิบัติจิตจนบรรลุเซียนนั้น ไม่มุ่งเน้นทำจิตให้บริสุทธิ์ แต่มุ่งเน้นการไปถึงที่สุดของวิชชาที่ตนได้ปฏิบัติ
ปัญหาที่เกิดขึ้นสำหรับเซียนที่มีสักกายทิฐิ คือ การไม่ค่อยรับฟังใคร การที่จะสอน จะสั่งคนอื่นอย่างเดียว และการที่เห็นว่าตนเหนือผู้อื่น แม้บุญบารมีเก่าจะทำให้สำเร็จกายทิพย์เป็นพระยูไลก็ตาม นี่เป็นผลจากการสำเร็จธรรมเองไม่มีครูนั่นเองแต่ในผู้ที่ศึกษาธรรมใน แบบพระพุทธศาสนามีครูบาอาจารย์ชัดเจนเมื่อครูบาอาจารย์จัดการสักกายทิฐิให้หมดลงไปได้ แม้เขาจะใช้วิธีแบบเซียนมาเข้าถึงธรรม ก็จะไม่มีปัญหาเรื่องสักกายทิฐิ เพราะเมื่อละสักกายทิฐิได้เข้าถึงความเป็นอริยบุคคลแล้ว จะแตกต่างจากเซียนมาก มีความยอมรับนับถือผู้อื่น, ฟังผู้อื่น, เรียนรู้จากผู้อื่นได้ ดังนั้น การเข้าหาผู้สำเร็จเซียน จึงต้องเข้าใจจุดนี้ด้วยคือ เขาอาจมีสักกายทิฐิเหลืออยู่ การเข้าหาคนเก่งมากๆ พ้นทางโลกระดับหนึ่งแต่ไม่พ้นจากการถือตัวตนของตนเอง เราต้องเข้าไปอย่างอ่อนน้อมเพื่อศึกษาวิชชาจากเขา
ดังนั้น ผู้สำเร็จด้วยตนเองแบบเซียน จึงมักทำงานร่วมกับคนอื่นไม่ได้ และท้ายที่สุดต้องแยกตัว ปลีกตัวเองออกจากสังคมไป และมักกลายเป็นนักเขียน, นักคิด, นักปราชญ์ ในที่วิเวกสงบ กลั่นกรองความรู้ความสามารถออกมาเป็นหนังสือต่างๆ ประชาชนในประเทศก็ได้อาศัยแนวคิดจากเซียนเหล่านี้ เป็นจุดประกายทางความคิดในการพัฒนาประเทศสืบต่อไป เหมือนในประวัติศาสตร์จีน ที่มีเล่าจื้อ, ขงจื้อ, เม่งจื้อ, ซุนจื้อ ฯลฯ ผู้เป็นรากเหง้าของแนวคิดในด้านต่างๆ ในประเทศไทย ถ้ามีกลุ่มบุคคลที่สำเร็จเซียน กลั่นกรองวิชชาความรู้, ความสามารถของตน ถ่ายทอดให้คนรุ่นหลังได้ศึกษากัน ก็จะส่งผลให้ลูกหลานได้อาศัยวิชชาความรู้เหล่านั้น ต่อยอดสืบต่อไป ประเทศชาติก็จะพัฒนาต่อไปได้ในที่สุด
คนที่ทำงานในระบบทางโลกนั้นยากนักที่จะคิดสร้างสรรค์สิ่งที่นอกกรอบได้ เพราะแม้แต่ตัวเขาเองก็ถูกขังอยู่ในกรอบความคิดและวัฒนธรรมเดิมๆ แต่การที่มีคนกลุ่มหนึ่งยอมออกจากกรอบ แล้วไปปฏิบัติธรรม กลั่นกรองความคิด ตกผลึกความคิด ถ่ายทอดวิชชาความรู้, ประสบการณ์ของตนเอง เป็นหนังสือก็ดี, ถ้อยคำสอนก็ดี จะทำให้สังคมไทยมีพลวัตรของการเรียนรู้นอกระบบ ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญและจำเป็นยิ่งกว่าการเรียนรู้ในระบบที่สอนแต่ให้คนเป็นผู้ตามและคิดไม่เป็น เราไม่อาจเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษาได้มากนัก เพราะถ้าเราปรับหลักสูตรมาก ก็จะกระทบต่อการศึกษาต่อต่างประเทศของคนบางกลุ่ม นี่เพราะเราไม่มีอำนาจที่จะกำหนดหลักสูตรการเรียนการสอนที่เป็นที่ยอมรับกันในระดับสากลได้ ในประเทศออสเตรเลีย มีการเรียนการสอนที่อ่อนและด้อยกว่าประเทศไทยมาก คนที่สอบตกในไทยกลับสอบผ่านที่นั่น แต่ฝรั่งกลับยอมรับเพราะผิวขาวเหมือนกัน
มหาธรรม เรื่อง การฝึกลมปราณเพื่อการบรรลุธรรมแบบเซียน
ในนิกายเถรวาทนิยมใช้กรรมฐานนิ่ง คือ ไม่เคลื่อนไหวร่างกาย เป็นพื้นฐานก่อนเข้าสู่การบรรลุธรรม เริ่มจากสมถะกรรมฐานก่อนเข้าสู่วิปัสสนากรรมฐาน แต่สำหรับมหายานนั้น มองว่าสมถะกรรมฐานหรือสมาธิพื้นฐานนั้นทุกคนมีอยู่แล้ว ในกิจกรรมหรือกิจวัตรต่างๆ ของเรา เช่น การทำงานบ้านก็ดี, การเพาะปลูกก็ดี, การทำงานในทุกรูปแบบก็ดี ล้วนเป็นการพัฒนาสมาธิและจิตทั้งสิ้น จึงไม่จำเป็นที่จะต้องมาฝึกฝนอีก ในคนที่ฝึกจิตด้วยกรรมฐานแบบต่างๆ พวกเขาใช้เวลานานในการวนอยู่กับกรรมฐานนั้นๆ ติดอยู่กับการฝึกจิตนั้นๆ ทำให้การเข้าถึงธรรมล่าช้า และเพราะล่าช้าจึงมักถูกสิ่งยั่วยุดึงออกนอกทางได้มาก เปิดช่องให้เหล่ามารแทรกนั่นเอง ข้อดีของการฝึกจิตมีอยู่ แต่ไม่ใช่สำหรับทุกคน คนที่เหมาะแก่การฝึกจิต คือ คนที่มีอินทรีย์อ่อน อินทรีย์ทั้งห้าอ่อนตัวใดก็ควรฝึกตัวนั้น อันได้แก่ ศรัทธา ซึ่งฝึกได้จากการบูชาเซ่นสรวง, วิริยะ ซึ่งฝึกได้จากทุกกิจกรรม, สติ ซึ่งฝึกได้เฉพาะในพระพุทธศาสนาและแบบผู้ฝึกกังฟู, สมาธิ ซึ่งฝึกได้มากมายในสำนักพราหมณ์ก็มีเช่นกัน, และปัญญา ซึ่งฝึกได้จากการศึกษาแนวปริยัติ อินทรีย์ทั้งห้านี้ ทุกคนมีอยู่แล้ว อ่อนด้อยไม่เท่ากัน แต่ที่สำคัญที่ทำให้คนบรรลุหรือไม่คือ อินทรีย์ทั้งห้านั้น “สมังคี” กันหรือไม่ คำว่าสมังคีคือสมดุล, พอดี, ประสานกันดีนั่นเอง ความสำคัญของอินทรีย์ทั้งห้าไม่ได้อยู่ที่การฝึกกรรมฐานเพิ่มพละกำลังของอินทรีย์ แต่อยู่ที่ความสมังคีกันนั่นเอง ดังนั้น ถ้าอินทรีย์บางตัวอ่อนด้อยมาก ก็ควรฝึกเฉพาะตัวนั้นๆ เช่น บางคนสติดีมาก แต่สมาธิอ่อนด้อย หากไม่สมดุลก็ควรฝึกสมาธิ แต่สิ่งนี้ ไม่ใช่สิ่งสำคัญที่ทำให้คนบรรลุธรรมหรือไม่บรรลุธรรม เพราะทุกคนเวียนว่ายตายเกิดมานานมากแล้ว ไม่เคยไม่เกิดเป็นอะไร ชาติแรกของมนุษย์ทุกรูปนามก็คือพรหมอยู่แล้ว สมาธิและญาณจึงต่างเคยมีกันอยู่แล้ว แต่เพราะกรรมในปัจจุบันที่เราทำมาจรบดบังทำให้สิ่งดีๆ ที่เราเคยมีอยู่แต่เดิมเสื่อมลงเท่านั้น อีกประการกิเลสก็เกิดเองดับเองเป็นช่วงๆ ตามวาระ ไม่เที่ยง ไม่นิจจัง การเกิดภาวะสุญตาเกิดได้บ่อยๆ อยู่แล้ว เราจึงไม่จำเป็นต้องไปฝึกอะไรมาก ขอแค่อาศัยจังหวะสุญตานี้เป็นช่วงที่จิตรวมอินทรีย์ทั้งห้าให้สมังคีกันได้ ยกจิตขึ้นวิปัสสนาญาณฉับพลันก็บรรลุได้ทันที แต่ที่เราพลาด มักเกิดจาก ๑) ไม่ทราบภาวะสุญตาอยู่ไหน ๒) อินทรีย์ทั้งห้าไม่สมังคีกัน ๓) ไม่ได้ยกจิตขึ้นวิปัสสนาญาณเพื่อการรู้แจ้ง เพียงสามประการนี้เองที่เป็นด่านสำคัญขวางการบรรลุธรรมของบุคคล ไม่ใช่เพราะเราอ่อนด้อยในอินทรีย์ตัวใดตัวหนึ่งเป็นสำคัญ หลายคนบรรลุฉับพลันได้โดยไม่ต้องฝึกจิตมาก่อน ในสมัยพุทธกาลก็มีปรากฏมากมาย แต่เมื่อบรรลุฉับพลันแล้ว ในบางคนที่ยังมีกรรมมาก จิตจะถูกรบกวนมาก และแกว่งอยู่ ไม่เสถียรภาพ และยังไม่ได้นิพพานในชาติปัจจุบัน แบบนี้การฝึกจิตเสริมความอ่อนด้อยของตนในบางด้าน ก็เป็นสิ่งที่เหมาะสม ซึ่งจะยังผลให้การฝึกสติ, สมาธิ นั้นเป็นสัมมาสติ, สัมมาสมาธิ ทั้งหมด แต่ถ้าบุคคลยังไม่บรรลุธรรมแล้ว การฝึกสติ, สมาธิ ก็ยังไม่ได้ผลเป็นสัมมาสติ, สัมมาสมาธิ เพราะจิตยังไม่ตรงทางนิพพานอย่างแท้จริงนั่นเอง ดังนั้น แม้ไม่ฝึกจิตก็บรรลุฉับพลันได้ เมื่อบรรลุฉับพลันแล้ว พบว่าตนยังไม่ถึงวาระนิพพาน จะไปฝึกจิตต่อเพื่อลดข้อด้อย เพื่อการบำเพ็ญบารมีก็ได้
การฝึกความสมังคีกันของอินทรีย์ทั้งห้า ด้วยการฝึกลมปราณ
กรรมฐานแต่ละชนิด มักแยกฝึกอินทรีย์ของคน เช่น สติปัฏฐานสี่ จะเน้นแต่เรื่องสติ หรือฌานสี่ก็เน้นแต่เรื่องสมาธิ แต่กรรมฐานทั้งหลายนั้น ไม่มีกรรมฐานตัวใดเลยที่เน้นการฝึก “อินทรีย์ห้าสมังคีกัน” ในการฝึกให้อินทรีย์ทั้งหลายสมังคีกันได้นั้น คือ การฝึกใช้อินทรีย์ทั้งห้าพร้อมๆ กันเช่นการต่อสู้, การทำงานที่ยากและต้องใช้อินทรีย์ทุกชนิด เป็นต้น การฝึกลมปราณหรือกังฟู จึงเป็นสิ่งที่ช่วยได้ในกรณีนี้ คือ การฝึกให้อินทรีย์ทั้งห้าสมังคีกันนั่นเอง อนึ่ง การฝึกลมปราณหรือกังฟูแต่ดั้งเดิมนั้น ไม่ใช่เพื่อการต่อสู้ แต่เพื่อสุขภาพที่ดี หากเราเข้าใจถึงจุดประสงค์ชัดเจนแล้ว การฝึกจะไม่ออกนอกทางเป็น “มิจฉาทิฐิ” ไป คือ การฝึกลมปราณหรือกังฟูเพื่อให้อินทรีย์ทั้งห้าประสานกันดี สมดุลกันดี อันจะส่งผลให้สุขภาพดีตามมาด้วย นั่นเอง ในการฝึกลมปราณหรือกังฟูนั้น จะต้องใช้ทั้งสมาธิ, สติ, ปัญญา, ศรัทธา และวิริยะ จึงสำเร็จเห็นผลได้ ดังนั้น จึงไม่ต่างจากการฝึกกรรมฐานอื่นๆ
การเข้าถึงธรรมด้วยการฝึกลมปราณ เป็นวิธีเร็วลัดแบบเซียน
โลกในยุคปัจจุบัน มนุษย์มีอายุขัยน้อย ปกติ พระพุทธศาสนาจะเกิดบนโลกในช่วงที่มนุษย์โลกมีอายุขัยเกินร้อยปี แต่เมื่ออายุขัยมนุษย์น้อยลงต่ำกว่าร้อยปีแล้ว เช่นในยุคปัจจุบัน โลกมักเข้าสู่ยุคของพระปัจเจกพุทธเจ้า และเหล่าเซียนทั้งหลาย ดังนั้น การฝึกกรรมฐานที่เชื่องช้าและใช้เวลานานก็ไม่มีปรากฏ และไม่เหมาะสมกับยุคสมัยด้วย การฝึกจิตที่เหมาะสมกับยุคนี้ก็คือ การฝึกลมปราณหรือกังฟู นั่นเอง เหล่าเซียนทั้งหลายก็ใช้การฝึกลมปราณหรือกังฟูนี้ในการเข้าถึงธรรมเช่นกัน เช่น การใช้ลมปราณทะลวงตาทิพย์เปิดตาที่สามได้ฉับพลันโดยไม่ต้องฝึก, การใช้ลมปราณของอาจารย์ถ่ายทอดเข้าร่างพร้อมเพื่อขับดันทะลวงเปิดจักระที่เจ็ดทำให้ถอยกายทิพย์ได้ เป็นต้น สิ่งเหล่านี้จะกลายเป็น “สิ่งจำเป็น” ของการปฏิบัติธรรมของมนุษย์โลกในยุคต่อไป เพราะใครบ้างที่จะมีเวลามาฝึกจิตได้นานๆ เหมือนสมัยโบราณที่มาฝึกจิตกันครั้งหนึ่งอาจมาตั้งแต่เด็ก กลับไปอีกทีก็เป็นหนุ่มแล้ว เรามีอย่างมากก็แค่ ๒ ถึง ๓ วัน ลางานมาฝึกสมาธิกัน ซึ่งไม่ได้อะไรเลย แค่ได้มาเที่ยวพักชั่วคราวเท่านั้นเอง แบบนี้ ไม่มีทางเลยที่จะฝึกจิตได้สำเร็จ เราจึงต้องค้นหาวิธีการใหม่ๆ ที่เหมาะสมกับโลกในยุคสมัยปัจจุบันดังกล่าว
พระพุทธเจ้าเคยใช้วิธีเข้าถึงธรรมด้วยลมปราณหรือไม่?
เคย เช่น ในครั้งแรกที่เทศนาให้แก่ ปัญจวัคคี ทั้งห้า ท่านได้ถ่ายทอดเคล็ดลมปราณ ที่เรียกว่าธรรมจักรให้แก่ท่านอัญญาโกญทัญญะ ซึ่งสำเร็จด้วยวิธีนี้เพียงคนเดียว ท่านอื่นๆ ไม่สำเร็จ ก็ต้องเทศน์ด้วยวิธีอื่นต่อไป ในสมัยต่อมา ท่านคิริมานนท์นอนป่วยอยู่มาเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าไม่ได้ ท่านรับสั่งให้พระอานนท์ช่วยถ่ายทอดสัญญาสิบให้แก่ท่านคิริมานนท์ ทำให้ท่านฟังธรรมแล้วหายป่วยทันที และสำเร็จวิธีเดินลมปราณทางลมหายใจที่เรียกว่า “เก้าเอี๊ยง” นั่นเอง ดังนั้น วิธีเข้าถึงธรรมโดยใช้ลมปราณนี้ จึงไม่ได้อยู่นอกทางของพระพุทธศาสนาเป็นสิ่งที่ตรงทางแต่น้อยคนนักที่จะฝึกฝนปฏิบัติได้ เพราะพราหมณ์ในยุคนั้นคุ้นเคยกับการฝึกแบบเดิมๆ มากกว่าที่ต้องใช้เวลานานมากๆ เช่น การเข้าสมาธินานๆ เป็นสิบปี, การบำเพ็ญไม่พูดเลยสิบสองปี, การกักตนเก็บตบะเป็นร้อยปีก็มี อันนี้ เป็น “ทางอ้อม” ทำให้ยิ่งช้าออกไป ไม่ทันยุคทันสมัย พระพุทธเจ้าทรงทราบปัญหานี้ดี จึงทรงหาวิธีลัดสั้นต่างๆ ไว้ แต่วิธีมากมายเหล่านั้น ไม่อาจถ่ายทอดให้เป็นที่เข้าใจของคนในยุคนั้นได้ ทำให้การสอนวิธีฝึกจิตแบบพุทธศาสนา ถูกกลืนด้วยวิธีของพราหมณ์ เช่น การเจริญฌาน, การเพ่งกสิณ ซึ่งเป็นวิธีเก่าๆ ของพราหมณ์ ที่ใช้เวลานานนั่นเอง
มรรควิธีในการฝึกจิตแบบเต๋า (แบบเซียน)
การฝึกจิตแบบลัทธิเต๋า และการเข้าถึงธรรมแบบเซียนนั้น เป็นวิธีที่ลัดสั้น และมีหลายวิธีมาก แต่วิธีเหล่านั้นไม่ค่อยเปิดเผย และมักเลือนหายไปเพราะขาดผู้สืบทอด ซึ่งวิธีแบบนี้ ก็เป็นวิธีที่สอดคล้องกับที่พระพุทธเจ้า ได้เปลี่ยนมาใช้ในภายหลัง หลังจากที่ท่านได้พบว่าการนั่งสมาธิไม่กินอะไรเลยหกปีนั้นเปล่าประโยชน์ จึงเลิกการฝึกจิตแบบพราหมณ์ และหาวิธีที่เร็วลัดสั้นมากกว่า เช่น การฝึกสติ เป็นต้น อนึ่ง ในประเทศจีนสมัยโบราณยุคนั้น มีการฝึกจิตแบบเซียนกันอยู่ก่อนแล้วและวิธีการเดินลมปราณทั้งการเข้าถึงธรรมแบบลัดสั้นมีมากมาย ถ้าเราได้อ่านวรรณกรรมจีนหลายเล่มเกี่ยวกับจอมยุทธ์ เรามักพบว่าตัวเอกจะสำเร็จวิชชาแบบรวดเร็ว และไม่ค่อยได้ฝึกฝนอย่างยาวนานมาก่อนนัก นี่แสดงให้เห็นว่ากระแสความเชื่อในการบรรลุวิชชาแบบฉับพลันนั้น มีมายาวนานแล้ว จึงมีอิทธิพลต่อวรรณกรรมของจีนได้ ข้อเสียของการปฏิบัติในทางเต๋าคือ รายละเอียดในหัวข้อธรรมมีน้อย เทียบกับในพระพุทธศาสนาแล้วต่างกันลิบลับ เพราะในพุทธศาสนามีถึง ๘,๔๐๐๐ พระธรรมขันธ์ทีเดียว ส่วนในเต๋ามีก็แต่เต๋าซึ่งอธิบายไม่ได้ และสรรพสิ่งมีคู่ตรงข้าม หยินหยาง กันเท่านั้น ทำให้การบรรลุธรรมในทางเต๋าค่อนข้างยากกว่าด้วยเหตุนี้ เมื่อใช้สองวิธีผสมผสานกันแล้ว จะลดข้อด้อยซึ่งกันและกัน คือ ใช้วิธีการฝึกจิตแบบเซียนหรือเต๋า คือการฝึกลมปราณหรือกังฟูแต่ใช้ธรรมะของพระพุทธศาสนามาช่วยก็จะทำให้การเข้าถึงธรรมแบบเร็วลัดสั้นง่าย และเป็นไปได้มากขึ้น เหมาะสมกับยุคสมัยปัจจุบันนั้นเอง
มหาธรรม เรื่อง วิธีการฝึกจิตด้วยลมปราณแบบต่างๆ
การเข้าถึงธรรมด้วยการฝึกลมปราณเป็นวิธีแบบเซียนคือเร็ว, ลัด, สั้น ในการฝึกลมปราณนั้นจะได้ฝึกอินทรีย์ห้า คือ สติ, สมาธิ, ปัญญา, ศรัทธา และวิริยะ ไปด้วยในตัว เมื่อฝึกแล้วจะช่วยในอินทรีย์ทั้งห้าทำงานร่วมกัน, พร้อมกัน, ประสานกัน, สามัคคีกัน จนทำให้อินทรีย์ห้าสมังคีกันและง่ายต่อการบรรลุธรรม ในการบรรลุธรรมนั้นไม่มีอะไรเลย เพราะธรรมะนั้นก็ไม่มีอะไรปรุงแต่งอยู่แล้ว, บริสุทธิ์อยู่แล้ว และเป็นเช่นนั้นเองอยู่แล้ว เพียงรอจังหวะให้จิตเข้าสู่ภาวะสุญตาเท่านั้น คือ กิเลสดับชั่วคราว ไม่มีอะไรปรุงแต่งเลยชั่วคราว ก็สามารถบรรลุธรรมฉับพลันได้แต่ถ้าการบรรลุธรรมนั้นเป็นการเข้าถึงด้วยปัญญาถึงที่สุดแห่งสรรพสิ่ง แต่ไม่มีครูบาอาจารย์ทำลายตัวสักกายทิฐิให้ ก็จะไม่สำเร็จเป็นอริยบุคคล แต่สำเร็จเซียนเท่านั้น สักกายทิฐิยังคงมีอยู่ แต่สามารถสอนคน ถ่ายทอดธรรมได้ แต่ถึงจะสำเร็จเพียงนี้ก็ช่วยปิดอบายภูมิสี่ได้ชั่วคราวแล้ว (ยังไม่ใช่พระโสดาบันจึงปิดอบายภูมิสี่แบบถาวรไม่ได้) การฝึกจิตด้วยลมปราณจะช่วยให้ผู้ที่มีจิตวิญญาณชั้นต่ำเช่นอสูรหลุดพ้นจากความเป็นอสูร, มาร หลุดพ้นจากความเป็นมาร ได้ จึงได้เขียนไว้ให้ได้ปฏิบัติกัน
การฝึกลมปราณธรรมจักร
ทำได้ด้วยการหมุนลมปราณที่ท้องน้อยรวมพลังให้มากขึ้นๆ สะสมไว้ทุกวันๆ พอมากดีแล้ว ลมปราณจะอยู่ตำแหน่งเดิมต่อไปไม่ได้ มากเกินไปจะล้น จะดันขึ้นตรงๆ ข้างบนเองตามธรรมชาติ ไม่ต้องไปกำหนดอะไร ปล่อยไปตามธรรมชาติ ลมปราณจะดันขึ้นจากท้องน้อยไปถึงกระหม่อม และทะลวงเปิดจักระที่เจ็ด ทำให้ปัญญาสว่างไสว สื่อรับข้อมูลจากเบื้องบน ไกลโพ้นทั่วจักรวาลได้ ถ้าฝึกได้ถึงสุดยอดก็บรรลุเซียนและมีกายทิพย์เป็นพระยูไลได้ แต่ถ้าได้รองลงมาก็ได้ถึงกายโพธิสัตว์สมันตภัทร หรือต่ำสุดก็คือกายเซียน
การฝึกลมปราณไทเก๊ก
ทำได้ด้วยการเคลื่อนลมปราณทั่วร่างอย่างอ่อนนุ่ม คล้ายน้ำที่ไหลไปมาทั่วร่างกายแล้วปลดปล่อยพลังนั้นเชื่อมโยงเข้าสู่จักรวาล หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกันทั้งจักรวาลและร่างกายของเรา ไม่มีขีดขั้น ย่อยสลายลมปราณที่แข็งเกร็งให้อ่อนทั่วร่าง มีลมปราณแต่เหมือนไม่มี ไม่มีแต่ก็เหมือนมี ลมปราณทั่วจักรวาลไหลเข้าออกได้อย่างสะดวกสบาย ไม่มีท่าที่แน่นอน ไม่ต้องจดจำท่วงท่า ลมปราณจะขับดันร่างกายไปทำให้เกิดท่าทางต่างๆ เอง ดุจใบไม้ที่ไหวตามลม, กะลามะพร้าวที่ไหลไปตามสายน้ำวนฉะนั้น เมื่อสำเร็จขั้นสูงสุดจะได้กายทิพย์ยูไล รองลงมาได้กายทิพย์เมตตรัย ต่ำสุดคือกายทิพย์เซียน
การฝึกลมปราณเก้าเอี๊ยง
ทำได้ด้วยการเคลื่อนลมปราณพร้อมการหายใจเข้าออก กำหนดลมหายใจสองฐานก็พอ คือ จมูกกับท้องน้อย ที่ท้องน้อยเป็นจักระรวมพลังความร้อนของร่างกาย ถ่ายเข้าออกไปสู่สิ่งแวดล้อมผ่านทางจมูก ทางลมหายใจ ถ้าฝึกด้วยการสวดมนต์ ก็ให้ลมปราณออกทางปาก ฝึกบ่อยๆ ธาตุไฟจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ถ้าสุขภาพยังดีอยู่จะไม่เป็นไร แต่ถ้าเป็นคนธาตุอ่อนจะมีปัญหาสุขภาพเพราะธาตุไฟกำเริบได้ แต่ถ้าสำเร็จถึงสูงสุดจะได้กายทิพย์ยูไลได้ รองลงมาเป็นกายทิพย์มัญชุศรี รองลงไปเป็นกายทิพย์เซียน ต่ำที่สุดคือสิงห์
การฝึกลมปราณเก้าอิม
ทำได้ด้วยการเคลื่อนลมปราณจากภายนอกร่างกายเข้ามาสะสมในร่างกาย ถ้าลมปราณที่ดูดซับมาจากภายนอกเป็นพลังธาตุน้ำมีความเย็น จะทำให้ได้จิตวิญญาณมังกรเขียวมาอยู่ด้วย เมื่อฝึกแล้วสำเร็จเป็นพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรขี่มังกรเขียว ซึ่งดุร้ายน้อยกว่ามังกรดำ แต่ถ้าดูดซับพลังดำเข้ามาสะสมในร่างกายจะทำให้ได้มังกรดำแทน สำหรับผู้ที่ฝึกถึงขั้นสูงสุด จะสำเร็จเป็นพระยูไลขี่มังกรทอง คือ สำเร็จสูงสุดถึงยูไล สำเร็จรองลงไปได้กายโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร สำเร็จรองลงไปคือได้เซียน สำเร็จต่ำสุดคือมังกรดำ
การฝึกลมปราณกุณฑาริณี
ทำได้ด้วยการกระตุ้นพลังที่จักระที่หนึ่งออกมา ซึ่งก็คือบริเวณก้นกบและอวัยวะเพศ การกระตุ้นทำได้หลายวิธี เช่น การนั่งสมาธิในที่เย็น พลังเย็นจะกระตุ้นพลังร้อนที่ก้นกบ เราจะรู้สึกได้ถึงความอุ่นที่ก้นกบ แล้วเดินลมปราณให้ความอบอุ่นนั้นเดินไปทั่วร่าง หรือการใช้อารมณ์เพศเป็นเครื่องกระตุ้นซึ่งแบบที่สองนี้ค่อนข้างเสี่ยง ถ้ามีจิตวิญญาณชั้นต่ำเข้าแทรกเช่น อสูรหงส์ฟ้า อาจส่งผลให้เป็นบ้า หรือโรคประสาทได้ พลังจะขับดับทำให้คนนั้นเกรี้ยวกราดมีอารมณ์ร้ายรุนแรงถ้าเป็นหงส์ไฟ แต่จะเลือดเย็นและวิปริตถ้าเป็นหงส์น้ำ การฝึกวิชชาหงส์นี้พวกขันทีชอบฝึก โดยจะมีจิตวิญญาณหงส์น้ำมาร่วมในกายสังขารจึงมีปราณพิเศษได้ส่วนพระสนมมักมีหงส์ไฟ แต่ถ้าผ่านด่านได้จะได้หงส์ทองซึ่งมีคุณธรรม
การฝึกลมปราณเดรัจฉานวิชชา
ทำได้ด้วยการฝึกเดรัจฉานวิชชา หรือวิชชาที่เลียนแบบท่าสัตว์ต่างๆ เช่น วิชชากงเล็บมังกร, วิชชาหงส์ไฟ เป็นต้น วิชชาเหล่านี้เป็นเดรัจฉานวิชชา ฝึกแล้วทำให้จิตวิญญาณชั้นต่ำเข้าแทรกได้ง่าย ฝึกอะไร จิตวิญญาณแบบนั้นก็เข้าแทรก แต่สำหรับบางท่านจิตวิญญาณของเขาเป็นเดรัจฉานอยู่ก่อนแล้ว แบบนี้มีกายสังขารเป็นมนุษย์ แต่จิตวิญญาณไม่ใช่ ยังไม่ถึงวาระที่จะได้ธรรมในศาสนาพุทธ แต่สามารถฝึกเต๋าให้สำเร็จเซียนได้ นั่นคือ ไม่ว่าจะมีจิตวิญญาณตกต่ำหรือดำมืดขนาดไหน ก็ฝึกเต๋าให้หลุดพ้นได้ เมื่อหลุดพ้นแล้วก็ค่อยเอาธรรมะจากพระพุทธศาสนามาปฏิบัติต่อก็ได้ ก็หลุดพ้นจากเดรัจฉานวิชชา แต่ถ้าไม่มีการฝึกลมปราณเดรัจฉานวิชชาแบบเต๋ามาก่อนเลย ก็จะไม่อาจหลุดพ้นได้
การฝึกลมปราณเพื่อละกามสู่การบรรลุอรหันต์
ผู้ฝึกลมปราณจับคู่ หยิน-หยางกัน ไม่จำเป็นต้องเป็นสามีภรรยากัน และไม่จำเป็นต้องมีเพศสัมพันธ์กัน ทั้งไม่จำเป็นว่าต้องเป็นเพศใด อายุเท่าใด ขึ้นอยู่กับพลังภายใน จะมีภาวะ หยิน-หยาง กันได้หรือไม่ เช่น บางคนมีพลังร้อน, บางคนมีพลังเย็น, บางคนมีพลังขาว, บางคนมีพลังดำ อย่างนี้จับคู่ หยิน-หยางกันได้ แล้วดูว่าปรับถ่ายพลัง ส่งผลให้มีสุขเหมือนกามหรือไม่ แต่จิตต้องละเอียดมาก ในคนที่มีเพศสัมพันธ์ ต้องพิจารณาดูว่าสุขทางใจนั้นอยู่ที่ใด เมื่อใด เป็นอย่างไรแล้วกำหนดหมายไว้เป็น “สัญญา” คือ ความจำได้หมายรู้ว่าความสุขทางใจของการมีกามเป็นอย่างนี้ๆ ก็จะถอดเปลือกนอกของกามออกได้ คือ ไม่ต้องมีกามด้วยการมีเพศสัมพันธ์ แต่ใช้การมีกามด้วยอรูปราคะ หรือการใช้พลังภายในเท่านั้น เพื่อเติมเต็มความสุขภายในให้แก่กันจนอิ่มในกาม และไม่ต้องการมีเพศสัมพันธ์กันก็ได้ในที่สุดนั่นเอง นี่คือ การดับรูปราคะได้สำเร็จ เหลือแต่อรูปราคะ ก็ดับอรูปราคะต่อในขั้นต่อไป ในที่สุดก็สามารถดับกามได้หมดสิ้นเชิง เพราะดับที่ราคะ
การละกามหรือดับกามด้วยการเพ่งอสุภกรรมฐานนั้น เป็นวิธีหลอกตัวเอง คือ หลอกว่ากามเป็นของเลว, ของน่าขยะแขยง, ของเน่าของน่ารังเกียจ เมื่อทำบ่อยๆ จะทำให้การจำได้หมายรู้ผิดเพี้ยนไป เช่น เห็นผู้หญิงที่ยังมีลมหายใจอยู่เป็นโครงกระดูกเดินได้ ซึ่งไม่จริง ผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริง ผู้หญิงยังมีชีวิตอยู่ก็คือยังมีชีวิตอยู่ แต่ไม่เที่ยงแท้เท่านั้นเอง การไปยึดก็ดี จำได้หมายรู้ไว้ให้เป็นโครงกระดูกก็ดีคือ การปรุงแต่งไปในทางตรงกันข้ามเพื่อหลอกตัวเอง แบบนี้ทำให้เกิด “สัญญาวิปลาส” คือ ความจำได้หมายรู้วิปลาสคลาดเคลื่อนผิดไปจากความเป็นจริง คนทางโลกคุยว่าสาวสวย เราเห็นเป็นของเน่าอันนี้เขาเรียกว่า “บ้า” ในเมื่อเป็นสาวสวยก็คือสาวสวย แต่สาวสวยนั้นไม่เที่ยง ไม่ใช่ทางหลุดพ้นก็เท่านั้นเอง ไม่ใช่เอาความเน่าเหม็นของอสุพะมากดข่ม หรือหลอกตัวเอง
ปรุงแต่งไปเพื่อให้หนีหรือกลัวกาม อย่างนี้ ปรุงแต่งไปในทางลบ จิตก็เป็นอกุศลด้วย คือ จิตหมองมัวเห็นแต่ซากศพ ถ้าไปมองว่าซากศพดีขึ้นมาก็วิปริตต่ออีก ไม่ใช่วิธีที่ถูกต้องเลย ศพก็คือศพ คนยังไม่ตายก็คือยังไม่ตาย แต่ทั้งหลายทั้งแหล่นี้ล้วนไม่เที่ยง ไม่ใช่ที่ยึดมั่นเป็นสรณะเท่านั้นเอง การละกามคือปล่อยให้กามดับไปเอง เมื่อถึงที่สุดแห่งกามนั่นเอง เมื่ออิ่มถึงที่สุด ก็เบื่อหน่ายแล้วละวาง จุดนั้นเองที่เข้าใจ และเลิกหลงกาม